| "ฮูเปีย"ฮีโร่ซัดนำชัย หงส์จิกห้างขายยาแผลเดียว มีลุ้นเจอผีรอบรองฯ |
| "ฮูเปีย"ฮีโร่ซัดนำชัย หงส์จิกห้างขายยาแผลเดียว มีลุ้นเจอผีรอบรองฯ ซามี่ ฮูเปีย กองหลังทีมชาติฟินแลนด์ กลายเป็นฮีโร่ของลิเวอร์พูล เมื่อเขาเป็นผู้ทำประตูเดียวของเกมช่วยให้ทีมหงส์แดงเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นผู้มาเยือนไปได้อย่างหวุดหวิด 1 ประตูต่อ 0 ในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนสลีกรอบแปดทีมสุดท้ายนัดแรก เลเวอร์คูเซ่นนั้นขาดเยนส์ โนว็อทนี่ กองหลังคนสำคัญไปเนื่องจากติดโทษแบน ทำให้กุนซือเคล้าส์ ท็อปโมลเลอร์ อัดแผงมิดฟิลด์ลงสนามมาพร้อมกันถึงห้าคนและพวกเขาก็เริ่มเกมด้วยการตั้งรับอยู่ในแดนตัวเอง และก็ทำกันได้ดี ทำให้นักเตะลิเวอร์พูลหาช่องเจาะได้ลำบาก และได้แต่ถ่ายบอลไปมาเพื่อหาจังหวะเข้าทำ นาทีที่ 10 เอมิล เฮสกี้ เบียดเอาชนะคาร์สเท่น ราเมโลว์ได้ แต่ลูกยิงของเขาก็หลุดกรอบออกไป และเกมก็ยังคงเป็นไปในรูปแบบเดิม แต่ในช่วงท้ายครึ่งแรก เลเวอร์คูเซ่นก็เริ่มกล้าบุกมากขึ้น ช่วง 5 นาทีสุดท้ายของครึ่งแรก ลิเวอร์พูลเริ่มกดดันแนวรับของทีมเยือนได้มากขึ้น นาที่ที่ 42 สตีเฟ่น เจอรร์ราร์ด เปิดบอลให้วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ โขกหลุดกรอบไปนิดเดียว และหลังจากนั้นอีกสองนาทีพวกเขาก็มาได้ประตูขึ้นนำไปจนได้ จากจังหวะที่ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ เปิดคอนเนอร์จากฝั่งขวาบอลเลยมาถึงไมเคิ่ล โอเว่นตรงเสาสอง กองหน้าร่างเล็กเอาบอลลง ก่อนที่จะผ่านเรียดกลับมาหน้าปากประตู และก็เป็นซามี่ ฮูเปีย ที่ซัดจ่อ ๆ จากระยะแค่หลาเดียวเข้าประตูไป ให้ลิเวอร์พูลนำไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นอยู่ 1 ประตูต่อ 0 เมื่อจบครึ่งแรก ทันทีที่เสียงนกหวีดเริ่มครึ่งเวลาหลังดังขึ้น ลิเวอร์พูลก็บุกเข้าใส่ทีมเยือนทันที แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จนนาทีที่ 57 วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์เปิดลูกฟรีคิกเข้ามาหน้าประตู ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ ลอยตัวตวัดยิง แต่ฮันส์-ยอร์ก บุทท์ นายทวารของทีมห้างขายยายังปัดออกไปได้ หลังจากนั้นแค่นาทีเดียว ไมเคิ่ล โอเว่น ก็เปิดบอลให้รีเซ่ได้ซัดอีก แต่มุมแคบไป จึงทำให้บุทท์เซฟเอาไว้ได้ไม่ยาก นาทีที่ 67 เลเวอร์คูเซ่น ก็มาพลาดโอกาสตีเสมอไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อเซ โรแบร์โต้ ลากเลื้อยทเเกมขึ้นไปจนสุดเส้นหลัง และปาดเข้ามาให้มิชาเอล บัลลัค ได้แปโล่ง ๆ ตรงบริเวณจุดโทษ แต่มิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมันรายนี้กลับซัดหลุดกรอบออกไปเฉย ทั้ง ๆ ที่เจอร์ซีย์ ดูเด็คนั้นหมดสิทธิเซฟไปแล้ว ช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเกมลิเวอร์พูล ก็เริ่มถอยไปตั้งรับ และใช้การประกบเร็วเข้าทำลายเกมของทีมเยือน และพวกเขาก็สามารถรักษาสกอร์นำเอาไว้ได้จนเสียงนกหวีดหมดเวลาการแข่งขันดังขึ้น และเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นไปได้อย่างหวุดหวิด 1 ประตูต่อ 0 และจะต้องเป็นฝ่ายออกไปเยือนถิ่นไบ อารีน่าของทีมห้างขายยาบ้างในคืนวันอังคารหน้า โดยพวกเขาเล่นแค่เสมอ หรือแพ้ไม่เกินหนึ่งลูกและทำประตูเลเวอร์คูเซ่นได้ ก็จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ โดยผู้ชนะในคู่นี้นั้น จะพบกับผู้ชนะระหว่างคู่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับเดปอร์ติโว่ ลา คอรุนญ่า |
| หงส์ทุบชาร์ลตันสองเม็ดกลับขึ้นนำ |
| "ชมิเซอร์, โอเว่น"คนละตุง วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ และไมเคิ่ล โอเว่น ช่วยกันทำคนละประตูให้ลิเวอร์พูล เอาชนะชาร์ลตัน แอธเลติก ไปได้ 2 ประตูต่อ 0 ในรังแอนฟิลด์ของตัวเอง กลับขึ้นมานำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ชิพอีกครั้ง หลังจากที่ถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แซงขึ้นไปนำได้แค่สามชั่วโมง ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น ทีมหงส์แดงต้องหล่นมาเป็นทีมอันดับสองของตาราง เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นสามารถบุกไปเอาชนะลีดส์ ยูไนเต็ด ได้ถึงถิ่น 4 ประตูต่อ 0 ในเกมคู่ที่ทำการแข่งขันกันก่อน ทำให้แซงหน้าพวกเขาขึ้นไปเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ ทำให้นักเตะหงส์แดงจำเป็นต้องเก็บชัยชนะในนัดนี้ให้ได้ เพื่อที่จะแซงกลับขึ้นไปเป็นทีมนำอีกครั้ง นัดนี้ แพทริก แบร์เกอร์ ได้กลับมาลงเล่นเป็นตัวจริงให้กับทีมอีกครั้ง หลังจากที่เจ็บไปนาน และฟิล ธอมป์สัน ก็ส่งเอมิล เฮสกี้, ไมเคิ่ล โอเว่น และนิโกล่าส์ อเนลก้า ลงล่าตาข่ายทีมเยือนพร้อมกัน ชาร์ลตันนั้นเริ่มเกมได้ดีทีเดียว และยังคงครองบอลได้สูสีกับเจ้าถิ่น และในช่วง 20 นาทีแรก ทั้งสองทีมก็ยังไม่มีโอกาสลุ้นแบบจะจะนัก นาทีที่ 23 วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ ฮีโร่ผู้ซัดประตูชัยให้ทีมหงส์แดงเอาชนะเชลซีได้อย่างหวุดหวิดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถูกเปลี่ยนลงมาเล่นแทนเอมิล เฮสกี้ที่ได้รับบาดเจ็บ และสัมผัสแรกของเขาก็คือการโหม่งทำประตูให้กับทีมได้ทันทีจากลูกฟรีคิกที่แดนนี่ เมอร์ฟี่ เปิดเข้ามาหน้าประตูของทีมเยือน ทำให้สกอร์ขยับเป็นลิเวอร์พูล 1 ชาร์ลตัน 0 หลังจากที่เสียประตูไป ชาร์ลตันก็ไม่ได้เสียขวัญ และยังคงเดินเกมได้ดี และมีโอกาสลุ้นทำประตูหลายครั้งเช่นกัน แต่ถ้าไม่ติดมือเจอร์ซีย์ ดูเด็ค ก็หลุดกรอบออกไปหมด และยังต้องมาเสียประตูที่สองให้กับเจ้าถิ่นไปอีก ในนาทีที่ 36 จากจังหวะที่ นิโกล่าส์ อเนลก้า เปิดบอลจากกราบขวาเข้ามาในเขตโทษ ชมิเซอร์ วิ่งเข้ามายิงแต่โดนบอลไม่เต็ม และลูกก็แฉลบไปเข้าทางไมเคิ่ล โอเว่น ที่ยืนโล่ง ๆ อยู่คนเดียวในระยะไม่ถึง 8 หลา และโอเว่นก็ซัดเข้าไปไม่พลาด ซึ่งก็เป็นประตูที่ 24 ของเขาในฤดูกาลนี้แล้วด้วย หงส์แดงจึงสยายปีกหนีออกไปเป็น 2 ประตูต่อ 0 ในช่วงท้ายของครึ่งแรก เจสัน ยูเอลล์ กองหน้าทีมเยือนได้จังหวะซัดไกลจากนอกกรอบเขตโทษ แต่เจอร์ซีย์ ดูเด็ค ยังไม่พลาด ทำให้ครึ่งแรกจบลงด้วยการที่เจ้าถิ่นเป็นฝ่ายทำทีมเยือนอยู่ 2-0 ครึ่งหลังเกมของชาร์ลตัน ก็ยังไม่ได้ตกเป็นรองเจ้าถิ่นสักเท่าไหร่ แต่ก็เจาะเข้าไปทำประตูไม่ได้เช่นกัน และลิเวอร์พูลเอง ก็มีโอกาสลุ้นทำประตูจะจะแค่ครั้งเดียวในครึ่งหลัง จากลูกยิงเต็มข้อของยอร์น อาร์เน่ รีเซ่ แต่ดีน ไคลี่ย์ นายทวารของชาร์ลตันโชว์ซุปเปอร์เซฟปัดออกไปได้ แต่ชัยชนะแค่ 2 ประตูต่อ 0 ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ลิเวอร์พูล กลับขึ้นไปเป็นจ่าฝูงของพรีเมียร์ชิพได้อีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเอาไปชื่นชมได้ไม่ถึงสามชั่วโมง or=white> |
| หงส์เฉือนเชลซีหวิวทดเจ็บ ผงาดนำพรีเมียร์ลีก "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ผงาดขึ้นนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ชิพได้สำเร็จ |
| หงส์ทุบชาร์ลตันสองเม็ดกลับขึ้นนำ "ชมิเซอร์, โอเว่น"คนละตุง วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ และไมเคิ่ล โอเว่น ช่วยกันทำคนละประตูให้ลิเวอร์พูล เอาชนะชาร์ลตัน แอธเลติก ไปได้ 2 ประตูต่อ 0 ในรังแอนฟิลด์ของตัวเอง กลับขึ้นมานำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ชิพอีกครั้ง หลังจากที่ถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แซงขึ้นไปนำได้แค่สามชั่วโมง ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น ทีมหงส์แดงต้องหล่นมาเป็นทีมอันดับสองของตาราง เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นสามารถบุกไปเอาชนะลีดส์ ยูไนเต็ด ได้ถึงถิ่น 4 ประตูต่อ 0 ในเกมคู่ที่ทำการแข่งขันกันก่อน ทำให้แซงหน้าพวกเขาขึ้นไปเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ ทำให้นักเตะหงส์แดงจำเป็นต้องเก็บชัยชนะในนัดนี้ให้ได้ เพื่อที่จะแซงกลับขึ้นไปเป็นทีมนำอีกครั้ง นัดนี้ แพทริก แบร์เกอร์ ได้กลับมาลงเล่นเป็นตัวจริงให้กับทีมอีกครั้ง หลังจากที่เจ็บไปนาน และฟิล ธอมป์สัน ก็ส่งเอมิล เฮสกี้, ไมเคิ่ล โอเว่น และนิโกล่าส์ อเนลก้า ลงล่าตาข่ายทีมเยือนพร้อมกัน ชาร์ลตันนั้นเริ่มเกมได้ดีทีเดียว และยังคงครองบอลได้สูสีกับเจ้าถิ่น และในช่วง 20 นาทีแรก ทั้งสองทีมก็ยังไม่มีโอกาสลุ้นแบบจะจะนัก นาทีที่ 23 วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ ฮีโร่ผู้ซัดประตูชัยให้ทีมหงส์แดงเอาชนะเชลซีได้อย่างหวุดหวิดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถูกเปลี่ยนลงมาเล่นแทนเอมิล เฮสกี้ที่ได้รับบาดเจ็บ และสัมผัสแรกของเขาก็คือการโหม่งทำประตูให้กับทีมได้ทันทีจากลูกฟรีคิกที่แดนนี่ เมอร์ฟี่ เปิดเข้ามาหน้าประตูของทีมเยือน ทำให้สกอร์ขยับเป็นลิเวอร์พูล 1 ชาร์ลตัน 0 หลังจากที่เสียประตูไป ชาร์ลตันก็ไม่ได้เสียขวัญ และยังคงเดินเกมได้ดี และมีโอกาสลุ้นทำประตูหลายครั้งเช่นกัน แต่ถ้าไม่ติดมือเจอร์ซีย์ ดูเด็ค ก็หลุดกรอบออกไปหมด และยังต้องมาเสียประตูที่สองให้กับเจ้าถิ่นไปอีก ในนาทีที่ 36 จากจังหวะที่ นิโกล่าส์ อเนลก้า เปิดบอลจากกราบขวาเข้ามาในเขตโทษ ชมิเซอร์ วิ่งเข้ามายิงแต่โดนบอลไม่เต็ม และลูกก็แฉลบไปเข้าทางไมเคิ่ล โอเว่น ที่ยืนโล่ง ๆ อยู่คนเดียวในระยะไม่ถึง 8 หลา และโอเว่นก็ซัดเข้าไปไม่พลาด ซึ่งก็เป็นประตูที่ 24 ของเขาในฤดูกาลนี้แล้วด้วย หงส์แดงจึงสยายปีกหนีออกไปเป็น 2 ประตูต่อ 0 ในช่วงท้ายของครึ่งแรก เจสัน ยูเอลล์ กองหน้าทีมเยือนได้จังหวะซัดไกลจากนอกกรอบเขตโทษ แต่เจอร์ซีย์ ดูเด็ค ยังไม่พลาด ทำให้ครึ่งแรกจบลงด้วยการที่เจ้าถิ่นเป็นฝ่ายทำทีมเยือนอยู่ 2-0 ครึ่งหลังเกมของชาร์ลตัน ก็ยังไม่ได้ตกเป็นรองเจ้าถิ่นสักเท่าไหร่ แต่ก็เจาะเข้าไปทำประตูไม่ได้เช่นกัน และลิเวอร์พูลเอง ก็มีโอกาสลุ้นทำประตูจะจะแค่ครั้งเดียวในครึ่งหลัง จากลูกยิงเต็มข้อของยอร์น อาร์เน่ รีเซ่ แต่ดีน ไคลี่ย์ นายทวารของชาร์ลตันโชว์ซุปเปอร์เซฟปัดออกไปได้ แต่ชัยชนะแค่ 2 ประตูต่อ 0 ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ลิเวอร์พูล กลับขึ้นไปเป็นจ่าฝูงของพรีเมียร์ชิพได้อีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเอาไปชื่นชมได้ไม่ถึงสามชั่วโมง |
| ช็อก! "หงส์" ปีกหักบุกพ่าย "ห้างขายยา" 4-2 ตกรอบ! บาร์ซ่า ไล่โซ้ยพานาฯ สบายเกือก 3-1 |
