M e n u ~ *
+ Home
+ ทำความรู้จักกับพลังงาน
วิธีการประหยัดพลังงาน ~ *
+ วิธีการประหยัดน้ำ
+ วิธีการประหยัดไฟฟ้า
+ วิธีการประหยัดน้ำมัน
+ วิธีการประหยัดพลังงานอื่นๆ

+ 108 วิธีประหยัดพลังงาน

+ วิธีการออกแบบ บ้านให้ประหยัดพลังงาน
+ โครงการรวมพลังไทยลดใช้พลังงาน
วิธีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ~ *
+ การใช้เตาแก๊ส
+ การใช้เตาถ่าน
+ การใช้หลอดแสงสว่าง
+ การใช้ตู้เย็น
+ การใช้เครื่องปรับอากาศ
+ การใช้เครื่องทำน้ำอุ่น
+ การใช้กระติกน้ำร้อน
+ การใช้เตาไฟฟ้า
+ การใช้เตาอบ
+ การใช้เตารีด
+ การใช้หม้อหุงข้าว
+ การใช้โทรทัศน์
+ การใช้เครื่องซักผ้า
+ การใช้ปั๊มน้ำ
+ การใช้เครื่องดูดฝุ่น
+ การใช้พัดลม
+ การใช้คอมพิวเตอร์
+ Safty First
+ ข้อควรดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้า
ภาวะโลกร้อน ~ *
+ ภาวะโลกร้อน
L i n k ~ *
+ เวบไซต์ครูแดง

+ กระทรวงพลังงาน

+ ข่าวพลังงาน
+ แหล่งเรียนรู้สิ่งแวดล้อม

+ สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม

+ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
+ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
+ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
+ กรมพัฒนาพลังงานทดแทน
และอนุรักษ์พลังงาน
+ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
+ บริษัท บางจาก ปิโตเลียม จำกัด (มหาชน)
+ ศูนย์อนุรักษ์พลังงานแห่งประเทศไทย
+ ศูนย์สารสนเทศการอนุรักษ์พลังงาน
+ สถาบันวิจัยพลังงานจุฬาภรณ์
+ มูลนิธิสถาบันพลังงานทดแทน เอทานอล-ไบโอดีเซล แห่งประเทศไทย
+ สำนักงานบริการสารสนเทศ
อุตสาหกรรมพลังงาน
+ มูลนิธิสถาบันประสิทธิภาพพลังงาน
+ U.S. Department of Energy
+ Thailibrary-Energy
Save the World มาร่วมมือกันประหยัดพลังงานเพื่อรักษาโลกของเราเอาไว้กันเถอะค่ะ ^^"
พลังงานไฟฟ้า


ไฟฟ้าคืออะไร
ไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของเรามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านของเราบริษัท ห้างร้าน ตามถนนหนทาง หรือโรงงานต่างๆล้วนแต่ใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น หลอดไฟให้แสงสว่าง เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เครื่องคอมพิวเตอร์ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันเรามีรถไฟฟ้าเป็นยานพาหนะชนิดใหม่ล่าสุด

ไฟฟ้ามี 2 ชนิด ได้แก่ ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้ากระแส

ไฟฟ้าสถิต
มนุษย์เริ่มสังเกตเห็นอำนาจของไฟฟ้าตั้งแต่ 2,000 ปีมาแล้ว นักปราชญ์ชาวกรีก ชื่อ เทลีส ได้นำแท่งอำพันซึ่งเป็นยางไม้สนถูกับผ้าไหม แล้วนำแท่งอำพันไปแตะกับเศษฟาง เขาขยะว่าเศษฟางเล็กๆ เหล่านั้นจะเกาะติดกับแท่งอำพัน เราอาจทดลองโดยการใช้ไม้บรรทัดพลาสติกถูกับเส้นผมแล้วนำไปจ่อใกล้กับน้ำที่กำลังไหลจากก๊อก สายน้ำจะโค้งเข้าหาไม้บรรทัด หรือถ้านำไปแตะใกล้ๆ เศษกระดาษจะถูกดูดติดขึ้นมา พลังงานที่สามารถดูดวัตถุเหล่านี้ได้คือ ไฟฟ้านั่น-เอง ชาวกรีกเรียกอำพันว่า “ อิเล็กตรอน ” ภายหลังจึงตั้งชื่อไฟฟ้าในภาษาอังกฤษว่า “ อิเล็กตริกซิตี้ ”

