
เจมส์-เรืองศักดิ์ ไม่ปล่อยชีวิตไปตามกระแส

เปิดอัลบั้มกันไปพอสมควรแล้ว สำหรับหนุ่มอารมณ์ดี เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ กับอัลบั้ม เจมส์ แฟรนไชส์ วันนี้กระแสการโปรโมทยังไม่สิ้นสุด จุดประกายมีโอกาสจับเข่าคุยกับเจมส์ ถึงผลงานชุด 7 ที่ เจมส์บอกว่า เป็นชุดที่ทำงานแล้วสบายใจที่สุด
เพราะว่าผ่านประสบการณ์มา 6 ชุดแล้ว จึงรู้ว่าควรจะมีวิธีจัดการความคิดยังไง หรือเวลาทำงานรู้แล้วว่าแฟนเพลงอยากฟังอะไร มันก็ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ง่ายเกินไป เพราะคำว่าง่ายของผม คือ เวลาที่เราทำงานแล้วเราไม่เครียดผมถือว่าง่าย แต่ก็มียาก คือ เราต้องหาอะไรมาใส่ในอัลบั้มตรงนี้ เนื่องจากยิ่งมีผลงานมากขึ้นๆ แฟนเพลงก็ยิ่งคาดหวัง ที่จะฟังอะไรที่โตขึ้นตามวัยของเขาด้วย ฉะนั้นเราต้องทำให้พอดี นี่คือสิ่งที่ยากสำหรับชุดนี้
ในการทำอัลบั้มทุกศิลปิน จะต้องคิดคำนึงถึงทั้งแฟนเก่าและแฟนใหม่ว่า ผลงานออกมาแล้วแฟนเพลงเก่าๆ จะชื่นชอบไหม จะโดนใจแฟนเพลงใหม่ๆ ด้วยหรือเปล่า
นอกจากจะรักษาแฟนเพลงที่เคยฟังเพลงของเราอยู่แล้ว เราก็พยายามที่จะมองหาคนที่เขาสนใจในตัวเรา แต่บางทีเพลงอาจจะยังไม่ถูกใจเขา เราจะเปิดตลาดอีกตลาดหนึ่ง เช่น เรามีเพลงหนึ่งซึ่งเป็นเพลงสไตล์ออกลูกกรุง (เพลงบ้านน้อยคอยรัก เป็นเพลงช้าที่มีความแปลกใหม่ที่สุดของเจมส์) ที่มาของเพลงนี้ คือ ผู้ปกครองหลายคน ที่มีลูกหลานชอบฟังเพลงของเจมส์ ซึ่งเราก็อยากจะให้ผู้ปกครองได้ลองฟังดูด้วยว่า เจมส์ร้องลูกกรุงแล้วเป็นยังไง อีกอย่างอยากให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักดนตรีที่เรียกว่าลูกกรุง ซึ่งเป็นดนตรีไทยสากลของคนไทยสมัยก่อน (แต่สไตล์การร้องยังเป็นแบบเจมส์)
เจมส์ เล่าว่า เ ขามีส่วนร่วมในการทำงานแทบทุกขั้นตอน แต่ที่เด่นชัด คือ มีส่วนร่วมในการเขียนเพลงด้วยหนึ่งเพลง คือ เพลง "ผู้ชายปากแข็ง" ซึ่งความจริงเนื้อหาเพลงนี้ไม่ได้ตรงกับเจมส์เสียทีเดียว เพราะจริงๆ แล้วเจมส์เป็นผู้ชายปากหวาน (หัวเราะแบบตายิ้มหวาน) ส่วน ผู้ชายปากแข็ง ก็คือ เวลารักใครสักคนหนึ่ง การกระทำที่แสดงออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ คบกันมานานหลายปี มีความรู้สึกอะไรก็ไม่เคยพูดออกมาเลย
สิ่งที่ทำให้เจมส์กลายเป็นคนที่เปลี่ยนไป จากที่เคยปากแข็งก็กลายเป็นปากหวาน (แต่ก็ตรงกับใจ) เพราะเหตุการณ์เครื่องบินตกที่สุราษฎร์ ตอนนั้น ทำให้เจมส์รู้สึกได้ว่าชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอน
ทำให้รู้สึกว่าชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอน เวลาที่คิดจะทำอะไรสักอย่าง ขอให้รีบทำเถอะ เพราะเราไม่รู้ว่าตัวเราเองหรือคนรอบข้าง อะไรจะเกิดขึ้นกับเขาหรือกับเราได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีสติยั้งคิดในบางอย่าง
