
ถนนนักลงทุน
Rich & Risk

"เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์" เมื่อนักร้องกลายเป็น 'เจ้าของธุรกิจ'
"ยอม ยอมเป็นข้าวมันไก่ เชิญ...กินฉันให้อร่อย..."
เพลงฮิตเพลงนี้น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก คนร้องก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล "เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์" นักร้องซูเปอร์สตาร์ ที่ทุกคนรู้จักกันดี
นักร้องหนุ่มเสียงดีคนนี้ ไม่ได้ฝากฝีมือไว้แค่วงการเพลง หากแต่เขาได้ตั้งตัวเป็นนักธุรกิจ ทั้งบริษัทนำเข้าเครื่องเสียง "เรดอีเกิ้ล" ที่ในเวลาต่อมาอัพเกรดตัวเองเป็น "ออร์กาไนเซอร์" ครบวงจร และล่าสุดกับ "แฟรนไชส์ข้าวมันไก่เจมส์" ที่เพิ่งเปิดตัวได้ยังไม่ถึงปี แต่ขยายสาขาไปแล้วกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ
ทั้งทำธุรกิจ และร้องเพลงไปพร้อมๆ กัน...หนุ่มคนนี้จึงไม่ได้มีดีแค่ "เสียง" แต่เขายังมีอะไรที่น่าค้นหามากกว่านั้น...
นอกจากจะเป็นนักร้องซูเปอร์สตาร์ชั้นหัวแถวของเมืองไทยแล้วในอีกมุมหนึ่ง "เจมส์" คือนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าจับตาไม่น้อยทีเดียว
"ธุรกิจของผมตอนนี้มี 2 บริษัทคือ The Sound of Red Eagle ทำเครื่องเสียงและออร์กาไนเซอร์และบริษัทเจมส์ชิคเก้นไรซ์ ทำธุรกิจแฟรนไชส์ข้าวมันไก่" "เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์" หรือ "เจมส์" เกริ่นนำกับหลากธุรกิจเขา
"จริงๆ แล้วผมอยากทำธุรกิจมานาน เพราะว่าชีวิตคนเราหนึ่งคน ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรได้เพียงอย่างเดียว ดูเหมือนผมจับปลาสองมือก็จริง แต่ผมจับแน่นทั้งสองมือ เพราะกว่าผมจะจับปลา ผมคิดมาเยอะ หาข้อมูล บริหารมือที่จะจับมันให้แน่นๆ และพยายามทำให้ดีที่สุด ก็เลยคิดที่จะทำธุรกิจขึ้นมา"
"เรดอีเกิ้ล" ธุรกิจของคนรักดนตรี
เส้นทางโลกแห่งธุรกิจของเจมส์เริ่มต้นเมื่อปี 2545 หลังจากที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ในแวดวงเสียงเพลงมากว่า 8-9 ปี เขาหันมาเปิดบริษัทนำเข้าเครื่องเสียง "เรดอีเกิ้ล" ที่ชื่อได้แรงบันดาลใจ มาจากละครยอดนิยม "อินทรีแดง" ที่เขาเคยเล่น โดยเป็นบริษัทเครื่องเสียง รับงานออร์กาไนเซอร์ งานเปิดตัวต่างๆ เช่นเปิดตัวภาพยนตร์ ไปจนถึงการแสดงคอนเสิร์ต