| เลเวอร์คูเซ่น ของกุนซือเคล้าส์ ท็อปโมลเลอร์ โชว์ฟอร์มสุดยอดสมราคาจ่าฝูงศึกบุนเดสลีกาเยอรมัน หลังจัดการปราบ " หงส์แดง " ลิเวอร์พูล ยอดทีมจากแดนผู้ดี ลงได้อย่างสุดมัน 4-2 รวมผลสองนัดห้างขายยาฉลุย 4-3 ขณะที่ " พ่อบุญทุ่ม " บาร์เซโลน่า แห่งแดนกระทิงดุ หวิดเน่าคารังเมื่อโดนยิงนำไปก่อนแต่ยังดีที่ได้ หลุยส์ เอ็นริเก้ มาร์ติเนซ ยิงคนเดียวสองลูก บวกกับ ฮาเบียร์ ซาบิโอล่า อีกลูก ไล่ถล่ม พานาธิไนกอส ม้ามืดจากกรีซ ไปอย่างขาดลอย 3-1 พร้อมกับทะลุสู่รอบรองชนะเลิศด้วยสกอร์รวมสองนัด 3-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแปดทีมสุดท้ายเลกที่สอง เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแปดทีมสุดท้ายเลกที่สอง ที่สังเวียนแข้ง ไบอารีน่า สเตเดี้ยม ในเมือง เลเวอร์คูเซ่น เป็นการพบกันระหว่าง " ห้างขายยา " ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น จ่าฝูงบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน กับ " หงส์แดง " ลิเวอร์พูล โดยทั้งคู่เจอกนมาแล้วในเลกแรก ที่แอนฟิลด์ ผลปรากฏว่า หงส์แดงเอาชนะมาได้ก่อนอย่างหวุดหวิดที่สกอร์ 1-0 ทาง ด้าน เลเวอร์คูเซ่น เจ้าถิ่น ลงสนามอย่างคึกคักสุดขีดพร้อมจัดทัพใหญ่ลงทำศึกอย่างครบครันนำโดย มิชาเอล บัลลัค จอมทัพดาวซัลโวบอลเมีองเบียร์ แบรนด์ ชไนเดอร์ เซ โรแบร์โต้ ดิเอดก้ พลาเซนเต้ ลูซิโอ และอูล์ฟ เคียร์สเท่น หัว หอกลายคราม ฝั่ง ลิเวอร์พูล ทีมเยือนของ "ป๋าโปน" เชราร์ อุลลิเยร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสมาดเข้มเต็มพิกัด มาแบบเต็มพิกัดเช่นกัน นำทัพโดย สตเฟ่น เจอร์ราร์ด ไมเคิ่ล โอเว่น และ เอมิล เฮสกี้ ออกสตาร์มเกมครึ่งเวลาแรก เลเวอร์คูเซ่น ได้เป็นฝ่ายเขี่ยลูกเกมก่อน เริ่มเกมมาได้แค่หนึ่งนาที " หงส์แดง " ก็ หวิดจะได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากจังหวะสวนกลับ เมื่อ ยอห์น อาร์เน่ ริเซ่ ดาวเตะนอร์วีเจี้ยนจ่ายบอลต่อให้ เอมิล เฮสกี้ แต่หัวหอก ทีมชาติอังกฤษไซส์น้องยักษ์ซัดไปแฉลบตัว กองหลังเจ้าถิ่นออกหลังไปเป็นลูกเตะมุม เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 5 เล เวอร์คูเซ่น มีลุ้นทำประตูเป็นครั้งแรกในเกมนี้เมื่อได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ แต่ เซ โรแบร์โต้ มิดฟิลด์ทีมชาติบราซิล ปั่นบอลข้ามคานออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย หนึ่งนาทีถัดมา ลิเวอร์พูล โต้กลับเร็วและมาได้ฟรีคิกในแดนของห้างขาย ยา แดนนี่ เมอร์ฟี สาดฟรีคิกเข้าไปในเขตโทษแต่โดน เยนส์ โนว็อทนี่ สกัดออกมาได้ บอลมาเข้าทางปืน ริเซ่ วิงแบ๊กซ้ายทีมชาตินอร์เวย์ ยิงมุมแคบเต็มแรงแต่บอลเหินผ่าน ฮัน-ยอร์ก บุทท์ นายทวารจอมดีเดือด ข้ามคานออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย เลเวอร์ฯ พยายามจะเจาะแนวรับของผู้มาเยือนเข้าไปส่องประตูแต่ยังไม่ผ่านการสกัดกั้นของสองคู่หูเซ็นเตอร์ฮาล์ฟาสุดหิน ซามี่ ฮูเปีย และสเตฟาน อองโชซ์ นาทีที่ 13 โนวอทนี่ สาดบอลบาวไปให้ เบอร์ดาริช ในเขตโทษ แต่กองหน้าดาวรุ่งกลับจับบอลไม่อยู่ เกมผ่านมาถึงนาทีที่ 16 แฟนบอลทีมเลเวอร์คูเซ่น ในสนาม ไบอารีน่า ได้เฮกันลั่นเมื่อ มิชาเอล บัลลัค ได้บอลระยะ 25 หลา ก่อนจะล็อกบอลหลบ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด และซัดเต็มแรงบอลพุ่งผ่านมือ เจอร์ซี่ย์ ดูเด๊ค นายประตูทีมชาติโปแลนด์ เข้าประตูไปอย่างสวยสดงดงาม หลังจากนั้นสี่นาที ลิเวอร์พูล หวิดได้ประตูตีเสมออย่างที่สุด จากจัวหวะที่ ไมเคิ่ล โอเว่น ได้บอลหลุดเดี่ยวไปดวลกับ บุท์ แบบตัวต่อตัว แต่เจ้าหนูมหัศจรรย์ โดนบีบมุมเลยยิงออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย นาทีที่ 36 " ฤาษีธุดงค์ " อาเบล ซาเวียร์ ดันสูงขึ้นมาโชกลูกเตะมุมของ แดนนี่ เมอร์ฟี่ แต่ บุทท์ รับเอาไว้ได้แบบไม่มีกระฉอก ก่อนหมดครึ่งแรกแค่หกนาที เยนส์ โนว็อทนี่ ได้รับใบเหลืองเป็นแคนแรกของเกมหลังไปทำฟาวล์ ไมเคิ่ล โอเว่น ที่หลุดไปแล้ว นาทีที่ 40 ลิเวอร์พูล เปลี่ยนตัวส่ง ยารี่ ลิตมาเน่น ลงสนามแทน เอมิล เฮสกี้ ที่ได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่สกอร์ครึ่งแรกจะลงเอยด้วยการเสมอกันที่ 1-1 ช่วงต้นครึ่งหลัง ลิเวอี์พูล พลาดโอกาสทองที่จะได้ประตูจากลูกหลุดเดี่ยวของ ไมเคิ่ล โอเว่น ทั้งสองลูก และลูกที่หลุดไปยิงชนเสาออกไป แต่เจ้า " เบบี้โกล์ " ยิงออกนอกกรอบทั้งสองลูก และเลเวอร์คูเซ่น ก็มาได้ประตูขึ้นนำเป็น 2-1 ในนาทีที่ 63 เมื่อ แบรนด์ ชไนเดอร์ โยนบอลเข้ากลางมาให้ บัลล้ค เจ้าเก่าโขกเต็มแรงเข้าประตูไปเป็นประตูที่สองในเกมนี้ ก่อนจะมาได้ประตูอีกลูกจาก ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ทางด้าน ลิเวอร์พูล ได้ประตูไล่ขึ้นมาเป็น 3-2 จากการยิงเล่นทางอย่างเหนือชั้นของ ยารี่ ลิตมาเน่น แต่ลูซิโอ กองหลังแซมบ้า ก็ดันสูงขึ้นมาซัดในนาทีที่ 84 ให้เลเวอร์เอาชนะ ลิเวอร์พูล ไปอย่างดุเดือด 4-2 รวมผลสองนัด ห้างขายย่ เข้ารอบตัดเชือดด้วยสกอร์รวม 4-3 |
| หงส์บุกเฉือนโบโร่หวิว ขึ้นนำฝูงชั่วคราว 2 ชั่วโมง |
| "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ผงาดขึ้นไปเป็นจ่าฝูงแค่ 2 ชั่วโมง ของพรีเมียร์ชิพได้สำเร็จ หลังจากที่บุกไปเอาชนะมิดเดิ้ลสโบรซ์ได้ 2 ประตูต่อ 1 ในเกมพรีเมียร์ชิพคู่แรกของคืนวันเสาร์ เกมเริ่มต้นอย่างสูสี โดยที่มิดเดิ้ลสโบรซ์นั้นเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกเข้าใส่ก่อน แต่ลิเวอร์พูลก็ตั้งรับได้อย่างเหนียวแน่น และคอยหาจังหวะสวนกลับ นาทีที่ 23 สเตฟาน เฮนโชซ ก็รับใบเหลืองไป เมื่อไปดึงเบนิโต้ คาร์บอเน่ ล้มลงหลังจากที่กระชากบอลผ่านเขาไปได้แล้ว นาทีที่ 32 ลิเวอร์พูลได้ประตูขึ้นนำไปก่อน เมื่อนิโกล่าส์ อเนลก้า กระชากบอลหลบกองหลังเจ้าถิ่นสองคน ก่อนจะเปิดเข้ามาให้ดีทมาร์ ฮามันน์ ซัดไปติดมือมาร์ค ชวาร์เซอร์ แต่บอลไปเข้าทางเอมิล เฮสกี้ กดด้วยขวาเต็ม ๆ เสยคานเข้าประตูไปให้ทีมหงส์แดงออกนำไปก่อน 1 ประตูต่อ 0 ก่อนหมดครึ่งแรก 4 นาทีดีทมาร์ ฮามันน์ ก็เป็นนักเตะรายที่สองของลิเวอร์พูลที่มาได้ใบเหลืองไป จากการพุ่งเสียบสกัดคาร์บอเน่ และครึ่งแรกก็จบลงด้วยการที่ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายนำมิดเดิ้ลสโบรซ์อยู่ 1 ประตูต่อ 0 ครึ่งมิดเดิ้ลสโบรซ์พยายามโหมบุกอย่างหนัก แต่ก็ทำได้แค่เฉียดไปเฉียดมา และกลับต้องมาเสียประตูให้กับลิเวอร์พูลไปอีกในนาทีที่ 84 เมื่อเอมิล เฮสกี้ ไหลบอลให้ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ ซัดด้วยซ้ายเรียดเสียบเสาสองเข้าประตูไปในลิเวอร์พูลหนีห่างออกไปเป็น 2 ประตูต่อ 0 นาทีที่ 87 โบโร่ก็ต้องมาพลาดการได้ประตูตีไข่แตกไปอย่างน่าเสียดาย จากจังหวะที่เจอร์ซีย์ ดูเด็ค นายทวารของทีมหงส์แดงออกมาคว้าบอลพลาด อแล็ง บ็อคซิซ ได้โขกโล่ง ๆ แต่บอลหลุดกรอบออกไปหน้าตาเฉย แต่ในที่สุดประตูของมิดเดิ้ลสโบรซ์ก็มาถึงจนได้ในนาทีที่ 89 เมื่อแกเร็ธ เซาธ์เกต หนุนขึ้นสูงมาโขกลูกเปิดจากกราบขวาของคาร์ลอส มิรินเนลลี่เข้าประตูไป ให้โบโร่ไล่มาเป็น 1 ประตูต่อ 2 แต่ก็ไล่ไม่ทัน ทำให้จบ 90 นาที ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายบุกมาเอาชนะมิดเดิ้ลสโบรซ์ได้ถึงถิ่น 2 ประตูต่อ 1 มี 62 แต้มจาก 31 นัด |
| "เมอร์ฟี่" 2 "ฮามันน์" 1 ลิเวอร์พูล 3 นิวคาสเซิ่ล 0 |
| แดนนี่ เมอร์ฟี่ แผลงฤิทธิซัดคนเดียวสองประตูช่วยให้ลิเวอร์พูลไล่ต้อนนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดผู้มาเยือนไปขาดลอย 3 ประตูต่อ 0 ในเกมพรีเมียร์ชิพนัดสำคัญ ทำให้พวกเขายังมีลุ้นในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพฤดูกาลนี้ต่อไป เกมนัดนี้ต้องเริ่มช้ากว่ากำหนดไป 30 นาที เนื่องจากไฟในสนามาแอนฟิลด์ดับ และเมื่อเกมเริ่มต้นขึ้น ลิเวอร์พูลก็เป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่าทีมเยือนอย่างเห็นได้ชัด และหวุดหวิดที่จะได้ประตูขึ้นนำหลายครั้ง ก่อนที่จะมาประสบความสำเร็จในนาทีที่ 32 เมื่อนิโกล่าส์ อเนลก้า โชว์ทีเด็ดกระชากบอลหนีกองหลังนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดจากครึ่งสนาม ขึ้นมาทางริมเส้นด้านขวา ก่อนที่จะปาดเข้ามาหน้าประตูให้แดนนี่ เมอร์ฟี่ วิ่งเข้ามาแปด้วยซ้ายผ่านมือเชย์ กิฟเว่นเข้าประตูไป ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายออกนำไปก่อน 1-0 ช่วง 5 นาทีสุดท้ายของครึ่งแรกเป็นนิวคาสเซิ่ลที่โหมบุกอย่างหนัก แต่ก็พลาดโอกาสได้ประตูตีเสมอไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อคลาเรนซ์ อาคุนย่า ได้จังหวะซัดโล่ง ๆ หน้าประตูข้ามคานออกไป จบครึ่งแรกลิเวอร์พูลจึงยังนำนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดอยู่ 1 ประตูต่อ 0 ครึ่งหลังเล่นไปได้แค่ 8 นาที แดนนี่เมอร์ฟี่ ทำชิ่งกับวลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ ก่อนที่จะหลุดเข้าไปในเขตโทษและซัดไปชนตัวเชย์ กิฟเว่น บอลแฉลบไปชนเสาเข้าประตูไป ลิเวอร์พูลหนีห่างออกไปเป็น 2 ประตูต่อ 0 หลังจากนั้นลิเวอร์พูลก็เริ่มจะผ่อนเกม ทำให้นิวคาสเซิ่ล เริ่มจะครองบอลบุกขึ้นมาได้มากขึ้น แต่กลับเป็นฝ่ายเสียประตูที่สามให้กับทีมหงส์แดงไปอีกในนาทีที่ 75 จากจังหวะที่ชมิเซอร์ ไหลบอลให้ดีทมาร์ ฮามันน์ ปั่นไซด์โป้งจากระยะ 25 หลาเบียดเสาซ้ายมือของเชย์ กิฟเว่น เข้าประตูไปเป็นประตูปิดท้ายให้ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายเอาชนะนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดไปได้ 3 ประตูต่อ 0 มี 59 แต้มจาก 30 นัดอยู่ในอันดับสามของตารางโดยตามหลังจ่าฝูงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอยู่ 2 คะแนน |
| "หงส์" ยื่น 650 ล้านกระชาก โอเวอร์มาร์ส พร้อมปล่อยฟรี "น้าแม็ค" |
| 25 กุมภาพันธ์ 2545 :: "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล พร้อมทุ่มเงิน 10 ล้านปอนด์หรือราว 650 ล้านบาทซื้อตัว มาร์ค โอเวอร์มาร์ส ตัวจี๊ดจาก บาร์เซโลนา กลับสู่เวที พรีเมียร์ชิพ และพร้อมจะปล่อยตัว "น้าแม็ค" แกรี แม๊คอัลลิสเตอร์ ไปให้กับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส แบบไม่มีค่าตัวเมื่อจบฤดูกาลนี้ รายงานข่าวจาก อังกฤษ แจ้งเข้ามาเมื่อเช้านี้ว่าสโมสร ลิเวอร์พูล จะซื้อตัว มาร์ค โอเวอร์มาร์ส กองกลางทีมชาติ ฮอลแลนด์ ของสโมสร บาร์เซโลนา ในศึก ลา ลีกา สเปน มาร่วมทีม และพร้อมที่จะปล่อยตัว แกรี แม๊คอัลลิสเตอร์ กองกลางอดีตทีมชาติ สก็อตแลนด์ ไปให้กับทีม กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ในศึก สก็อตติช พรีเมียร์ แบบไม่มีค่าตัว หลังจาก แม๊คอัลลิสเตอร์ จะหมดสัญญากับทีมเมื่อจบฤดูกาลนี้ โดยแหล่งข่าวระบุว่า เอเยนต์ของ โอเวอร์มาร์ส ออกมาเปิดเผยลูกค้าของตน บ่นคิดถึงการกลับมาเล่นฟุตบอลใน อังกฤษ หลังเคยพา อาร์เซนอล คว้าดับเบิ้ลแชมป์เมื่อฤดูกาล 97-98 ขณะที่ทั้งสองสโมสร ก็ตกลงค่าตัว โอเวอร์มาร์ส ที่ 10 ล้านปอนด์หรือราว 650 ล้านบาทแล้ว |
| อเนลก้าจะหวนกลับรังปืน |
