
ความรักของเจมส์
ในตอนนี้ก็มาถึงเรื่องราวที่หลายๆ ค นก็คงอยากที่จะรู้กันมากที่สุด ซึ่งก็จะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องของ "ความรัก" และด้วยความเป็นศิลปินหนุ่ม รูปหล่อ หน้าตี๋ ที่ตอนนี้ถ้าพูดไปแล้วก็คงจะเป็นที่ฝันถึงของบรรดาสาวๆ หลายๆ คนเป็นแน่ คงชักอยากจะรู้เรื่องราวในหัวใจของเค้าคนนี้กันแล้วซิว่า ในใจของเค้าจะมีใครอยู่บ้าง
ถ้าเจมส์จะมีแฟนสักคน เจมส์จะเลือกคนที่เป็นแฟนเจมส์อย่างไร
"ถ้าเกิดมีแฟนสักคน เจมส์ก็อยากที่จะคบเค้าให้นานๆ เพราะฉะนั้นการที่จะคบกันได้นาน มันต้องอยู่กับเราไปนานๆ ก็เลือกสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ ผมค่อนข้างที่จะมองคนที่สวยไม่สวยนี่ผมไม่รู้ ที่เน้นนี่จะเลือกในเรื่องของนิสัยก็ต้องสำคัญที่สุด และต้องมีความเข้าใจกัน การยอมรับได้ในกันและกัน"
นิยามความรักของเจมส์เป็นอย่างไรบ้างคะ
"นิยามความรักของผมก็คือ การยอมรับซึ่งกันและกัน คือไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อดีข้อเสียของแต่ละฝ่าย ใครยอมรับกันได้มากก็อยู่กันได้นาน ในความคิดของผมเป็นแบบนี้นะ"
ความรักถ้าให้เป็นสี สำหรับตัวเจมส์อยากให้เป็นสีอะไรดีล่ะ
"สีชมพูมั้งครับ เพราะเมื่อก่อนเคยโทรศัพท์จีบสาวอะไรเงี้ย พอโทร.เสร็จ วางแล้วเห็นโลกเป็นสีชมพูเลย (หัวเราะ)"
แล้วถ้าให้เป็นดอกไม้ล่ะ เจมส์อยากให้เป็นดอกไม้อะไรดีล่ะ
"คงเป็นดอกกุหลาบขาวครับ เพราะว่ามันเป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์ดีครับ สีขาวก็เหมือนแบบว่า ไม่ได้เติมด้วยสีอย่างอื่นเลย มันเป็นอะไรที่บริสุทธิ์ ไม่ได้มีอะไรมาเคลือบแฝงอะไรเงี้ย"
กับความรักครั้งแรกของเจมส์เป็นยังไงบ้าง พอจะเล่าให้ฟังได้หรือเปล่า
"รักครั้งแรก จริงๆ มันก็มีมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว จริงๆ ในตอนนั้นก็คงไม่เรียกว่าความรักหรอกฮะ มันก็เหมือนเป็นการชอบกันแบบวัยรุ่นมากกว่า ความชื่นชอบแบบธรรมชาติ ครั้งแรกเลยนี่สมัยเด็กๆ แต่ว่าก็คงไม่ถึงกับเป็นความชอบอะไรมาก ก็คงจะมาเริ่มเรียนมัธยมเริ่มโตขึ้นก็มีบ้าง แบบว่ามีจีบบ้าง ให้ดอกไม้ วิธีจีบจริงๆ แล้วเป็นคนเวลาเรื่องผู้หญิงอะไรเงี้ย ค่อนข้างที่จะชอบคุยกับเพื่อน คุยเหมือนกับว่าคุย ขี้คุย เรื่องผู้หญิงว่าจีบง่าย แต่ความจริงแล้วไม่กล้า เวลาจะจีบผู้หญิงสักคน ก็ต้องใช้เพื่อนตลอด โดยการแบบปล่อยข่าว บอกคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย บอกเค้าว่า "แต่อย่าบอกนะ อย่าบอกเค้านะ" คือจะบอกว่าคนนี้ผมชอบอะไรเงี้ย แต่ว่าอย่าไปบอกเค้านะ ใช้หลักจิตวิทยาที่ว่าเราบอกสัก 10 คน ต้องมีคนบอกบ้างแหละ ตอนนี้ก็รู้เยอะขึ้นจาก 10 คนก็อาจจะไปบอกคนรอบข้างกลายเป็น 20 คน ตอนนี้ทุกคนเค้าจะมองว่า รู้แล้วล่ะว่าเราชอบคนนี้ แล้วก็จะต้องถึงหูเค้าสักวัน เค้าก็รู้ เค้าไม่ถาม เค้าก็จะอายๆ เขินๆ ก็ทำถึงขนาดนี้แล้วก็คงไม่พลาดแล้ว ตอนนั้นก็ใช้เวลา 2 อาทิตย์ก็ทำสนิทกัน คบกันไม่นานเท่าไหร่ เพราะว่าก็ยังเด็กๆ กันอยู่ จริงๆ แล้วก็การคบกันก็แค่ดูหน้าบ้าง ไปกินข้าวด้วยกันบ้าง นั่งอ่านหนังสือด้วยกันบ้าง ประมาณ 2-3 เดือน ไม่ใช่ตามเพื่อนหรือว่าอะไรนะ แต่เรื่องแบบนี้มัน เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการเองครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว เมื่อคนโตเป็นหนุ่มหรือว่าผู้ชายร่างกายจะมีสารอย่างหนึ่งหลั่งออกมาเพื่อกระตุ้นให้สนใจเพศตรงข้าม ผมว่าเป็นเรื่องธรรมชาติมากกว่า"
แล้วทำไมเจมส์ถึงได้เลือกจีบผู้หญิงคนนี้ล่ะ
"อ้อ คือว่าในตอนนั้นมีคนแย่งกันจีบเยอะ เค้าเป็นคนที่สวยที่สุดในโรงเรียนแล้ว พอคบได้ประมาณ 3 เดือน ผมก็เริ่มเบื่อ มันยังไงฮะ ตอนนั้นมันยังเด็กไม่รู้ว่าจะคบไปทำไม ตอนนั้นก็ยังใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนมากกว่า ก็ไม่ค่อยที่จะได้สนใจเท่าไหร่ จริงๆ แล้วคงยังไม่ใช่ความรักหรอกครับ พอโตขั้นมาถึงรู้ว่าความรักนั้นมันเป็นยังไง"
ตอนนี้สำหรับเจมส์คิดว่าความรักมันเป็นยังไงเอ่ย
"จริงๆ แล้วความรักมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะลึกซึ้งมากกว่าการที่เราห็นผู้หญิงสวย แล้วเรารู้สึกดีกับเค้าอะไรเงี้ย ความรักมันเกิดจากการที่เออ ต่างฝ่ายต่างมีอะไร สิ่งที่ดีๆ ที่คอยให้กันแล้วก็เห็นถึงน้ำใจกัน แล้วก็เมื่อเราไม่เจอเค้า ก็รู้สึกห่วงหา รู้สึกเป็นห่วง"
ตั้งแต่มีแฟนมานี่เคยห่วงหาคนไหนบ้างมั้ย
"ก็มีเหมือนกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่ว่ารัก คือเป็นห่วงเฉยๆ มากกว่าฮะ"
แล้วหล่อๆ อย่างนี้เคยอกหักกะเค้าบ้างหรือเปล่า
"เออ ไม่เคยครับ ที่ว่าไม่เคยเพราะไม่ค่อยนั่นสักเท่าไหร่ แต่เพื่อนๆ จะมีเข้ามาปรึกษา คงอาจจะเป็นเพราะเห็นผมเป็นคนที่ช่ำชองอะไรประมาณนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่ ผมก็ให้คำแนะนำได้เท่าที่ผมรู้เท่านั้นเอง"
ทำไมเค้าถึงรู้ว่าเจมส์มีประสบการณ์ในเรื่องของความรัก
"อืมม์ ถ้าเกิดเป็นสมัยเรียนนะฮะ อาจจะตัวโตกว่าคนอื่นเค้า ทำให้เหมือนกับโตเป็นผู้ใหญ่กว่า จริงๆ แล้วก็เท่าๆ กัน ในหลายๆ ครั้งที่แนะนำไปก็มีปัญหาเหมือนกันนะ บางทีก็ทะเลาะ มันมีปัญหาหลายๆ อย่าง ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี ก็ได้แต่แนะนำว่าถ้าไม่แฮปปี้ก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง จะคบกันต่อไปทำไม เลิกกันไปเลยดีกว่า"
