การใช้และเลือกกล้องส่องทางไกล
กล้องส่องทางไกลนั้น
มีทั้งชนิดกล้องแบบตาเดียว(telescop)
และแบบสองตา(binoculars)
โดยเฉพาะกล้องส่อง
ทางไกลแบบสองตา
ถือเป็นชนิดที่นิยมใช้กันมาก
เพราะเป็นกล้องที่มีขนาดเล็กสามารถนำติดตัวไปได้สะดวก
และใช้ได้อย่าง คล่องแคล่ว
อีกทั้งยังมีขนาด
ชนิดและแบบให้เลือกต่างกันออกไปมาก
ซึ่งทั้งหมดล้วนมีการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน
กล้องส่องทางไกลแบบสองตามีส่วนประกอบต่าง ๆ ดังนี้
1.
ช่องสำหรับผูกสายคล้องคอ
(neckstrap loop)
2. เลนส์ใกล้วัตถุ
(objective lens)
3.
ระยะห่างของตาทั้งสองข้าง
(interpupillary distance)
4.
กระบอกตาของเลนส์ใกล้ตา (eye
cup)
5.
วงแหวนปรับระยะของเลนส์ใกล้ตา
(diopter adjustment ring)
6. ดัชนีของ diopter position
7. "O" diopter position
8. วงแหวนปรับโฟกัส
(central focusing)
9. บานพับกลาง (central shaft)
เมื่อทราบถึงส่วนประกอบต่างๆ
ของกล้องส่องทางไกลแล้วต่อมาก็มารู้จักวิธีการใช้
เมื่อเราหยิบกล้องส่องทางไกล
ออกมา
วิธีการแรกที่จะต้องกระทำคือ
ปรับระยะห่างของตา
ทั้งสองข้างให้เหมาะสมกับตา
ของเราก่อน (interpupillary distance)
เพราะสายตาของเราบางคนแต่ละข้างสั้น-ยาวไม่เท่ากัน
โดยให้ขยับกล้องทั้งสองข้างออกหรือเข้าตรงที่มีบานพับ
รองรับอยู่
จนกระทั่งลำแสงทั้งสองข้าง
อยู่ตรงกึ่งกลาง ของตา 2
ข้างพอดี ซึ่งจะทำให้ภาพที่เห็นด้วยตาทั้ง 2
ข้างซ้อนเป็นภาพ เดียวกัน
หลังจากนั้นก็จดจำตำแหน่งที่เหมาะสมนี้ไว้
เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาปรับใหม่
ในครั้งต่อไป
กล้องส่วนใหญ่มักจะมี
สเกลบอกระยะห่างเอาไว้เพื่อสะดวกในการจดจำอยู่แล้ว
ขั้นตอนต่อไปคือ
การปรับความคมชัดของภาพ
โดยการปรับโฟกัส
ด้วยวงแหวน ปรับโฟกัส (central
focusing) ซึ่งอยู่ตอนกลางของกล้องให้ได้ภาพที่ชัดเจนก่อน
โดยใช้ตาซ้ายเพียงข้างเดียว
มองภาพที่ต้องการแล้วปรับจนภาพนั้นคมชัดที่สุด
เมื่อตาข้างซ้ายมองภาพได้ชัดเจน
แล้วจึงหันมาปรับที่ตาข้างขวา
เนื่องจากคน ส่วนใหญ่มักจะมีความสามารถในการมองภาพไม่เท่ากัน
ดังนั้นที่ตัวเลนส์ใกล้ตาข้างขวา
จึงมีวงแหวนปรับระยะของเลนส์ใกล้ตา
(diopter adjustmentring) ซึ่งมัก จะมี
ตัวเลข 0 + และ - กำกับเอาไว้
คนปกติจะมี สายตาปกติที่ 0
ดังนั้นเมื่อเราปรับโฟกัส
ข้างซ้ายจนชัดเจนแล้ว
จึงค่อยมาหมุนปรับตาข้างขวานี้ให้ชัดเท่ากับที่ตาข้างซ้ายเห็น
จึงจะทำให้เราสามารถมองเห็นภาพได้มี
ขนาดเท่ากัน
หลังจากนั้น เวลาที่จะ
มองภาพก็ให้ปรับเฉพาะที่วงแหวน
ปรับโฟกัสตรงกลางเพียง
อย่างเดียว
ภาพจะชัดเจนตลอด
ถ้าหากกลัวว่า ตำแหน่ง
จะเลื่อนก็อาจใช้เทปติดล็อก
จุดวงแหวนปรับระยะของเลนส์ใกล้ตาไว้
เพื่อไม่ให้เลื่อนไปได้
สำหรับคนที่ สวมแว่นตา
ซึ่งอาจมีปัญหาในการมองให้ชัดเจน
เพราะเวลาใช้กล้องจำเป็นจะต้องใช้ตาแนบชิดกับ
กล้องตรงเลนส์ใกล้ตาซึ่ง
ส่วนใหญ่จะติดปลอกยางหรือพลาสติกเอาไว้
ดังนั้นผู้ที่สวมแว่นตาให้กดปลอกยาง
หรือถอดพลาสติกนั้นออกจะทำให้สามารถ
แนบตาเข้าไป
โดยไม่ต้องถอดแว่นตาออกในขณะใช้กล้อง
ชนิดของกล้องส่องทางไกลแบบสองตา
มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด คือ
1.
