เป็นขึ้นแล้ว
โดย กนกบรรณสาร (OMF Publishers)
ก็ใกล้วันอิสเตอร์แล้ว นับว่าเป็นตัวเลือกอีกตัวเลือกหนึ่งที่พี่น้องจะสามารถหาซื้อนำไปแจกเพื่อน ๆ พี่น้อง และคนที่พี่น้องรัก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เป็นคริสเตียน เป็นการประกาศให้เขาได้รู้ว่า พระเยซูคริสต์คือพระเจ้า และทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายและยังคงเป็นอยู่นิรันดร์ หาซื้อได้จากร้านขายหนังสือคริสเตียนทั่วไป หรือติดต่อที่ กรนกบรรสาร (OMF Publishers) 1694 / 1
ถนนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดน กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2696-1402 แฟกซ์ 0-2275-2800
E-mail : [email protected]เป็นขึ้นแล้ว
คุณผู้อ่านที่รัก คุณเคยคิดบ้างไหมว่าในบรรดาศาสนาในโลก มีคริสต์ศาสนาเท่านั้นที่อุโมงฝังศพของศาสดาว่างเปล่า!
พระคริสต์ผู้เป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ได้ประกาศตนเองว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้าพระองค์ทรงสำแดงความรักต่อคนทั้งปวง ทรงรักษาคนเป็นอันมากให้หายโรค การกระทำของพระองค์เป็นที่อิจฉาของผู้นำทางศาสนา ในสมัยนั้นมาก จนกระทั้งเขาหาเรื่องจับกุมพระองค์ ทว่าพวกยิวในขณะนั้นไม่สามารถฆ่าใครได้เพราะอยู่ภายใต้กฎหมายโรม พวกเขาจึงหาพยานเท็จมาปรักปรำพระเยซูต่อหน้าผู้สำเร็จราชการโรมัน ผู้ซึ่งพยายามสอบสวนหาความผิดแต่กลับพบว่าพระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ ถึงกระนั้นเขาก็ต้องยอมให้ทหารพาพระเยซูไปลงโทษโดยตรึงไว้ที่กางเขน เพื่อมิให้ชาวยิวก่อการจลาจล เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว สหายของพระองค์ผู้หนึ่งได้ขอรับพระศพไปไว้ในอุโมงค์และเลื่อนหินใหญ่ปิดปากถ้ำไว้ ผู้นำทางศาสนารู้ว่าพระเยซูเคยตรัสว่าเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วในวันที่สามจะทรงเป็นขึ้นมาอีก ดังนั้น เขาจึงขอให้ผู้สำเร็จราชการโรมันส่งทหารยามไปเฝ้า ทหารยามกลุ่มหนึ่งจึงไปรักษาอุโมงค์นั้น และประทับตราปากอุโมงค์ด้วยตราราชการโรม ซึ่งไม่มีใครจะเปิดได้ นอกจากผู้ได้รับมอบอำนาจมา ในตอนเช้าวันที่สามได้เกิดแผ่นดินไหว หินที่ปิดปากอุโมงได้ถูกเลื่อนออก และพระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย
เรื่องเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากเพราะยังไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาตินอกจากเรื่องที่กุกันขึ้น จึงมีคนพูดถึงไว้หลายแง่หลายมุม บางคนบอกว่าพระเยซูไม่ได้สิ้นพระชนม์ จริง ๆ หรอก เพียงแต่สลับไปแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ จึงออกไปจากอุโมงค์ได้ แต่เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้นเมื่อพิจารณาดูข้อเท็จจริง ใคร ๆ ก็รู้ว่าการตรึงที่กางเขนเป็นเรื่องน่าสยดสยองและทารุณเกินกว่าที่จะมีใครรอดตายได้ และแม้จะรอดก็คงอ่อนเปลี้ย หมดแรง แค่ลุกขึ้นก็ไม่น่าไหม แล้วยังผ้าพันพระศพที่ห่อหุ้มร่างกายไว้อย่างแน่นหนาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอีกเล่า คนธรรมดาจะเอาปัญญาที่ไหนมาแก้ออกได้ มิหนำซ้ำยังมีหินก้อนเบ้อเริ่มเทิ่มที่ต้อง ให้หลายคน ผลักปิดปากอุโมงค์ไว้อีก จะดันออกได้อย่างไร และถ้าเคลื่อนหินได้แล้ว จะผ่านตาทหารยามที่คอยระแวดระวังอย่างใกล้ชิดไปได้อย่างไร
บางคนก็ว่า คงจะเป็นพวกสาวกที่มาขโมยพระศพของพระเยซูไปในขณะที่ทหารยามหลับ
คนที่กล่าวอย่างนี้คงไม่เคยศึกษาเรื่องราวความเหี้ยมโหดของพวกโรมัน โทษสำหรับทหารที่หลับยามนั้นก็คือ ตาย แล้วถ้าทหารหลับจริงจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกสาวกเข้ามาลักไปยิ่งกว่านั้นยังมีตราประทับ พวกสาวกจะแกรตราออกได้อย่างไร และจะเครื่อนก้อนหินที่ปิดทางเข้าออกได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ทหารยามตื่นขึ้น ข้อสงสัยเหล่านี้ล้วยไร้น้ำหนักทั้งสิ้น
ถ้าเช่นนั้นอุโมงที่ว่างเปล่าหมายความว่าอย่างไร การที่อุโมงว่างเปล่าย่อมหมายความว่า พระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงดังที่พระองค์ตรัสไว้ พระองค์ได้ทำนายถึงการคืนพระชนม์ของพระองค์เองดังปรากฎในหนังสือของสาวกนามมัทธิวว่า “ ตั้งแต่เวลานั้นมาพระเยซูทรงเริ่มเผยแก่เหล่าสาวกของพระองค์ว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม และจะต้องทนทุกทรมานหลายประการจากพวกผู้ใหญ่ และพวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ จนต้องถึงถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่” (มัทธิว 16: 21)
คุณเคยได้ยินใครในโลกทำอย่างนี้มาบ้างหรือเปล่า คงมีแต่คนโง่หรือคนบ้าเท่านั้นที่จะกล้าพูดเช่นนี้ เว้นแต่มั่นใจว่าเป็นจริง เพราะพระองค์อาจต้องสูญเสียสาวกที่ติดตามไปทั้งหมดก็ได้
นี้ย่อมหมายความว่า พระเยซูคริสต์ยังทรงพระชนม์อยู่ในปัจจุบันนี้ สาวกมัทธิวและอีกหลาย คนได้เห็นพระองค์ และมีคนจำนวนมากถึงห้าร้อย คนในสมัยนั้นที่ได้เห็นพระองค์พร้อมกัน พระองค์มีฤทธิ์อำนาจที่อภัยบาปและเปลี่ยนชีวิตของเราได้จริง ๆ
พระเยซูคริสต์ยังทรงพระชนม์อยู่ คุณพบพระองค์หรือยัง?
