ชมรมดูนกโคราช

การใช้อุปกรณ์ดูนก

               อุปกรณ์ดูนกที่จะขาดเสียมิได้เลยก็คือ กล้องส่องทางไกล ซึ่งอาจจะเป็นแบบตาเดียว (Telescope) หรือกล้อง สองตา (Binoculars) เนื่องจาก นกมีขนาดเล็กและ ไม่อาจเข้าใกล้ได้ง่าย (โดยนกไม่บินหนีไปเสียก่อน) เราจึงควรมีไว้ เป็นของส่วนตัว โดย เฉพาะกล้องสองตา ซึ่งมีความกระทัดรัด พกพาไปด้วยสะดวก เราจึงควรรู้จักกล้องชนิดนี้กันก่อน เพื่อการเลือก ซื้อใช้กล้องอย่างถูกวิธี ตลอดจนการดูแลรักษาให้กล้อง (ราคาแพง) ของเราสามารถใช้งานไปได้นานที่สุด

รูปแบบของกล้องส่องทางไกล
              
กล้องส่องทางไกลมีด้วยกัน 4 แบบ คือ
               1.Wide-set model
               2.Narrow-set model
               3.In-line model
               4.Opera glasses

Wide-set หรือ Porroprism design
               เป็นแบบที่เรารู้จักกันดี แบบนี้ระยะระหว่างเลนซ์ใกล้วัตถุ จะกว้างกว่าเลนซ์ใกล้ ตา ระหว่างเลนซ์จะมี Porroprism เป็นตัวหักเหแสง ประกอบด้วย ปริซึมที่เหมือนกัน 2 อันวางตั้งฉากกัน (ซึ่งมักจะเคลื่อนได้เวลาตก) จะทำให้ได้ ภาพที่มักกว้างกว่า สว่างกว่าและลำตัวกล้องที่สั้นกว่า และราคาจะถูกกว่าด้วย เรียกว่าราคาถูกก็ดีได้

Narrow-set model
               แบบนี้คล้ายแบบแรก แต่จัด Prism คู่หลังอยู่ด้านใน ทำให้เลนซ์ใกล้วัตถุอยู่ใกล้กันกว่าเลนซ์ใกล้ตาทำให้กล้อง ที่ได้มีขนาดกะทัดรัด แต่อาจ มีผลทำให้การเห็นภาพ เป็นสามมิติเปลี่ยนแปลงไปบ้าง พบในกล้องขนาดเล็ก ทั่วไป

In-line model
               แบบนี้เป็นท่อตรงทั้ง 2 ข้าง ดูคล้ายแสงผ่านทะลุไปเลย แต่ภายในจะมี roof prism ซึ่งซับซ้อนกว่า Porroprism ที่มีกำลังขยายเท่ากัน แต่ดูกะทัดรัดกว่า ปริซึมของ กล้องแบบนี้มักถูกติดกาวไว้เป็นชิ้นเดียว จึงคงทนต่อการกระเทือน มากกว่า ข้อดีของกล้องแบบนี้คือ มักเป็น internal focusing ทำให้มีความทนทานต่อฝนและความชื้นกว่า ขนาดกะทัดรัด กว่า แต่มักหนักกว่าแบบ Porroprism

Opera glasses
               พวกนี้เป็นแบบไม่พัฒนาเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่มีคนประดิษฐ์ กล้องส่องทางไกลขึ้น พวกนี้เป็นท่อตรงเช่นกัน แต่ไม่มี Prism เลนซ์ใกล้วัตถุ ใช้เป็นเลนซ์นูน เลนซ์ใกล้ตาเป็นเลนซ์เว้า กำลังขยายมักไม่เกิน 4 เท่า และมักมีความกว้างของภาพ แคบ แบบนี้เหมาะสำหรับส่องดูละครหรือ concert มากกว่า ไม่เหมาะสำหรับดูนก

