จากอดีตจวบจนปัจจุบัน เทคโนโลยีถูกนำไปใช้เพื่อจัดการเพิ่มผลผลิต เช่น ในด้านการเกษตร ได้มีการนำเอาเครื่องมือเครื่องจักรมาใช้แทนกำลังมนุษย์ รวมถึงเทคนิคและวิธีการต่างๆ ที่กระทำอย่างเป็นระบบเพื่อให้ผลผลิตออกมามีคุณภาพ หรือในด้านการทหารก็มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อลดอัตราการสูญเสียของกำลังพลให้น้อยที่สุด ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกพัฒนาเพื่อความทันสมัยและสามารถตอบสนองการใช้งานได้ตลอดเวลา
ส่วนในด้านการศึกษา ได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เช่นเดียวกัน เช่น ภาพประกอบ, เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกจัดให้เป็นเพียงวัสดุหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอนในแง่ของเครื่องช่วยสอนเท่านั้น นักการศึกษาบางกลุ่มในอดีตได้มองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเพียงสื่อหรือตัวกลางที่จะส่งผ่านความรู้ไปยังผู้เรียน หรือถูกมองว่าเป็นผู้ช่วยสอนของครูผู้สอน และได้เกิดคำว่า "เทคโนโลยีช่วยสอน" (Instructional Technology) ขึ้นมา
เมื่อเทคโนโลยีช่วยสอนถูกพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คำว่าเทคโนโลยีทางการศึกษาจึงถูกนำมาใช้ในวงการศึกษา และทำให้มีความคิดที่แตกแขนงออกไปอย่าง กว้างขวางจากนักการศึกษาที่มีความเห็นแตกต่างกัน ซึ่งนักการศึกษาที่สนับสนุนเทคโนโลยีการศึกษาในส่วนที่เป็นเฉพาะเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มที่ผลิตสื่อการสอนหรือกลุ่มที่เป็นนักโสตทัศนศึกษา
ส่วนนักการศึกษาอีกกลุ่มซึ่งรวมทั้งนักจิตวิทยาและนักพัฒนาระบบการศึกษา ก็ได้มีความคิดเห็นต่างกันคือ ได้นำเอาหลักจิตวิทยาต่างๆ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ เช่น หลักการเสริมแรง การสร้างแรงจูงใจและทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ มาปรับใช้ให้กับกระบวนการของการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์คือ มีการทดลอง ทดสอบ วิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อให้การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิผลสูงสุด ตัวอย่างเช่น การสร้างบทเรียนโปรแกรมหรือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งบทเรียนเหล่านี้ล้วนผ่านกระบวนการที่เป็นระบบก่อนที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอน และถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology) ได้เช่นเดียวกัน
หลังจากนั้น พัฒนาการด้านเทคโนโลยีการศึกษาก็ได้มีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อโต้เถียงในการหาคำจำกัดความของคำว่าเทคโนโลยีการศึกษาก็ยังหาข้อยุติไม่ได้
ในที่สุดสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาและการสื่อสาร (AECT) ก็ได้กำหนดความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาขึ้นมา
เพื่อให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย โดยให้คำนิยามของเทคโนโลยีการศึกษาไว้ดังนี้ "เทคโนโลยีการศึกษาเป็นสิ่งที่ซับซ้อน
ที่เกี่ยวข้องกับคน ระเบียบวิธีการ ความคิด เครื่องมือและการจัดการระบบ เพื่อจะวิเคราะห์ปัญหาและการคิดหาวิธีการ
การนำไปใช้ การประเมินและการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับลักษณะการเรียนรู้ทั้งหมดของมนุษย์"
ซึ่งจะเห็นว่ามีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมประเด็นของการศึกษาแทบทั้งหมด รวมไปถึงด้านที่เกี่ยวข้องกับโสตทัศนศึกษาด้วย
เพื่อจุดมุ่งหมายในการพัฒนาการศึกษานั่นเอง.
เทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology)
คณะกรรมการบัญญัติศัพท์ของสมาคมเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาให้ความหมายไว้ว่า
"เทคโนโลยีการศึกษา คือ กระบวนการที่ซับซ้อนและประสานสัมพันธ์อย่างมีบูรณาการระหว่างบุคคล
วิธีการ แนวคิด เครื่องมือและการจัดระบบองค์การสำหรับวิเคราะห์ปัญหา หาวิธีแก้ปัญหา
ดำเนินการประเมินผล และจัดการแก้ปัญหาเหล่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทุกลักษณะ
(aspects) ของการเรียนรู้"
อย่างน้อยความหมายของคำว่า เทคโนโลยีการศึกษาดังกล่าวข้างต้นนี้ ชี้ให้เห็นคุณลักษณะที่สำคัญของเทคโนโลยีการศึกษาบางประการ
คือ
เทคโนโลยีการศึกษา เป็นกระบวนการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทุกลักษณะของการเรียนรู้
เทคโนโลยีการศึกษาใช้กระบวนการแก้ปัญหาด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ หรือระบบ (systems approach)
กระบวนการดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และบูรณาการระหว่างบุคคล วิธีการ แนวคิด
เครื่องมือและการจัดการอย่างมีระบบ
อันที่จริงแก่นแท้ของเทคโนโลยีการศึกษาก็คือ วิธีการแก้ปัญหาให้แก่การศึกษาด้วยการคิด
ไตร่ตรองหาทางปรับปรุงเกี่ยวกับการเรียนการสอนด้วยการตั้งข้อสงสัยและทำไปอย่างเป็นระบบ
เทคโนโลยีเครื่องมือ
แต่เดิมมา คนส่วนมากคิดว่าเทคโนโลยีการศึกษาไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการนำเอาผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์กายภาพ
โดยเฉพาะสื่อเชิงอุปกรณ์ (hard-ware) หรือโสตทัศนูปกรณ์ที่เกิดขึ้น นอกวงการศึกษามาใช้ในการเรียนการสอน
เพื่อมาเสริมและช่วยให้สามารถสอนสิ่งเดิมๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นและแก่ผู้เรียนจำนวนมากได้
แนวความคิดนี้เน้นไปในทางที่จะใช้สื่อมาช่วยในการเรียนการสอนมากกว่ามุ่งที่จะแก้ปัญหาการศึกษาและการเรียนการสอน
เป็นการมองเทคโนโลยีการศึกษาในแง่ของเทคโนโลยีเครื่องมือ (tools technology) นักการศึกษาที่ยึดถือความคิดนี้จึงเน้นเรื่องการนำสื่อมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอนเป็นสำคัญ
การทำในลักษณะเช่นนี้เข้าข่ายความคิดที่เป็นเทคโนโลยีในการศึกษา (technology in
education) ซึ่งหาใช่ลักษณะที่แท้จริงของเทคโนโลยีการศึกษาไม่ เพราะสื่อหรือโสตทัศนูปกรณ์เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในระบบการแก้ปัญหาทางการศึกษาเท่านั้น
สื่อการศึกษาทางไกลของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
สื่อในระบบการสอนทางไกลของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช มีลักษณะเป็นชุดการสอนทางไกลที่ประมวลประสบการณ์
ของแต่ละหลักสูตรและนำมาวางแผนเตรียมการผลิตเป็นสื่อผสมให้อยู่ในรูปของชุดการสอนทางไกลที่ประกอบด้วยชุดการสอน
ทางไกลด้วยสื่อสิ่งพิมพ์ และ ชุดการสอนทางไกลด้วยสื่อคอมพิวเตอร์ สำหรับชุดสอนทางไกลด้วยสื่อสิ่งพิมพ์
เป็นชุดการสอน
ทางไกลที่จัดเนื้อหาสาระและประสบการณ์ส่วนใหญ่ไว้ในสื่อสิ่งพิมพ์และเสริมเพิ่มเติมโดยสื่อเสริมอื่นดังนี้
สื่อหลัก คือ สื่อที่มีเนื้อหาสาระและประสบการณ์หลักที่นักศึกษาต้องเรียนรู้ให้
ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ประกอบด้วย
1) สิ่งพิมพ์ ได้แก่ ประมวลสาระชุดวิชา คู่มือการศึกษาและเอกสารชุดวิชาอื่นๆ
2) เทป/ซีดีประจำชุดวิชา เพื่อสรุปสาระสำคัญทั้งชุดวิชา หรืออธิบายตัวอย่าง สาธิต/ทดลอง/ฝึกปฏิบัติให้แนวตอบตลอดจนเสนอทัศนของผู้ทรงคุณวุฒิ
สื่อเสริม คือ สื่อที่ขยายเนื้อหาและประสบการณ์ที่นักศึกษาไม่สามารถเข้าใจ
อย่างถ่องแท้จาก สื่อหลักทั้ง นี้เพื่อให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นหรือเพื่อ