เจมส์ยอมรับว่า เขาไม่ได้มีความรู้เรื่องธุรกิจมาก่อนก็จริง แต่เพราะความชอบจึงเริ่มต้นด้วยการอ่านหนังสือ ถามผู้รู้ที่มีความสามารถ และศึกษาจากการปฏิบัติจริง และยังเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาวิชาบริหารธุรกิจจาก ม.ธุรกิจบัณฑิตย์อีกด้วย
"ผมยึดหลัก learning by doing ศึกษาให้เร็ว เพราะถ้าพลาดเยอะก็ขาดทุนเยอะ ดังนั้นต้องศึกษามากๆ นอกจากนี้ผมยังได้ข้อมูลมาจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งจากบริษัทแจ๊คซาวน์ ท่านสอนผมทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องเสียง แนะนำผมทุกเรื่อง"
แม้จะศึกษาข้อมูลจนแน่น และยังมีผู้เชี่ยวชาญในวงการคอยชี้นำ แต่เจ้าของธุรกิจมือใหม่อย่างเจมส์ก็ประสบปัญหาจนได้
"ตอนแรกผมมีแต่ความเป็นศิลปะอยู่ในหัวสมอง ไม่มีการบริหารจัดการเลย" เจมส์เล่า "ผมมองว่าอยากให้คนได้ฟังของดี ฟังเสียงดีๆ คิดแค่นั้น แต่คู่แข่งเอาของไม่ดีมาทำแล้วบอกว่าเป็นของมาจากที่เดียวกับเรา และให้ในราคาต่ำกว่าเยอะ เจอแผนแบบนี้ก็งง ตั้งตัวไม่ทันไปพักนึง แต่ตอนหลังก็จับความต้องการของลูกค้าได้ ไม่ได้หมายความว่าเราเอาของไม่ดีไปให้เขาใช้ แต่ผมจะเสนอให้ลูกค้ามีมุมมองใหม่ว่าเสียงมันไม่เหมือนกันนะ ความน่าเชื่อถือของตัวลำโพงก็ไม่เหมือนกัน"
เจมส์ใช้เงินลงทุนไปกับเรดอีเกิ้ลประมาณ 7 ล้านบาท บริษัทเล็กๆ ที่มีพนักงานประจำ 10 กว่าคน และมีการ outsource ฟรีแลนซ์จากข้างนอกด้วย โดยมีเขาเป็นกรรมการผู้จัดการ หน้าที่ของเขาส่วนใหญ่คือการ "วางหมาก" ทางการตลาดว่าบริษัทจะเดินไปในทางใด มี positioning อย่างไร และควรมีผลประกอบการเท่าไร
หลังจากดำเนินธุรกิจได้ 8-9 เดือน เรดอีเกิ้ลเริ่มขยายไลน์ธุรกิจสู่ธุรกิจออร์กาไนเซอร์ครบวงจร ซึ่งผ่านงานใหญ่ที่สุดในออร์กาไนเซอร์ที่สนามกีฬา ทำทั้งเอ็กซิบิชั่น พรีเซ็นเตชั่น งานอีเวนท์ต่างๆ รวมทั้งคอนเสิร์ตด้วย
"จุดที่เปลี่ยนเพราะว่า เราได้รับการไว้วางใจ ลูกค้าจะรู้สึกว่าวิธีการของเรดอีเกิ้ลจะแน่นอนและชัวร์ จึงมีลูกค้าที่เคยทำด้วยกันให้เราทำงานต่อไป"
ซึ่งแต่ละงานเขาจะทุ่มเทประหนึ่งว่าเป็นงานของเขาเองเลยทีเดียว
"เวลาไปงาน เราจะรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของงานเองเลย เราไม่อยากให้มันเสีย ไม่อยากให้ลำโพงดับ ไม่อยากให้มีจุดบกพร่องเกิดขึ้นในงานเลย"
เจมส์เล่าให้ฟังว่าการเป็นออร์กาไนเซอร์นั่นค่อนข้างยากหากไม่มี "จุดต่าง"จากเจ้าอื่นๆ ล่ะก็อาจต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไปง่ายๆ ดังนั้นต้องหาความแตกต่างให้ได้ ซึ่งสำหรับ "เรดอีเกิ้ล" แล้ว ความต่างอยู่ที่การให้บริการนั่นเอง