กล้องส่องทางไกลขนาด 8x40 หมายความว่าอย่างไร
               เลขตัวแรก 8 คือ กำลังขยายเท่ากับ 8 เท่า เมื่อใช้กล้องนี้ส่องนก จะเห็นใกล้ เข้ามา 8 เท่า (นกที่อยู่ห่าง 80 เมตร จะเห็นเหมือนอยู่ห่างแค่ 10 เมตร) ส่วนเลขตัวที่สอง 40 คือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนซ์หน้า (objective lens) มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร หมายถึงเลนซ์หน้าของกล้องนี้ มีเส้น ผ่าศูนย์กลาง 40 มม.(4 ซม.) เลนซ์หน้านี้เป็นเลนซ์ ชั้นแรก ที่แสงจะส่องเข้ามา ในกล้อง ยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งทำให้ภาพสว่างมากขึ้น แต่ก็ทำให้กล้องหนักมากขึ้น ขณะเดียวกันกล้องที่มี กำลังขยายมากก็ไม่ได้แปลว่า เป็นกล้องที่ดีกว่าด้วย ส่วนกล้องขนาด 7x50 หรือ 7x35 ก็เหมือนกัน เลขตัวแรกคือ อัตรา การขยาย 7 เท่า เลขตัวหลังหมายถึง เส้นผ่าศูนย์กลางของเลนซ์หน้า

เราควรเลือกซื้อกล้องที่มีกำลังขยายสักเท่าไร
               ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวขึ้นกับองค์ประกอบและปัจจัยหลายอย่าง โดยทั่วไปกล้องที่มีกำลังขยายต่ำ จะดึงภาพ ระยะไกลได้ไม่ดี แต่ให้ภาพที่สว่างกว่า และมีพื้นที่ การมองเห็น (Field-of-view) กว้างกว่า ส่วนกล้องที่มีกำลังขยายสูง เราจะถือกล้อง ให้นิ่งได้ยาก ทำให้ ภาพสั่นและมีพื้นที่การมองเห็นแคบกว่า รวมทั้งมีความสว่างน้อยลงด้วย นั่นคือ เมื่อกำลัง ขยายเพิ่มเป็นสองเท่า ความสว่างจะลดลงเหลือแค่หนึ่งในสี่ของเดิม กล้องส่องทางไกล สำหรับดูนกโดยทั่วไป มักใช้กำลัง ขยาย 7x หรือ 8x หรือ 10x แต่คนที่ เลือกใช้กำลังขยาย 10x ควรแน่ใจว่า สามารถจับกล้องให้นิ่งได้ดี โดยเฉพาะหลังจาก เดินขึ้นเขาไปแล้ว ลูกหรือสองลูก กล้องคุณภาพดีสำคัญกว่ากล้องที่มีกำลังขยายสูง

ทำไมเวลาดูกล้องส่องทางไกลบางอันแล้วภาพไม่ค่อยชัดหรือรู้สึกปวดตา
               สาเหตุเกิดจากตาเราสองข้าเห็นภาพชัดไม่เท่ากันหรือ ภาพที่เห็นไม่อยู่ ใน ระนาบเดียวกัน ทำให้กล้ามเนื้อตาเรา ต้องพยายามปรับตัว จึงเกิดการล้าและปวดตา ตามมา วิธีแก้การเห็นภาพชัดไม่เท่ากัน คือ การปรับที่เลนซ์ใกล้ตาขวา ซึ่งจะหมุนปรับได้ เป็นอิสระ (diopter adjustment) ปกติเราตั้งเอาไว้ที่ชัดที่สุด แต่บางคนเวลาใช้กล้องไป ปุ่มนี้อาจเคลื่อน ไปอยู่ที่อื่น (โดยเฉพาะเวลาไปใช้กล้องคนอื่น) กล้องส่องทางไกล เปรียบ เหมือน Telescope 2 อัน ที่จับเอามาคู่กัน ดังนั้น กล้องที่ดี จะต้องมีการจัดให้กล้อง ทั้งคู่ อยู่ในระนาบเดียวกัน กล้องคุณภาพต่ำหรือกล้องที่เคยตก อาจทำให้ปริซึมเคลื่อน ทำให้ ภาพที่ได้ไม่อยู่ในระนาบเดียวกัน เวลาซื้อกล้องใหม่ (โดยเฉพาะกล้องราคาถูก) ควรทดสอบดูโดยเอากล้องส่องดูวัตถุ ที่เป็นเส้นยาว ตามแนวนอน เช่น สายไฟฟ้า, แนวชาย คาบ้าน, ขอบกำแพง เป็นต้น จากนั้นค่อยๆ เลื่อนกล้องให้ห่างออก จากตา จนภาพที่เคยเห็นเป็นเดียวกันหรือเหลือมกันเล็กน้อยก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าแนวเส้นตรงนั้นอยู่คนละแนวเลย แสดงว่า กล้องไม่อยู่ในระนาบเดียวกัน (alignment) ไม่ควรเลือกซื้อ หรือถ้าเป็นกล้อง ที่ใช้อยู่ ก็ให้ส่งซ่อมได้เลย เพราะยิ่งใช้ต่อไป จะยิ่งปวดตา และอาจทำให้สายตาเสียไปด้วยก็ได้

