แต่เล็กจนโต  เจมส์-เรืองศักดิ์  ลอยชูศักดิ์

     ชีวิตในวัยเด็กของคนแต่ละคนมีแตกต่างกันไป มีทั้งสุข ทั้งเศร้า หรือจะซนสุดยอด แต่สำหรับนายเจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ชีวิตของเขาตอนเป็นเด็ก ต้องมาอยู่กับญาติเพื่อการศึกษา พอโตขึ้นมาหน่อยก็คิดแสวงหาชีวิต โดยการหนีออกจากบ้าน ซ่าขนาดนั้น แล้วยังบอกว่าชีวิตตัวเองราบเรียบนะเจมส์

     "ตอนเล็กๆ  เลยผมจะอยู่นครศรีธรรมราช   ชีวิตก็จะปกติไม่มีอะไรโลดโผน   ก็จะซนหน่อยๆ  ตามปกติเด็กที่นู่น  ก็จะไม่เหมือนกรุงเทพฯ จะเป็นธรรมชาติมากกว่า  จะเห็นอะไรๆ  เยอะว่าในแง่ความเป็นธรรมชาติ วันๆ  ก็จะไปยิงนกตกปลาไปเรื่อยๆ ไปหลายๆ ที่เลย เป็นชีวิตของเด็กต่างจังหวัดธรรมดาฮะ

     แต่ที่บ่อยที่สุดคือ การว่ายน้ำจะชอบหนีพ่อแม่ไปว่ายน้ำ คือผมจะเป็นคนว่ายน้ำไม่เป็น แต่จะชอบไปโดดน้ำเล่นพ่อแม่เขาก็จะเป็นห่วง แต่ความเป็นเด็กล่ะนะ จะเห็นแก่ความสนุกความมันมากกว่าไม่ค่อยจะสนใจความปลอดภัยของตัวเองหรอกเรียกว่าพอเลิกเรียนแล้วกลับมาบ้านปั๊บก็ออกมาเที่ยวเลย  ไปโดดน้ำ ถ้ากลับมาแล้วพ่อแม่รู้ก็ตี แต่ก็ไม่เคยเข็ด"

     ขนาดนี้เรืองศักดิ์ยังบอกว่าตัวเองไม่ซน นี่เรียกว่าซนมากประมาณนึงเลยนะเนี่ย

     "กับพ่อแม่ผมก็ไม่เคยทำให้เขาปวดหัวซักเท่าไหร่หรอกครับจะทำให้เขาเป็นห่วงซะมากกว่า เช่น ไปเที่ยวโดยที่ไม่ยอมบอกชอบหนีไปเล่นน้ำ เขาเป็นห่วงว่าจะจมน้ำตายหรือเปล่านี่จะเป็นเรื่องที่เขาเป็นห่วงที่สุด ช่วงแรกที่ไปเล่นน้ำก็เพราะเพื่อนชวน ชวนให้โดดลงไปก็มันดี ติดใจ เด็กๆ จะซนมากไม่กลัวอะไร"

     ในที่สุดก็สารภาพว่าซนจริงๆ และสิ่งปกติอีกอย่างของเด็กคือ การที่ขี้เกียจเรียนไม่อยากไปโรงเรียน

     "แรกๆ เลยอยากเข้าไปเรียน ก็ดีใจไปหาหนังสือมาอ่านก่อนเลย พ่อแม่ถามว่าไม่ได้เรียนอ่านรู้เรื่องเหรอ แหม ไม่รู้เรื่องก็ดูภาพดูอะไรไป  แต่พอได้เข้าไปเรียนแล้วก็เบื่อๆ  ไปเรียนแค่อาทิตย์ 2  อาทิตย์ก็เบื่อแล้ว  ขี้เกียจตื่นตอนเช้าๆ  ผมไม่ค่อยชอบไปโรงเรียน บางวันก็อยากไป บางวันก็ไม่อยาก มันเบื่อ โรงเรียนก็อยู่ใกล้บ้านนะ เดินไปก็ถึง แต่ขี้เกียจไม่รู้เป็นไง แต่ผมก็จะเป็นเด็กกิจกรรมนะ ที่โรงเรียนจะมีกีฬา ผมก็จะวิ่งๆ จะเล่นกรีฑา"

     และกิจกรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่นายเจมส์เขาโปรดมากสมัยเด็กๆ ก็คือการไปเล่นแถวๆ ทางรถไฟ แถวนั้นมีอะไรน่าสนใจเหรอ

     "ข้างหลังโรงเรียนจะเป็นสถานีรถไฟไงครับ  แถวรางรถไฟก็จะมีเศษเหล็กเยอะ พวกตัวนอต เราก็ไปเดินหาเก็บมาเล่นเรื่อย  บางทีก็เอาไปขาย เหมือนขโมยเลยเนอะ ก็เก็บไม่ได้เยอะหรอกได้ตังค์ก็มาซื้อขนม ไม่ได้เก็บทุกวันหรอกนะ ไปเล่นทีก็เก็บที ได้ 5 บาท ก็โอ.เค.แล้ว สบายใจ"

     ยัง ยังไม่หมด วีรกรรมเด็ดที่เกือบจะไม่มีเจมส์เอฟเอ็มในวันนี้ก็มี

     "วีรกรรมเด็ด โดนไฟช็อตมั้ง คือช่วงอายุ 6-7 ขวบ ก็จะไปเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนแถวบ้านก็เข้าไปเล่นที่ร้านขายเครื่องไฟฟ้า ซ่อนแอบดีๆ ก็ไปดึงปลั๊กเขา ไฟก็ช็อตสลบไปเป็นวัน 2 วันได้ ทุกคนก็คิดว่าตายแล้ว"

     วีรกรรมที่ใต้คงจะเด็ดเกินไปหน่อย พ่อแม่เลยส่งนายเจมส์เข้าสู่กรุงเทพฯ  มุ่งตรงสู่เมืองฟ้าอมร ก็มาดูกันว่า เขาจะสร้างวีรกรรมอะไรอีกไหม

     "เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ   ตอน  ป.2 มาอยู่กับอา  ที่ย้ายมาเพราะพี่ของผมเขาย้ายมาอยู่ก่อน  พอหลังๆ เริ่มเหงา  ผมก็เลยมาอยู่ด้วย เขาชวนผมมาผมก็มา เข้ามาแรกๆ ก็คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงมากจนร้องไห้เลย คิดถึงบ้านแล้วก็ต้องปรับตัวเยอะเพราะผมพูดภาษากลางไม่ค่อยได้ด้วย แต่เพื่อนๆ ก็จะดีจะคอยแนะนำตลอดเวลา

     ในโรงเรียนผมก็จะไม่ค่อยมีวีรกรรมอะไร ปกติมากเลย แต่จะเรียนได้ดีกว่าที่นู่น  เพราะผมจะไม่ค่อยคุย เพราะพูดภาษากลางไม่ได้ ก็จะเรียนอย่างเดียว แรกๆ เกรดจะดีมากได้ 4 หมด แต่พอเริ่มๆ พูดภาษากลางได้แล้วก็เริ่มไปๆ เหมือนกัน"

     ไปๆ นี่ไม่ใช่ไปวัดไปทะเลอะไรหรอกนะ หมายถึงเริ่มเกเรแล้ว เรียกว่าพอพูดเก่งก็เริ่มแล้ว วีรกรรม

     "เกรดมาเริ่มตกตอน  ป.5-ป.6  ที่มี  3  มาบ้างแล้ว  อาเขาก็ไม่ค่อยว่าอะไร ขอให้เราเรียนก็พอ อาเขาก็ไม่ค่อยว่าอะไร ขอให้เราเรียนก็พอ เกรดยังไงก็แล้วแต่เรา แต่ผมจะโมโหตัวเองมากเลย เรื่องการเรียนนี่ผมไม่เคยทำให้พ่อแม่หนักใจเลย"

     แล้วครอบครัวนายเจมส์ก็กลับมาสุขสันต์อีกครั้ง เป็นครอบครัวที่อบอุ่นครบถ้วนเหมือนเดิม

     "ผมอยู่ ม.2-ม.3 แล้ว  พ่อแม่ก็มาอยู่กรุงเทพฯ ก็เหมือนเดิม ถึงแม้จะอยู่กันไม่ครบ  ครอบครัวก็อบอุ่น เพียงแต่ตอนนี้ได้เห็นหน้ากันบ่อยขึ้นเท่านั้นเอง"