แล้วมีมั้ยที่มีคนมาชอบเราก่อน
"ถ้ารักก็รู้สึกดี มันก็รู้สึกดีจริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องแปลก เรื่องผิดอะไรที่ผู้หญิงจะมาชอบผู้ชายก่อน ผมไม่เขินนะ ผมจะเฉยๆ มากกว่า จริงๆ น่ะก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่เค้าจะเข้ามาคุยกับเราซักที บางทีก็มีเหมือนกันนะที่รอให้เค้าเข้ามาคุย แต่ก็ไม่กล้าเข้ามา เพราะในบางครั้งความเป็นผู้หญิงก็ทำให้เค้าไม่กล้า"
ถ้าจะถามว่าเจมส์เป็นคนเจ้าชู้หรือเปล่า
"เจมส์ว่าเจมส์ไม่เจ้าชู้หรอกนะ เพระส่วนมากเวลาที่ใครถามว่าเจ้าชู้มั้ย นี่ผมจะตอบว่าไม่ฮะ (แต่จริงๆ ก็เจ้าชู้) ก็แล้วแต่จะคิดครับ (ยิ้ม)"
เจมส์เป็นคนที่โรแมนติกหรือเปล่า
"เออ ก็มีบางเวลา เพราะว่าความที่เป็นนักดนตรีด้วย มันก็มีความสุนทรีย์ในอารมณ์มันก็มีอยู่ โรแมนติก็คือ คนซึ่งมีความสุนทรีย์ในอารมณ์นะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหรือด้านไหนก็ตาม ซึ่งความสุนทรีย์ก็คือว่าความละเอียดอ่อนในความรู้สึก ในความคิดอะไรต่างๆ นี้ ซึ่งตรงนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน มันจะเป็นเฉพาะกับบางคนเท่านั้น"
โดยส่วนตัวเจมส์ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์มากน้อยแค่ไหน
"ก็ค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญมากเหมือนกันฮะ ผมว่าวันวาเลนไทน์เป็นวันที่ดีเหมือนกัน ผมให้ความสำคัญกับคำว่า "รัก" ซึ่งจริงๆ แล้วความรักเนี่ยเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ในโลกนี้ที่ทุกคนอยู่ได้ด้วยกันเพราะความรักวันวาเลนไทน์เจมส์ก็อาจจะมีดอกไม้ หรือว่าอะไรให้คนที่ชื่นชอบ เป็นสมัยเรียนนะครับ ก็คงจะเป็นดอกไม้ จริงๆ มากกว่า ดูว่าตอนนั้นจะมีตังค์หรือเปล่า ตอนสมัยเรียนก็นิยมสติ๊กเกอร์รูปหัวใจ"
มีคนมาให้ของขวัญบ้างมั้ย
"ก็มีเหมือนกันครับ สมัยเรียนก็มีเยอะ เพราะว่าตอนนั้น เพราะความที่ตัวสูงเลยดูค่อนข้างที่จะเห็นชัด ก็มีมาให้ของขวัญก็ค่อนข้างที่จะเยอะพอสมควร"
ของขวัญชิ้นไหนที่ประทับใจ
"สมัยเรียน เป็นรุ่นพี่ ตอนนั้นผมอยู่ ม.1 เค้าอยู่ ม. 4 เป็นรุ่นพี่ที่เจมส์แอบปลื้มอยู่ แต่ไม่กล้าจีบ เพราะเค้าเป็นรุ่นพี่ตั้ง 3 ปี แต่ว่ามีวันนึงเค้ากลับมาให้ของขวัญเป็นตุ๊กตา แล้วก็เขียนการ์ดว่าให้เราเป็นเด็กดีนะ โห! ตอนนั้นปลื้มมาก ตอนนี้ก็ยังเก็บอยู่ในตู้เสื้อผ้าที่เก็บไว้ในที่เก็บของ"