เราเลือกซื้อกล้องส่องทางไกลอย่างไรดี
               มีเหตุผลและปัจจัยหลายอย่างในการเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล เช่น ขนาด น้ำหนัก ลักษณะการใช้งาน ราคา เป็นต้น กล้องที่มีกำลังขยายและขนาดเลนซ์หน้าเท่ากัน จะมีรู้รับแสง (exit pupil) เท่ากัน ความชัดลึก (depth of field) เท่ากัน การเห็นได้ในที่ สลัวเท่ากัน แต่คุณภาพและการออกแบบจะทำให้มีความแตกต่างกัน หลายอย่าง เช่น eye relief สั้นยาวต่างกัน โดยทั่วไปกล้องกำลังขยายต่ำจะมี eye relief ยาวกว่า ส่วน contrast ของภาพที่ได้ ขึ้นกับชนิดและจำนวน ชั้นใน การเคลือบเลนซ์รวมทั้งพื้นที่การมองเห็น โดยกล้องที่มี eye relief ยาว จะให้พื้นที่การมองเห็นแคบกว่า ส่วนกล้องที่มี wide field จะให้ความคมชัดน้อยกว่า รวมทั้งกล้องที่เห็นชัดตลอดโดยไม่ต้องมีการปรับระยะโฟกัสใกล้ที่สุด จะยิ่งยาว ออกไป ถ้ากล้องมีกำลังขยายเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น
               -กล้องขนาด 7x35 จะสว่างพอๆ กับ 8x40
               -กล้องขนาด 7x50 2 อัน จะมี eye relief ต่างกัน อันที่มี wide field จะมี eye relief สั้นกว่า
               -กล้องขนาด 16x50 จะสว่างน้อยกว่ากล้อง 8x32 และจะมีระยะโฟกัสใกล้สุด ยาวกว่าด้วย
              
นอกจากนี้การเลือกซื้อกล้องยังต้องคำนึงถึง
               -ถ้าเรามีกล้องราคาแพง เราจะกล้าเอาไปใช้ได้ทุกที่หรือไม่
               -เราคิดจะเก็บกล้องไว้ในรถยนต์ตลอดเวลาหรือไม่
               -ขนาดและน้ำหนักของกล้องเหมาะสมที่จะเอาติดตัวไปได้ทุกที่หรือเปล่า หรือควรซื้ออีกอันหนึ่งขนาดกะทัดรัด ต่างหาก
               -เราจะใช้กล้องในสภาพฝนตกหรืออากาศชื้นมาก หรือเปล่า
               -กล้องที่จะซื้อเหมาะมือเราหรือไม่ ใหญ่หรือหนักไปไหม
               -ฝาครอบเลนซ์ติดอยู่กับกล้องตลอดหรือไม่ เปิดออกยากไหม เพราะกล้องที่มีฝาครอบเลนซ์ติดอยู่กับตัวกล้อง สะดวกในการดูแลรักษา
               -ปุ่มปรับโฟกัสจากระยะใกล้สุดถึงไกลสุด ต้องหมุนหลายรอบไหม ถ้ายิ่งหมุนมากรอบก็จะใช้ไม่ค่อยสะดวก ปกติ ไม่ควรเกิน 1 รอบ

