ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต(Diversity)
1. การจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต
การศึกษาเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต เรียกว่า อนุกรมวิธาน (Taxonomy)
ประกอบด้วย
1.1 การจัดจำแนกออกเป็นหมวดหมู่ (Classification) เป็นการรวบรวมสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเหมือนกันไว้เป็นหมวดหมู่เดียวกัน
แล้วนำแต่ละหมวดหมู่จัดเรียงลำดับอย่างมีแบบแผนทำให้มองเห็นความแตกต่างหรือความเหมือนกันของสิ่งมีชีวิตในแต่ละ
หมวดหมู่ได้
1.2 การกำหนดชื่อวิทยาศาสตร์ (Nomenclature) ตามกฎนานาชาติของการกำหนดชื่อวิทยาศาสตร์ของพืช
(ICBN) หรือสัตว์
(ICZN) ซึ่งได้กำหนดกฏเกณฑ์การตั้งชื่อและการเปลี่ยนแปลงแก้ไขการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตไว้เป็นสากลเป็นท
ี่ยอมรับกันทั่วโลก
1.3 การตรวจสอบเอกลักษณ์และชนิดของสิ่งมีชีวิต (Identification) เพื่อการศึกษาว่าสิ่งมีชีวิตที่ศึกษามีลักษณะเหมือนกับ
สิ่งมีชีวิตที่เคยจัดจำแนกไว้แล้วหรือไม่ ทำให้ทราบชื่อวิทยาศาสตร์และหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิตนั้นได้
หรือทราบว่าเป็นสิ่งมีชีวิต
ชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยค้นพบมาก่อนหรือไม่
2. เกณฑ์ในการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิต แบ่งเป็น 2 ระบบ
คือ
2.1 artifical system เป็นการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตโดยการพิจารณาลักษณะทั่วไปของสิ่งมีชีวิตที่สังเกตเห็นได้ง่าย
เช่น รูปร่าง
ลักษณะภายนอก ถิ่นอาศัย การดำรงชีพ เป็นต้น
2.2 phylogenetic system เป็นการจัดจำแนกส่องมีชีวิต โดยการพิจารณาความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ
ทำให้มองเห็นสายสัมพันธ
์ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตได้
3. เกณฑ์โดยทั่วไปที่ใช้ในการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน
ได้แก่
3.1 เปรียบเทียบโครงสร้างที่เด่นชัดทั้งลักษณะภายนอกและลักษณะภายในโดยโครงสร้างที่มีต้นกำเนิดเดียวกัน
(homologous structure) แม้จะทำหน้าที่ต่างกันก็ควรจะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ในขณะที่โครงสร้างซึ่งมีต้นกำเนิดต่างกัน
(analogous structure) แม้จะทำหน้าที่เหมือนกันก็ควรจะอยู่คนละกลุ่มกัน
3.2 แบบแผนการเจริญเติบโต หากมีรูปแบบการเจริญเติบโต ตั้งแต่ระยะตัวอ่อนจนถึงตัวเต็มวัยเหมือนหรือคล้ายกัน
ก็ควรจะจัด
อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น คน นก กบ ปลา แม้ตัวเต็มวัยจะต่างกันเด่นชัด แต่ในระยะตัวอ่อนก็ต่างมีช่องเหงือกและโนโตคอร์ด
(notochord) คล้ายกัน จึงจัดอยู่ในไฟลัมน์คอร์ดาตา เช่นเดียวกัน
3.3 ความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ โดยการศึกษาจากซากดึกดำบรรพ์ (fossil) ทำให้ทราบว่า
สิ่งมีชีวิตใดมีบรรพบุรุษร่วมกัน
ควรจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของเทอราโนดอน (pteranodon)
ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยคลานที่บินได้กับ
ซากดึกดำบรรพ์ของ อาร์คีออฟเทอริก (archeopteryx) ซึ่งเป็นนกโบราณที่มีขากรรไกรยาว
มีฟัน ปีกมีนิ้ว ซึ่งเป็นลักษณะคล้าย
สัตว์เลื้อยคลาน จึงควรจัดไว้ในกลุ่มที่อยู่ใกล้ชิดกัน
3.4 กระบวนการทางชีวเคมีและสรีรวิทยา โดยการพิจารณาจากชนิดสารเคมีที่สิ่งมีชีวิตสร้างขึ้นว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างไร
ซึ่งจะบอกให้ทราบถึงความใกล้ชิดกันทางพันธุกรรมอีกด้วย ตัวอย่างเช่น การศึกษาแบบแผนไอโซไซม์ระบบต่าง
ๆ ในสิ่งมีชีวิต