ไฟฟ้าชนิดนี้ เรียกว่า ไฟฟ้าสถิต ซึ่งเกิดจากการนำวัตถุ 2 ชนิด มาขัดถูหรือเสียดสีกัน วัตถุแต่ละชนิดจะมีประจุไฟฟ้าบวก ( + ) และประจุไฟฟ้าลบ ( - ) อยู่ในตัวเท่าๆกัน เรียกว่า เป็นกลาง เมื่อเกิดเสียดสีขึ้นประจุไฟฟ้าลบ ( - ) ที่เบากว่าประจุไฟฟ้าบวก ( + ) ก็จะเคลื่อนที่ระหว่างวัตถุทั้งสอง ทำให้แสดงอำนาจไฟ-ฟ้าขึ้นประจุไฟฟ้าในวัตถุทั้งสอบก็จะไม่เป็นกลางอีกต่อไป วัตถุชนิดหนึ่งแสดงประจุไฟฟ้าบวก และอีกชนิดหนึ่งแสดงประจุไฟฟ้าลบ พลังงานไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดแรงดูดหรือแรงผลัก ถ้านำวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันมาใกล้กันจะเกิดแรงผลักแต่ถ้ามีประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะเกิดแรงดูดซึ่งกันและกัน

การเกิดไฟฟ้าสถิตโดยนำวัตถุชนิดต่างๆ มาขัดสีกันจะเกิดประจุบวกหรือลบขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุที่นำมาขัดสีกัน ลองดูตารางต่อไปนี้ ถ้าเรานำวัตถุหมายเลขต้นๆ มาขัดถูกับวัตถุหมายเลขท้ายๆ ประจุที่เกิดในวัตถุหมายเลขต้นๆ จะเป็นประจุบวก และวัตถุหมายเลขลำดับท้ายๆ จะเกิดประจุลบ เช่น นำผ้าสักหลาดถูพลาสติกผ้าสักหลาดจะเกิดประจุบวก ( + ) แต่พลาสติกจะเกิดประจุลบ ( - )

ในฤดูหนาวอากาศจะแห้ง ถ้าสวมเสื้อผ้าไนลอนมักจะดูดติดร่างกายเรา เวลาหวีผม เส้นผมมักจะติดหวีขึ้นมาและเกิดเสียงดังเปรี้ยะเบาๆ เวลาถอดเสื้อกันหนาวชนิดสวมหัวจะเกิดเสียงดังเปรี้ยะ ถ้าอยู่ในที่มืดก็จะเห็นประกายไฟแลบออกมา สาเหตุทั้งหมดมาจากไฟฟ้าสถิตนั่นเอง ประจุไฟฟ้า ( - ) ที่เคลื่อนที่ผ่านอากาศด้วยความเร็วจะเสียดสีกับอากาศทำให้อากาศ ร้อนขยายตัวและหดตัวลงเมื่อประจุวิ่งผ่านไป ทำให้เกิดเสียงดังเปรี้ยะๆบางครั้งอากาศร้อนจัดทำให้เกิดประกายไฟวาบออกมา
ปรากฏการณ์ธรรมชาติฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่าเกิดจากประจุไฟฟ้าสถิตในก้อนเมฆเช่นเดียวกัน ถ้าประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆ มีจำนวนมากก็สามารถเคลื่อนที่จากเมฆก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่ง เวลาเกิดพายุฝนฟ้าคะนองประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆจะเกิดการถ่ายเทไปยังอีกก้อนหนึ่งอย่างรวดเร็วทำให้เสียดสีกับอากาศจนอากาศร้อนจัด และลุกไหม้เห็นแสงสว่างราบเป็นทางที่เราเรียกว่า ฟ้าแลบ เมื่ออากาศร้อนจัดจึงขยายตัวและหดตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้อากาศสั่นสะเทือนกลายเป็นเสียง ฟ้าร้อง ในบางครั้งการถ่ายเทประจุไฟฟ้าอาจเกิดขึ้นระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดินเป็นจำนวนมาก ถ้ามีสิ่งกีดขวางไม่ยอมให้ประจุผ่านไปได้สะดวก เช่น ต้นไม้ หรือตึกรามบ้านช่องก็จะเกิดความร้อนและลุกไหม้เป็นอันตรายอย่างมาก ปรากฏการณ์เช่นนี้เราเรียกว่า ฟ้าผ่า
ดังนั้นตามอาคารสูงๆ จึงมักติดสายล่อฟ้า ทำด้วยเหล็กกล้ารูปสามง่ามไว้บนยอดสุดของอาคาร ต่อกับสายทองแดงเพื่อถ่ายเทประจุไฟฟ้านำลงสู่พื้นดินต่อไป