เจมส์ เห็นว่า คนที่คิดได้ก่อนว่าพรุ่งนี้อาจจะมาไม่ถึงจะทำให้มนุษย์คนหนึ่งตั้งสติกับทุกๆ เหตุการณ์ ซึ่งบางคนอาจจะพูดได้แต่ปากว่า ฉันตั้งสติได้ ฉันรู้ตัว ฉันรู้สติ แต่ลึกๆ แล้วอาจจะทำไม่ได้อย่างปากว่าจริงๆ
แต่สำหรับตัวเจมส์ พอมีเหตุการณ์แบบนี้เข้า มันทำให้เห็นเป็นรูปธรรมขึ้นมา ทำให้เรามองและนึกถึงเหตุการณ์เหล่านี้ได้และตั้งสติขึ้นมาได้ ยกตัวอย่างเช่น บางคนบอกว่าควรจะปล่อยชีวิตตามกระแส ไม่ควรจะไปฝืน ไม่ควรจะไปรั้ง ชีวิตจะดำเนินไปทางไหน ก็ปล่อยไปตามนั้น แต่ผมมองว่า วิธีคิดนี้ก็ถูกเหมือนกัน แต่แบบของผมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ผมมีความสุข การปล่อยชีวิตไปตามกระแสก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากว่าเรามีสิทธิที่จะคิดได้ว่าเวลาที่เราจะทำอะไรต่างๆ อย่างมีสติ ตั้งรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าได้ อาจจะเป็นวิธีการหนึ่งที่เราจะมีความสุขได้ ความจริงเจมส์เป็นคนที่ไม่เคยเครียดกับชีวิต แต่มีสติอยู่เสมอครับ
เจมส์ บอกว่า คำว่ารักไม่ยากเท่าไหร่ ใครๆ ก็พูดกันได้ แต่คำว่า "'ห่วง" ดูเป็นคำที่เบากว่า "รัก" เคยคิดจะบอกคำนี้กับ คุณพ่อ, คุณแม่, คุณยาย เจมส์คิดว่าหลายคนเคยเป็นอย่างเขา อาจจะรู้สึกเขินที่จะพูดมันออกมา ทั้งๆ ที่เป็นความจริงจากใจ
ความจริงมันเป็นคำที่เป็นยาชูหัวใจได้ดีมากทีเดียว นอกจากคำว่า รักตัวผมเองจะพูดคำว่าห่วงน้อยมากทีเดียว เช่นพูดว่า เป็นห่วงนะ แค่นี้ยังพูดไม่ได้เลยมันเขินน่ะ แต่หลังๆ นี้จะพูดเลย ไม่ว่าจะเป็นพูดกับพ่อ ต่างคนก็ต่างเขินนี่แหละ เราไม่เคยเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พูดสักครั้ง ใครไม่เคย ลองดูสิครับ ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองสักครั้งพูดมันออกมาเลยจะขจัดความเขินออกไปกว่าครึ่งถ้าเริ่มครั้งแรก ซึ่งความจริงแล้วเราก็เป็นห่วงท่านตามประสาลูกที่เป็นห่วงพ่อแม่ เช่น สุขภาพ เรื่องของการทำงาน เรื่องของสิ่งที่เขาจะต้องคิดมาก ซึ่งเหล่านั้นผมก็มองว่ามันย้อนกลับมาถึงตัวเรา มันไม่ใช่บุญกุศลที่จะต้องกลับมาเจอในชาติหน้ามันจะย้อนกลับมาทันที พอเราห่วงว่าท่านจะรู้สึกยังไง คิดมากไหม นั้นก็หมายถึงเราจะทำตัวดี เป็นผลที่กลับมาหาเราทันทีเลย
เจมส์ คิดว่าวิธีที่จะตอบแทนพระคุณพ่อแม่ วิธีหนึ่งที่ดีมากๆ ก็คือ ทำตัวให้พ่อ-แม่ภูมิใจ แต่ไม่ได้หมายถึงทำตัวให้เป็นคนเด่นดังในวงสังคม มีชื่อเสียง หรือเงินทองมากมาย
เรื่องเล็กๆ ก็พอ เริ่มจากหน้าที่ของเราที่ได้รับมอบหมายมาตั้งแต่เด็กๆ เลย ก็คือ เรื่องของการเรียน เรื่องของการไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่ไปติดยาเสพติดเหล่านั้น ผมคิดว่าพ่อแม่ภูมิใจในตัวเรามากกว่ามีเงินมีทองอีก ถ้าเราทำได้
กลับมาพูดถึงเพลงในอัลบั้มอีกครั้งว่าทำไมชุดที่ 7 นี้จึงตั้งชื่อว่า "เจมส์แฟรนไชส์" สาเหตุเนื่องมาจากข้าวมันไก่เจมส์หรือไร ?