     เจมส์เคยลองสอบเทียบดูไหม เด็กๆ รุ่นนี้ฮิตการสอบเทียบกันนี่

     "ครับ แล้วผมก็สอบเทียบได้ มันเป็นเรื่องที่ภูมิใจมากเลยนะ เพราะผมทำทุกอย่างเองหมด ไปสมัครเอง  ซื้อใบสมัครเอง   ติดต่ออะไร แล้วก็สอบได้ แล้วคนก็มีเยอะ"

     มาคุยเรื่องการเตรียมตัว ว่านายเจมส์เตรียมตัวยังไงเป็นพิเศษหรือเปล่า

     "จริงๆ ก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย หนังสือก็ไม่ได้อ่าน เขาอ่านหนังสือกัน ผมก็เล่นดนตรีไปเรื่อยๆ แต่คงเป็นเพราะว่าผมเข้าใจในบทเรียนแล้วก็ได้"

     แล้วช่วง ม.ปลาย นายเจมส์เขาก็มีวีรกรรมอีก  จะเรียกว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตดีกว่าเพราะนายเจมส์เขาว่าอย่างนั้น

     "เคยหนีไปเลยจากบ้าน ไปค้นหาเกี่ยวกับชีวิตว่ามันเป็นยังไง การไม่ต้องแบมือขอเงิน มันลำบากขนาดไหน"

     หนีไปอยู่ไหน (เด็กๆ ไม่ควรเอาอย่างนะ เพราะมันไม่ดี และอาจจะไม่โชคดีเหมือนนายเจมส์ก็ได้)

     "ไปอยู่กับเพื่อน   ตอนแรกๆ  ก็ออกจากบ้านทำเหมือนไปโรงเรียน   แต่จริงๆ  ไม่ได้ไป   แล้วก็กลับ พอโดดไปโดดมาก็เริ่มไม่ไปโรงเรียนเลย ก็โดนเรียกผู้ปกครองหลายครั้งครับ แต่ผมก็ยังไป"

     แล้วได้อะไรมั่งจากการทำตัวแบบนี้

     "ผมได้อะไรหลายๆ อย่าง เรียกว่า   ทำให้ผมเปลี่ยนเป็นคนละคนเลย  ผมได้รู้ถึงความลำบาก  ถ้าอยู่บ้านเกิดหิวขึ้นมาก็ขอเงินพ่อแม่ หรือไม่ก็หาข้าวหุงกิน แต่พอไปอยู่กับเพื่อน ถ้าเราหิว แต่เราไม่มีตังค์เราจะไปขอใคร เราก็ต้องอด"

     อึ้ง! ว่านายเจมส์จะช่างแสวงหาเรื่องใส่ตัวขนาดนี้ แต่ก็ดีที่ไม่เตลิดไปไหนไกล  เป็นเพียงการอยากลองใช้ชีวิตยากลำบากดูเท่านั้นเอง มาถึงการเข้าสู่วงการของเจมส์กันบ้าง

     "เป็นความบังเอิญมาก  คือมีคนเขาให้นามบัตรมา  แล้วให้ไปถ่ายรูปทิ้งไว้ที่ Image พอดีไปตอนเขาจะออกกอง เขานัดนายแบบไว้แต่นายแบบไม่มา เขาก็เลยให้ผมขึ้นรถไป  ก็ได้ถ่าย  เสร็จแล้วรายการตัวต่อตัว เขาก็เห็นทางหนังสือก็เลยเรียกไปคุย ก็ได้มาแข่งในรายการตัวต่อตัว แล้ว RS. ก็เห็น ก็เลยได้เข้า RS."

     กับการลองถ่ายแบบครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง

     "ก็ดีครับ   การถ่ายแบบเป็นงานที่ง่ายมาก  ไม่ต้องทำอะไรก็ได้เงินแล้ว  ได้เงินเยอะมากเลยในตอนนั้น ไม่ได้บอกพ่อกับแม่หรอก หนังสือออกมาเขาก็เห็นกันเอง"

     มาทำงานตรงนี้คุณพ่อคุณแม่ว่ายังไงบ้าง คัดค้านอะไรบ้างไหม

     "แรกๆ พ่อแม่เขาคิดว่าเราจะเกไม่เรียนหรือเปล่า แต่พอเขาเห็นว่าถึงเราจะทำงานแต่เราก็ยังเรียนไม่เคยทิ้งการเรียน"