เบนจามิน แฟรงคลิน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้พิสูจน์ว่าฟ้าแลบฟ้าร้อง เป็นไฟฟ้าสถิตอย่างหนึ่งในปี พ.ศ. 2295 เขาได้ทดลองปล่อยว่าวขึ้นท่ามกลางพายุในฟ้าคะนอง เขาพบว่าไฟฟ้าไหลลงมาตามสายป่านที่เปียกฝน ก่อให้เกิดประกายไฟที่ลูกกุญแจโลหะที่แขวนไว้ใกล้ปลายสายป่าน การทดลองนี้มีอันตรายมากอาจถึงแก่ชีวิตโชคดีที่แฟรงคลินรอดชีวิตมาได้ ผู้ทดลองแบบเดียวกันในปีต่อมาถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต การทดลองของแฟรงคลินก่อให้เกิดการประดิษฐ์สายล่อฟ้าเพื่อป้องกันฟ้าผ่าในเวลาต่อมา

แม้ว่าไฟฟ้าสถิตจากฟ้าผ่าจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตก็ตามแต่เราได้ใช้ประโยชน์หลายอย่างจากไฟฟ้าสถิต เช่น ทำให้เกิดภาพบนจอโทรทัศน์ ทำให้เกิดภาพในเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องเอกซเรย์ ช่วยในการพ่นสีรถยนต์จนถึงการทำงานของไมโครชิพในเครื่องคอมพิวเตอร์

ไฟฟ้ากระแส
เราทราบแล้วว่าไฟฟ้าสถิตเกิดจากการจัดถูวัตถุ 2 ชนิด แต่ไฟฟ้าที่เราใช้กันทั่วไป เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าไหลผ่านตัวนำไฟฟ้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เราเรียกว่า ไฟฟ้ากระแส
การเดินทางของไฟฟ้า
ก่อนที่ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าจะเดินทางมายังบ้านเรือนและโรงงานต่างๆ จะต้องผ่านหม้อแปลงไฟ ไฟฟ้าที่ผลิตจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะมีแรงดันประมาณ 13,000 โวลต์ เมื่อผ่านหม้อแปลงก็จะมีแรงดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงขึ้นประมาณ 230,000 โวลต์ ก่อนถูกส่งออกไปจากโรงไฟฟ้าตามสายไฟฟ้าแรงสูงที่โยงไว้ระหว่างหอสูงไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยและผ่านหม้อแปลงไฟ เพื่อลดแรงดันไฟฟ้าลงให้เหมาะกับการใช้ในท้องถิ่น เช่น 11,000 – 33,000 โวลต์ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ถ้าเป็นไฟฟ้าที่ส่งมายังบ้านเรือนจะลดลงเหลือ 220 โวลต์