หลังจากมีความรักครั้งแรกแล้วก็ต้องมีความรักครั้งต่อไปอีกล่ะสิ
"แหม ก็น่าจะรู้อยู่ เรื่องความรักมันก็มีต่อมาเรื่อยๆ ครับ มันก็มีอยู่ช่วงตอนอยู่ ม. ต้น นะฮะ ม. ปลาย ก็ไม่ค่อยสักเท่าไหร่แล้ว เพราะว่ามันเริ่มจุดผันแปรองชีวิตแล้ว คือว่ามันต้องเริ่มเรียน ตอนนั้นเนี่ยสอบเทียบ ม. 6 ได้ตอน ม.3 ก็ชีวิตหักเหมามาตรงที่ได้เข้ามาอยู่ในวงการนี้ฮะได้เข้ามาเซ็นสัญญากับอาร์เอส.ฯ มันทำให้ไม่ค่อยได้คิดกับเรื่องนี้ซักเท่าไหร่คิดเรื่องเวลากับการทำงานมากกว่า ก็เรียนมาจนแบบว่าอัลบั้มจะออกแล้ว คือมันคงไม่ไหวแล้ว อีกอย่างได้วุฒิ ม. 6 แล้วด้วยคิดว่า เออ เราไม่ได้ทิ้งเรื่องเรียน แต่ว่าเราหยุดตรงนี้ไว้ก่อนเพื่อที่จะทำงานอีกอย่าง"
เคยพาผู้หญิงมาแนะนำให้ที่บ้านรู้จักบ้างรึเปล่า
"ไม่เคย เพราะว่าถึงจุดนั้นจริงๆ แล้วผมอยากทำตรงนั้นแค่ครั้งเดียว คนที่จะมาเป็นแม่ของลูกอะไรเงี้ย คนที่จะมาเป็นแม่ของลูกผมต้องเป็นแม่ศรีเรือน ผู้หญิงที่เจมส์จะแต่งงานด้วยนั้น อยากที่จะให้เป็นแม่ศรีเรือน คือจะไม่ชอบผู้หญิงที่เรียกตัวเองเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ ทำอะไรไม่เป็น แล้วก็ทำแต่งาน"
จะเป็นประมาณว่า ผู้หญิงไทยๆ โบราณนิดๆ
"ก็ไม่ถึงกับหัวโบราณนะฮะ คือว่าต้องเป็นสิ่งที่ผู้หญิงควรจะเป็นอะไรอย่างนี้ หมายถึงทำกับข้าวนะ"
รู้สึกยังไงบ้างกับเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ที่มีความรักกันเร็วเหลือเกิน
"จริงๆ แล้วเนี่ยคงไม่ใช่ความผิดของพวกเค้าหรอก จริงๆ แล้วสังคมมันเปลี่ยนไปด้วย แล้วก็อิทธิพลอะไรต่างๆ ของต่างประเทศเข้ามา ไม่ผิดครับที่จะมีความรักในวัยเด็ก แต่มันผิดที่ว่าความรักทำให้เรานั่นหรือเปล่า อย่างเช่น ยกตัวอย่างบางคนแบบว่ามีความรักแค่ 14-15 หรือว่าเด็กกว่านั้นอีกฮะ บางทีก็ยังเดินกอดกัน ตามห้างสรรพสินค้า เห็นแล้วอยากกอดบ้างจัง (หัวเราะ) พูดเล่นน่ะ จริงๆ แล้วมันส่งผลให้เห็นถึงแบบว่า วัฒนธรรมซึ่งบรรพบุรุษเราสร้างมาเริ่มถูกลบไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่สิ่งดี บางคนก็เรียกว่า "ชิงสุกก่อนห่าม" มันไม่ถูกต้องนัก พ่อแม่เค้าคงไม่ดีใจที่เห็นลูกตัวเองเป็นอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้วมันก็รักกันได้นะ ไม่ว่าจะอายุเด็กๆ หรือว่าจะ 8-9 ขวบ เป็นแฟนกันได้ แต่ว่าให้อยู่ในเรื่องของการสร้างสรรค์ ชวนกันไปเรียนหรือชวนกันไปทำอะไรดีกว่า แต่มีแฟนก็ดีฮะ จริงๆ แล้วมันเหมือนกับมีกำลังใจ"
เจมส์คิดว่าขอบเขตของความรักของเจมส์มีแค่ไหนคะ