วิธีการใช้กล้องส่องทางไกล
               เมื่อหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่อง ควรปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้
              
1.ปรับปลอกยาง (rubber eyecup) กล้องส่วนใหญ่จะมีปลอกยางที่สวมเลนซ์ใกล้ตา(eye piece) เพื่อลด แสงรบกวนทางด้านข้างขณะส่องกล้อง ความลึกของปลอกยางนี้ มักได้สัดส่วนกับ eye relief คือ เมื่อตาเราแนบสนิทกับ ปลอกยาง ก็เห็นภาพได้ชัดเจนพอดี แต่สำหรับผู้สวมแว่นตาให้กดพักปลอกยางขึ้นไป เพื่อแว่นตาและตาเรา จะได้เข้าใกล้ เลนซ์ได้มากขึ้น ไม่ควรถอดแว่นดูกล้อง เพราะอาจเสียโอกาสที่ดีในการเห็นนกไป
              
2.ปรับระยะห่างระหว่างตา 2 ข้าง (interpupillary distance) โดยการ หมุนหรือโค้งกล้องทั้งสองข้าง ที่มี บานพับรองรับอยู่ จนภาพที่เห็นเป็นวงกลมแต่ละตารวมซ้อนกันสนิทเป็นภาพเดียว(วงกลมเดียว) กล้องบางอันจะมีสเกลบอก เอาไว้ด้วย ซึ่งช่วยในการจำ ว่าระยะระหว่างตาของเรามีระยะเท่าไร ง่ายต่อการปรับครั้งต่อไป(ในกรณีที่คนอื่นมายืมไปส่อง)
              
3.ปรับความคมชัด (focusing) เมื่อเห็นภาพจากตา 2 ข้าง รวมเป็นภาพ เดียวดีแล้ว ก็ปรับภาพให้คมชัด โดยหลับตาขวา หรือใช้มือปิดหน้าเลนซ์รับภาพด้านขวายกกล้องส่องวัตถุที่อยู่ห่างไปราว 20-30 เมตร ใช้ตามซ้ายมองกล้อง แล้วปรับปุ่มโฟกัสที่อยู่ ตรงกลางระหว่างกล้องทั้งสองตา (central focusing ring) จนได้ภาพที่คมชัดที่สุด จากนั้นให้ดูวัตถุ เดิมด้วยตาข้างขวา (โดยหลับตาซ้ายหรือใช้มือปิดเลนซ์รับภาพด้านซ้าย) ปรับภาพให้ชัดด้วยวงแหวนปรับระยะที่อยู่ที่ตัวเลนซ์ใกล้ตาขวา (diopter adjustment ring) ซึ่งมักมีเลขนี้อยู่ใกล้ 0 และ +, - กำกับไว้ คนที่สายตาปกติ เลขนี้มักอยู่ใกล้ 0 เมื่อ ภาพชัดดีแล้ว ถ้าเราใช้กล้องคนเดียวก็อาจจะใช้เทปกาวติดเอาไว้เลย ป้องกันไม่ให้เลื่อน ไปที่อื่น เพราะอันนี้เป็นการปรับตาสองข้างของเราให้เห็นเสมอกัน ไม่ต้องมีการปรับอีกต่อไปเวลาจะส่อง ดูวัตถุใกล้หรือไกล ให้ปรับเฉพาะปุ่มโฟกัสที่อยู่ตรงกลางเท่านั้น

