ระเบียบวิธีการพัฒนาระบบงาน
การพัฒนาระบบงาน หมายถึง กระบวนการที่สามารถทำให้ระบบสามารถทำงานได้อย่าง
ราบรื่น
แนวทางการพัฒนาระบบ
การศึกษาด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ
(Approaches to system development) เนื่องจากองค์การแต่ละองค์การมีความแตกต่างในเรื่องขั้นตอนการทำงาน
ดังนั้นระบบของแต่ละองค์การจึงมีความแตกต่างกันไปด้วย ตลอดจนแนวทางการพัฒนาระบบ
อาจแตกต่างกันด้วย
วิธีการพัฒนาระบบ (Approaches to systems) มี 3 แบบ คือ
1. แบบดั้งเดิม (The traditional approaches) ควรจะเลือกในการพัฒนาระบบแบบดั้ง
เดิมในกรณีต่อไปนี้
1. ผู้ใช้มีประสบการณ์อย่างมากเกี่ยวกับประเภทของระบบที่กำลังจะถูกออกแบบ
2. ลักษณะสำคัญของระบบเป็นที่เข้าใจแล้วก่อนที่จะลงมือออกแบบระบบ
3. ทราบความต้องการด้านข้อมูลของระบบโดยชัดเจน
4. ผู้บริหารต้องทราบภาพรวมของระบบก่อนที่จะอนุมัติให้ดำเนินการ
5. ผู้พัฒนาระบบขาดประสบการณ์ด้านภาษายุคที่ 4 และเครื่องมือซอฟต์แวร์
ในการพัฒนา
6. การดำเนินการ/ประมวลผลแบบมีโครงสร้างแน่นอน (Structured)
ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมานี้ วิธีการศึกษาแบบดั้งเดิมนี้ถูกวิพากวิจารณ์กันอย่างมาก
ในเหตุผล 2 ประการ คือ
1. การใช้เวลายาวนาน ในการวิเคราะห์ระบบ การออกแบบระบบ
และการนำระบบไปปฏิบัติ
2. ระบบที่กำลังถูกพัฒนาอยู่อาจจะเป็นระบบที่ไม่ถูกต้อง
ไม่ได้เป็นที่ต้องการอยู่ก็ได้ เนื่อง
จากบ่อยครั้งผู้ใช้ ไม่สามารถแจกแจงตามความต้องการออกมาได้ ได้มีการค้นพบว่า
?ของโครง
การต้องมีการทบทวนเรื่องการวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากผู้ใช้มีการเปลี่ยนแปลงความคิด
อยู่ตลอดเวลา มีข้อเพิ่มเติมใหม่ๆ เพราะว่าวิธีการแบบดั้งเดิมนี้ไม่ได้ให้ผู้ใช้เห็นภาพที่เป็น
จริงๆออกมาจนกว่าจะได้มีการติดตั้งระบบและทดลองใช้ ฉะนั้นเวลากำหนดสิ้นสุดอาจต้องมีการ
เลื่อนออกไปตลอดเวลา และต้องเริ่มนับใหม่ทุกครั้งที่ระบบผิดพลาด บ่อยครั้งที่ระบบใหม่ต้องใช้
ทรัพยากรมากกว่าที่ได้วางแผนไว้ และเป็นสาเหตุให้ต้องใช้จ่ายเกินงบประมาณ และอาจต้องยก
เลิกโครงการดังกล่าวออไปหากพบว่า ต้นทุนมากกว่าผละประโยชน์
ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการ
เปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีและกับความล่าช้าของโครงการ
3. การพัฒนาโดยการทำต้นแบบ (Prototyping
approach) เป็นเทคนิคที่ใช้สร้างระบบขนาดเล็กๆ
ประกอบด้วย ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร
(Executive information system) และระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert system) ควรจะเลือกใช้การพัฒนาระบบโดยใช้แบบตัวต้นแบบ
ในกรณีต่อไปนี้
1. ผู้ใช้ยังไม่ทราบความต้องการระบบที่แน่ชัด
2. ความต้องการของผู้ใช้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
3. ผู้ใช้มีประสบการณ์น้อยมากเกี่ยวกับระบบที่กำลังพัฒนา
