เริ่มแรกกับ PDH (Plesiochronous Digital Hierarchy)

ในช่วงระหว่างก่อนปี 1970 การส่งสัญญาณอะนาลอกที่มัลติเพล็กซ์ ช่องสัญญาณแบบ FDM
(Frequency Division Multiplexing)ไปตามสายคู่ตีเกลียวทองแดง พอมาในช่วงทศวรรษปี 1970
ระบบการส่งแบบดิจิตอลเริ่มที่จะปรากฏให้เห็น โดยใช้วิธีการมอดูเลดแบบรหัสพัลส์ (Pulse Code
Modulation : PCM) วิธีการของ PCM นี้จะทำให้รูปคลื่นอะนาลอกเช่น เสียงพูดของมนุษย์ ถูกแทน
ด้วยรูปคลื่นที่เป็นไบนารีได้ ดังนั้นสัญญาณโทรศัพท์ที่เป็นอะนาลอก 4 กิโลเฮิรตซ์ สามารถถูก
เปลี่ยนเป็น สัญญาณดิจิตอล 64 กิโลบิตต่อวินาที ได้ รูปที่ 1 แสดงหลักการของ PCM และเพื่อให้
การส่งนั้นคุ้มค่า จึงได้ทำการรวมช่องสัญญาณ PCM 64 กิโลบิตต่อวินาทีหลาย ๆ ช่อง โดยการมัลติ
เพล็กซ์แบบแบ่งเวลา (Time Division Multiplexing : TDM) เป็นสัญญาณที่มีอัตราเร็วของบิตสูงขึ้น
สำหรับส่งออกไป

รูปที่ 1 แสดงหลักการของ PCM

ในยุโรปและอีกหลายประเทศที่ตามมา วิธีการของ TDM ได้ถูกนำมาใช้ โดยการรวมช่องสัญญาณ
64 กิโลบิตต่อวินาที30 ช่อง กับช่องสัญญาณเพิ่มเติมอีก 2 ช่อง สำหรับส่องข้อมูลการควบคุม ทำให้
ได้รับสัญญาณที่มีอัตราบิต 2,048 เมกะบิตต่อวินาทีเนื่องจากความต้องการใช้โทรศัพท์ได้เพิ่มขึ้นอย่าง
รวดเร็ว ระดับปริมาณของทราฟฟิคในโครงข่ายได้เพิ่มมากขึ้นจนสัญญาณ2 เมกะบิตต่อวินาทีไม่สามารถ
รองรับโหลดทราฟฟิคได้เพียงพอ จึงได้มีการเพิ่มระดับของการมัลติเพล็กซ์ขึ้นไปอีก โดยมาตราฐาน
ที่ใช้ในยุโรปจะทำการรวมช่องสัญญาณ 2 เมกะบิตต่อวินาที 4 ช่องเป็นช่องสัญญาณ 8 เมกะบิตต่อวินาที
1 ช่อง และขณะที่ความต้องการเพิ่มขึ้น ระดับการมัลติเพล็กซ์ก็ถูกเพิ่มอีกไปที่ 34, 140 และ 565 เมกะบิต
ต่อวินาที โดยการรวมทีละ 4 ช่องสัญญาณตามลำดับชั้น ส่วนในอเมริกาเหนือ ก็ได้มีการพัฒนาลำดับชั้น
การมัลติเพล็กซ์ของตนเองขึ้นมา โดยมีหลักการของการมัลติเพล็กซ์เช่นเดียวกับของทางยุโรป แต่อัตราบิต
จะแตกต่างกันคือ ในอเมริกาเหนือจะใช้อัตราบิต 1.5, 6 และ 45 เมกะบิตต่อวินาที ตามลำดับชั้น
ดังแสดงในรูปที่ 2


รูปที่ 2หลักการของการมัลติเพล็กซ์ สัญญาณของทางยุโรป และอเมริกา


 

Hosted by www.Geocities.ws

1