สามารถนำมาใช้จัดจำแนกสิ่งมีชีวิตในระดับชนิดต่ำกว่าชนิดก็ได้ ทั้งนี้เพราะแบบแผนไอโซไซม์ถูกควบคุมโดยยีนซึ่งเป็น
หน่วยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง
3.5 พฤติกรรมความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการแพร่กระจายทางภูมิศาสตร์อีกด้วย
ทำให้ทราบความแตกต่าง
หรือความคล้ายคลึงจนสามารถใช้เป็นข้อมูลในการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตได้
4. ลำดับการจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต เรียงจากหมวดหมู่ใหญ่ซึ่งมีลักษณะต่างกันมากที่สุดไปยังหมวดหมู่ย่อยซึ่งมีลักษณะคล้าย
กันมากที่สุด ตามลำดับ ดังนี้
F Kingdom (อาณาจักร)
F Phylum (ไฟลัมใช้กับสัตว์) หรือ Division (ดิวิชันใช้กับพืช)
F Class (ชั้น)
F Oder (อันดับ)
F Family (ครอบครัว)
F Genus (สกุล)
F Species (ชนิด)
ในสิ่งมีชีวิตบางชนิดอาจมีการจัดหมวดหมู่แยกย่อยลงไปต่ำกว่าระดับชนิด
เช่น subspecies
(ชนิดย่อย) variety (พันธุ์) form (พันธุ์ปลูก) เป็นต้น
5. การเรียกชื่อสิ่งมีชีวิต มีหลายรูปแบบ ได้แก่
F ชื่อพื้นเมือง (Local name หรือ Vernacular name) หมายถึง ชื่อที่เรียกสิ่งมีชีวิตตามท้อง
ถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งซึ่งอาจแตกต่างกันได้ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน
เช่น "มะละกอ" ภาคเหนือเรียกว่า "มะกล้วยเทศ"
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า "หมากหุ่ง" ในขณะที่ภาคใต้เรียกว่า
"ลอกอ"
F ชื่อสามัญ (Common name) หมายถึง ชื่อภาษาอังกฤษของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากภาษาอังกฤษ
มีการใช้แทนกันแพร่หลายจึงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น banana (กล้วย) ,
rose (กุหลาบ) lotus (บัวหลวง) coconut (มะพร้าว) ฯลฯ
F ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific name) หมายถึง ชื่อที่กำหนดชนิดของสิ่งมีชีวิตทุกหมวดหมู่
ตามกมประมวลกฏนานชาติของการกำหนดชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งคาโรลัส
ลินเนียส (Carolus Linnaeus)
นักชีวิวทยาชาวสวีเดน ผู้ได้ชื่อว่า "บิดาแห่งวิชาอนุกรมวิธาน"
เป็นผู้เสนอให้เรียกชื่อสิ่งมีชีวิตเป็นภาษาลาติน ประกอบด้วย 2 ชื่อ
(Binomial system) ในหนังสือ Species plantarum เมื่อปี ค.ศ. 1753
6. เกณฑ์สำคัญในการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ มีดังนี้
F ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชและสัตว์ ต่างก็เป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องกันและต้องเป็นภาษาลาตินเสมอ
F ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชและสัตว์แต่ละหมวดหมู่ต้องมีชื่อถูกต้องที่สุดเพียงชื่อเดียวเท่านั้น
F ชื่อวิทยาศาสตร์ในลำดับชนิด ต้องทำให้แตกต่างจากอักษรอื่น ๆ เช่น ใช้อักษรตัวเอนหรือขีดเส้นใต้
ก็ได้
F ชื่อวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ลำดับครอบครัวลงไป ต้องมีตัวอย่างต้นแบบ (nomenclatural
type) ในการกำหนดชื่อและมีการลงท้ายชื่อ
ตามกฏ เช่น
ลำดับครอบครัวของพืชลงท้ายด้วย - aceae
ลำดับครอบครัวของสัตว์ลงท้ายด้วย - idae
F ชื่อวิทยาศาสตร์ในลำดับชนิดต้องประกอบด้วยชื่อสกุล (generic name) ซึ่งขึ้นต้นด้วยอักษรตัวใหญ่
กับ specific epither
ซึ่งมักจะแสดงลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น และเขียนด้วยอักษรตัวเล็ก
และอาจมีชื่อบุคคลผู้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร
์ (author name) นั้นกำกับไว้ด้วยก็ได้ แต่ไม่ต้องเขียนตัวเอนหรือขีดเส้นใต้
ตัวอย่างเช่น
ช้าง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephas maximus Linn.