ทำอย่างไรถึงจะส่องหานกได้เร็วขึ้น
               การใช้กล้องบ่อยๆ ร่วมกับการหมั่นฝึกฝนเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด อย่างไรก็ตาม ข้อปฏิบัติต่อไปนี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยได้ดี
               -ควรจำให้ได้ว่า กล้องของเราเวลาปรับโฟกัสจากใกล้ไปไกล หมุนไปด้านไหน(ทวนหรือตามเข็มนาฬิกา) และใน ทางกลับกัน
               -เมื่อดูนกตัวหนึ่งเสร็จแล้ว ควรปรับโฟกัสเตรียมไว้สำหรับนกตัวต่อไปเลย ถ้าเป็นในป่าก็จะเป็นระยะใกล้ๆ ถ้าเป็น ทุ่งโล่งก็จะเป็นระยะไกลหน่อย เมื่อเห็นนกจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหมุนนาน หรือพอยกขึ้นส่องก็เห็นเกือบชัดเลย
               -ถ้าจำได้ว่า เราดูนกตัวสุดท้ายในระยะใกล้ พอเห็นนกในระยะไกลก็ปรับโฟกัสในขณะที่ยกกล้องขึ้นมาใส่ตาก่อน ได้เลย
               -พยายามจำว่า นกที่เห็นด้วยตาเปล่าเกาะที่ใด เช่น กิ่งแห้งด้านขวา ตัดกับ ยอดไม้ สีเขียวอ่อนเป็นต้น เพราะภาพ ที่เห็นในกล้องกับตาเปล่าจะแตกต่างกัน
               -ขณะที่ยกกล้องขึ้นมาส่อง พยายามอย่าละสายตาจากตัวนก คือตามเราต้องจ้องไว้ที่ตัวนกพร้อมกับยกกล้องขึ้น มาให้ตรงกับตาเรา
               สำหรับสมาชิกใหม่ การเลือกซื้อกล้องส่องทางไกลอีกวิธีหนึ่งคือ เวลาไปกับสมาคมอนุรักษ์นกฯ ลองขอดูกล้องจาก สมาชิกคนอื่นๆ ซึ่งมีแบบต่างๆ ให้เลือกมากมาย ดูน้ำหนัก ความชัด ราคาที่เหมาะสมกับเราก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจซื้อ ก็เป็นการเลือกที่ดีอีกวิธีหนึ่ง

Telescopes
               Scopes หรือ Telescope เป็นอุปกรณ์ชิ้นต่อไปสำหรับนักดูนกที่เริ่มจริงจังในการดู เพราะจะช่วยให้เห็นนก ได้ชัดเจนขึ้น หรือช่วยแยกชนิดของนกบางชนิดได้ชัดเจน โดยเฉพาะพวกนกชายเลน หรือนกที่อยู่ไกลๆ ออกไป

เราควรเลือกซื้อ Scopes ขนาดไหน
               กำลังขยายของ scopes ที่นิยมใช้กันอยู่ระหว่าง 20x ถึง 40x เท่า กำลังขยายสูงกว่านี้ มักทำให้ความสว่างน้อย ไป กำลังขยายน้อยกว่า 20x เท่า มักไม่ค่อยได้ประโยชน์ (เพราะดึงภาพเข้ามาได้น้อย)
               เลนซ์รับภาพ (objective lens) ของ scope อยู่ระหว่าง 50-80 มม. ยิ่งใหญ่ยิ่งหนักและราคาแพง โดยทั่วไป เลนซ์รับภาพขนาด 60 มม.ก็เหมาะสมสำหรับ การใช้งาน ทั่วไป กล้องขนาดกะทัดรัดน้ำหนักพอเหมาะ
               ส่วนเลนซ์ใกล้ตา(eye piece) ควรเป็นเลนซ์ fixed เช่น 25x, 40x หรือเป็น zoom เช่น 20-45x โดยทั่วไปเลนซ์ ที่มีกำลังขยายคงที่จะให้ภาพที่ชัดและสว่างกว่าเลนซ์ zoom เลนซ์ zoom จะดีต้องราคาแพงมากๆ นักดูนกหลายคนจึงใช้ eye relief สั้นกว่า พวกสวมแว่นควรลองดูก่อนซื้อว่าดูได้สบายตาดีหรือไม่
               ควรเลือก eye piece แบบตรงหรือเป็นมุม 45 องศาดี ทั้ง 2 อย่างมีข้อดี ข้อด้อยแตกต่างกัน ดังนี้
              