"เราต้องคิดว่า ทำไมลูกค้าต้องเลือกเราทั้งๆ ที่มีอีกร้อยพันบริษัท ต้องหาจุดแข็งที่เป็นความแตกต่าง เราจะประชุมและระดมความคิดกัน โดยเฉพาะการบริการตรงนี้สำคัญมาก เพราะงานของเราคืองานบริการ เราก็เหมือนคนขับแท็กซี่ ซึ่งรายอื่นอาจจ่ายเงินแล้วจบ แต่ของเราจะวิ่งไปเปิดประตูรถให้ ช่วยยกของท้ายรถ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง" เจมส์เปรียบเทียบ
"นอกจากนี้ เรายังเป็นบริษัทที่มีการทำงานแบบผู้ใหญ่แต่ใจวัยรุ่น คือเราค่อนข้างจะเฉียบในเรื่องความไว วิธีคิด ผมว่าโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไป ผู้ใหญ่ต้องคิดให้เป็นวัยรุ่นขึ้น คนที่นี่ก็เป็นคนรุ่นใหม่หมด ไม่มีใครอายุเกิน 35"
เจมส์บอกว่าปี 2547 จะขยายธุรกิจ "เรดอีเกิ้ล" โดยหันมาจำหน่ายเครื่องเสียงด้วย และสร้างเครือข่ายออกสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น
"ส่วนการแข่งขันสูงมาก ปีนี้สูงกว่าปีที่ผ่านมา มีการหั่นราคากันเยอะ ไม่สนคุณภาพก็มีการนำของที่ไม่ดีมาใช้ แต่ผ่านปีนี้ไปผมว่าจะดีขึ้น ยิ่งปี 2547 ในมุมมองของผม ธุรกิจนี้จะมีการเติบโตสูงมาก แล้ว Supplier ที่มีอยู่จะไม่พอ เพราะลูกค้าที่มาจะเริ่มเห็นแล้วว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่มาคู่กับราคาคือคุณภาพ
อีกอย่างธุรกิจนี้เกิดเยอะ ใครเสียงดังกว่าคนนั้นได้ ผมหมายถึงในแง่ของการทำโปรโมชั่น ทำแคมเปญต่างๆ ต้องทำให้ลูกค้ารู้จักคุณให้ได้มากที่สุด ธุรกิจนี้ถึงจะประสบความสำเร็จ"
สั่งสมประสบการณ์...สร้างตำนาน 'ข้าวมันไก่เจมส์'
นอกจากบริษัทออร์กาไนเซอร์ "เรดอีเกิ้ล" แล้ว ปลายปีที่ผ่านมาเจมส์หยิบเอาประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากธุรกิจของครอบครัวที่ทำมานานนับสิบปีอย่างกิจการ "ข้าวมันไก่" มาตั้งเป็นบริษัท "เจมส์ชิคเก้นไรซ์" เจ้าของ "แฟรนไชส์ข้าวมันไก่เจมส์" ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ถึงกว่า 200 สาขาทั่วประเทศแล้ว
และมียอดขายวันละเกือบ 200 จานต่อสาขา และบางสาขาที่มีทำเลดีขายได้ถึง 500 จานต่อวันทีเดียว
สำหรับผู้ที่สนใจแฟรนไชส์ข้าวมันไก่เจมส์ สามารถสมัครเข้ามาได้ต่อเนื่อง แต่บริษัทจะคัดเลือกผู้ที่มีความสนใจจริงๆ มีความรักในธุรกิจบริการ โดยเฉพาะเรื่องของอาหาร โดยงบประมาณการลงทุนนั้นจะประกอบด้วยค่าแฟรนไชน์ 40,000 บาท ค่าประกันสินค้า 5,000 บาท โดยไม่มีการเรียกเก็บรอยัลตี้ฟีแต่อย่างใด
