
Rich & Risk 2
นักธุรกิจภาคที่สองของ "เจมส์"

กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มตัว "เจมส์" ทำการบ้านอย่างหนักจากประสบการณ์ทางอ้อมของนักธุรกิจรุ่นพี่ ?
ผมชอบอ่านประวัติของนักธุรกิจเก่งๆ มาบ้างจึงรู้ว่าคนที่ทำธุรกิจต้องมองสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นคุณถึงจะชนะ เพราะฉะนั้นเวลาผมวางแผนการตลาดผมจะไม่มองว่าตลาดเป็นยังไง สถานการณ์การเป็นยังไง แต่ผมจะมองไปถึงอนาคต แล้วไปให้ไกลที่สุดเหมือนวิ่งไปรอคู่แข่ง? เจมส์ เผยแนวคิด
และแม้อาชีพ ?นักร้อง? ที่ทำอยู่จะดูสวยหรู ทั้งยังมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ ?เจมส์? ก็บอกว่าเป็นอาชีพที่จะกอบโกยไปได้ไม่นาน ดังนั้นเมื่อสบโอกาสเขาจึงมองหาลู่ทางทำธุรกิจไว้เสียแต่เนิ่นๆ
แต่จะว่าไป...การเป็นนักร้อง "ขวัญใจประชาชน" ก็มีส่วนทำให้บริษัทของเขาเป็นที่รู้จักอยู่ไม่น้อยทีเดียว
"อาชีพดารา-นักร้อง ได้เปรียบตรงนี้ เนื่องจากมีคนรู้จักเยอะ มีคนแนะนำงานเข้ามาก็มาก ในปีที่ผ่านมารับงานเยอะเหมือนกัน จะมีผู้ให้โอกาสเราตลอด ทางผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเราก็ให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่อย่างเรา รวมทั้งพี่ๆ ที่อยากรู้ว่าเวลาที่เราทำงานแล้วมันเป็นยังไง พูดง่ายๆ คืออยากพิสูจน์เราว่างั้นเถอะ เขาก็จะให้โอกาสเรา
เขายกตัวอย่างข้าวมันไก่เจมส์ให้ฟังว่า จากวันแรกที่เปิดตัวจนถึงวันนี้มีคนมาสมัครเป็นแฟรนไชซีเกินกว่า 5,000 รายแล้ว แต่สามารถรับได้จริงๆ แค่ 200 กว่ารายเท่านั้น โดยเขาให้เหตุผลว่า
"คนที่เข้ามาทำตรงนี้ 70% อยากมาอุดหนุนเจมส์ อยากทำให้ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จ ผมก็รู้สึกดีกับความรู้สึกเหล่านี้บางคนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก สมัครเข้ามาเพราะชอบเพลงของเจมส์เลยอยากอุดหนุน แต่ไม่ได้มองเลยว่าธุรกิจนี้เป็นอย่างไรบ้าง ตลาดเป็นอย่างไร เราก็ต้องช่วยเขา ผมเองก็อยากให้เขาประสบความสำเร็จด้วยเหมือนกัน จึงจำเป็นต้องปฏิเสธไปเยอะมาก"
อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้เสมอไป ?
ความมีชื่อเสียงมีส่วนช่วย โดยเฉพาะกับข้าวมันไก่มันมีผลมาก แต่ถ้ากับเครื่องเสียง ผมบอกได้เลยว่าแค่ 10% สมมติว่ามีโบรชัวร์เครื่องเสียงวางไว้ 4 อัน ใช่ คนอาจจะหยิบของผมมาดูก่อน ว่าของเจมส์เป็นยังไง แต่ถามว่าจะเลือกใช้มั้ย ถ้างานเราไม่ดีเขาก็ไม่เลือกนะ คือถ้ามีคอนเน็คชั่นในวงการ แต่ถ้าฝีมือไม่มี งานไม่ดี ก็คงช่วยเหลือกันแค่ครั้งแรกครั้งเดียว
ส่วนคำว่าทำอาชีพตรงนี้แล้วไม่แน่นอน ผมคิดว่าอาชีพอะไรก็ไม่แน่นอนทั้งนั้นแหละครับ แต่ผมคิดว่าผมได้ใช้โอกาสของการเป็นดารานักร้องโปรโมทในช่วงเริ่มต้นมากกว่า"
เจมส์บอกว่าวันนี้ธุรกิจที่ทำอยู่ ยังไม่ถึงขั้นประสบความสำเร็จ ถือว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ต้องใช้เวลานานหลายปีจึงจะสามารถบอกได้ว่ากิจการของเขาไปได้ดีขนาดไหน ?
ธุรกิจที่คุณทำได้ 6 เดือน 1 ปีแล้วบอกว่าสำเร็จนั่นคือคุณแพ้แล้ว ต่อให้ผมทำไป 2-3 ปีก็ยังไม่สำเร็จ ผมจะรอดูสักระยะ ถ้าเป็นเรื่องงานเพลง คนที่จะบอกว่าเราประสบความสำเร็จหรือไม่ก็คือแฟนเพลง แต่ถ้าพูดถึงธุรกิจ ตัวที่วัดความสำเร็จคือกำไร วันหนึ่งที่ผมสามารถทำกำไรได้มาก ถึงขนาดที่ว่าทำให้ลูกน้องทุกคนสบายได้ ไม่ต้องคิดมากเรื่องเงินทองแล้ว อันนั้นถือว่าเราประสบความสำเร็จ ซึ่งตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่
มีคนถามผมว่ารีบไปทำไม พลาดไปจะทำยังไง แต่แทนที่คุณจะเอาเวลาที่มานั่งคิดว่ากลัวเจ็บ ไปคิดว่าทำยังไงจะให้มันไม่เจ็บดีกว่า คนเราควรจะมีความทะเยอทะยานในตัวบ้าง มันเป็นไฟที่จะคอยผลักให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราหวังไว้?
ขอขอบคุณ : www.bangkokbiznew.com (กมลวรรณ มักการุณ [email protected])