Wide-set model หรือ Porroprism design กล้องชนิดนี้ระยะระหว่างเลนส์
ใกล้วัตถุจะ
กว้างกว่าเลนส์ใกล้ตา
ระหว่างเลนส์จะมีปริซึมเป็นตัวหักเหแสงทำให้ได้ภาพที่กว้างกว่า
สว่างกว่า และลำกล้องจะสั้นกว่ารวมทั้งมีราคาถูก
จึงเป็นกล้อง
แบบที่มีผู้นิยมใช้กันมาก
2.
Narrow-set model
คล้ายกับชนิดแรก
แต่มีปริซึมคู่หลังอยู่ด้านใน
ทำให้เลนส์ใกล้วัตถุ
อยู่ใกล้กันกว่าเลนส์ใกล้ตา
ทำให้กล้องมีขนาดเล็ก
กระทัดรัด แต่มีผล
ทำให้การเห็นภาพเป็นสามมิติ
เปลี่ยนไปบ้าง
กล้องชนิดนี้โดยทั่วไปมีขนาดเล็ก
3.
In-line model หรือ Roofprism design
กล้องชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นท่อ
ตรง 2 ข้าง ภายในมีปริซึม 1
คู่ ติดตั้ง
ชิดกันเพื่อที่จะทำให้รูปร่างของกล้องกระทัดรัด
และสามารถย่นระยะการเดินทางของลำแสงได้ดีกว่าแบบ
Porroprism เพราะมี ความยุ่งยาก
ในการวางตำแหน่งปริซึมให้เหมาะสม
จึงทำให้กล้องชนิดนี้มีราคาแพงกว่าชนิดอื่นถึงแม้ว่า
จะมีกำลังขยายเท่ากัน
แต่กล้องชนิดนี้มีจุดด้อยคือ
มีความสว่างของแสงที่ผ่านเข้าไป
ในตัวกล้องน้อยกว่าแบบ Porroprism
4.
Opera glasses
กล้องชนิดนี้เป็นกล้องรุ่นเก่าแบบดั้งเดิมมีลักษณะ
เป็นท่อตรง แต่ไม่มีปริซึม
เลนส์ใกล้วัตถุที่ใช้
เป็นเลนส์นูนเลนส์ใกล้ตาเป็นเลนส์เว้า
กำลังขยายมักไม่เกิน 4 เท่า
และมักมีความกว้างของภาพแคบ
จึงไม่เหมาะแก่การดูนก
การเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า
กล้องส่องทางไกลมีอยู่หลายชนิด
ทั้งยังมีคุณสมบัติต่างกันออกไปมากมาย
ดังนั้นในการเลือก
ซื้อกล้องจึงควรคำนึงถึงความสะดวก
ในการพกพาและการใช้ประโยชน์ในการดูนกได้อย่างเต็มที่
โดยพิจารณาจากขนาด
กำลังขยาย และน้ำหนัก
กล้องที่มีกำลังขยายมากหากมีน้ำหนักมากตามไปด้วย
ก็จะทำให้การใช้งานไม่สะดวก
หรือบางครั้ง
ก็ใช่ว่ากล้องที่ราคาแพงจะมีคุณภาพดีเสมอไป
กล้องราคาถูก บางชนิด
มีคุณภาพเกินราคา
วิธีการเลือกซื้อกล้องพอสรุปเป็นข้อ
ๆ ได้ดังนี้
1.
กล้องส่องทางไกลโดยทั่วไป
จะมีตัวเลขปรากฎอยู่บนตัวกล้อง
ซึ่งเป็นตัวบอกคุณสมบัติของกล้องอย่างเช่น
7 x 35 หรือ 8 x 30
ตัวเลขด้านหน้าเครื่องหมาย
x นั้น หมายถึงกำลังขยาย (power)
ของกล้อง เช่น ถ้าเป็น 8 x 30
หมายถึงกล้องตัวนั้น
มีกำลังขยายเป็น 8 เท่า
ถ้าเราใช้ส่องวัตถุที่อยู่ห่าง
ออกไป
200 เมตร จะทำให้ได้ภาพ
ที่เหมือนกับดูด้วยตาเปล่าในระยะ
25 เมตร
2.