| รายงานข่าว แจ้งว่า นิโคล่า อเนลก้า กำลังจะได้กลับไปเล่นให้กับ อาร์เซน่อล ทีมเก่า ของเขาอีกครั้ง คือ แลกกับ ซิลแวงต์ วิลตอร์ นิโคล่า อเนลก้า อดีตศูนย์หน้าทีมปืนใหญ่ กำลังจะหวนกลับไปเล่นให้กลับทีมเก่าของเขา อีกครั้ง หลังจากจบทัวนาเมนต์ฟุตบอลโลกปี 2002 อเนลก้า ศูนย์หน้าทีมชาติฝรั่งเศสซึ่งตอนนี้ ค้าแข้งอยู่กับลิเวอร์พูล คู่แข่งของอาร์เซน่อล โดยอยู่ระหว่างสัญญายืมตัว จาก ปารีส แซงแยแมงต์ จนจบฤดูกาลนี้ เนืองจากลิเวอร์พูลยังไม่ตกลงซื้ออเนลก้า ในราคา 15 ล้านปอนด์ รายงานจากหนังสือพิมพ์ ซันเดย์ มิเรอล์ อ้างว่า อเนลก้า กำลังจะได้กลับไปเล่นให้ปืนใหญ่อีกครั้ง โดยการแลกตัวกับ ซิลแวงต์ วิลตอร์ ศูนย์หน้าของอาร์เซน่อล อเนลก้า ย้ายจากอาร์เซน่อล ไปอยู่กับ รีล มาริด ทีมดังเมืองกระทิง ในปี 1999 ด้วยค่าตัว 23 ล้านปอนด์ ก่อนจะย้ายไปอยู่ ปารีส แซงแยแมงต์ หลังจากไม่ประสบความสำเร็จกลับราชันชุดขาว |
| หงส์ยืนยันแล้ว ดูเด็คหายไม่ทันซดกาลาฯ แน่นอน |
| แฟน ๆ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ต้องพบกับข่าวร้ายเมื่อเจอร์ซี่ ดูเด็ค ยอดนายทวารชาวโปล จะหายไม่ทันช่วยทีมในนัดสำคัญในเกมยูฟ่า แชมป์เปี้ยนสลีกกลางสัปดาห์หน้าแน่นอน ลิเวอร์พูลมีคิวต้องบุกไปเยือนกาลาตาซารายที่อิสตันบุล แต่จะไม่มีดูเด็คร่วมทีมในนัดนี้ด้วยแน่นอน โดยฟิล ทอมป์สัน ต้องการให้ดูเด็คพักรักษาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อโคนขาหนีบให้หายสนิทก่อน จริง ๆ และยืนยันว่าจะไม่มีการเสี่ยงเอาเขาลงเล่นแน่นอน โดยทอมป์สันเผยว่า "เราจะไม่เสี่ยงเอาดูเด็คลงเล่นในสภาพที่ไม่สมบูรณ์แน่นอน ผมคิดว่าเขาน่าจะพร้อมจริง ๆ ก็เป็นเกมกับฟูแล่มในสัปดาห์หน้า ก็หมายความว่าเขามีเวลาพักเต็ม ๆ อีก 7-8 วัน เพื่อให้กลับมาฟิตเต็มที่ เราจะใช้เคิร์กแลนด์ลงเล่นในเกมกับกาลาตาซาราย" |
| หงส์บุกเชือดฟูแล่ม 2-0 อเนลก้า-ลิตตี้โซ้ยชัย |
| นัดนี้หงส์แดงพักไมเคิล โอเว่น ศูนย์หน้าตัวหลักในเกมลงมาเยือนลอนดอน เพราะกลางสัปดาห์มีเกมต้องเจอกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ฟิล ทอมป์สัน ส่งนิโกล่าส์ อเนลก้า ลงมาเล่นคู่กับเอมิล เฮสกี้แทน โดยให้โอเว่นเป็นตัวสำรอง อเนลก้าสับไปติดริชาร์ด เบรเว็ตต์กองหลังฟูแล่ม บอลกระดอนกลับมาเข้าทางปืนอเนลก้าอีก หัวหอกฝรั่งเศสเลยยิงสวนด้วยซ้ายส่งบอลเข้าประตูไปเป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 13 ของเกมและเป็นการยิงประตูได้สองนัดติดต่อกันแล้วของอเนลก้า นาทีที่ 17 ฟูแล่มหวิดได้ประตูตีเสมอจากจังหวะยืนวอลเล่ย์ของหลุยส์ ซาฮา ที่ตวัดยิงอย่างสวยงาม บอลผ่านมือเจอร์ซี่ ดูเด็ค ไปแล้ว แต่บอลไปชนคานกระดอนออกไป สองนาทีถัดมา เป็นจังหวะที่ฟูแล่มหลุดเข้าไปอีกโดยคราวนี้เป็นสตีฟ มาร์กเล่ต์ที่หลุดเดี่ยวเข้าไปและกำลังจะสับไกอยู่แล้วแต่สเตฟาน เฮนโชส พุ่งสุดตัวสไลด์บอลออกไปได้แบบเฉียดฉิว แต่เฮนโชสก็โดนเหยียบจนต้องออกไปรับการปฐมพยาบอลนอกสนาม จังหวะเกมยังเป็นเกมของฟูแล่มที่ยังโหมหนักหวังตีเสมอให้ได้ แต่ก็ยังทำได้แค่ใกล้เคียง หลุยส์ บัวมอร์เต้กระชากหลุดไปทางกราบขวาแต่ตวัดเข้ากลางผ่านดูเด็คที่ออกไปไม่ถึงบอลแล้วแต่ไม่มีใครเติมไม่เข้า แผงหลังลิเวอร์พูลเคลียร์ออกไปได้ นาทีที่ 36 ฟูแล่มได้ฟรีคิกหน้าเขตโทษ สตีฟ มาร์กเล่ต์ ปั่นโด่งข้ามคานไปไกลแบบไม่ได้ลุ้น ท้ายเกมครึ่งแรก ซิลแว็งก์ เลกวินสกี้ พุ่งเข้าเสียบโดนขาวลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ เต็ม ๆ รับใบเหลืองไปตามระเบียบ และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้ ครึ่งหลังฟูแล่มยังคงเดินหน้าบดหวังทวงสกอร์ให้ได้แต่ก็ทำได้แค่ใกล้เคียง เกมรับของลิเวอร์พูลวันนี้โดดเด่นเหลือเกิน ทั้งสเตฟาน เฮนโชส ซามี่ ฮูเปีย สตีเฟ่น ไรท์และอาเบล ซาเวียร์ตัดเกมไว้ได้หมด ลิเวอร์พูลเกือบได้ประตูอีกครั้งจากจังหวะโต้กลับมาเร็วและอเนลก้าจ่ายบอลให้เมอร์ฟี่ล็อคหลบก่อนปั้นไซด์บอลพุ่งเข้าหาประตู แต่ฟานเดอร์ซาร์ลอยตัวปัดออกไปได้สวยกว่า ฟูแล่มเกือบได้จุดโทษจากจังหวะกระชากเข้าไปในกรอบโทษของหลุยส์ บัวมอร์เต้ และซาเวียร์กระแทกเขาล้มลง แฟน ๆ ฟูแล่มเฮ คิดว่าน่าจะได้จุดโทษ แต่ผู้ตัดสินไม่สนใจและให้เล่นต่อไป ในจังหวะที่ใกล้่เคียงจะได้ประตูอีกครั้งจากจังหวะเปิดบอลโด่งเข้ามาและมาร์กเล่ต์โดดสะบัดแบบเล่นทาง บอลพุ่งเกือบเสียบเสาไกล แต่ดูเด็คพุ่งสุดตัวปัดบอลออกไปได้ ก่อนที่สตีเฟ่น ไรท์ จะเคลียร์ออกไปได้ก่อนที่ซาฮาจะเข้ามาซ้ำ 10 นาทีสุดท้ายของเกม หงส์แดงเปลี่ยนอเนลก้าออกแล้วให้ยารี่ ลิตมาเน่นลงมาเล่นแทน และเป็นลิตมาเน่นที่มาซัดประตูปิดท้ายแบบเหนือชั้นให้ทีมได้ในนาทีสุดท้ายของเกมจากจังหวะที่ฟูแล่มบี้หนัก และผู้เล่นเทกันขึ้นไปอยู่ในแดนลิเวอร์พูลหมด อาเบล ซาเวียร์ตัดบอลได้ ก่อนจะเปิดยาวมาในแดนฟูแล่ม ลิตมาเน่นวิ่งมาโฉบโหม่งบอลตัดหน้าฟานเดอร์ซาร์ได้ ก่อนจะยิงมุมแคบสุด ๆ บอลไหลเข้าไปเป็นสกอร์ปิดฝาโลง และจบเกมหงส์แดงชนะไปด้วยสกอร์ 2-0 เก็บได้สามคะแนนเต็ม |
| หงส์บุกเจ๊ากาลาฯ ต้องลุ้นหนัก |
| "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล บุกไปเสมอกับกาลาซาตารายถึงสนามอาลี ซามีเยน 1 ประตูต่อ 1 ในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนสลีกกลุ่มบี ทำให้ต้องจมอยู่ในอันดับสุดท้ายของกลุ่มต่อไป นาทีที่ 12 อาริฟ เออร์เด็มของเจ้าถิ่น ลงซัดไกลจากระยะ 22 หลาแต่คริส เคิร์กแลนด์ ยังโชว์ซุปเปอร์เซฟปัดออกไปได้ นาทีที่ 15 ลิเวอร์พูลก็พลาดโอกาสได้ประตูขึ้นนำไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อลูกโหม่งของยอร์น อาร์เน่ รีเซ่ ถูกฟาริด มอนดรากอน เซฟเอาไว้ได้บนเส้นประตู หลังจากนั้นสองนาที หงส์แดงก็หวิดที่จะเสียประตูบ้าง เมื่อเคิร์กแลนด์รับลูกยิงไกลจากระยะเกือบ 30 หลาของเออร์กุน เพนเบ้ไม่อยู่ แต่โชคยังดีที่เบอร์คาน ก๊อคทาน ซัดโล่ง ๆ ออกไป นาทีที่ 21 ไมเคิ่ล โอเว่นเปิดบอลให้วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์หลุดเข้าไปดวลเดี่ยวกับมอนดรากอน แต่นายทวารทีมชาติโคลัมเบียก็ยังเหนียวหนึบ และเซฟลูกยิงเล่นทางของเขาเอาไว้ได้ นาทีที่ 25 ลิเวอร์พูลก็หวิดต้องเสียประตูอีกครั้ง จากจังหวะที่เจมี่ คาราเกอร์เคลียร์บอลไม่ได้ เคิร์กแลนด์ต้องออกมาเตะ แต่บอลไปเข้าทางฮาซาน ซาส โขกไปติดขา ซามี่ ฮูเปีย บอลกลับไปเข้าทาง ก๊อคทานอีกครั้ง แต่เคิร์กแลนด์ก็โชว์ซุปเปอร์เซฟปัดออกหลังไปได้ นาทีที่ 28 กาลาซาตารายก็ส่งบอลไปกองยังก้นตาข่ายของลิเวอร์พูลได้ แต่ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นลูกล้ำหน้าก่อนแล้ว ทำให้ครึ่งแรกจบลงด้วยการเสมอกันอยู่ 0 ประตูต่อ 0 ครึ่งหลังเป็นลิเวอร์พูล ที่เริ่มเกมได้ดีกว่าและแค่นาทีเดียว ไมเคิ่ล โอเว่น ก็ได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าไปในเขตโทษแต่มอนดรากอนยังเซฟเอาไว้ได้ด้วยขา นาทีที่ 61 ยอร์น อาร์เน่ รีเซ่ ได้บอลจากดีทมาร์ ฮามันน์ หลุดเดี่ยวเข้าไปในกรอบเขตโทษด้านซ้าย แต่ก็ดันซัดไปติดตัวของมอนดรากอนออกไปอีก ทำให้ลิเวอร์พูลพลาดโอกาสขึ้นนำไปอย่างน่าเสียดาย นาทีที่ 64 โอเว่น ก็ได้โอกาสซัดอีกครั้ง แต่นายทวารของเจ้าถิ่นก็ยังเซฟเอาไว้ได้อีก หลังจากที่เป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่าเจ้าบ้านอยู่นาน ลิเวอร์พูล กลับต้องเป็นฝ่ายเสียประตูไปก่อน จากจังหวะที่วิคตอเรีย เปิดบอลเข้ามาหน้าประตูให้ราดู นิคูเลสคู สะบัดโขกเสียบเสาแรกเข้าไปอย่างสวยงามในนาทีที่ 71 สกอร์เป็นกาลาซาตาราย 1 ลิเวอร์พูล 0 เมื่อถูกนำไปก่อน ฟิล ธอมป์สัน ตัดสินใจเปลี่ยนยารี่ ลิตมาเน่น ลงมาแทนวลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ทันที และในนาทีที่ 78 การตัดสินใจครั้งนี้ก็ส่งผล เมื่อยารี่ ลิตมาเน่น เก็บบอลจากลูกทุ่มไกลของรีเซ่ได้ในกรอบโทษ ก่อนที่จะไหลต่อให้เอมิล เฮสกี้ ซัดด้วยขวาเต็ม ๆ เสียบคานเข้าไปทำให้สกอร์กลับมาเสมอกันที่ 1 ประตูต่อ 1 และเกมก็จบลงด้วยสกอร์นี้ ทำให้ลิเวอร์พูลมี 3 แต้ม จากการลงสนาม 4 นัด อยู่อันดับสุดท้ายของกลุ่ม ต้องลุ้นเก็บชัยชนะในเกมที่เหลืออีกสองนัดให้ได้ จึงจะมีโอกาสผ่านเข้าไปเล่นในรอบแปดทีมสุดท้าย โดยเกมหน้าพวกเขาต้องออกไปเยือนบาร์เซโลน่าที่คัมป์ นู และนัดสุดท้ายจะเปิดรังแอนฟิลด์ต้อนรับการมาเยือนของโรม่า |
| หงส์เก็บได้แค่แต้มเดียว เมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้แมทช์ |
| 10 กุมภาพันธ์ 2545 :: "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ผงาดขึ้นนำเป็นจ่าฝูงเมื่อออกไปถล่ม "ม้าขาว" อิปสวิช ทาวน์ เละคาสนาม ปอร์ทแมน โรด 6-0 จากการเหมาคนละสองประตูของ เอมิล เฮสกี และ ไมเคิล โอเวน ที่เหลือเป็นของ อาเบล ซาเวียร์ ที่เพิ่งลงเล่นเป็นเกมแรก และ ซามี อูเปีย ในศึก พรีเมียร์ชิพ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทีมหงส์แดง "ลิเวอร์พูล" เก็บคะแนนเพิ่มได้แค่แต้มเดียว ในศึกเมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้แมทช์ โดยเสมอกันไป 1-1 แต่จ่าฝูงปีศาจแดง "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" นั้นเก็บได้สามคะแนนเต็ม ๆ จากประตูชัย 1-0 ของรุด ฟานนิสเตลรอย หอกสุดฮอตของทีม ทำให้ช่องว่างคะแนนระหว่างแมนยูฯ ขยับออกไปห่างจากลิเวอร์พูลเป็น 4 แต้มแล้ว หงส์แดงเปิดรังแอนฟิลด์รับการมาเยือนของเพื่อนร่วมเมือง เอฟเวอร์ตัน ที่ไม่มีพอล แกสคอยน์แต่ได้ดาวิด ชิโนล่าทำเกมแทน ขณะที่เจ้าถิ่นเลือกเก็บเอมิล เฮสกี้เป็นสำรอง โดยส่งนิโกล่าส์ อเนลก้า หัวหอกน้ำหอมลงมาเล่นเป็นตัวจริงคู่กับไมเคิล โอเว่น นัดนี้เจอร์ราร์ดเจ็บ ทอมป์สันส่งแกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ลงมาเล่นแทนนัดนี้ อาเบล ซาเวียร์ ปราการหลังที่ย้ายจากเอฟเวอร์ตันไปอยู่กับลิเวอร์พูลลงสนามเป็นตัวจริงด้วย เกมนั้นหนักตลอด มีการเข้าปะทะหนัก ๆ ให้เห็นกันตลอดตั้งแต่ต้นเกม ลี คาร์สลี่ย์ ไปสอยแดนนี่ เมอร์ฟี่เสียลอยคว้าง โดนกรรมการเรียกไปจัดระเบียบสังคม รูปเกมของลิเวอร์พูลเหนือกว่า และทำเกมรุกเข้าใส่เป็นระยะ แต่ก็ทำได้แค่เสียว ขณะที่เอฟเวอร์ตันอาศัย ดาวิด ชิโนล่าเป็นตัวพักบอลและจ่ายบอลในการโต้กลับเร็ว แต่ก็ยังทำได้ไม่ใกล้เคียง เป็นอีกนัดที่ไมเคิล โอเว่นเจอลูกตอดหนัก ๆ จากกองหลังคู่แข่งชนิดไม่ได้กระดิกเลย จบครึ่งแรกไปแบบไม่มีสกอร์ ครึ่งหลังเอฟเวอร์ตันถอดชิโนล่าออกแล้วส่งรัดซินสกี้ ดาวเตะแคนาดาลงมาเล่นแทน เริ่มครึ่งหลังมา เจ้าบ้านไม่พูดพล่ามทำเพลง เปิดฉากรุกกระหน่ำทันที แต่บุกไปบุกมา นาทีที่ 52 ของเกม แฟน ๆ หงส์แดงก็มีอันต้องเงียบกริบ เมื่อโดนทีเด็ดจากจังหวะสวนกลับเร็วขณะที่ทำเกมบุกอยู่เพลิน ๆ เอฟเวอร์ตันทะลุขึ้นมาทางกราบซ้ายก่อนที่จะเปิดบอลเข้าไปตรงกรอบเขตโทษ รัดซินสกี้ตวัดยิงทันทีบอลโดนไม่เต็มเท้า แต่กลับกลายเป็นดีเมื่อบอลพุ่งเสียบเสาไกลเข้าไป เคิร์กแลนด์ทำได้เพียงพุ่งประกอบฉากเท่านั้น เกมนี้อย่างไรก็แพ้ไม่ได้ หากยังต้องการลุ้นแชมป์ต่อ ฟิล ทอมป์สัน ตัดสินใจส่งเอมิล เฮสกี้ลงมาเสริมเกมรุก โดยถอดสตีเฟ่น ไรท์ออกมา ตามด้วยการส่งวลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ลงมาแทนแม็คอัลลิสเตอร์ หงส์แดงมาได้ประตูตีเสมอจากการประสานงานกันแบบสุดสวยในนาทีที่ 72 ของเกม เริ่มจากจังหวะที่ซาเวียร์เปิดบอลไปให้โอเว่นนอกกรอบเขตโทษ ก่อนที่โอเว่นจะไหลบอลให้เฮสกี้ แต่เฮสกี้ไม่เล่น ข้ามบอลหลอกปล่อยให้บอลไหลไปถึงแดนนี่ เมอร์ฟี่ ก่อนที่เมอร์ฟี่จะเบิ้ลจังหวะเดียวตัดแผงหลังของเอฟเวอร์ตันเข้าไปและเป็นนิโกล่าส์ อเนลก้า ที่ปราดเข้ามาจิ้มบอลลอดขาซิมมอนเซ่นเข้าไปเป็นประตูตีเสมอและเป็นประตูแรกในการเล่นให้กับลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ชิพด้วย ลิเวอร์พูลเกือบได้ประตูชัยจากจังหวะเติมขึ้นมาโหม่งเต็ม ๆ ของแดนนี่ เมอร์ฟี่ จากลูกเตะมุมของริเซ่ แต่ซิมอนเซ่นลอยตัวปัดบอลที่กำลังจะเสียบคานเข้าออกไปได้แบบแฟนครางฮือทั้งสนาม เอฟเวอร์ตันเองก็เกือบได้ประตูชัยจากจังหวะโต้กลับขึ้นมาเร็ว และเป็นรัดซินสกี้ที่ล็อคบอลแล้วกลับตัวตวัดยิงทันที บอลพุ่งติดไซด์ แต่คริส เคิร์กแลนด์ ผู้รักษาประตูดาวรุ่งของลิเวอร์พูลพุ่งสุดตัวปัดออกไปได้สวย จบเกม แบ่งกันไปทีมละ 1 แต้ม |