การผลิตไฟฟ้า

1. ไฟฟ้าจากปฏิกิริยา ถ้าเราจุ่มแผ่นทองแดงและแผ่นสังกะสีลงในกรดกำมะถันเจือจางโดยวางให้ห่างกัน ต่อหลอดไฟระหว่างแผ่นโลหะทั้งสอง หลอดไฟจะติดสว่าง เซลล์ไฟฟ้านี้เรียกว่า เซลล์เปียก หรือเซลล์ไฟฟ้าของโวลตา ซึ่งเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างแผ่นโลหะกับกรดกำมะถัน จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลในวงจรจากแผ่นทองแดงไปยังแผ่นสังกะสี เช่น การใช้ทำถ่านไฟฉาย มีหลักการทำงานเช่นเดียวกับเซลล์ของโวลตา แต่เปลี่ยนสารละลายมาเป็นกาวที่ชุ่มด้วยปงถ่านแมงกานีสไดออกไซด์และแอมโมเนียมคลอไรด์ บรรจุในภาชนะสังกะสีและใช้แท่งคาร์บอนแทนแผ่นทองแดง เราเรียกว่า เซลล์แห้ง

ไฟฟ้าที่ได้จากปฏิกิริยาเคมี มีทิศทางการไหลแน่นอนจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ เช่น ไฟฟ้าจากถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่รถยนต์ เราเรียกการไหลเช่นนี้ว่า ไฟฟ้ากระแสตรง เมื่อใช้ถ่านไฟฉายไปนานๆ กระแสไฟจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนหมดไป แต่มีถ่านไฟฉายบางชนิดซึ่งทำมาจากนิเกิลกับแคดเมียมสามารถนำมาประจุไฟใหม่ได้

2. ไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
ไฟฟ้าที่เราใช้ตามอาคารบ้านเรือนเป็นไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือที่เรียกว่า ไดนาโม หรือเจเนอเรเตอร์ ซึ่งภายในประกอบด้วยขดลวดทองแดงเคลื่อนที่ตัดเส้นแรงแม่เหล็กหรืออาจเคลื่อนที่แม่เหล็กตัดขวดลวดทองแดงที่อยู่กับที่ ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวดไหลกลับไปกลับมาระหว่างขั้วบวกและขั้วลบ เรียกว่า ไฟฟ้ากระแส-สลับ แสงไฟของรถจักรยานก็ได้จากไดนาโมเล็กๆที่ติดอยู่กับล้อรถนั่นเองเมื่อล้อรถหมุนจะทำให้แม่เหล็กเคลื่อนที่เกิดกระแสไฟฟ้าทำให้ดวงไฟสว่าง

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ใช้พลังจากน้ำไหลโดยต่อท่อจากเขื่อนกักน้ำ แล้วปล่อยน้ำด้วยความดันสูงเข้าไปปั่นกังหันน้ำให้เกิดกำลังหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ในประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำอยู่หลายแห่ง เช่น ที่เขื่อนภูมิพลจังหวัดตาก เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น

3. ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เราสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากอุปกรณ์ที่เรียกว่า โซล่าเซลล์ หรือ เซลล์แสงอาทิตย์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ ซึ่งใช้ครั้งแรกในยานอวกาศ ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ เช่น นาฬิกาข้อมือ เครื่องคิดเลข แต่ใช้จ่ายในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ค่อนข้างสูง

นอกจากนี้มนุษย์ยังพยายามนำพลังงานจากธรรมชาติอื่นๆ มาผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น พลังงานลม พลังงานจากความร้อนใต้พิภพ พลังงานจากคลื่นในทะเล

 
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Webmaster : [email protected]
@ Taphanhin School 2007

 

Hosted by www.Geocities.ws

1