โดยทั่วไปกล้องส่องทางไกลมีกำลังขยายมากขึ้นเท่าใด
ยิ่งจะทำให้เห็นภาพ
ได้ชัดเจนขึ้น
แต่กล้องส่องทางไกล
ที่เหมาะสำหรับดูนก
ควรจะมีกำลังขยายอยู่ในระยะ
7 x หรือ 8 x จึงจะเหมาะสม
เพราะยิ่งกล้องตัวนั้นมีกำลังขยายมากขึ้น
ภาพที่เห็นจะสั่นไหว
ตามไปด้วย
3.
ส่วนตัวเลขที่อยู่หลังเครื่องหมาย
x
คือเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์หน้าตัวกล้อง
ซึ่งเรียกว่า
ขนาดของเลนส์ใกล้วัตถุ
(objective size)
โดยมีขนาดเป็นมิลลิเมตร
เช่น 8 x 30 หมายถึง
กล้องตัวนั้น
มีเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์ตัวหน้าเท่ากับ
30 มิลลิเมตรหรือ 3 เซนติเมตร
ซึ่งถ้าหากเส้นผ่าศูนย์กลาง
ยิ่งกว้าง
จะทำให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นในที่มีแสงน้อย
เช่นในที่มืดหรือป่าทึบ
หากใช้กล้องที่มีเลนส์หน้ากล้อง
กว้าง
จะทำให้เห็นนกได้ชัด
แต่จะมี
ข้อเสียตรงที่มีน้ำหนักมากขึ้น
และใหญ่ขึ้นตามไปด้วย
ซึ่งจะทำให้
ไม่สะดวกในการพกพา
และสร้างความลำบากหากต้องเดินดูนกเป็นระยะทางไกล
ๆ
4.
กำลังขยายและขนาดของเลนส์
จะเป็นตัวกำหนดรูรับแสง
ซึ่งเมื่อเรานำมาหารกัน
จะได้ออกมาเป็นตัวเลข
ของรูรับแสง
เช่น 7 x 35
จะมีรูรับแสงเท่ากับ 5
มิลลิเมตร
รูรับแสงนี้จะมีความสำคัญ
คล้ายกับเลนส์ใกล้วัตถุ
คือจะบอกว่ากล้อง ตัวนั้น
ใช้งานในสถานที่ที่มีแสงน้อยได้ดีเพียงใด
เพราะเป็นความกว้างของลำแสงจากภาพที่ผ่านตัวกล้องเข้ามา
กล้องที่ดีควรมี
ขนาดรูรับแสง
5 มิลลิเมตร นั่นคือเลนส์ใกล้วัตถุมีขนาด
5 เท่าของกำลังขยายจึงจะเหมาะสมความกว้างของภาพเป็นประโยชน์
ในการพบนกด้วยเช่นกัน
เพราะจะทำให้เราหานกได้ง่ายยิ่งขึ้น
ถ้าใช้กล้องที่มีมุมกว้างควรพิจารณา
ถึงข้อนี้ด้วยเหมือนกัน
โดยทั่วไปกำลังขยาย 7 เท่า
จะให้ความกว้างของภาพประมาณ
7 องศา
ยิ่งกล้องมีกำลังขยายมากความกว้างจะยิ่งน้อยลง
5. ขนาดและน้ำหนักของกล้อง
ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อ
แม้ว่ากล้องตัวใหญ่จะมีประสิทธิภาพ
ที่มากกว่า
แต่อาจจะไม่สะดวก
หากต้องคล้องคอไว้
เป็นเวลานานยิ่งต้องเดินทางเป็นระยะทางไกล
ๆ น้ำหนักของกล้องจะสร้าง
ความรำคาญขึ้นได้
ดังนั้นควรเลือกกล้องที่มีขนาดเหมาะกับตัวจะดีกว่า
6.
ข้อระวังสุดท้ายในการเลือกซื้อกล้องก็คือ
ต้องพยายามเลือกให้ได้กล้องที่ภาพ
2 ข้างอยู่ใน
ระนาบเดียวกันมากที่สุด
เพราะหากไม่อยู่ในระนาบเดียวกันแล้ว
จะทำให้ตา 2
ข้างของเราพยายามนำภาพ
มารวมกันให้ได้เกิดอาการปวดตา
เมื่อใช้ไป นาน
ๆ ซึ่งมักพบในกล้องราคาถูก
ดังนั้นในการเลือกซื้อจึงควร
ยกกล้องขึ้นส่องวัตถุที่มีแนวตรงขนานกับพื้น
หรือขอบกำแพง ขอบตึก
ปรับโฟกัสให้ชัดแล้วค่อย ๆ
ขยับให้กล้องห่างจากตา
จนภาพที่เห็น แยกเป็น 2 ภาพ
ถ้าภาพเส้นตรงนั้นยังต่อกันสนิท
ถือว่าดีมาก แต่ถ้าห่างออกจากกันมาก
ถือว่ากล้องนั้นใช้ไม่ได้
การดูแลรักษากล้องส่องทางไกล
การดูแลขณะใช้งาน
1.