4. โอกาสที่จะได้รับระบบที่ไม่ตรงกับความต้องการสูง
5. มีความจำเป็นจะต้องพัฒนาระบบในระยะเวลาอันสั้นและใช้ค่าใช้จ่ายน้อย
6. การดำเนินการ/ประมวลผลแบบไม่มีกฎเกณฑ์แน่ชัด
(Unstructured)




ทางเลือกอื่นๆ ในการศึกษาแบบดั้งเดิม
(Other alternatives to the traditional approach) ทางเลือกวิธีการ
ศึกษาอื่นๆ มีความคล้ายคลึงกับวิธีแบบดั้งเดิม คือ
1. การพัฒนาระบบโปรแกรมประยุกต์ร่วม [Joint
Application Development (JAD)] เป็นการทำ
งานร่วมกันระหว่างทีมผู้เชี่ยวชาญ MIS กับผู้ใช้ในการคิดวิเคราะห์และออกแบบระบบเป้าหมายวิธีการศึกษา
นี้
คือ การมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดในขบวนการของการพัฒนา
การใช้วิธีการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ร่วม
(JAD)เป็นการให้ความรู้สึกความเป็นเจ้าของระบบเพื่อกระตุ้น
สนับสนุนการทำงานกับระบบ และมีความรู้สึกที่ดีๆ กับระบบ (User-friendly)
2. การศึกษาแบบการพัฒนาการนำโปรแกรมประยุกต์ไปใช้อย่างรวดเร็ว
[Rapid application development (RAD)] เป็นวิธีการศึกษาแบบการนำวิธีการศึกษาที่สำคัญๆ
แต่ละวิชามารวมกัน เพื่อเร่งกระบวน
การพัฒนาระบบให้เกิดเร็วยิ่งขึ้น การนำโปรแกรมประยุกต์ไปใช้อย่างรวดเร็ว (RAD)
ประกอบด้วย 4 ส่วน ดังนี้
1. การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ร่วม (JAD)
2. ทีมผู้เชี่ยวชาญกับอุปกรณ์ทันสมัย (Specialists with
advanced tools teams)
3. อุปกรณ์ CASE (CASE tools) เป็นอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในทีมซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ
4. ทำงาน และคุณภาพงาน และเพื่อประหยัดเวลาในการทำงาน
(พัฒนาระบบ) การใช้อุปกรณ์ CASE อย่าง
ถูกต้องจะช่วยในด้านระบียบวินัยในการทำงานในขั้นตอนกิจกรรมต่างๆ และยังช่วยลดความผิดพลาดในการออก
แบบและลดปัญหาในการทำงานซ้ำซาก
3. การทำต้นแบบ (Prototyping) เป็นวิธีการควบคู่ไปกับการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ร่วม
(JAD) การทำ
ต้นแบบสามารถบอกผู้ใช้ว่าพวกเขาจะได้รับอะไร และการทำต้นแบบยังต้องอาศัยอุปกรณ์
CASE ช่วยในการออก
แบบจอภาพ แบบจำลอง ฯลฯ
ในการศึกษาแบบการพัฒนาการนำโปรแกรมประยุกต์ใช้อย่างรวดเร็ว
(RAD) ต้นแบบที่ค่อยๆพัฒนามา
เรื่อยๆจะกลายเป็นส่วนที่ผนวกในการออกแบบขั้นตอนสุดท้าย การพัฒนาระบบในองค์กรขนาดเล็ก
(System
development in small organizations) ในองค์กรขนาดเล็กจะไม่ค่อยว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ
MIS มากนัก ฉะนั้น ด้วยจำนวนคนที่มีน้อยต้องมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากจึงไม่ค่อยมีเวลาในการพัฒนาระบบใหม่ๆ
ขึ้นมา พวกเขาจึง
ใช้วิธีการทำงานแบบเป็นระบบ (Systematic approach) การศึกษาเชิงระบบนี้ประกอบด้วย
1. การระบุความต้องการ
2. การหา การประเมิน และการรักษาซอฟต์แวร์
3. การหา การประเมิน และการเลือกฮาร์ดแวร์ให้เข้ากับซอฟต์แวร์ที่มีอยู่