| "หงส์" โคตรโหดบุกหัก "ม้าขาว" ครึ่งโหลผงาดนำฝูง |
| 10 กุมภาพันธ์ 2545 :: "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ผงาดขึ้นนำเป็นจ่าฝูงเมื่อออกไปถล่ม "ม้าขาว" อิปสวิช ทาวน์ เละคาสนาม ปอร์ทแมน โรด 6-0 จากการเหมาคนละสองประตูของ เอมิล เฮสกี และ ไมเคิล โอเวน ที่เหลือเป็นของ อาเบล ซาเวียร์ ที่เพิ่งลงเล่นเป็นเกมแรก และ ซามี อูเปีย ในศึก พรีเมียร์ชิพ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อิปสวิช เปิดสนาม ปอร์ทแมน โรด รับมือกับ ลิเวอร์พูล ในศึก พรีเมียร์ชิพ นัดวันเสาร์ที่ 9 ก.พ. 45 เจ้าถิ่นส่ง มาร์คัส เบนท์ กับ อลัน อาร์มสตรอง ลงยืนเป็นคู่หน้าส่วน ลิเวอร์พูล ส่ง อาเบล ซาเวียร์ ประเดิมสนามเป็นเกมแรก ทั้งสองทีมเปิดฉากด้วยการแลกเกมรุกแต่ ลิเวอร์พูล กดดัน อิปสวิช ได้มากกว่าและในนาทีที่ 16 ลิเวอร์พูล ก็มาได้ประตูขึ้นนำ ในจังหวะที่ ยอห์น อาร์เน รีเซ เปิดลูกเตะมุมเข้าเขตโทษ อิปสวิช บอลมาถึง สตีเฟน เจอร์ราร์ด แตะต่อให้ อาเบล ซาเวียร์ ตวัดยิงสวน ลูกแฉลบขา คริส เมกิน เข้าประตู ลิเวอร์พูล ยังครองเกมได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะถูก อิปสวิช โหมบุกเข้าหา และในนาทีที่ 44 ลิเวอร์พูล มาได้ประตู 2-0 จากจังหวะโต้กลับ เจอร์ราร์ด วางบอลยาวให้ เอมิล เฮสกี หลุดเข้าไปส่งลูกผ่านมือ ลี มาร์แชลล์ ปิดสกอร์ที่ครึ่งแรกให้ อิปสวิช ตาม ลิเวอร์พูล 0-2 ครึ่งหลัง อิปสวิช พยายามทวงประตูคือ แต่เจอเกมรับอันเหนียวแน่ของ ลิเวอร์พูล ถึงกับไปไม่เป็นจนถึงนาทีที่ 52 ลิเวอร์พูล ได้ลูกเตะมุมและ ซามี ฮูเปีย เติมเกมขึ้นมาโหม่งเต็มกะบาลตุงตาข่าย ลิเวอร์พูล หนีห่าง 3-0 แถมยังครองเกมจน อิปสวิช บุกไม่ขึ้น นาทีที่ 64 ลิเวอร์พูล สวนกลับอีกครั้ง รีเซ เปิดต่อไปให้ เจอร์ราร์ด ลากบอลไปทางขวาก่อนเปิดกลับเข้ากลาง รีเซ ที่วิ่งสอดเข้ามาปล่อยบอลให้ ไมเคิล โอเวน เกี่ยวบอล 1 จังหวะก่อนยิงเข้าประตู ลิเวอร์พูล นำห่าง 4-0 อิปสวิช ไม่มีอะไรจะเสียเลยดันเกมขึ้นมาหมด และเข้าทาง ลิเวอร์พูล ที่ต้องสวนกลับ นาทีที่ 72 ซาเวียร์ ตัดบอลได้ ก่อนไหลต่อไปให้ เฮสกี แตะไปถึง เจอร์ราร์ด ทำชิ่งไปให้ ฮูเปีย บอลมาถึง เฮสกี อีกครั้งก่อนเปิดถวายพานใหเ โอเวน ซัดประตู 5-0 ให้ ลิเวอร์พูล เวลาที่เหลือทีมเยือนคุมเกมได้หมดและในนาทีสุดท้าย เฮสกี หลุดเข้าไปยิงประตูปิดฝาโลงให้ ลิเวอร์พูล บุกไปเอาชนะ อิปสวิช อย่างมโหฬาร 6-0 พร้อมขึ้นนำเป็นจ่าฝูงด้วยประตูได้เสียที่ดีกว่า นิวคาสเซิล |
| หงส์บุกยำลีดส์สี่เม็ด "เฮสกี้"ซัดสอง ขึ้นที่สาม |
| "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เก็บชัยชนะในลีกได้เป็นนัดที่สามติดต่อกัน เมื่อบุกไปถล่มลีดส์ ยูไนเต็ด ได้ถึงเอลแลนด์ โร้ด 4 ประตูต่อ 0 ขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่สามของตารางแล้ว และในเกมนี้ เอมิล เฮสกี้ ทำได้สองประตูด้วย เกมเริ่มมาอย่างสูสี แต่ในนาทีที่ 17 ก็เป็นลิเวอร์พูลที่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน จากจังหวะที่แดนนี่ เมอร์ฟี่ เปิดฟรีคิกจากริมเส้นด้านซ้ายโค้งเข้าหาประตู และก็เป็น ริโอ เฟอร์ดินานด์ กองหลังของเจ้าถิ่นที่สกัดบอลพลาดเข้าประตูตัวไป ทำให้จบครึ่งแรกลิเวอร์พูลนำลีดส์ ยูไนเต็ดอยู่ 1 ประตูต่อ 0 ครึ่งหลังเล่นไปถึงนาทีที่ 61 สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ก็จ่ายบอลทะลุกองหลังของลีดส์ให้เอมิล เฮสกี้ หลุดเดี่ยวเข้าไปแตะหลบไนเจล มาร์ติน ก่อนที่จะแปโล่ง ๆ เข้าประตูไป เป็นประตูที่สองของลิเวอร์พูล และหลังจากนั้นแค่นาทีเดียว ลิเวอร์พูลก็มาได้ประตูที่สามจากจังหวะที่กองหลังลีดส์ เคลียร์ลูกเตะมุมไม่ขาด บอลมาหล่นตรงหน้าเอมิล เฮสกี้ และกองหน้าผิวหมึกก็วอลเลย์ด้วยซ้ายเต็ม ๆ เข้าประตูไป ให้ลิเวอร์พูลหนีห่างออกไปเป็น 3 ประตูต่อ 0 และเป็นประตูที่สามของเขาในสองนัดแล้วด้วย หลังจากที่นำห่างออกไป ลิเวอร์พูลก็ถอยมาตั้งรับอยู่ในแดนตัวเองและคอยหาโอกาสสวนกลับ และในช่วงทดเวลาเจ็บ สตีเฟ่น ไรท์ ก็ทุ่มไกลเข้าไปหน้าประตู เอมิล เฮสกี้ โหม่งเช็ดหนึ่งจังหวะ บอลไปเข้าหัวไมเคิ่ล โอเว่น โขกไปชนคานเด้งออกมา แต่โอเว่นก็ยังโขกซ้ำเข้าไปได้ ทำให้จบ 90 นาที ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายบุกมาเอาชนะลีดส์ ยูไนเต็ดได้ถึงถิ่น 4 ประตูต่อ 0 มี 49 แต้มจาก 26 นัด ขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่สามของตารางได้แล้ว |
| "เมอร์ฟี่"ฮีโร่! พังประตูชัยพาหงส์เชือดผีคาบ้าน 1-0 !!! |
| แดนนี่ เมอร์ฟี่ กองกลางแข้งทองของทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นตัวแสบของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไม่เลิก หลังจากที่เป็นผู้ทำประตูโครตสวยให้กับลิเวอร์พูลในนัดนี้ ส่งผลให้ลิเวอรพูลบุกมาเอาชนะทีมปีศาจแดงคู่ปรับตลอดกาลได้คาโอลด์แทร็ฟฟอร์ด 1-0 เก็บสามคะแนนกลับบ้านได้อย่างสุดเฮ พร้อมกับกลับเขย่าบัลลังก์จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ได้อีกครั้ง เริ่มต้นมาในครึ่งเวลาแรก แมนฯยูฯเปิดฉากบุกเข้าใส่ลิเวอร์พูลผู้มาเยือนเป็นการใหญ่ โดยมีโอกาสได้ลุ้นทำประตูอยู่หลายจังหวะด้วยกัน แต่บรรดานักเตะทีมปีศาจแดงก็ยิงพลาดกันเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งพอล สโคลส์ , ไรอัน กิ๊กส์ , เดวิด เบ๊คแฮม และฮวน เซบาสเตียน เวรอน โดยเฉพาะในนัดนี้ รุด ฟาน นิสเตลรอย ศูนย์หน้าตัวเก่งของเจ้าบ้านที่กำลังลุ้นทำสถิติยิงประตูติดต่อกันเป็นนัดที่ 9 นั้น ถูกซามี ฮูเปีย กองหลังของผู้มาเยือนประกบติดจนแผงฤทธิ์ไม่ออกเลยทีเดียว และลิเวอร์พูลเองก็วางแผนเพื่อรับมือกับเกมรุกอันน่ากลัวของแมนฯยูฯได้อย่างดี ทำให้หมดครึ่งเวลาแรก ทั้งสองทีมไม่สามารถทำอะไรกันได้ เสมอกันอยู่ที่ 0-0 ครึ่งหลังแมนฯยูฯก็ยังคงได้บุกเป็นส่วนใหญ่ โดยลิเวอร์พูลอาศัยจังหวะสวนกลับเร็วโดยมีเอมิล เฮสกี้เป็นตัวพักบอลในแดนหน้า เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับทางทีมปีศาจแดงบ้าง จนนาทีที่ 77 ฟิล ธอมป์สัน กุนซือของลิเวอร์พูลจึงลองแก้เกมดูบ้าง โดยเปลี่ยนเอา ไมเคิ่ล โอเว่น ที่วันนี้เล่นได้ไม่เด่นนักออกจากสนาม แล้วส่ง นิโกล่าส์ อเนลก้าลงมาแทน และอเนลก้าก็ทำเสียวทันทีโดยได้ยิงเต็มๆในกรอบเขตโทษ แต่บาร์กเตซป้องกันเอาไว้ได้ และบาร์กเตซยังป้องกันลูกยิงของ ยอน อาร์เน่ ริเซ่ ที่ยิงจากนอกกรอบเอาไว้ได้อีกครั้งในเวลาต่อมา แต่มาถึงนาทีที่ 85 ลิเวอร์พูลก็ได้ประตูขึ้นนำ ซึ่งเป็นประตูชัยของเกมนี้ จากจังหวะที่ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ผ่านบอลจากหน้ากรอบเขตโทษ เข้ามาในกรอบเขตโทษของทางด้านแมนฯยูฯ และ แดนนี่ เมอร์ฟี่วิ่งโฉบเข้ามา ดีดบอลด้วยน้ำหนักที่สุดยอด บอลลอยข้ามหัวนายทวาร บาร์กเตซ เข้าประตูไปอย่างสวยงาม ให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำไป 1-0 และหลังจากนั้น แม้ว่าทางด้านนักเตะแมนฯยูฯจะพยายามที่จะทำประตูคืนมาให้ได้ แต่ก็ไม่สามารถส่งบอลผ่านมือเจอร์ซี่ย์ ดูเด็ค นายทวารของลิเวอร์พูลได้ หมดเวลาการแข่งขัน แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด พลิกล๊อค พ่าย ลิเวอร์พูลไปอย่างเฉียดฉิว 0-1 ทำให้แต้มห่างของทั้งสองทีมนั้น เหลือเพียง 2 คะแนนเท่านั้น โดยที่แมนฯยูฯยังคงเป็นจ่าฝูงต่อไป |
| โซ้ยตี๋ ++++ อเนลก้า - ขอกลับมาล่าความสำเร็จ |
| เป็นข่าวฮือฮาไม่น้อยสำหรับการย้ายมาร่วมทีมหงส์แดงในแบบยืมตัวของนิโกล่าส์ อเนลก้า อดีตศูนย์หน้าของอาร์เซน่อลที่โชว์ฟอร์มการยิงประตูได้ระเบิดก่อนระเห็จไปตกยากในมาดริดและกับทีมเปเอสเช การมาของอเนลก้า น่าจะช่วยเค้นฟอร์มให้บรรดากองหน้าในทีมได้ไม่น้อย ลองมองๆ ดูแล้ว ลิเวอร์พูลที่หวังลุ้นแชมป์ปีนี้แทบจะไม่ได้ซื้อใครมาร่วมทีม แถมล่าสุดยังขายขวัญใจมหาชน (ที่ยิงประตูไม่ค่อยได้) อย่างร็อบบี้ ฟาวเลอร์ออกไปให้ลีดส์อีก งานนี้ฟิล ทอมป์สันกับเชราร์ด อุลลิเย่ร์ก็เลยสบช่องยืมตัวอเนลก้ามาเติมสีสันในเกมรุกของทีมซะเลย ไม่มีอะไรเสียหายครับงานนี้ ถึงจะรู้อยู่ว่าอเนลก้านั้นไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยสักเท่าไหร่ก็ตามที |
| " หงส์แดง " ควัก 48.75 ล้าน คว้า ซาเวียร์ เสริมหลัง |
| " หงส์แดง " ลิเวอร์พูล ยอดทีมลูกหนังแห่งศึกพรีเมียร์ชิพ อังกฤษ เซ็นสัญญาสามปีครึ่ง คว้าตัว " ฤาษีเครายาว " อาเบล ซาเวียร์ ปราการหลังจอมแกร่งตัวทีมชาติโปรตุเกส จากเอฟเวอร์ตัน คู่แข่งร่วมเมือง มาเสริมทัพ ด้วยค่าตัวราว 48.75 ล้านบาท หรือ 800,000 ปอนด์ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา อาเบล ซาเวียร์ กองหลังชาวโปรตุเกสวัย 29 ปี ลงฝึกซ้อมร่วมกับเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูล เช้าวันพุธก่อนจะผ่านการตรวจร่างกาย และจรดปากกาเซ็๋นสัญญาสามปีครึ่งย้ายมาสู่ถิ่น แอนฟิลด์ และคาดว่า ซาเวียร์ น่าจะได้ลงประเดิมสนามในสีเสื้อลิเวอร์พูลเป็นนัดแรกในเกม พรีเมียร์ชิพกับ " ยูงทอง " ลีดส์ ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์นี้ ทางด้าน ซาเวียร์ เพิ่งติดทีมชาติโปรตุเกสไปแค่ 18 นัด ทั้งๆที่น่าจะได้ติดทีม ชาติ ถ้าไม่โชคร้ายโดนพักแข้งนานถึง 9 เดือน หลังถูกตัดสินว่ามีความผิด ฐานเจตนาเอามือไปดึงแขนผู้กำกับเส้นที่ให้ ฝรั่งเศส ได้ลูก โทษในศึกยูโร 2000 รอบตัดเชือกและ ซีดาน ก็รับหน้าที่สังหารเข้าไป พร้อมกับเขี่ยโปรตุเกส ตกรอบสี่ทีมสุดท้าย ในส่วนของซาเวียร์ นั้น เกิดในโมซัมบิค และเริ่มค้าแข้งกับ เอสเตรล่า อมาโดร่า ในโปรตุเกส เป็นทีมแรก เมื่อปี 1990 ก่อนจะย้ายไปร่วมทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เบนฟิก้า ในอีกสามปีต่อมา หลังจากนั้น ซาเบียร์ ก็ย้ายไปค้าแข้งในอิตาลีและสเปน กับทีมบารี่ และรีล โอเบียโด้ ตามลำดับ ก่อนจะโชว์ ฟอร์มเยี่ยมจนถูกทีม พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ทุ่มเงิน ซื้อตัวมาร่วมทีมในปี 1998 หนึ่งปีต่อมา ซาเบียร์ ย้ายมาร่วมทัพ " ท็อฟฟี่ เมน " เอ ฟเวอร์ตัน ด้วยค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ โดยลงสนามรับใช้สโมสรไป 49 นัด ก่อนจะมีปัญหาขัดแย้งอย่างรุนแรงกับ วอลเตอร์ สมิธ กุนซือ จน ต้องย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูล ในที่สุด นอกจากนี้ ซาเบียร์ กลายเป็นผู้เล่นทีมเอฟเวอร์ตันรายที่สอง ทีย้ายไปอยู่ในถิ่น แอนฟิลด์ ของลิ เวอร์พูล ต่อจาก นิค บาร์มบี้ ซึ่งย้ายซบลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 4.5 ล้านปอนด์ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2000 |