ข้อดีของ eye piece แบบ 45 องศา คือ
              
-ดูนกที่อยู่สูงๆ บนศีรษะเราได้ง่ายกว่า
               -สะดวกกว่าเวลาดูรวมกับคนที่สูงต่ำไม่เท่ากันหลายๆ ขนาด
               -ใช้กับ tripods ขนาดที่สั้นกว่าได้
               -ตาอีกข้างหนึ่งจะมองพื้นซึ่งมีแสงจ้าน้อยกว่า

              
ข้อเสียของ eye piece แบบ 45 องศา คือ
              
-eye piece จะขยายรับฝุ่นละออง และฝนได้ง่าย
               -การตั้ง scope ต่ำอาจถูกคนมาบังข้างหน้าง่าย

การดูแลรักษากล้องส่องทางไกล
               กล้องส่องทางไกล เป็นของที่ละเอียดอ่อนและมีราคา อันตรายที่สำคัญของกล้อง ได้แก่ ความชื้น ฝุ่นละออง การตก กระแทก และขโมย
              
การดูแลกล้องขณะใช้งาน
               -ควรเอากล้องคล้องคอไว้เสมอ บางครั้งเราวางไว้บนตักพอลุกขึ้น อาจทำให้ กล้องหล่นได้
               -ปรับสายสะพายกล้องให้ยาวพอเหมาะ โดยทั่วไปส่วนล่างสุดของกล้อง ควรอยู่เหนือระดับเอว อาจใช้สายที่มีที่ยึด กล้องแนบลำตัวยิ่งดี เพราะจะไม่แกว่งไปมาเวลาเดิน และสะดวกเวลายกส่องด้วย
               -ไม่ควรวางกล้องตากแดด หรือทิ้งไว้ในรถยนต์ที่ร้อน 
              
การทำความสะอาดเมื่อเลิกใช้งาน
               เลนซ์ของกล้องไม่จำเป็นต้องใสเป็นเงาปราศจากฝุ่นละอองเสมอ ฝุ่น และรอย เปื้อนเล็กๆ ไม่มีผลต่อการมองเห็น แต่ถ้าเราเช็ดบ่อยเกินไป เกิดรอยขีดข่วนขึ้น จะทำให้ เกิดการหักเหของแสงมีผลเสียต่อการมองเห็น มืออาชีพบางคน ที่ใช้กล้องแทบทุกวัน อาจทำความสะอาดกล้องราว 6 เดือนต่อครั้งเท่านั้น
               การใช้ลูกยางเป่าฝุ่นละอองออกก็อาจทำได้โดยจับกล้องแบบเอียงๆ ฝุ่นจะได้หลุดจากเลนซ์ได้ง่ายหรืออาจใช้ แปรงขัดบางๆ เพื่อให้ฝุ่นเคลื่อนตัวแล้วเป่าซ้ำอีกครั้ง
               ถ้าเลนซ์เปื้อนมากจำเป็นต้องเช็ด ให้ใช้ผ้านิ่มๆ หรือกระดาษเช็ดเลนซ์ โดยเช็ดจากศูนย์กลางออกไปทางขอบ เป็นแนวตรง ห้ามเช็ดหมุนเป็นวง เพราะอาจทำให้เป็นรอยทั่วเลนซ์ ถ้าเผอิญมีฝุ่นที่แข็งติดอยู่ ถ้าเลนซ์เป็นละอองน้ำเกลือ ให้ใช้ผ้าสะอาดแตะพอให้ละลายก่อนจึงเช็ดออก.

             

ข้อมูล : คู่มือดูนกเบื้องต้น สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย

Hosted by www.Geocities.ws

1