"เออ เรารักกันมันก็คือว่าเชื่อฟังคำพูดของผู้ใหญ่ดีที่สุด แล้วก็ไม่ทำอะไร แต่ถ้าจะทำอะไรก็ควรทำให้ผู้ใหญ่รับรู้ไว้ จะได้ไม่ทำอะไรที่ชิงสุกก่อนห่ามนะครับ ก็ถ้าเกิดทำอย่างนั้นได้ผมว่าพ่อแม่คงไม่ห้ามหรอกครับ ในการที่จะมีแฟน"
คุณพ่อคุณแม่ห้ามมั้ยถ้าเจมส์จะมีแฟน
"อ๋อ ไม่ฮะ พ่อแม่ผมไม่เคยจะอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้อิสระทุกๆ เรื่องครับ แล้วก็จะเตือน แต่ก็จะเตือนเรื่องการมีแฟนว่าเป็นผู้หญิง เป็นแม่ศรีเรือน เป็นแม่บ้าน โดยส่วนตัวแล้วชอบด้วย เพราะว่าตรงข้อนี้มันเป็นเสน่ห์มาก สำหรับผู้หญิงในความคิดของเจมส์นะ มันทำให้คนซึ่งไม่สวยเลยกลับกลายเป็นผู้หญิงที่สวยขึ้นมาได้ จริงๆ (ยิ้ม)"
ถ้าเกิดว่าเจมส์อกหักขึ้นมา เจมส์จะทำยังไงคะ
"ก็คงจะ (นึกนาน) คงต้องเจ็บ เข้าใจความรู้สึกตัวเอง ยังไม่เคย ก็เห็นจากเพื่อนๆ หรือว่าดูจากหนัง ดูจากคนอื่น แต่ถ้าเกิดเป็นเจมส์ ถ้าอกหักแล้วก็คงจะมาเล่นดนตรีอย่างเดียว คงจะเก็บตัว เพราะเป็นคนที่มีเรื่องอะไรแบบนี้แล้วไม่ชอบคุย ไม่ค่อยได้ปรึกษาใครสักเท่าไหร่ อีกอย่างคือเพื่อนๆ ถามมากจริงๆ ก็จะโอเค. จะเล่าให้ฟัง"
เคยปรึกษาคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับเรื่องความรักบ้างหรือเปล่า
"อ๋อ ไม่เคยครับ เพราะว่าไม่รู้เหมือนกัน เขินอาย เขินพ่อแม่ จริงๆ นะ เรื่องแบบนี้ไม่กล้าปรึกษาหรอก ถ้าเราเจอคนไหนที่ชัวร์ก็แนะนำให้เค้าดูดีกว่า แต่หลังๆ มานี่แม่ชักบ่นว่าเอาให้แน่ก่อนแล้วค่อยมาโชว์แม่แล้วกัน"
ในความคิดของเจมส์ อยู่ก่อนแต่ง หรือว่าแต่งก่อนอยู่ เจมส์จะเลือกแบบไหนดีล่ะ
"เออ ถ้าเป็นเจมส์นะ เจมส์ขอเลือกแต่งก่อนอยู่ดีกว่า ที่ว่าเลือกแต่งก่อนอยู่เพราะว่านี่เป็นความคิดส่วนตัว ค นอื่นอาจจะไม่ได้คิดเหมือนก็ได้ครับ คือการที่คนจะมาเป็นแม่ของลูกเจมส์ หรือว่าเป็นภรรยา คำว่าศักดิ์ศรีต้องมีให้ตัวเอง เราต้องเป็นคนแรกของเค้า ก็ต้องคบกันต้องศึกษานิสัยกันครับ"
ฝากถึงคนที่มีรัก
"ก็อยากจะฝากบอกทุกคนว่า ความรักมันเป็นสิ่งที่สวยงามอยู่แล้วนะครับ พวกเพื่อนๆ น่าจะทำให้มันสวยงามมากขึ้น อย่าทำให้มันหมองนะครับ ถ้าเรารู้จักรัก รักให้ถูกรักให้เป็น คุณพ่อคุณแม่ของเราจะได้ไม่ต้องเสียใจด้วย สวัสดีครับ"
เป็นไงล่ะสเป็คของเค้า ตรงกับที่น้องคิดกันไว้รึเปล่าเนี่ย นี่แค่ทักทายกันแบบเบาะๆ เท่านั้นนะ ยังมีเรื่องราวของหนุ่มคนนี้ในแง่มุมต่างๆ ที่นายเจมส์เค้าอยากจะบอกกับเพื่อนๆ ด้วยแหละ อยากรู้มั้ยว่าเรื่องอะไร ถ้าอยากรู้ก็ต้องรีบพลิกหน้าต่อไปกันแล้วละ
ขอขอบคุณ : นิตยสาร วัยน่ารัก SUPER HITS (SPECIAL JAMES) หน้า 12-14