| เอฟเอคัพรอบ4 เบิร์กแคมป์ฮีโร่ ปืนเฉือนหงส์ 1-0 เกมเดือดใบแดงว่อน!! |
| ฟุตบอลเอฟเอคัพรอบ 4 บิ๊กแมตช์ คู่ระหว่างอาร์เซน่อล พบกับ ลิเวอร์พูลที่สนามไฮบิวรี่ ผลปรากฏว่า อาร์เซน่อลเอาชนะลิเวอร์พูลไปได้เฉียดฉิว 1-0 โดยเกมนี้มีการแจกใบแดงกันว่อนถึง 3 ใบด้วยกัน เริ่มต้นการแข่งขัน ทั้งสองฝ่ายต่างยังคงไม่รีบเปิดเกมรุกเข้าใส่กันมากนักเนื่องจากฟุตบอลรายการนี้แพ้ต้องตกรอบทันที โดยอาร์เซน่อลเจ้าบ้านอาศัยการประสานงานกันของเดนนิส เบิร์กแคมป์ กับ เธียร์รี่ อองรีเป็นหลัก ส่วนทางด้านทีมเยือน ก็มีนิโกล่าส์ อเนลก้า กับ ไมเคิ่ล โอเว่น เป็นอาวุธร้ายในเกมโต้กลับเร็ว โดยในนาทีที่ 28 เดนนิส เบิร์กแคมป์ ได้บอลจากการเปิดบอลของ เธียร์รี่ อองรี ที่ทำชิ่งกับฟาน บรองฮอร์ส อย่างสวยงาม เข้ามาที่หน้าประตู หัวหอกดัตช์โแบเข้ามาโหม่ง ส่งบอลผานมือ เจอร์ซี่ ดูเด็คเข้าประตูไป ให้อาร์เซน่อล ขึ้นนำ ลิเวอร์พูลไป 1-0 หลังจากที่ได้ประตูขึ้นนำ อาร์เซน่อลก็ได้ใจ โหมบุกทีมเยือนอย่างหนัก แต่ก้ไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ หมดครึ่งเวลาแรก อาร์เซน่อลนำลิเวอร์พูลอยู่ 1-0 ครึ่งหลัง เกมเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยลิเวอร์พูลได้โอกาสบุกมากขึ้นกว่าในครึ่งเวลาแรก นาทีที่ 49 เธียร์รี่ อองรีพยายยามโหม่งเคลียร์บอลจากลูกที่ลิเวอร์พูลได้เตะมุมแต่พลาดไปกระแทกไหล่ของฮูเปียอย่างจังทำให้แพทย์ต้องวิ่งมาดูอาการอองรีทันที เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 67 มาร์ติน คีโอว์น ต้องถูกใบแดงเป็นคนแรกของเกม จากจังหวะที่ทำฟลาวส์ไมเคิ่ล โอเว่นที่กำลังจะได้หลุดเข้าไปยิง คีโอว์นเถียงผู้ตัดสินมากไป ทำให้ผู้ตัดสินชูใบแดง ไล่ออกจากสนามไป อีก 2 นาทีถัดมา ผู้ตัดสินก็ทำการแจกใบแดงอีก 2 ใบ โดยเดนนิส เบิร์กแคมป์ ผู้ทำประตูแรกเข้าบอลใส่เจมี่ คาราเกอร์โดยเจตนาจะย่ำ คาราเกอร์ ผู้ตัดสินจึงไม่ลังเล ชูใบแดงไล่เบิร์กแคมป์ออกจากสนามเป็นคนที่สองของทางด้านอาร์เซน่อล ซึ่งยังไม่ทันจะเป่านกหวีดให้เริ่มเล่นบอลต่อ เจมี คาราเกอร์ ของทางลิเวอร์พูลก็มาโดนใบแดง ต้องออกจากสนามบ้าง จากจังหวะที่ผผู้ตัดสินหันไปเห็นคาราเกอร์ เขวี้ยงของใส่คนดูข้างสนาม ทำให้เกมรุนแรงมากขึ้นไปอีก โดยนักเตะทั้งสองฝ่ายตัดเกมกันอย่างหนัก ลิเวอร์พูลแม้ว่าจะมีผู้เล่นมากกว่าอาร์เซน่อล แต่ก็ยังไม่สามารถทำประตูตีเสมอเจ้าบ้านได้ หมดเวลาการแข่งขัน อาร์เซน่อล จึงล้างแค้นลิเวอร์พูลได้สำเร็จ เอาชนะไปได้ 1-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบต่อไป ส่วนลิเวอร์พูลต้องตกรอบไปตามระเบียบ |
| น้าอุลยันเซ็น "อเนลก้า" ไม่ใช่เรื่องเสี่ยง |
| เชราร์ อุลลิเย่ร์ กุนซือของลิเวอร์พูล ได้ออกมาโต้บรรดาสื่อมวลชนที่พากันระบุว่าการที่เขาเซ็นสัญญายืมตัวนิโกล่าส์ อเนลก้า มาร่วมทีมนั้นถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ โดยบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่ได้ตัวกองหน้าเจ้าปัญหาฝีเท้าดีรายนี้มาร่วมทีม "ผมรู้ดีว่าผู้คนพากันพูดถึงเขาว่าอย่างไรกันบ้างแต่ผมไม่แคร์มันหรอก" กุนซือตาโปนกล่าว "การเซ็นสัญญาดึงตัวเขามาเล่นให้กับเราไม่ได้เป็นการเดิมพันแต่อย่างใด และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากกว่าที่เราได้ตัวเขามาร่วมทีม ผมพอใจกับฝีเท้าของเขา และผู้เล่นแบบนี้ไม่เคยสูญเสียความสามารถและพรสวรรค์ไป เพียงแต่ว่าเขาอาจจะต้องการเรียกความมั่นใจกลับคืนมาเสียก่อน และเมื่อนั้นเขาก็จะเริ่มล่าประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำอีกครั้ง และผมก็เชื่อมั่นว่ามันจะเป็นอย่างนั้น" |
| โอเว่นย้ำชัด อเนลก้าจะช่วยเราคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพ |
| ไมเคิล โอเว่น หัวหอกจิ๋วแจ๋วของหงส์แดง ลิเวอร์พูล ออกมาพูดถึงการที่ต้นสังกัดดึงตัวนิโกล่าส์ อเนลก้า หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศสมาช่วยแก้ปัญหาการยิงประตูในแดนหน้าให้ได้มากขึ้นว่าเขาเชื่อว่านิโก้จะซัดประตูให้ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพได้แน่นอน นักเตะยอดเยี่ยมของยุโรปรายล่าสุดพูดถึงการได้อเนลก้ามาร่วมทีมในแบบยืมตัวว่าน่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการลุ้นแชมป์ของลิเวอร์พูลได้มากขึ้น "ผมไม่อยากจะเชื่อว่าเราจะได้อเนลก้ามาร่วมทีมเลย มันไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมมาก ผมเองยังจำประตูที่เขายิงให้อาร์เซน่อลได้ดับเบิลแชมป์ในปี 1998 ได้อยู่เลย และผมก็หวังว่าเขาจะทำเช่นนั้นให้เราได้ด้วย" "ผมหวังว่าเขาจะมาช่วยเรายิงประตูและทำให้เราคว้าแชมป์ได้ในที่สุด" |
| "เมอร์ฟี่"ฮีโร่! พังประตูชัยพาหงส์เชือดผีคาบ้าน 1-0 !!! |
| เชราร์ อุลลิเย่ร์ กุนซือของลิเวอร์พูล ได้ออกมาโต้บรรดาสื่อมวลชนที่พากันระบุว่าการที่เขาเซ็นสัญญายืมตัวนิโกล่าส์ อเนลก้า มาร่วมทีมนั้นถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ โดยบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่ได้ตัวกองหน้าเจ้าปัญหาฝีเท้าดีรายนี้มาร่วมทีม "ผมรู้ดีว่าผู้คนพากันพูดถึงเขาว่าอย่างไรกันบ้างแต่ผมไม่แคร์มันหรอก" กุนซือตาโปนกล่าว "การเซ็นสัญญาดึงตัวเขามาเล่นให้กับเราไม่ได้เป็นการเดิมพันแต่อย่างใด และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากกว่าที่เราได้ตัวเขามาร่วมทีม ผมพอใจกับฝีเท้าของเขา และผู้เล่นแบบนี้ไม่เคยสูญเสียความสามารถและพรสวรรค์ไป เพียงแต่ว่าเขาอาจจะต้องการเรียกความมั่นใจกลับคืนมาเสียก่อน และเมื่อนั้นเขาก็จะเริ่มล่าประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำอีกครั้ง และผมก็เชื่อมั่นว่ามันจะเป็นอย่างนั้น" แดนนี่ เมอร์ฟี่ กองกลางแข้งทองของทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นตัวแสบของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไม่เลิก หลังจากที่เป็นผู้ทำประตูโครตสวยให้กับลิเวอร์พูลในนัดนี้ ส่งผลให้ลิเวอรพูลบุกมาเอาชนะทีมปีศาจแดงคู่ปรับตลอดกาลได้คาโอลด์แทร็ฟฟอร์ด 1-0 เก็บสามคะแนนกลับบ้านได้อย่างสุดเฮ พร้อมกับกลับเขย่าบัลลังก์จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ได้อีกครั้ง เริ่มต้นมาในครึ่งเวลาแรก แมนฯยูฯเปิดฉากบุกเข้าใส่ลิเวอร์พูลผู้มาเยือนเป็นการใหญ่ โดยมีโอกาสได้ลุ้นทำประตูอยู่หลายจังหวะด้วยกัน แต่บรรดานักเตะทีมปีศาจแดงก็ยิงพลาดกันเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งพอล สโคลส์ , ไรอัน กิ๊กส์ , เดวิด เบ๊คแฮม และฮวน เซบาสเตียน เวรอน โดยเฉพาะในนัดนี้ รุด ฟาน นิสเตลรอย ศูนย์หน้าตัวเก่งของเจ้าบ้านที่กำลังลุ้นทำสถิติยิงประตูติดต่อกันเป็นนัดที่ 9 นั้น ถูกซามี ฮูเปีย กองหลังของผู้มาเยือนประกบติดจนแผงฤทธิ์ไม่ออกเลยทีเดียว และลิเวอร์พูลเองก็วางแผนเพื่อรับมือกับเกมรุกอันน่ากลัวของแมนฯยูฯได้อย่างดี ทำให้หมดครึ่งเวลาแรก ทั้งสองทีมไม่สามารถทำอะไรกันได้ เสมอกันอยู่ที่ 0-0 ครึ่งหลังแมนฯยูฯก็ยังคงได้บุกเป็นส่วนใหญ่ โดยลิเวอร์พูลอาศัยจังหวะสวนกลับเร็วโดยมีเอมิล เฮสกี้เป็นตัวพักบอลในแดนหน้า เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับทางทีมปีศาจแดงบ้าง จนนาทีที่ 77 ฟิล ธอมป์สัน กุนซือของลิเวอร์พูลจึงลองแก้เกมดูบ้าง โดยเปลี่ยนเอา ไมเคิ่ล โอเว่น ที่วันนี้เล่นได้ไม่เด่นนักออกจากสนาม แล้วส่ง นิโกล่าส์ อเนลก้าลงมาแทน และอเนลก้าก็ทำเสียวทันทีโดยได้ยิงเต็มๆในกรอบเขตโทษ แต่บาร์กเตซป้องกันเอาไว้ได้ และบาร์กเตซยังป้องกันลูกยิงของ ยอน อาร์เน่ ริเซ่ ที่ยิงจากนอกกรอบเอาไว้ได้อีกครั้งในเวลาต่อมา แต่มาถึงนาทีที่ 85 ลิเวอร์พูลก็ได้ประตูขึ้นนำ ซึ่งเป็นประตูชัยของเกมนี้ จากจังหวะที่ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ผ่านบอลจากหน้ากรอบเขตโทษ เข้ามาในกรอบเขตโทษของทางด้านแมนฯยูฯ และ แดนนี่ เมอร์ฟี่วิ่งโฉบเข้ามา ดีดบอลด้วยน้ำหนักที่สุดยอด บอลลอยข้ามหัวนายทวาร บาร์กเตซ เข้าประตูไปอย่างสวยงาม ให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำไป 1-0 และหลังจากนั้น แม้ว่าทางด้านนักเตะแมนฯยูฯจะพยายามที่จะทำประตูคืนมาให้ได้ แต่ก็ไม่สามารถส่งบอลผ่านมือเจอร์ซี่ย์ ดูเด็ค นายทวารของลิเวอร์พูลได้ หมดเวลาการแข่งขัน แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด พลิกล๊อค พ่าย ลิเวอร์พูลไปอย่างเฉียดฉิว 0-1 ทำให้แต้มห่างของทั้งสองทีมนั้น เหลือเพียง 2 คะแนนเท่านั้น โดยที่แมนฯยูฯยังคงเป็นจ่าฝูงต่อไป |
| หงส์หวิดเน่า ไล่เจ๊าปืนหืด |
| "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ยังคงสะกดคำว่าชนะไม่ถูกเป็นนัดที่ห้าติดต่อกันแล้ว หลังจากที่ลงเล่นในถิ่นแอนฟิลด์ของตัวเอง และเสมอกับเซาแธมป์ตันไปแบบน่าแพ้ เริ่มเกมนั้นลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่า และมีโอกาสทำประตูหลายครั้งในช่วง 3-4 นาทีแรก แต่พอล โจนส์ ก็ยังเซฟให้กับเซาแธมป์ตันไว้ได้ แต่พวกเขาก็มาประสบความสำเร็จจนได้ในนาทีที่ 6 เมื่อไมเคิ่ล โอเว่น ซ้ำลูกยิงของดีทมาร์ ฮามันน์ที่ถูกโจนส์ปัดออกมาเข้าประตูไป ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายออกนำไปก่อน 1 ประตูต่อ 0 หลังจากที่ได้ประตูไป เกมของลิเวอร์พูลแทนที่จะดีขึ้นกลับเป็นทีมนักบุญที่เล่นได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ และกลับมาสูสีกันอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครทำประตูกันได้ ทำให้ครึ่งแรกจบลงด้วยการที่ลิเวอร์พูลยังนำเซาแธมป์ตันอยู่ 1 ประตูต่อ 0 ครึ่งหลังเล่นมาได้นาทีเดียว เซาแธมป์ตัน ก็มาตีเสมอได้สำเร็จเมื่อใช้จังหวะโต้กลับ คริส มาร์สเด้น ลากบอลเข้ามาในเขตโทษ กองหลังลิเวอร์พูลเข้ามารุมถึงสามคน แต่จังหวะสุดท้ายเป็นสเตฟาน เฮน โชซที่สกัดบอลไปเข้าทางของเควิน เดวี่ส์ ซัดด้วยชวาเต็ม ๆ เข้าประตูไปชนิดเจอร์ซีย์ ดูเด็ค หมดสิทธิรับ ทำให้สกอร์กลับมาเสมอกันที่ 1 ประตูต่อ 1 หลังจากนั้นก็กลายเป็นทีมเยือนที่ครองบอลได้เหนือกว่าโดยตลอด และในนาทีที่ 82 เซาแธมป์ตันก็มาพลาดโอกาสได้ประตูชัยไปอย่างน่าเสียดาย เมื่ออันเดอร์ส สเวนส์สัน พลิกตัวสับไกจากกรอบเขตโทษเต็ม ๆ แต่บอลดันพุ่งเป็นชนเสาซ้ายมือของดูเด็คโครมเบ้อเร่อ เด้งออกมาอย่างน่าเสียดาย ทำให้หมดเวลาการแข่งขันทั้งสองทีมเสมอกันไป 1 ประตูต่อ 1 และนับเป็นนัดที่ห้าติดต่อกันในลีกที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ในลีก ทำให้โอกาสในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ชิพฤดูกาลนี้ห่างออกไปทุกที |