ควรเอากล้องคล้องคอไว้เสมอ
ไม่ควรถือไว้เพราะบางครั้งอาจเผลอปล่อยมือได้
2.
ควรปรับสายคล้องกล้องให้ยาวพอเหมาะ
เพราะเวลายกกล้องขึ้นใช้ดูนกจะได้ระยะที่พอดีกับสายตา
หากสายคล้อง
กล้องยาวเกินไป
จะทำให้แกว่งในขณะที่เดิน
และอาจจะไปกระทบกับวัตถุที่แข็ง
อย่างเช่น
ต้นไม้ หรือก้อนหินได้
การทำความสะอาดกล้องเมื่อใช้เสร็จแล้ว
1. ใช้ที่เป่าลม
เป่าฝุ่นละอองที่ติดบนเลนส์ใกล้ตา
และเลนส์ใกล้วัตถุให้ออกจนหมด โดยจับกล้องให้เอียงไม่ควรหงาย
กล้องตรง ๆ
เพราะจะทำให้ฝุ่นละอองไม่หลุดออกไปจากเลนส์
2. ใช้แปรงปัดเลนส์เบา ๆ
ไปทางเดียวกัน
แล้วใช้ที่เป่าลมเป่าอีกครั้ง
3. ถ้ากล้องเปื้อนมาก
ให้ใช้ผ้านิ่ม ๆ เช่น
ผ้าเช็ดแว่น
หรือกระดาษเช็ดเลนส์
เช็ดทำความสะอาดทันที
ถ้าไม่ออกให้ชุบ
กระดาษเช็ดเลนส์ด้วยน้ำยาล้างเลนส์แล้วเช็ดคราบออกเบา ๆ
แต่ไม่ควรใช้น้ำยาเช็ดเลนส์บ่อย
ๆ เพราะน้ำยาจะไปล้างสาร
ที่เคลือบเลนส์ออกไป
การเก็บกล้องเมื่อเลิกใช้
1.
ควรเก็บกล้องในที่ไม่ร้อนเกินไป
ไม่อับชื้น
เพราะอาจทำให้กล้องขึ้นรา (ควรใส่สารดูด
ความชื้นด้วยจะช่วยได้มาก)
2. เก็บกล้องไว้ในที่มั่นคง
แข็งแรง
ไม่กระแทกหรือตกหล่นได้
3.
ถ้ากล้องเปียกน้ำหรือชื้นมาก
ๆ
ให้รีบเช็ดให้แห้งแล้วใส่ถังข้าวสาร
หรือใส่ถุงพลาสติกที่ใส่ข้าวสารไว้เพื่อดูด
ความชื้น
ในกรณีที่หาสารดูดความชื้นไม่ได้
4.ใส่ถุงพลาสติกและใช้ยางรัด
แล้วจึงใส่กระเป๋ากล้องอีกชั้นหนึ่งจะช่วยป้องกันฝุ่นละอองต่างๆ
ที่จะเข้าไปในกล้องได้
5.นำกล้องออกมาตรวจดูและเปิดตากแสงสว่างให้อากาศถ่ายเท
และเมื่อกล้องมีปัญหาอะไร
จะได้แก้ไขได้ทันที
สาเหตุที่ทำให้กล้องเสีย
1. มีเชื้อราขึ้นบนเลนส์
อันมีสาเหตุมาจากกล้องเปียกน้ำหรือเก็บไว้ในที่ชื้น
ถ้าขึ้นเพียงเล็กน้อยไม่รบกวนต่อสายตา
เวลาใช้คงไม่เป็นไร
แต่หากต้องการป้องกัน
ไม่ให้ลุกลามหรือหากเป็นมาก
ควรส่งไป
ยังร้านซ่อมเพื่อล้างเลนส์
2.
ปริซึมเคลื่อนจนทำให้มองภาพไม่ชัดเจน
ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากกล้องตก
จากที่สูงหรือกระทบกระแทกจากของแข็ง
อย่างแรง
จนทำให้เห็นภาพไม่สมดุลปวดตา เวลาที่ใช้กรณีนี้
มีทางแก้ไขโดยการส่งไปซ่อมเพียงอย่างเดียว. เอกสารอ้างอิง
1.หนังสือ
"คู่มือดูนกเบื้องต้น"
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
2543
2.หนังสือ
"ดูนก" รุ่งโรจน์ จุกมงคล
2536 สำนักพิมพ์สารคดี
กรุงเทพฯ

|