     ไม่งั้นเจมส์จะได้รางวัลเยาวชนดีเด่นครบทุกเวทีเหรอ กับชีวิตการทำงานเจมส์เป็นยังไงบ้าง

     "ได้ประสบการณ์ นี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุด ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะ ได้รู้จักคนมากหน้าหลายตา เรื่องรายได้ก็ดีด้วย"

     ชีวิตเปลี่ยนไปไหม หลังจากกลายมาเป็นดารานักร้อง และยังไปเดินตามห้างตามทางได้ไหม

     "ชีวิตมันค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละนิดฮะ  ผมก็ไม่ค่อยรู้สึกเปลี่ยนแปลงอะไรมากเท่าไหร่ เพราะมันจะไปเรื่อยๆ ความเป็นส่วนตัวผมก็ยังมีอยู่ ผมไม่เคยคิดมากเรื่องนี้ ถึงเวลาไปไหนมาไหนคนเขาจะรู้จัก แล้วเขาก็จะมอง ถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบเขาจะรู้สึกอึดอัด แต่ผมจะเฉยๆ เข้ามาทัก ผมก็ทักตอบ"

     ไม่เหนื่อยเหรอชีวิตที่ทำแต่งาน ไม่ได้เที่ยวไม่ได้อิสระแบบวัยรุ่นทั่วไป

     "ดีฮะผม ถึงจะไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัว แต่ผมว่าทำงานดีกว่าได้ประโยชน์หลายอย่าง  ในวัยนี้ผมจะให้งานมากที่สุด เพราะผมว่าวัยนี้เป็นวันที่จะทำงานได้ดีมาก มีแรงมากที่สุด เราต้องทำงานให้มากที่สุด ในช่วงนี้ ผมจะแบ่งเวลาให้งาน 60% การเรียน 20% ครอบครัว หรือส่วนตัว 20%"

     แล้วคุณพ่อคุณแม่ว่ายังไงบ้างกับการทำงานหนักๆ แบบนี้ของเจมส์

     "ก็ไม่ว่าไง เขาก็เข้าใจ เขาก็เห็นอยู่ว่าเป็นยังไง จริงๆ ผมทำทุกอย่างก็เพื่อครอบครัว ผมเก็บเงินได้เยอะเมื่อไหร่ ว่างเมื่อไหร่ผมก็จะอยู่กับครอบครัวตลอดเวลา ผมได้เงินมาเท่าไหร่ก็เอามาสร้างบ้านให้เพอร์เฟ็กท์ที่สุด ตอนนี้ก็เสร็จแล้ว"

     มีทั้งงานเพลงงานละคร ไม่คิดว่ามันหนักไปเหรอ

     "ก็หนักหน่อย แต่ก็พร้อมที่จะทำครับ"

     ไม่รู้ไปกินยาโด๊ปมาจากไหนฮึดดีเหลือเกิน เจมส์มีอะไรจะบอกกับ คนที่คิดจะเข้ามาทางสายนี้ หรือเปล่า

     "ผมว่าการเข้าวงการนี้ได้มันไม่ยากหรอกครับ     แต่ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จอยู่ได้นานมันยาก   มันต้องมีความเสมอต้นเสมอปลาย ต้องมีความซื่อสัตย์ต่องาน หน้าที่ มีความตั้งใจทำจริงๆ ก็จะอยู่ได้นาน"

     จึงไม่น่าแปลกใจเลย  ที่เจมส์ เรืองศักดิ์  มีงานเพลงและงานละครเข้ามามิได้ขาด  นั่นเป็นเพราะเขาเป็นขวัญใจวัยรุ่นซึ่งได้รับโล่รางวัลต่างๆ มากมาย   ซึ่งก็เป็นเครื่องยืนยันได้ถึงความสามารถ  และความรับผิดชอบของเขาต่องาน และการเรียน ซึ่งถือได้ว่าเจมส์เป็นวัยรุ่นตัวอย่างที่ดีสามารถนำมาเป็นแบบอย่างได้

ขอขอบคุณ : นิตยสาร วัยน่ารัก SUPER HITS (SPECIAL JAMES) หน้า 9-11

board_d_back.gif

 

Hosted by www.Geocities.ws

1