| หงส์ยังจืดสนิท เจ๊านักบุญแบบน่าแพ้ |
| "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล หวิดจะต้องแพ้เป็นนัดที่สองติดต่อกันเสียแล้ว หลังจากที่บุกไปเยือนอาร์เซน่อลถึงถิ่นไฮบิวรี่ และโดนเจ้าบ้านนำไปก่อน และมาตีเสมอได้อย่างหวุดหวิด ครึ่งแรก อาร์เซน่อลนั้นพลาดโอกาสทองที่จะได้ประตูขึ้นนำไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อเอ็นวานโก้ คานู แทงบอลทะลุช่องให้เฟรดริค ลุงเบิร์ก หลุดเข้าไปแตะหลบ เจอร์ซีย์ ดูเด็ค ได้แล้ว แต่นักเตะสวีดิชรายนี้กับซัดหลุดกรอบประตูที่ว่างโล่งออกไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้จบครึ่งแรกอาร์เซน่อลยังเสมอกับลิเวอร์พูลอยู่ 0 ประตูต่อ 0 ทั้ง ๆ ที่เล่นได้ดีกว่ามาก ครึ่งหลัง ลุงเบิร์ก ก็มาแก้ตัวจากความผิดพลาดในครึ่งแรกได้สำเร็จ เมื่อพุ่งเข้าไปปาดบอลจากการเปิดโรแบร์ ปิแรสตรงเสาแรกเข้าประตูไป ให้อาร์เซน่อลเป็นฝ่ายออกนำลิเวอร์พูลไปก่อน 1 ประตูต่อ 0 ในนาทีที่ 62 หลังจากที่ได้ประตูขึ้นนำไปแล้ว อาร์เซน่ลยังคงเล่นได้เหนือกว่า แต่จากจังหวะที่พวกเขากำลังบุกอยู่เพลิน ๆ ก็ต้องมาเสียประตูตีเสมอให้กับลิเวอร์พูลไปจนได้ในนาทีที่ 68 เมื่อ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด เปิดบอลยาวจากแดนตัวเองให้ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดผ่านมือสจ๊วร์ต เทย์เลอร์ เข้าไปประตูไป ทำให้สกอร์กลับมาเสมอกันที่ 1 ประตูต่อ 1 และเกมก็จบลงด้วยสกอร์นี้ ทำให้อาร์เซน่อลยังคงอยู่ในอันดับที่สี่ และลิเวอร์พูลอยู่ในอันดับที่ห้าของตารางต่อไป |
| หงส์ต้อนเบอร์มิงแฮมนิ่ม 3-0 โอหงส์ฟอร์มย่ำแย่ โดนนักบุญอัดร่วง |
| "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ยังคงเล่นได้อย่างย่ำแย่ต่อไป เมื่อออกมาเยือนถิ่นเซนต์ แมรี่ ของทีม"นักบุญ" เซาแธมป์ตัน และถูกเจ้าถิ่นอัดไป 2 ประตูต่อ 0 เกมในครึ่งแรกนั้นเป็นไปอย่างสูสี และยังไม่มีทีมใดทำประตูกันได้ จึงเสมอกันอยู่ 0 ประตูต่อ 0 ครึ่งหลังเล่นไปได้ถึงนาทีที่ 63 เซาแธมป์ตันก็มาได้ลูกโทษที่จุดโทษเมื่อซามี่ ฮูเปีย ไปทำฟาล์ว แม็ทธิว โอ๊คลีย์ในเขตโทษ และเจมส์ บี๊ตตี้ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด และนับเป็นประตูที่ 9 ของเขาในฤดูกาลนี้ด้วย ทำให้เจ้าถิ่นเป็นฝ่ายออกนำลิเวอร์พูลไปก่อน 1 ประตูต่อ 0 หลังจากที่เสียประตูไป ฟิล ธอมป์สันก็ส่งเอมิล เฮสกี้ลงมาเล่นแทนวลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น และในนาทีที่ 71 เจ้าถิ่นก็มาได้ประตูที่สอง เมื่อมาเรียน ปาฮาร์ส กระชาบอลขึ้นไปทางกราบซ้าย ก่อนที่จะเปิดเข้ากลางมา และก็เป็น ยอน อาร์เน่ รีเซ่ กองหลังของทีมเยือนที่เพิ่งจะถูกเปลี่ยนตัวลงมา โหม่งบอลผิดเหลี่ยมย้อยข้ามหัวเจอร์ซีย์ ดูเด็ค เข้าประตูตัวเองไป และก็เป็นประตูย้ำชัยชนะให้เซาแธมป์ตันเป็นฝ่ายเก็บสามแต้มได้สำเร็จด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 0 ขยับจากอันดับที่ 17 ขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 12 ของตารางแล้ว ส่วนลิเวอร์พูลนั้นยังอยู่ในอันดับทีห้าต่อไป |
| หงส์ต้อนเบอร์มิงแฮมนิ่ม 3-0 โอเว่นเบิ้ล อเนลก้าประเดิมเม็ดแรก |
| หงส์แดง "ลิเวอร์พูล" พิชิตเบอร์มิงแฮมทีมเยือนไปขาดลอย 3-0 ในฟุตบอลเอฟเอคัพ โดยไมเคิล โอเว่นซัดสองประตูก่อนที่นิโกล่าส์ อเนลก้า หัวหอกใหม่ของทีมจะมายิงปิดท้ายเกมอีกเม็ด โอเว่นยิงประตูขึ้นนำให้หงส์แดงได้ในนาทีที่ 17 ของเกม ก่อนที่จะมาบวกเพิ่มอีกเม็ดเป็น 2-0 ได้ในนาทีที่ 25 ของเกม ก่อนที่จะจบเกมครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้ ครึ่งหลังหงส์แดงยังครองเกมได้หมดและมาทำประตูหนีห่างเป็น 3-0 ได้จากการยิงประตูของนิโกล่าส์ อเนลก้า ศูนย์หน้าที่ยืมตัวมาร่วมทีมจากทีมปารีส แซงก์ แชร์กแมงก์ในนาทีที่ 86 ของเกม จบเกมลิเวอร์พูลชนะไปสบาย ๆ ด้วยสกอร์ 3-0 |
| หงส์ชวดขึ้นนำลีกหลังเจ๊าโบลตัน 1-1 |
| ลิเวอร์พูลต้องพลาดโอกาสในการกลับขึ้นไปเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ชิพไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อทำได้แค่เสมอกับโบลตัน วันเดอร์เรอร์ส ผู้มาเยือนไปด้วยสกอร์ 1-1 ลิเวอร์พูลได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจากสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดที่กลับมาโชว์ฟอร์มเด่นได้ในนัดนี้ และน่าจะเก็บสามคะแนนเต็มได้อยู่แล้ว แต่เมื่อเหลือเวลาอีกแค่ 12 นาที เควิน โนแลน ซึ่งเป็นแฟนตัวยงของลิเวอร์พูลมาหวดตีเสมอได้สำเร็จ จบด้วยการแบ่งแต้มกันไปทีมละ 1 แต้ม เกมครึ่งเวลาแรก เป็นลิเวอร์พูลเจ้าบ้านที่เดินหน้าโหมบุกเข้าใส่เป็นระลอก โดยโบลตันนั้นตั้งรับและรอสวนกลับเร็ว แต่ก็ไม่มีทีมใดทำประตูได้ จบครึ่งแรกไปแบบไม่มีสกอร์ เริ่มครึ่งเวลาหลังมาถึงนาทีที่ 50 ลิเวอร์พูลขึ้นนำโบลตัน 1-0 จากการยิงมุมแคบของสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด มิดฟิลด์จอมบู๊ที่หลุดเข้าไปชิพมุมแคบสุด ๆ เข้าไปอย่างเหนือชั้น หลังจากได้ประตูขึ้นนำไปแล้วลิเวอร์พูลยังเดินหน้าบุกหวังทำประตูเพิ่ม และเปลี่ยนวลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ออก ส่งนิโกล่าส์ อเนลก้าลงมาเล่นแทน แต่กลับกลายเป็นว่าจากจังหวะโต้กลับขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 12 นาที ลิเวอร์พูลกลับมาโดนตีเสมอจากจังหวะสอดขึ้นมาหวดเต็ม ๆ แบบจ่อ ๆ เข้าไปไม่เหลือซากของเควิน โนแลน จบเกมแบ่งกันไปทีมละ 1 คะแนน ลิเวอร์พูลชวดโอกาสในการขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ชิพไปในที่สุด |
| ซุปเปอร์ โอเวน ลงสำรองซัดประตู 100 เซฟ "หงส์" เจ๊า "ค้อน" |
| 30 ธันวาคม 2544 :: ไมเคิล โอเวน ลงสนามเป็นตัวสำรองพร้อมกับยิงประตูให้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ตีเสมอ "ขุนค้อน" เวสต์ แฮม ในศึก พรีเมียร์ชิพ ที่สนาม อัพตัน ปาร์ค 1-1 หลังจากถูก เทรเวอร์ ซินแคลร์ ซัดให้เจ้าถิ่นขึ้นนำไปก่อน โดยลูกยิงของ โอเวน เป็นประตูที่ 100 ของหัวหอกความไวสูงที่ทำให้กับทีม "หงส์แดง" ตลอดอาชีพพ่อค้าแข้ง เวสต์แฮม ไม่มี เปาโล ดิ คานิโอ ที่ถูกห้ามแข่งจากใบเหลืองสะสมครบ 5 ใบในการเปิดสนาม อัพตัน ปาร์ค รับมือกับ ลิเวอร์พูล ที่ส่ง นิโกลาส์ อเนลกา ลงเป็นกองหน้าตัวจริงคู่กับ เอมิล เฮสกี ในศึก พรีเมียร์ชิพ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เวสต์แฮม เปิดเกมได้ค่อนข้างน่ากลัว นาทีที่ 6 เจอร์ซี ดูเด็ค ต้องออกแรงปักลูกยิงของ เฟรดริก กานูเต หัวหอกเจ้าบ้าน 3 นาทีต่อมา ลิเวอร์พูล ได้ตอบโต้แต่ลูกยิงของ เฮสกี ไม่สะเทือนขน เดวิด เจมส์ ผ่านไป 10 นาทีเกมของ เวสต์ แฮม ยังดูดีกว่า โดยเฉพาะการประสานงานของ โจ โคล กับ ไมเคิล คาร์ริค ในแดนกลางที่ป่วนแผงหลัง ลิเวอร์พูล ได้ดีทีเดียว นาทีที่ 18 โคล กระชากหลุดแผงหลัง ลิเวอร์พูล 2 คนก่อนผ่านมให้ เจอร์แมน เดโฟ ที่ฉีกตัวออกไปรับบอลยิงโล่ง ๆแต่หลุดกรอบอย่างเหลือเชื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมงเกมรับของ ลิเวอร์พูล ยังไม่พลาดถัดมา 2 นาที อเนลกา มีโอกาสทำประตู 2 ครั้งจากการผ่านของ แดนนี เมอร์ฟีย์ แต่ก็ไม่ผ่านมือ เจมส์ ทั้งสองครั้งนาทีที่ 33 ลิเวอร์พูล โต้กลับเร็ว ยอห์น อาร์เน รีเซ กระดกบอลก่อนจะส่งต่อให้ เฮสกี ที่สอดขึ้นมาด้วยเข่า แต่ดาวยิงยักษ์โขมดดงกดเต็มข้อเฉี่ยวเสา จนถึงนาทีที่ 40 แฟนบอล เวสต์ แฮม ก็ได้เฮก่อนเมื่อ เดโฟ กระชากบอลเข้าเขตโทษก่อนจะถูก ซามี ฮุเปียเสียบล้มลงบอลหลุดไปถึง เทรเวอร์ วินแคลร์ กดเรียดด้วยขวาบอลพุ่งผ่านมือ ดูเด๊ค เข้าประตูขยับสกอร์ให้ เวสต์ แฮม ขึ้นนำ ลิเวอร์พูล 1-0 ก่อนจะครองเกมจนจบครึ่งแรก ด้วยสกอร์นี้ ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล เริ่มเดินเกมบุกบ้างแต่ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงยังไม่ได้เรื่องทำให้ ไมเคิล โอเวน ต้องลงมาแทน เมอร์ฟีย์ แต่ยิ่งทำให้แผงหลัง เวสต์ แฮม ระวังตัวมากขึ้นจนเข้าสู่ช่วง 20 นาทีสุดท้าย ลิเวอร์พูล เร่งเกมเป็นการใหญ่ขณะที่แนวรับของ เวสต์ แฮม ก็ช่วยกันสกัดกันอุตลุดแต่แล้วในนาทีที่ 88 ฝันของเจ้าถิ่นที่จะเก็บสามแต้มต้องสลายเมื่อ ยารี ลิตมาเนน ที่ลงมาเป็นตัวสำรองของ ลิเวอร์พูล โยนบอลเข้าเจตโทษ เฮสกี กับ ไนเจล วินเทอร์เบิร์น โดดแย่งกันโหม่งูกคาอยู่ที่อกทั้งสองคนก่อน เฮสกี จะเหยียดขาจิ้มบอลคืนมาให้ โอเวน ที่วิ่งตามขึ้นมาซัดเข้าประตู ลิเวอร์พูล ตีเสมอ 1-1 สำเร็จพร้อมกับประตูที่ 100 ของ โอเวน นับตั้งแต่เล่นให้ ลิเวอร์พูล จบเกม เวสต์ แฮม เสมอกับ ลิเวอร์พูล 1-1 ขยับมาอยู่ที่ 11 ส่วน "หงส์แดง" อยู่ที่ 4 |
| ลิเวอร์พูลเก็บชัยหืดเชือดวิลล่า 2-1 |
| หงส์แดง ลิเวอร์พูล เก็บชัยชนะได้แบบต้องลุ้นกันตัวโก่ง โดยเก็บชัยชนะเหนือแอสตัน วิลล่าได้ด้วยสกอร์ 2-1 หงส์แดงได้ประตูจากยารี่ ลิตมาเน่นและทางวิลล่าได้ประตูตีเสมอจากลี เฮนดรี้ก่อนที่วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ จะมาซัดประตูชัยให้หงส์แดงได้ในครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลนั้นได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจากยารี่ ลิตมาเน่น ในนาทีที่ 9 ของเกม โดยปีเตอร์ ชไมเคิล ผู้รักษาประตูของวิลล่าพยายามเปิดบอลเร็วแต่เขากลับเปิดบอลไปโดนผู้ตัดสินบอลไหลไปเข้าทางลิตมาเน่น ทำให้ลิตมาเน่นได้โอกาสแปสวนเข้าไปนิ่ม ๆ ให้หงส์แดงขึ้นนำ แต่วิลล่าก็ตามมาตีเสมอได้จากจังหวะหลุดเข้าไปสับไกยิงเต็ม ๆ ข้อของฮวน พาโบล อังเกล เจอร์ซี่ ดูเด็คนั้นรับบอลกระฉอกออกมาเข้าทางปืนของลี เฮนดรี้ และนักเตะดาวรุ่งรายนี้เลยกดเข้าไปตุงตาช่าย สกอร์มาเสมอกันที่ 1-1 ในนาทีที่ 21 ของเกม ลิเวอร์พูลมาพลาดโอกาสได้ประตูขึ้นนำไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด กระชากบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษของวิลล่า และจอร์จ บัวเต็งเข้ามารวบเจอร์ราร์ดคว่ำลงไป ยารี่ ลิตมาเน่นรับบทเพชรฆาต แต่เขากลับยิงบอลไปชนเสาเต็ม ๆ กระดอนออกมาและแผงหลังวิลล่าเคลียร์บอลทิ้งไปได้ จบครึ่งแรกเสมอกันอยู่ที่ 1-1 หงส์แดงออกนำวิลล่า 2-1 ซมิเซอร์ซัด ครึ่งหลังหงส์แดงมาได้ประตูออกนำไปเป็น 2-1 จากวลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ ปีกทีมชาติเชก ในนาทีที่ 72 ของเกมและจบเกมไปด้วยสกอร์นี้ |
| หงส์มั่นใจยังแข็งโป้กแม้ไร้ฮามันน์ |