4. การนำระบบไปใช้
เราจะพบได้ว่าหลังจากที่กำหนดความต้องการด้านการประมวลผลข่าวสารได้แล้วจึงจะค้นหาซอฟต์แวร์ที่
เหมาะสมและติดตั้งฮาร์ดแวร์ระบบจึงจะทำงานได้การพัฒนาระบบในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ
MIS ก็อาจใช้วิธีการศึกษาแบบเชิงระบบได้เช่นกัน เช่น การใช้ระบบสารสนเทศในสำนักงาน
ในบริเวณอาณาเขต
ของตนเอง
การพัฒนาระบบสามารถทำได้ 2
แบบ คือ
1. การพัฒนาระบบแบบบนสู่ล่าง
(Top-down approach) หมายถึง การศึกษาความต้องการของ
องค์การจากแผนกกลยุทธ์ จากนั้นองค์กรจึงสร้าง/พัฒนาระบบขึ้นมาสนับสนุนแผนงานนั้น
โดยจะเริ่มต้นจากผู้จัด
การระดับสูงก่อน ส่วนระบบอื่นๆ จะได้รับการยกระดับขึ้นมา หรืออกแบบใหม่ตามมาภายหลัง
วิธีการศึกษาแบบนี้จะเหมาะกับบางเหตุการณ์เท่านั้น
เช่น บริษัทที่มีแต่เครื่อง Mainframe แต่ผู้บริหาร
ระดับสูงไม่มีสถานีงานที่สามารถเชื่อมเข้ากับระบบได้ ยิ่งกว่านั้นบริษัทต้องการที่จะติดตั้งระบบสารสนเทศเพื่อการ
บริหาร (EIS) ในการออกแบบ EIS , ผู้เชี่ยวชาญ MIS ควรระมัดระวังผลกระทบที่มีต่อบริษัทให้มากที่สุด
2. การพัฒนาระบบจากล่างสู่บน
(Bottom-up approach) โดยจะดูแลระบบที่มีอยู่ในองค์กรก่อน และพยายามตองความต้องการจากระบบใหญ่ๆ
ที่มีอยู่ ไม่เหมือนแบบจากบนสู่ล่าง (ความต้องการเชิงกลยุทธ์จะ
ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบใหม่ๆ โดยไม่สนใจเลยว่าองค์กรมีระบบพร้อมสรรพแล้ว) แต่วิธีการแบบล่างสู่บนจะมุ่ง
เน้นไปที่การยกระดับ/การปรับปรุงที่มีอยู่ให้ตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ต้องทำงานในที่ที่มีบรรยากาศที่พร้อม
กับการทำงาน (ทรัพยากรต่างๆ ต้องเตรียมพร้อมไว้ให้เรียบร้อย) การตัดสินใจจึงต้องขึ้นกับสิ่งที่องค์กรมีอยู่
(เงิน
ค่าใช้จ่ายในองค์กรจึงเป็นเรื่องปัจจัยจำกัดในหลายองค์กร)
ฉะนั้นผู้เชี่ยวชาญ
MIS ต้องนำระบบในอุดมการณ์มาปรับให้เข้ากับทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว และพร้อมที่จะ
นำไปใช้ได้ ส่วนวิธีการแบบล่างสู่บนเป็นการมุ่งการใช้ระบบที่มีอยู่ในองค์กร ฉะนั้น
ข้อมูลเก่าและระบบเก่าอาจไม่
เหมาะสมที่จะสนองความต้องการด้านข่าวสารใหม่ๆได้
วิธีการพัฒนาระบบเชิงอุดมการณ์มีได้หรือไม่
(Does an ideal system development methodology exist?) ในสถานการณ์ บางครั้ง
การศึกษาอาจเหมาะสมในการสร้างระบบที่มีขนาดเล็กได้ดีกว่าการสร้างระบบที่มี
ขนาดใหญ่ แต่ทุกระบบต่างมีพื้นฐานร่วมกัน ดังนี้
1. การมีระดับการปฏิสัมพันธ์ในระดับสูงระหว่างผู้ใช้กับผู้ใช้ด้วยกัน
ตลอดทุกขบวนการพัฒนา
2. ความสัตย์ซื่อต่อหน้าที่ที่ช่วยลด/ประหยัดเวลา
และค่าใช้จ่าย
3. เป็นการใช้วิธีการแบบเคร่งครัดและแบบการฝึกอบรมในกระบวนการพัฒนาระบบ
4. ความห่วงใยแบบน้ำใสใจจริงต่อการปรับปรุงคุณภาพระบบ
5. การผลิตรูปทรงเฉพาะและการทำเอกสาร
6. การนำระบบไปใช้เพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้และง่ายในการดูแลรักษา