แต่สิ่งที่แฟรนไชซีจะต้องสั่งจากข้าวมันไก่เจมส์คือไก่ต้มและน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของ "คุณย่า" ของเจมส์
"เราพร้อมซัพพอร์ตลูกค้าในทุกเรื่อง ซึ่งผมคิดว่าการซัพพอร์ตขนาดนี้ ควรจะมีแต่ในแฟรนไชส์ระดับที่ต้องลงทุนสูงๆ เท่านั้น แต่การทำข้าวมันไก่เจมส์ เราให้อะไรกับลูกค้าเยอะ ดูแลใกล้ชิด ทีมงานก็เป็นทีมที่เราไว้ใจได้"
เมื่อแฟรนไชส์ขยายตัวมากขึ้น 7 เดือนที่แล้วเขาจึงตัดสินใจเปิดโรงงานต้มไก่เพื่อรองรับจำนวนสาขาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผลิตไก่ได้วันละ 2,500 กิโลกรัมต่อวัน และข้าวหุงสำเร็จ 30 ตันต่อวัน และเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มในเร็วๆ
สำหรับต่างจังหวัด เจมส์บอกว่าในต่างจังหวัดจะใช้ระบบ "ซับเอเย่นต์" หรือสมาชิกคนกลางที่ช่วยขยายแฟรนไชส์สู่ต่างจังหวัดเป็นผู้คุมมาตรฐานด้วยอีกแรง เช่น ในภูเก็ต เอเย่นต์จะดูแลสาขาของตัวเอง และอีก 4 จังหวัด คือ หาดใหญ่ พังงา ตรัง สุราษฎร์ธานี เป็นต้น
นอกจากการขยายสาขาข้าวมันไก่เจมส์แล้ว ล่าสุดเจมส์มีโครงการจะขยายธุรกิจ มาสู่รูปแบบของร้านข้าวมันไก่แบบแสตนด์ อโลนในชื่อ JCR พร้อมส่งสินค้าใหม่ "ไก่ทอดคาวาอี" (Kawai) ลงตลาดด้วยรสชาติเข้มข้นสูตรพิเศษ ปลอดสารพิษ โดยสาขาแรกเปิดที่ซอยวัชรพลไปแล้ว และตั้งใจเปิดให้ครบ 20 สาขาใจปีหน้า โดยแต่ละสาขาจะลงทุนประมาณ 4 ล้านบาท ขนาด 150 ที่นั่ง มีทั้งแบบสแตนอโลนและเปิดในห้างฯ โดยจะเน้นไปที่แหล่งชุมชน
เมนูอาหารในร้าน JCR จะเพิ่มขึ้นจากร้านข้าวมันไก่เจมส์ โดยจะมีทั้งหมด 6 เมนู มีไก่ทอด ไก่ย่าง และนึ่ง ไก่คาราเกะ ไก่ไร้กระดูก รวมถึงซุบตุ๋นหมูและไก่ และหมูสเต๊ะ โดยราคาจำหน่ายจะถูกกว่าร้านทั่วไป และนอกจากนี้จะมีการจำหน่ายแบบดิลิเวอรี่ รวมถึงแบบไดรฟ์ทรู ซื้อโดยไม่ต้องลงจากรถอีกด้วย
เจมส์กล่าวว่า การทำธุรกิจแฟรนไชส์นั้น นอกจะหวังผลกำไรแล้วต้องทำให้แฟรนไชซีมีกำไรด้วย เรียกว่าต้องทำให้เป็น "win-win" ทั้งคู่
"ถ้าเราจะเอากำไรฝ่ายเดียว ในระยะสั้นๆ เราได้แน่ แล้วก็จบกันไป แต่ผมไม่ใช่แบบนั้น เราก็ได้ เค้าก็ต้องได้ด้วย มันก็จะไปยาว แม้วันหนึ่งไม่มีผมอยู่ในโลก แต่ลูกหลานผมก็ยังจะมีข้าวมันไก่เจมส์ต่อไป" เจมส์ ทิ้งท้าย
จากธุรกิจที่ปลุกปั้นมากับมือถึง 2 ธุรกิจ ซึ่งทำท่าว่าจะไปได้สวยทั้งคู่นั้น...นับว่า "เจมส์" เป็นนักร้องหนุ่มที่พลังของนักธุรกิจอย่างเต็มเปี่ยมทีเดียว
ขอขอบคุณ : www.bangkokbiznew.com (กมลวรรณ มักการุณ [email protected])