| นอกจากนี้ ฟิล ธอมป์สัน ยังแสดงความมั่นใจว่า ลิเวอร์พูลยังคงลงสนามด้วยความมั่นใจ แม้ว่าจะขาด ดีทมาร์ ฮามันน์ กองกลางชาวเยอรมันที่จะติดโทษแบนถึง 3 เกม โดย 2 เกมที่เหลือคือเกมเยือนสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของเชลซี ในวันอาทิตย์นี้ กับ อาทิตย์ที่ 23 ที่จะต้องไปเยือน อาร์เซน่อล ถึงไฮบิวรี่ --- ฮามันน์ ซึ่งโดนใบแดงในเกมพบกับซันเดดอร์แลนด์ และ ทางลิเวอร์พูลก็อุทธรณ์ไม่สำเร็จ ทำให้ทีมต้องขาดกองกลางคนสำคัญรายนี้ถึง 3 เกมและในเกมที่พบกับฟูแล่มเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเกมแรกที่ฮามันน์ติดโทษแบน เกมในแดนกลางของลิเวอร์พูลก็ยังดูติดขัดไม่เหมือนมี ฮามันน์ คอยคุมเกมอยู่ด้วย แต่เรื่องนี้ ธอมป์สัน ยังมั่นใจในศักยภาพของนักเตะในทีมที่เหลือที่สามารถทดแทนได้อย่าง สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ไม่ก็ แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ --- " มันน่าผิดหวังทีเดียวที่เราจะไม่มีี ดิดี้ ถึง 3 เกม เพราะว่าเขาช่วยเราได้มาก แต่การขาดเขาไปมันไม่ได้ส่งผลทำให้ทีมเราลดความแข็งแกร่งลง เพราะเรารู้ว่าที่นี่เรามีนักเตะที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือในสถานการณ์เช่นนี้กันได้ " |
| แนะโอเว่นอย่าเครียดกับประตูที่ 100 |
| ฟิล ธอมป์สัน ได้แนะให้ ไมเคิ่ล โอเว่น ดาวยิงคนสำคัญของทีมให้เล่นไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องไปซีเรียสที่ทำประตูที่ 100 ไม่ได้ในเกมล่าสุดที่พบกับฟูแล่ม เพราะเขามั่นใจว่าโอเว่นยังไงก็ทำประตูที่ 100 ได้ในเร็ว ๆ นี้แน่นอน --- หลังจากที่ โอเว่น พยายามแล้วพยายามออีกในการทำประตูที่ 100 ในเกมพบกับฟูแล่ม แต่ก็โดนความเหนียวของ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ปราบเอาไว้ได้หมด ทำให้ธอมป์สันกลัวว่าโอเว่นจะสูญเสียความมั่นใจจึงได้ออกมาแนะนำ --- " เขาไม่ควรจะกังวลกับประตูที่ 100 จจนเกินไป เพราะเขาจะต้องทำมันได้ในเร็ว ๆ นี้นั่นแหละ มันไม่ใช่ปัญหาเลย " --- " ใช่ ถ้าเราดูจากเกมนี้เขามีโอกาสที่ดีหลายครั้ง แต่มันก็ยังไม่เป็นประตู เขายังอายุน้อย เขายังสามารถหาประสบการณ์ได้อีกมาก ผมมั่นใจว่าเขาจะดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาศัยประสบการณ์เข้าช่วย " |
| ธอมโม่เสียดายทิ้ง 2 แต้มไปเฉย |
| ฟิล ธอมป์สัน ผู้ช่วยผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ออกอาการเสียดาย ที่ทีมคว้าชัยชนะเหนือฟูแล่มไม่ได้ในเกมพรีเมียร์ ลีก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา --- ธอมป์สัน ซึ่งหวังอย่างยิ่งว่าลูกทีมมจะคว้า 3 คะแนนเต็มได้ในเกมนัดนี้ เพื่อหวังที่จะทำคะแนนนำห่าง อาร์เซน่อล ที่ตามมาติด ๆ 6 คะแนน แต่ทั้ง ๆ ที่ได้เล่นในแอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลกลับโชว์ฟอร์มได้ไม่คมอย่างที่คิด ทำได้แค่เสมอกับฟูแล่มแบบโนสกอร์เท่านั้น --- " เกมนี้เรามีโอกาสทำประตูพอสมควร แตต่เราไม่สามารถทำมันให้เป็นประตูได้เลย ดังนั้นมันจึงน่าผิดหวัง ผมคิดว่าเกมนี้เราได้ทิ้งสองคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย " --- " ไมเคิ่ล ( ไมเคิ่ล โอเว่น ) มีโอกาาสที่จะทำประตูให้พวกเราได้หลายครั้ง และผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกยิงของ สตีเฟ่น ( สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ) ในครึ่งแรกถึงไม่เป็นประตู มันเป็นการเซฟที่มหัศจรรย์มากของผู้รักษาประตูของพวกเขา " --- " โดยรวมแล้วผมคิดว่าเราเล่นกันได้ดีกว่าน่ะ เพียงแต่คืนนี้ไม่ใช่คืนของเรา " |
| "หงส์" หมดสภาพพ่ายปืน 10 คนคารัง |
| "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล มัอันต้องประสบกับความพ่ายแพ้เป็นนัดที่สองติดต่อกันในพรีเมียร์ชิพ เมื่อลงเล่นในถิ่นแอนฟิลด์ของตัวเองต้อนรับการมาเยือนของอาร์เซน่อล และเป็นฝ่ายให้กับทีมปืนใหญ่ที่ต้องเล่นเพียงแค่ 10 คนกว่าหนึ่งชั่วโมงไป 2 ประตูต่อ 1 เกมในครึ่งแรกนั้นเป็นไปอย่างสูสี แต่ในนาทีที่ 36 อาร์เซน่อล ก็ต้องเหลือผู้เล่นในสนามเพียงแค่ 10 คน เมื่อโจวานนี่ ฟาน บร็องก์ฮอร์สท เบียดกับซามี่ ฮูเปียในเขตโทษแล้วล้มลงไป ผู้ตัดสินพอล เดอร์กิ้นดันมองว่านักเตะดัตช์รายนี้เจตนาพุ่งล้มเพื่อเอาจุดโทษ จึงชักใบเหลืองให้ทันที ทำให้ฟาน บร็องก์ฮาร์สท ที่โดนใบเหลืองใบแรกมาก่อนแล้วในนาทีที่ 20 ต้องโดนไล่ออกจากสนามไป แต่อาร์เซน่อลที่มีผู้เล่นน้อยกว่ากลับเป็นฝ่ายได้ประตูขึ้นนำลิเวอร์พูลไปก่อนในช่วงทดเวลาเจ็บของครึ่งแรก จากจังหวะที่เอ็นวานโก้ คานู จ่ายบอลให้เฟดริค ลุงเบิร์ก หลุดเดี่ยวเข้าไปในเขตโทษและถูกเจอร์ซีย์ ดูเด็ค นายทวารเจ้าถิ่นรวบล้มลง ผู้ตัดสินให้เป็นลูกที่จุดโทษ และเธียร์รี่ อองรี ก็รับหน้าที่สังหารเข้าไปให้อาร์เซน่อลนำเจ้าบ้านลิเวอร์พูลอยู่ก่อน 1 ประตูต่อ 0 เมื่อจบครึ่งแรก ครึ่งหลังเล่นไปได้ 8 นาที กลับกลายเป็นทีมปืนใหญ่ที่มีตัวผู้เล่นน้อยกว่าที่มาได้ประตูที่สองไปอีก จากจังหวะที่โรแบร์ ปิแรส เปิดเรียดจากกราบซ้ายเข้ามาให้ ลุงเบิร์ก โฉบเข้ามาแปตรงเสาแรกเข้าประตูไป อาร์เซน่อล 2 ลิเวอร์พูล 0 หลังจากที่เสียประตูไป ลิเวอร์พูลก็ตั้งเกมรุกอีกครั้งและก็มาตีไข่แตกได้สำเร็จในอีกสองนาทีต่อมา จากลูกโหม่งของยารี่ ลิตมาเน่น ที่ถูกเปลี่ยนลงมาเล่นแทนเอมิล เฮสกี้ ตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง ทำให้เจ้าบ้านไล่มาเป็น 2 ประตูต่อ 1 ช่วงเวลาที่เหลือของเกมลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายบุกอยู่แทบจะตลอด แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ จบ 90 นาที พวกเขาจึงต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายให้กับอาร์เซน่อลคาถิ่นแอนฟิลด์ของตัวเองไป 2 ประตูต่อ 1 ซึ่งนับเป็นความพ่ายแพ้ในลีกเป็นนัดที่สี่ของฤดูกาลและเป็นนัดที่สองติดต่อกันของทีมหงส์แดงแล้วด้วย |
| ลิเวอร์พูล สิ้นท่า พ่ายคารัง เชลซี 0 - 4 |
| ทีมสิงโตน้ำเงินคราม "เชลซี" กลับมาโชว์ฟอร์มร้อนแรง ไล่อัดหงส์แดง "ลิเวอร์พูล" จ่าฝูงพรีเมียร์ลีกหมดรูป โดยเชลซีไล่ต้อนหงส์แดงไปได้ด้วยสกอร์ 4-0 นัดนี้ลิเวอร์พูลไม่มีไมเคิล โอเว่นหัวหอกตัวเก่งที่เจ็บต้นขา และไม่มีชื่อในทีม โดยเชลซีนั้นได้ประตูขึ้นนำไปตั้งแต่นาทีที่ 3 ของเกม จากจังหวะที่ทีมสิงโตน้ำเงินครามทำทางขึ้นมาและจิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์เปิดให้แกรม เลอ โซ ใช้อกพกบอลทะลุเข้าไปในเขตโทษก่อนกดเต็ม ๆ แต่เจอร์ซี่ ดูเด็คปัดไว้ได้ บอลไปชนเสากระดอนออกมาเข้าทางเลอโซ เลยแปเน้น ๆ เข้าไป เชลซีขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 3 ของเกม นาทีที่ 12 ของเกม หงส์แดงหวิดเสียประตูที่สอง จากจังหวะสกัดบอลพลาดของแผงหลังทีมหงส์แดงบอลไปเข้าทางจิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ดาวยิงผิวหมึกของทีมเชลซี ฮัสเซลเบงค์สับไกด้วยซ้ายเต็มท ๆ ข้อส่งบอลพุ่งวาบจะเสียบสามเหลี่ยม แต่เจอร์ซี่ ดูเด็คลอยตัวปัดบอลออกหลังไปได้ เป็นโอกาสขึ้นนำอีกครั้งของเชลซี ลิเวอร์พูลพยายามตั้งเกมหวังตีเสมอ และเกือบได้ประตูตีเสมอจากจังหวะแตะบอลหลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษของสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด โดยสตีวี่ จี แตะบอลลงได้สวยก่อนล็อคหลบแผงหลังเชลซีแต่บอลไปเข้าขาซ้ายที่ไม่ถนัด หลังเชลซีบีบเข้ามาเร็วทำให้เจอร์ราร์ดต้องรีบยิง บอลพุ่งไปทางเสาไกล และคาร์โล คูร์ดิชินี่พุ่งปัดบอลออกหลังไปได้ แต่แล้วก็กลับกลายเป็นว่าเชลซีได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 จากจังหวะเตะเปิดบอลของคูร์ดิชินี่ และมิดฟิลด์ของเชลซีโหม่งเช็ดมาเข้าทางไอเดอร์ กุดจอห์นเซ่น ที่ดึงจังหวะรอแล้วจ่ายทะลุช่องให้จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ที่อาศัยความแข็งแกร่งเบียดหลุดเจมี่ คาร์ราเกอร์เข้าไปดวลเดี่ยวกับเจอร์ซี่ ดูเด็ค และเบงค์ก็ทำได้อย่างสุดยอดดึงจังหวะรอจนดูเด็คล้มไปแล้วดีดบอลเข้าไปตุงตาข่ายอย่างหมดจด เหนือชั้นสุด ๆ สำหรับลูกยิงของฮัสเซลเบงค์ 2-0 สำหรับเจ้าบ้าน เชลซี และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้ หงส์แดงทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอันใน 45 นาทีแรกของเกม เริ่มครึ่งหลังมาได้ไม่กี่นาที หงส์แดงก็ต้องมาชวดโอกาสไล่ตามเชลซีอย่างน่าเสียดาย เมื่อได้ลูกโทษที่จุดโทษในนาทีที่ 51 ของเกม โดยมาริโอ เมลคิออตไปเกี่ยวโดนจอห์น อาร์เน่ ริเซ่ และผู้ตัดสินให้เป็นลูกโทษที่จุดโหษ แกรี่แม็คอัลลิสเตอร์ มิดฟิดล์ตัวเก๋ารับหน้าที่ซัดจุดโทษและเลือกยิงไปทางมุมขวามือ คาร์โล คูดิชินี่บินไปรับได้อยู่หมัด สกอร์ยังเป็นเชลซี 2 ลิเวอร์พูล 0 เหมือนเดิม จากนั้นเป็นริเซ่ที่ได้ลุ้นยิงในกรอบเขตโทษในนาทีที่ 61 ของเกม จากจังหวะที่เฮสกี้พักบอลก่อนจ่ายกลับหลังมาให้เมอร์ฟี่แตะให้ริเซ่ยิงดีด ๆ คูร์ดิชินี่เซฟไว้ได้อีกครั้ง วันนี้ นักเตะหงส์แดงคงต้องจำชื่อคาร์โล คูร์ดิชินี่ผู้รักษาประตูเชลซีไปอีกนาน เมื่อเขาโชว์ซูเปอร์เซฟ เซฟลูกยิงจ่อ ๆ ของน้าแม็คได้อีกครั้ง ในนาทีที่ 63 ของเกม จากลูกเปิดฟรีคิกของลิเวอร์พูลเข้ามาสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด โหม่งเช็ดบอลมาเข้าทางแกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์เติมมาหวดเต็ม ๆ แต่คาร์โล คูร์ดิชินี่โชว์ฟอร์มซูเปอร์เซฟไว้ได้อีกครั้งทุบบอลออกไปได้สำเร็จ หงส์แดงยังคงทำได้แค่เกือบ ในการซัดประตูเชลซี โดยในนาทีที่ 68 ของเกม จากจังหวะตั้งเกมบุกขึ้นไปและจอห์น อาร์เน่ ริเซ่ ที่ขยับขึ้นไปเล่นฮาล์ฟซ้ายในครึ่งหลัง และริเซ่ล็อคหลบได้สวยก่อนเลือกยิงมุมแคบ คูร์ดิชินี่นั้นทำท่าจะหลงทางไปแล้ว แต่ยังเหยียดขาสกัดบอลไว้ได้อีกครั้งอย่างเหลือเชื่อ หงส์แดงทำประตูตีตื้นไม่ได้ยังไม่พอ กลับมาเสียประตูตอกฝาโลงจนได้ในนาทีที่ 71 ของเกม โดยได้ประตูนำขาดลอย 3-0 จากจังหวะปล่อยให้ลิเวอร์พูลบุกแล้วตั้งรับรอสวนกลับ บอลหลุดมาเข้าทางจิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ที่ดึงจึงหวะรอจ่ายบอลไปทางกรอบเขตโทษด้านซ้าย ก่อนที่จะเปิดบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษ แผงหลังหงส์แดงถลำไปหมด บอลมาเข้าทางแฟรงค์ แลมพาร์ด ที่ได้สับเต็ม ๆ เจอร์ซี่ ดูเด็ค ผู้รักษาประตูทีมหงส์แดงเซฟไว้ได้ในจังหวะแรกแต่บอลทะลักไปเข้าทางแซม เดลาโบน่าจิ้มบอลจ่อ ๆ เข้าไปเป็นประตู 3-0 สกอร์ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น หงส์แดงยับเยินหมดรูปจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกเสียแล้ว เมื่อโดนเชลซียิงสลุต 4-0 ในนาทีสุดท้ายของเกม จากไอเดอร์ กุดจอห์นเซ่น เซลซีนั้นเปลี่ยนเอาผู้เล่นตัวสำรองลงมาเล่นในช่วงห้านาทีสุดท้ายของเกม โดยส่งจิอันฟรังโก้ โซล่า และเบาเดอร์ไวด์ เซนเด้นลงมาเล่น และเป็นโซล่าที่โชว์ทีเด็ดล็อคบอลหลุดไปทางกราบขวา ก่อนจ่ายให้กุดจอห์นเซ่นสับเต็มข้อด้วยขวา เจอร์ซี่ ดูเด็คยังเหนียวเซฟไว้ได้ แต่บอลไหลกลับมาเข้าทางกุดจอห์นเซ่นคราวนี้สับด้วยซ้ายเต็มแรง ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย เชลซียำหงส์แดงขาดลอย 4-0 และจบเกมไปด้วยสกอร์ที่แฟนหงส์คงทำใจลำบาก โอกาสในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ชิพเปิดกว้างสำหรับหลายทีมแล้วในขณะนี้ |
| ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเสมอกับ ฟูแล่ม |
| " หงส์แดง " ลิเวอร์พูล ได้เล่นในแอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของฟูแล่ม ทีมน้องใหม่จากกรุงลอนดอน โดยเจ้าถิ่นไม่มี ดีทมาร์ ฮามันน์ กองกลางทีมชาติเยอรมันที่ติดโทษแบน ส่วนทีมเยือนนั้นส่งผู้เล่นฟูลทีมลงครบครัน หวังสร้างเซอร์ไพรส์บุกมาคว้าชัยถึงแอนฟิลด์เป็นครั้งแรกของสโมสรให้ได้ --- โอกาสยิงครั้งแรกของเกมมีขึ้นในนาททททททททททีีีีีีีีีีีีีีีีททททที่ 9 จากจังหวะยิงไกลของ แพทริค แบร์เกอร์ ลากบอลเข้ามาบริเวณ 30 หลาหน้ากรอบเขตโทษก่อนจะตัดสินใจยิงด้วยซ้าย แต่บอลพุ่งข้ามคานไป --- ฟูแล่มรอจังหวะสวนกลับและในนาทีที่่่่่่่่่่ 111113 หลุยส์ ซาฮา กองหน้าของทีมได้โอกาสพลิกหาจังหวะแล้วยิงด้วยขวาระยะประมาณ 22 หลา บอลพุ่งวิถีน่ากลัวแต่ดีที่ เจอร์ซี่ ดูเด็ค เหยียดตัวเซฟเอาไว้ได้ --- นาทีที่ 30 ลิเวอร์พูลมีโอกาสงาม ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อออออีกครั้งจากลูกผ่านทางด้านขวา โอเว่น ดึงบอลลงก่อนจะตวัดยิงด้วยซ้ายหน้าประตู แต่บอลไปตรงตัว เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ที่ยืนตำแหน่งดีเหลือเกิน --- อีก 3 นาทีถัดมาเป็นฟูแล่ม ที่ยังคคคคคคคคคคงงงงงงงงงงงงงงงงใใใใใช้จังหวะสวนกลับเล่นงานเจ้าถิ่นเมื่อ แบร์รี่ เฮย์ลส์ ไหลต่อให้ สตีด มัลบร็องค์ ที่วิ่งเติมขึ้นมาซัดโล่ง ๆ ริมเส้นโทษ แต่กองกลางชาวฝรั่งเศสรายนี้กลับหวดข้ามคานเฉย --- ลิเวอร์พูลน่าจะได้ประตูนำในนาทีทีีีีีีีีีี่่่่่่่่่่่่่่่่ 40 จากลูกฟรีคิกที่ แดนนี่ เมอร์ฟี่ บรรจงหยอดมาหน้าประตูฟูแล่ม เป็นสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ที่โหม่งเช็ดย้อยไปชนเสาสองออกหลังไป --- จบ 45 นาทีแรกเกมยังคงเสมอกันอยู่ 0000000000000000 - 0 --- ครึ่งหลัง รูปเกมของทั้งสองทีมยังคคคคคคคคคคงงงงงงงงงงงงงงงงเเเเเล่นเหมือนเดิม ลิเวอร์พูลยังทำเกมไม่ค่อยถนัด ส่วนทางฟูแล่มก็ใช้วิธีกดดันให้เจ้าถิ่นพลาด และเล่นเกมสวนกลับเข้าใส่ --- นาทีที่ 51 ไมเคิ่ล โอเว่น หลุดการรรรรรรรรรปปปปปปปปปปปปปปปปรรรรระกบของ อแลง โกม่า เข้าไปจ่ายผ่านหน้าประตูหวังให้ เอมิล เฮสกี วิ่งเข้าชาร์จ แต่กองหน้าร่างยักษ์กลับชาร์จลูกนี้วืดเต็ม ๆ --- 2 นาทีต่อมายังเป็นลิเวอร์พูลที่มีีีีีีีีีีโโโโโโโโโโโโโโโโอออออกาสน่าจะได้ประตูอีกครั้งเมื่อ แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ ปั่นฟรีคิกโค้งเข้ามา รูฟัส เบรเเว็ตต์ กองหลังฟูแล่มโขกผิดเหลี่ยมบอลกระดอนพื้นไปชนเสาสอง ก่อนที่กองหลังฟูแล่มจะวิ่งเข้ามาเคลียร์ทิ้งได้ทัน --- นาทีที่ 62 หลุยส์ บัวมอร์ต ลากจากกกกกกกกกกคคคคคคคคคคคคคคคครรรรรึ่งสนามกระชากหลบ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด , ซามี่ ฮูเปีย และ ยอร์น อาร์เน่ ริสเซ่ เข้าไปซัดด้วยเท้าซ้ายแต่ลูกนี้ยิงบดจนหลุดเสาสองออกไป --- นาทีที่ 66 ลิเวอร์พูลมีโอกาสอีกครรรรรรรรรรัััััััััััััััั้้้งงจากลูกวางยาว ฟาน เดอร์ ซาร์ ออกมาตัดบอลนอกเขตโทษไม่ดี บอลไปเข้าเท้า แพทริค แบร์เกอร์ จึงกระชากก่อนจะเปิดต่อให้ แดนนี่ เมอร์ฟี่ ได้ปั่นกลางประตูแต่ ฟาน เดอร์ ซาร์ ยังไวทายาดกระโดดเซฟแก้ตัวได้สำเร็จ --- ช่วง 10 นาทีสุดท้ายทั้งสองทีมเน้นนนนนนนนนนคคคคคคคคคคคคคคคครรรรรองบอลและระวังตัวกันมากขึ้น จบเกมทั้งคู่ไม่สามารถทำอะไรกันได้ เสมอกันไป 0 - 0 แบ่งกันไปทีมล่ะ 1 แต้ม |
| เฮสกี้" ชี้ หงส์พร้อมยึดบัลลังค์พรีเมียร์แล้ว |
| เอมิล เฮสกี้ กองหน้าร่างยักษ์ของลิเวอร์พูล ได้ออกมาเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เขาเชื่อว่าทีมหงส์แดงนั้นพร้อมที่จะโค่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดลงจากบัลลังค์แชมป์พรีเมียร์ชิพแล้ว "ยูไนเต็ดได้แชมป์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วดังนั้นพวกเขาจึงเป็นทีมที่พวกเราต้องเอาชนะให้ได้ และผมคิดว่าไม่ใช่เพียงแต่เรา แต่จะเป็นทุกทีมที่ต้องการสอยพวกเขาลงมา" เฮสกี้กระชุ่น "และนั่นก็เป็นเป้าหมายของเราเช่นกัน ในการไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ชิพกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และผมเชื่อว่าเราพร้อมแล้ว" นอกจากนี้กองหน้าค่าตัว 11 ล้านปอนด์ของทีมหงส์แดงยังระบุอีกด้วยว่าเชราร์ อุลลิเย่ร์ กุนซือของทีมตัดสินใจถูกต้องแล้วที่ไม่ทุ่มเงินซื้อผู้เล่นหน้าใหม่มาเสริมทีม และไม่เห็นว่าทีมจะอ่อนลงแต่อย่างใด "แฟนบอลของเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปเป็นกังวลอะไรกับการที่เราไม่ได้ซื้อนักเตะชื่อดังมาร่วมทีม" เฮสกี้กระชุ่น "ที่ผ่านมากับทีมชุดนี้เราก็ทำผลงานกันได้ดีอยู่แล้ว และเราก็พัฒนากันขึ้นเรื่อย ๆ เรามีผู้เล่นที่อายุยังน้อยอยู่เต็มทีม และมีโอกาสในกาพัฒนาขึ้นไปได้อีกมาก" |
| "ฮูเปีย" ลั่น พร้อมชนกับ "นิสเตลรอย" |
| ซามี่ ฮูเปีย ยอดกองหลังทีมชาติฟินแลนด์ของ"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ได้ออกมาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาพร้อมแล้วที่จะปะทะกับ รุด ฟาน นิสเตลรอย กองหน้าตัวใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกครั้งในเกมแชร์ริตี้ ชิลด์ในวันอาทิตย์นี้หลังจากที่เคยพบกันมาแล้วในสมัยที่ทั้งคู่ยังเล่นอยู่ในฮอลแลนด์ "เขาเป็นกองหน้าที่ยอดเยี่ยม และมีทุกอย่างที่กองหน้าชั้นยอดควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว,ลูกโหม่ง, การทำประตูได้ดีทั้งสองเท้า และเขายังมีร่างกายที่แข็งแกร่งมากอีกด้วย และผมก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเขาแล้ว" ฮูเปียพูดถึงกองหน้าค่าตัวแพง นอกจากนี้ฮูเปียยังบอกอีกด้วยว่า ถึงแม้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเสริมทีมได้อย่างน่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ตัว ฮวน เซบาสเตียน เวรอน มิดฟิลด์ทีมชาติอาร์เจนติน่ามาร่วมทีม แต่เขาก็เชื่อว่าลิเวอร์พูลจะเอาชนะพวกเขาได้อีกครั้งหลังจากที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วทีมหงส์แดงเก็บชัยฃนะเหนือทีมแชป์พรีเมียร์ชิพได้ทั้งในนัดเหย้าและเยือน "มันเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบระหว่างทั้งสองทีม เราเอาชนะพวกเขาได้ทั้งสองนัดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และทำไมในฤดูกาลนี้เราจะทำอีกไม่ได้" ฮูเปียกล่าวอย่างมั่นใจ "พวกเขาอาจจะแข็งแกร่งกว่า แต่เราก็เคยแสดงให้เห็นแล้วว่าเราสามารถเอาชนะพวกเขาได้" "บางครั้งข้อได้เปรียบก็ตือการที่ทุกคนในทีมรู้จักกันและกันดี และเราเองก็เล่นด้วยกันมาเป็นปีแล้ว ซึ่งนี่จะเป็นข้อได้เปรียบเล็กน้อยสำหรับเรา" ฮูเปียกระชุ่นต่อ "บางครั้งเราก็ต้องใช้เงินซื้อผู้เล่นชั้นยอดเข้ามาร่วมทีมเหมือนกับที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำ แต่ปัญหาก็คือนักเตะพวกนั้นจะปรับตัวให้เข้ากับทีมได้แค่ไหน ซึ่งเราไม่มีปัญหาเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะเราทุกคนในทีมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่แล้ว" |
| "โอเว่น" ชี้ หงส์มีลุ้นทั้งพรีเมียร์ชิพและแชมเปี้ยนสลีก |
| ไมเคิ่ล โอเว่น กองหบ้าทีมชาติอังกฤษของลิเวอร์พูล ได้ออกมากระชุ่นอย่างมั่นใจเต็มที่ว่าทีมของเขามีโอกาสที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพ และยูฟ่าแชมเปี้ยนสลีกมาครองได้สำเร็จ หลังจากที่พวกเขาสามารถคว้าทริบเบิ้ลแชมป์มาครองได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว กองหน้าร่างเล็กรายนี้เชื่อว่า เชราร์ อุลลิเย่ร์ กุนซือของทีมมีผู้เล่นในทีมที่ดีพอที่จะโค่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดลงจากบัลลังค์ได้ และจะกลับมาครองความยิ่งใหญ่ในยุโรได้อีกครั้ง "มันไม่ใช่ความหวัง แต่นี่คือความเชื่อมั่น" โอเว่นเปิดฉาก "ฤดูกาลนี้เรามีความเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าเราจะเขี่ยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตกจากบัลลังค์พรีเมียร์ชิพได้ และจะสร้างผลงานได้ดีในแชมเปี้ยนสลีก พวกเราทุกคนมั่นใจว่าจะทำได้ดีกว่าฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเราเอาชนะยูไนเต็ดได้สองครั้ง และยังเอาชนะทีมอย่างโรม่า, บาร์เซโลน่า และคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพมาได้ และพวกเขาทั้งสามทีมก็เป็นทีมที่อยู่ในกลุ่มของทีมที่เจ๋งที่สุดในโลกด้วย นอกจากนี้โอเว่นยังบอกด้วยว่า เขารอโอกาสที่จะได้ลงเล่นในแชมเปี้ยนสลีกมานานแล้ว และมั่นใจว่าจะช่วยให้ทีมหงส์แดงไปโลดในรายการนี้ "ผมผ่านการเล่นในฟุตบอลโลก, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป และนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพมาแล้ว แต่การเล่นในแชมเปี้ยนสลีกเป็นสิ่งที่ผมรอมานานแล้ว และผมก็ดีใจมากที่ในที่สุดผมก็จะได้สัมผัสกับมันเสียที" โอเว่นกล่าว "ผู้เล่นทุกคน ต่างก็ต้องการที่จะสู้กับทีมที่ดีที่สุด และมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากผมเลย ซึ่งนี่ก็จะเป็นโอกาสที่จะทำให้เราแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าเราทำอะไรได้บ้าง เมื่อฤดูกาลที่แล้วเรามีประสบการณ์ที่ดีในเกมระดับยุโรป และผมเชื่อว่าปีนี้เราก็จะทำได้ดีอีกเช่นกัน" |
| "คาราเกอร์"ชูเจอร์ราร์ดเจ๋งเท่า"เวรอน" |
| เจมี่ คาราเกอร์ปราการหลังของทีม"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ได้ออกมาประกาศด้วยความเชื่อมั่นว่า สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด มิดฟิลด์ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขานั้น มีความสามารถไม่น้อยไม่กว่า ฮวน เซบาสเตียน เวรอน มิดฟิลด์อาร์เจนไตน์ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อดึงตัวมาจากลาซิโอแต่อย่างใด คาราเกอร์นั้นเพิ่งจะต่อสัญญาฉบับใหม่กับลิเวอร์พูลออกไปจนถึงปี 2005 ได้ออกมาบอกกับผู้สื่อข่าวว่าเขาเชื่อว่านักเตะวัย 21 ปีรายนี้มีความสามารถทุกอย่างเทียบเท่ากับเวรอนที่ทางแมนฯยูฯซื้อมาร่วมทีมด้วยค่าตัวถึง 28 ล้านปอนด์ และยังบอกอีกด้วยว่าอยากจะเล่นคู่กับเจอร์ราร์ดในแดนกลงของทีม "หากสตีวี่จะถูกขายออกไป ค่าตัวของเขาก็ต้องไม่ต่ำกว่าเวรอนแน่ เพราะเขามีดีพอ" คาราเกอร์กระชุ่น "เวรอนนั้นมีประสบการณ์มากกว่า และอาจจะเป็นผู้เล่นที่ชอบเล่นกุมรุกมากกว่าเขา แต่เราก็ยังเชื่อมั่นในแผงกลางของเราอยู่" อีกเช่นกัน" |