
ประสบการณ์เฉียดตาย
เรื่องราวเครื่องบินตกที่จังหวัดสุราษฏร์ธานีเมื่อปลายปีที่แล้วทุกคนคงรู้รายละเอียดกันดีอยู่แล้วไม่ต้องร่ายยาวให้เสียเวลา วันนี้เราก็ไม่ได้ต้องการรื้อฟื้นโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นแต่อย่างไร เพียงแต่ต้องการให้ "นายเจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์" 1 ในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้น มาเล่าวินาทีเฉียดตายของเขาให้ฟัง เหตุการณ์นี้ เจมส์บอกกับเราว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ลืมไม่ลงจริงๆ
"ผมจำได้แม่นเลยครับ เหตุการณ์ในวันนั้น ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ บรรยากาศทุกอย่างเป็นปกติมากเลย ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่จะบอกเหตุเลยว่าเครื่องบินจะตกนะ มันเหมือนกับทุกๆ ครั้งที่ผมนั่งเครื่องบิน ถึงบรรยากาศข้างนอกกำลังจะมีมรสุม แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไร เพราะว่าผมนั่งเครื่องบินมา เคยเจอเหตุการณ์ยิ่งกว่านี้เสียอีก ผมไปบางจังหวัดนะ ฝนตกถึงขนาดไฟในเครื่องดับ แล้วก็ติดขึ้นมาใหม่ เครื่องสั่นทั้งๆ ที่บินอยู่กลางอากาศ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กับครั้งนี้แค่เจอมรสุมตอนกำลังจะลงจอดแล้ว ก็คิดว่าคงจะไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่อง"
ตอนที่เครื่องบินตก เจมส์รู้สึกตัวรึเปล่า
"ความรู้สึกสุดท้ายที่ผมรับรู้ได้ก็คือ เครื่องเสียการทรงตัว ส่วนร่างกายผม ทนแรง G ไม่ไหว แรง G ก็คือแรงเร่งของวัตถุนะครับ ความดันเลือดมันทนไม่ได้ก็เลยสลบไป นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมรับรู้"
หลังจากนั้น เจมส์มารู้สึกตัวอีกทีตอนไหน
"ตอนที่ถึงพื้นแล้วครับ ฟื้นขึ้นมาตอนแรกนี่คิดว่าไม่เป็นอะไรเลย มีแค่ความรู้สึกว่าเหนื่อยมาก สงสัยว่าเราไปทำอะไรมานะ ทำไมถึงเหนื่อยอย่างนี้ ตอนนั้นนึกว่าเครื่องลงจอดปกติ คิดว่าถึงแล้ว แต่พอลืมตาขึ้นมาก็เจอกับภาพเหตุการณ์ตอนนั้น คงไม่ต้องบรรยายนะครับว่าสุดๆ แค่ไหนกับบรรยากาศตรงนั้น จากนั้นผมก็รวบรวมสติที่มีอยู่ให้มากที่สุด ถึงได้รู้ว่าตัวเองบาดเจ็บนะ เริ่มเจ็บ เริ่มมีความรู้สึกว่าข้างในเราผิดปกติแล้วนะ ไม่ปกติแน่ๆ อวัยวะภายในของเรา ต้องเป็นอะไรสักอย่าง เจ็บจนรู้สึกได้เลย จากนั้นผมก็หันไปบอกกับทุกๆ คนในบริเวณนั้นว่า ผมจะออกไปตามคนมาช่วยนะ คือตอนนั้นทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ร้องขอความช่วยเหลือตลอด ผมได้รวมแรงเฮือกสุดท้าย ถอดกางเกงออก ผมใส่ขาสั้นข้างในอยู่แล้วพอถอดกางเกงได้ก็ปีนออกมา พอผมหลุดจากตรงนั้นออกมาได้ ไฟก็ลุกไหม้สถานที่ที่ผมเพิ่งออกมา ตรงนั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่ให้ความรู้สึกที่แย่มากๆ"