อรพิม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia winittii Craib.
สำหรับ specific epithet นั้นแสดงลักษณะเด่นของสิ่งมีชีวิตได้หลายลักษณะ
เช่น
สีสัน : alba = สีขาว , rubra = สีแดง
fla = สีเหลือง, versicolor = หลายสี
รูปร่าง : giganavtea = ขนาดยักษ์, grandis = ขนาดใหญ่
nana = แคระ, repens = เลื้อย
การใช้ประโยชน์ : sativus = เป็นอาหาร, edulis = รับประทานได้
hortensis = ปลูกประดับ, toxicaria = เป็นพิษ
สถานที่ : indica = อินเดีย, siamensis = ไทย
chinensis = จีน, brasiliensis = บราซิล
7. การเสนอชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ (new species) นั้นมีคำตอบดำเนินการดังนี้
F กำหนดชื่อวิทยาศาสตร์ตามกฎ ICBN หรือ ICZN
F บรรยายลักษณะของสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นภาษาลาติน พร้อมทั้งกำหนดตัวอย่างต้นแบบ
(type) ด้วย
F ตีพิมพ์เผยแพร่ โดยบ่งบอกชื่อผู้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์และเติมคำว่า sp.nov.
ด้วย เพื่อให้ทราบว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ตัวอย่างเช่น
Kaempferia larsenii P. Sirirugsa sp.nov.
8. การจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตในอดีตจนถึงปัจจุบัน สรุปได้
ดังนี้
|
อริสโตเติล (Aristotoe)
F จำแนกพืฃออกเป็น ไม้ยืนต้น (tree) ไม้พุ่ม (shrubs) และไม้ล้มลุก (herbs)
F จำแนกสัตว์ออกเป็นพวก พวกที่มีเลือดสีแดงและไม่มีเลือดสีแดง |
ทีโอเฟรทัส (Theophratus)
F จำแนกพืชตามลักษณะวิสัย (habit) และบรรยายลักษณะพืชไว้ถึง 500 ชนิด
จึงได้รับการยกย่องเป็น "บิดาแห่งพฤษศาสตร์" |
|
|
จอห์นเรย์ (John Ray)
F จำแนกพืชโโยใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาถึง 18,000 ชนิด
F เริ่มจำแนกพืชออกเป็นพืชใบเลี้ยงคู่และพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
F เริ่มใช้คำว่า "species" เรียกพืชและสัตว์
คาโรลัส สินเนียส (Carolus Linnaeus)
F จำแนกพืชโดยใช้จำนวนและลักษณะเกสรและเพศผู้ และเสนอหลักเกณฑ์การตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ตามระบบ
binomial nomenclature |
เอิร์น แฮคเคล (Ernst Haecket)
F จำแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็น 3 อาณาจักร คือ
- อาณาจักรพืช : พวกที่สร้างอาหารได้เอง
- อาณาจักรสัตว์ : พวที่สร้างอาหารเองไม่ได้
- อาณาจักรโพรทิสตา : พวกที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน |
|
|
โคปแลนด์ (Copeland)
F จำแนกสิ่งมีชีวิตเป็น 4 อาณาจักร คือ
- อาณาจักรมอเนอรา : พวกโพรคาริโอต (prokaryote)
- อาณาจักรโพรทิสตา : พวกยูคาริโอต (eukaryote) ที่มีเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์แต่เซลล์ยังไม่ประสานงานกันเป็นระบบ
- อาณาจักรพืช : พวกพืชชั้นต่ำและพืชชั้นสูง
- อาณาจักรสัตว์ : พวกสัตว์ซึ่งมีกระดูกสันหลังและไม่มีกระดูกสันหลัง |
วิตเทเกอร์ (Whittaker)
F จำแนกสิ่งมีชีวิตเป็น 5 อาณาจักร คือ
- อาณาจักรมอเนอรา : พวกโพคาริโอต
- อาณาจักรโพรทิสตา : พวกยูกคาริโอตเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์แต่ยังไม่เปลี่ยนไปเป็นเนื้อเยื่อเพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่าง
- อาณาจักรฟังไจ : พวกยูกคาริโอตที่สร้างอาหารเองไม่ได้ มักดำรงชีวิตแบบภาวะย่อยสลาย
- อาณาจักรพืช : พวกพืชทั้งหลาย
- อาณาจักรสัตว์ : พวกสัตว์ทั้งหลาย |
|
|