ที่จริงก็คงไม่ปฏิเสธว่ามันคงมีส่วนเกี่ยวเนื่องกันนะครับ ตอนแรกก็ไม่มีใครคิดว่าจะทำ พอเจมส์ทำแฟรนไชส์ข้าวมันไก่ทุกคนก็เซอร์ไพรส์มากเลย ความเซอร์ไพรส์ก็กลายเป็นว่าทุกคนอยากมาอุดหนุน ผมเคยทำรีเสิร์ชในข้าวมันไก่ผมว่าสิ่งแรกที่คุณเดินเข้ามากินเป็นเพราะอะไร ประเด็นแรกเลยที่ตอบกันมาเยอะมากเลยก็คือ อยากมาอุดหนุนเจมส์ (หัวเราะเบาๆ) โดยไม่รู้ว่ารสชาติเป็นยังไง เรื่องที่สองก็คือ มากินเพราะว่าอร่อย อันนี้ทำให้ผมเกิดไอเดีย ทางบริษัทเกิดไอเดียว่า ความจริงคำว่าแฟรนไชส์เข้ากับเจมส์ได้ดี ลิงค์กับคอนเซ็ปท์ทุกๆ อัลบั้มที่เจมส์เคยทำมาก็จะเน้นที่ความสนุกสนานเป็นสู่มวลชนอยู่แล้ว ก็เลยเป็นที่มาของชื่ออัลบั้ม
อัลบั้มชุดนี้พิเศษกว่าชุดก่อนๆ เพราะใช้ทีมทำงานถึง 2 ทีมด้วยกัน เนื่องจากทางผู้ใหญ่ให้เกียรติเจมส์โดยการถามว่าอยากทำงานกับใคร เจมส์ระบุไปหลายทีมมากจนมาลงตัวที่สองทีมนี้ วิธีการทำงานชุดนี้คือไม่มานั่งเครียดว่าเจมส์ต้องเป็นอะไร
สมมติเขาแบ่งเป็นทีมละ 10 คน 2 ทีมก็ 20 คน เขาก็จะแจกการบ้านไปว่า คุณมองเจมส์อย่างไร 20 มุมมองที่ศึกษาผ่าน 6 อัลบั้ม ทำให้สรุปออกมาเป็นผลงานชุดนี้ ขั้นสุดท้ายก็มาคุยกับเจมส์ ว่าคิดยังไง ทั้ง 10 เพลงที่ถูกคัดมาในอัลบั้มชุดนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัวเราทั้ง 10 เพลง แต่คิดว่าผมสามารถถ่ายทอดได้เต็มที่
เจมส์เล่าว่า การถ่ายมิวสิควิดีโอเพลง 'แฟรนไชส์' สนุกสนานมาก ถือโอกาสไปเที่ยว 4 ภาคของประเทศไทยด้วย ทำให้เจมส์ได้พลังบางอย่าง เพราะได้ไปเจอหมู่บ้านม้ง ประทับใจคำพูดหลายๆ อย่าง เช่น คนแก่มาคุยกับว่า ชอบเจมส์ที่เป็นคนกตัญญู หรืออย่างที่อำเภอด่านซ้ายไปดูประเพณีผีตาโขน ชาวบ้านแต่ละคนบอกความรู้สึกที่มีอยู่ในใจกับเจมส์โดยตรง ทำให้เขายิ้ม อิ่มเอม มีความสุขกับการทำงานมากๆ
นักร้องที่ประสบความสำเร็จตลอดกาลนั้น เจมส์ คิดว่า ต้องเป็นคนที่มีวินัย มีความตั้งใจ เป็นของตัวเอง ถ้าทำได้เมื่อไหร่ สิ่งที่เคยได้ก็จะได้เหมือนเดิม หรืออาจจะมีมากกว่าเดิมก็ได้