สิ่งแรกที่เจมส์คิดถึงคืออะไรเมื่อได้สติอีกครั้ง
"คิดถึงคุณย่าครับ ผมคิดอยู่ว่าตอนนี้บรรยากาศที่บ้านผมจะเป็นยังไงบ้าง คุณย่าผมจะเป็นยังไงบ้าง ข่าวโทรทัศน์ต้องมีออกไปแล้วแน่ๆ เป็นห่วงความรู้สึกทางบ้านว่าเขาจะเป็นยังไง พอรอดออกมาได้ สิ่งแรกที่ผมมองหาก็คือสื่อ มองหากล้องโทรทัศน์ ต้องการให้เขาเห็นเราและรู้ว่าเรายังอยู่ ที่บ้านจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง ภาพแรกที่ออกมาเห็นผมชู 2 นิ้ว ผมต้องการบอกให้ทุกคนไม่ต้องห่วง ผมยังไหวอยู่นะ"
เคยคิดไหมว่าชีวิตเราจะต้องมาเจออะไรที่เสี่ยงตายขนาดนี้
"จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่ชอบพูดเล่นบ่อยมาก เรื่องเครื่องบินตกจะพูดกับพี่เอก ผู้จัดการผมที่ไปด้วยกันเสมอว่า ถ้าเครื่องบินตกจะเป็นอย่างไรนะ ผมเป็นคนขี้เล่นอยู่แล้ว แต่ผมไม่ได้คิดว่าที่ผมพูดเล่นจะเป็นผลให้มันเป็นจริง มันไม่น่าเกี่ยวกัน มันเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า ใครจะคิดว่ามันจะตกจริงๆ"
ที่เจมส์รอดมาได้เป็นเพราะพกของดีอะไรรึเปล่า
"เรื่องของดีคงไม่นะ ผมคิดว่าหนึ่งเกี่ยวกับโชค สองเกี่ยวกับการมีสติ ครั้งแรกถ้าผมตกลงมาในลักษณะที่มีอะไรทับ หรือว่าโดนกระทบกระเทือนมากกว่านี้ คงต้องเสียชีวิตในทันทีทันใดแล้ว แต่โชคดีที่ไม่มีอะไรมาทับผมเลย คนที่แวดล้อมผมอยู่นี่โดนทับหมดเลยนะ มีที่นั่งผมที่เดียวที่ไม่โดนอะไรทับ ผมว่ามันคงเป็นโชคของผมแหละนะ"
หลังจากผ่านเหตุการณ์ตรงนั้นมาแล้ว การดำเนินชีวิตของเจมส์เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน
"ผมนิ่งขึ้นครับ เพราะว่าผมได้คิดอะไรเพิ่มมากขึ้น อยู่โรงพยาบาลก็ได้คิดอะไรเยอะ รู้ค่าของชีวิตมากขึ้น รู้ว่าตอนใกล้ตาย ความรู้สึกมันเป็นยังไง มันเหมือนเราตายไปแล้วความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกเหมือนกันนะแต่เหมือนตายไปแล้ว เป็นความรู้สึกที่เฉียดตายมากที่สุด แล้วพอผ่านตรงนั้นมาได้ ทำให้เราคิดได้ว่าจะทำอะไรต่อไปนี้ต้องทำให้ดี อุตส่าห์รอดมาได้ขนาดนี้แล้วต้องทำชีวิตให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปนะ การที่รอดมาได้อย่างนี้ไม่ใช่ง่ายๆ เลย จะทำอะไรก็รู้จักคิดมากขึ้น"
โดม (ปกรณ์ ลัม) บอกว่าตอนอยู่โรงพยาบาล เจมส์พูดมากจนเพื่อนคิดว่าต๊องไปแล้ว
"ไม่หรอกครับ ตอนนั้นที่พูดนี่รู้ตัวตลอด รู้ตัวนะว่าพูดมาก แต่ความรู้สึกตอนนั้นเราดีใจมากกว่า ก็เลยอยากคุย"
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เจมส์กลัวเครื่องบินไปเลยไหม
"ก็ไม่กลัวนะครับ ถ้าถามตอนนี้ว่ากล้านั่งไหม ผมรู้สึกว่ากล้านะ แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นก็ยังไม่เคยลองเลย ถ้าไปนั่งจริงๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง ว่าจะลองสักที จะไปลองเทสต์ที่แดนเนรมิตดูก่อน (หัวเราะ) แต่ผมว่าคงไม่กลัวหรอกนะ เพราะว่าผมไม่ใช่คนกลัวอะไรอย่างไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว"
แต่คนที่เคยประสบเหตุการณ์อย่างนี้ ส่วนใหญ่จะไม่กล้านั่งเครื่องบินอีกเลยนะ
"อืมม์ โอกาสที่เครื่องบินจะประสบอุบัติเหตุมีน้อยมาก และโอกาสที่จะประสบอุบัติเหตุซ้อนกันนี่ยิ่งน้อยไปใหญ่ ผมว่ามันไม่น่าจะเกิดกับผมอีกแล้วนะ ว่าไหม"
หมอสั่งให้เจมส์พักงานกี่เดือน
"ตอนแรกเลยหมอพูดว่า 3 เดือน นี่ก็พักมาได้ 2 เดือนกว่าๆ แล้ว แต่ผมไม่ได้ออกมาทำงานด้วยการตัดสินใจของตัวเองนะครับ หมอได้อนุญาตแล้ว คือจะทำอะไรต้องผ่านหมอตลอด นี่หมอก็มีใบอนุญาต เช็คร่างกายแล้วทุกอย่าง โอ.เค หมด ไม่มีอะไรแล้ว เป็นปกติ ตอนนี้ก็ต้องหาแพทย์อยู่ 4 ทาง คือ แพทย์ทรวงอกที่คอยดูแลปอดกับช่วงซี่โครง แพทย์เกี่ยวกับทั่วไป ฝ่ายอายุรกรรม แล้วก็แพทย์เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง สุดท้ายก็จิตแพทย์"
แสดงว่าด้านจิตใจยังมีปัญหา
"ไม่นะ จิตใจก็ โอ.เค ไม่มีปัญหา ไม่ได้ฝันร้าย ผมเป็นอะไรที่ไม่ค่อยมีอะไรฝังใจ มันเป็นอุบัติเหตุก็คือให้มันจบไปตรงนั้น"
ไม่รู้สึกว่าเราพักฟื้นน้อยไปหน่อยเหรอ
"หลายคนพูดอย่างนี้ แต่ถ้าถามผม ผมพร้อมแล้ว ผมมั่นใจ ยิ่งมีใบรับรองจากแพทย์ ผมยิ่งมั่นใจมากขึ้นไปใหญ่"
ไม่กลัวว่าการทำงานเร็ว จะทำให้ร่างกายเราทรุดหนักเหรอ
"ผมว่าการอยู่เฉยๆ จะทำให้ทรุดมากกว่านะ ผมไม่ชอบอยู่นิ่งๆ อยู่แล้ว เพราะว่าการอยู่นิ่งๆ มันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย วันๆ หนึ่งน่าเบื่อมาก"
แต่ชุดนี้เจมส์ต้องเต้นเยอะ ไม่เจ็บบ้างเหรอ
"แรกๆ ก็อาจจะมีขัดๆ บ้างนิดหน่อย เพราะว่าหยุดไปนาน ก็คงต้องใช้เวลาปรับตัวสักพักหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไร หมอก็บอกว่าไม่มีผลอะไรตอนแก่ เพราะกระดูกก็เข้าที่แล้ว คือปกติ ผมเป็นคนที่ออกกำลังกายอยู่แล้ว ที่สำคัญที่สุดได้กำลังใจจากทุกๆ คนด้วย ทั้งคุณพ่อ-คุณแม่ แล้วก็แฟนๆ เพลง ทำให้ผมรู้เลยว่า คนที่รักเราจริงๆ เป็นยังไง รักแท้คืออะไร กำลังใจตรงนี้ด้วยที่ทำให้ผมหายไวขึ้น"
สุดท้ายนี้เจมส์มีอะไรจะฝากทิ้งท้ายไว้บ้างไหม
"อยากบอกทุกคนที่ขึ้นเครื่องบินว่าเซฟตี้เบลท์มีประโยชน์มากเลยนะ ถ้าวันนั้นผมไม่คาด ผมตายไปแล้ว อยากบอกว่าเวลาเขาให้คาด อย่าทำเป็นเผอเรอ หรือแกล้งเอาวางพาดไว้เฉยๆ เพราะว่ามันช่วยได้มากเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน"
นายเจมส์เตือนไว้ก็ฟังๆ กันบ้างเด้อชีวิตจะปลอดภัยถ้าดำเนินชีวิตบนเส้นทางแห่งความไม่ประมาท ความประมาทนำมาซึ่งความเสียหาย ขอเตือนไว้ด้วยความหวังดี
ขอขอบคุณ : นิตยสาร วัยน่ารัก SUPER HITS THE X-VENTURE หน้า 25-27