เสริมเพิ่มเติม และช่วยให้นักศึกษาที่มี ความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันให้
เข้าใจดียิ่งขึ้น
เทคโนโลยีการศึกษา
เทคโนโลยีการศึกษา (2)
เทคโนโลยีระบบ
แนวคิดและการใช้เทคโนโลยีเครื่องมือ
หรือสื่อในกระบวนการศึกษาและการเรียนการสอน ตามนัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ปรากฏว่าต้องประสบกับความล้มเหลว
และมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย เช่น การขาดแคลนสื่อเชิงวัสดุที่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับใช้กับเครื่องมือ
ผลที่ออกมาไม่แน่ใจว่าจะดีเสมอไป ตลอดจนการขาดแรงจูงใจของผู้ใช้ และเหตุผลในการใช้
เป็นต้น จากความรู้สึกดังกล่าวเหล่านี้นั่นเอง ทำให้นักการศึกษาเริ่มมองเข้าไปเบื้องหลังขององค์ประกอบและยุทธศาสตร์ของระบบการศึกษาและระบบการเรียนการสอน
และหันมาสนใจกับการออกแบบหรือการวางแผนระบบใหญ่ทั้งหมด (system as a whole) งานของนักเทคโนโลยีการศึกษาจึงครอบคลุมออกไปถึงการกำหนด
วัตถุประสงค์ และจุดมุ่งหมายการวางแผนสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียน การสำรวจและจัดทำโครงสร้างเนื้อหาวิชา
การกำหนดยุทธศาสตร์และสื่อการเรียนที่เหมาะสม การประเมินประสิทธิภาพของแผน และนำผลมาปรับปรุงหรือพัฒนาระบบนั้นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป
เทคโนโลยีการศึกษาตามแนวความคิดนี้ เน้นในเรื่องของการจัดระบบการศึกษาและการเรียนการสอน
โดยยึดจุดมุ่งหมายของงานเป็นหลักและจัดองค์ประกอบของระบบให้สัมพันธ์ และมีบูรณาการระหว่างกันอย่างเหมาะสม
นี่เป็นลักษณะที่แท้จริงของเทคโนโลยีการศึกษา ที่อยู่ในรูปเทคโนโลยีระบบ (systems
technology) ซึ่งเน้นการใช้วิธีระบบในการออกแบบ และพัฒนาระบบการศึกษาและระบบการเรียนการสอน
ซึ่งมีลักษณะเป็นการจัดระบบทางการศึกษาที่เป็นเทคโนโลยีของการศึกษา (technology
of education)
ในการจัดระบบทางการศึกษาและทางการเรียนการสอนนั้น ผู้จัดระบบย่อมต้องอาศัยทฤษฎีและหลักการของศาสตร์สาขาต่างๆ
มาประยุกต์ใช้ทั้งทางด้านการออกแบบหรือวางแผน และการดำเนินการโดยมุ่งผลไปที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ
การประยุกต์หลักการของเทคโนโลยีการศึกษาไม่ใช่ของใหม่ เราทราบและใช้กันมาตั้งแต่สมัยของนักปฏิรูปหลักสูตรรุ่นเก่าอย่าง
ราล์ฟ เทเลอร์ (Ralph Tayler) ย้อนหลังไปราว ค.ศ. 1930 และหลังจากนั้นเรื่อยมา
และวิธีวิทยาศาสตร์ก็นับย้อนหลังจากยุคของ "ขั้นของการแก้ปัญหา" ของ
จอห์น ดุย กลับไปจนถึง โรเจอร์ เบคอน หรือแม้กระทั่งอริสโตเติล นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลอื่นอีกหลายสาย
ซึ่งส่งผลต่อเทคโนโลยีการศึกษาตามนัยแห่งเทคโนโลยีระบบ เป็นต้นว่า การวิจัยสื่อการวิเคราะห์ระบบจิตวิทยาการศึกษา
พฤติกรรมศาสตร์ ทฤษฎีการศึกษาแบบพิพัฒนาการ ทฤษฎีการสื่อสาร ทฤษฎีการจัดองค์การ
การจัดโดยการยึดจุดมุ่งหมายเป็นหลัก การวัดผลทางการศึกษา การวิเคราะห์ทักษะ และการพัฒนาหลักสูตร

เทคโนโลยีการศึกษาจะออกแบบระบบการศึกษาและการเรียนการสอนอะไรขึ้น ย่อมมาจากการประยุกต์หลักการและทฤษฎีดังกล่าวได้ทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่น การสอนแบบโปรแกรม (programmed instruction) ซึ่งเป็นตัวอย่างของการประยุกต์หลักการ
และทฤษฎีจากหลายสาขาวิชา โดยเฉพาะทางด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ โดยเน้นในเรื่องทฤษฎีสิ่งเร้า
การสนองตอบ และการเสริมแรง ทฤษฎีการศึกษาแบบพิพัฒนาการที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ตลอดจนความแตกต่างระหว่างบุคคลและอื่นๆ จนได้ระบบการสอนที่ผู้เรียนแต่ละคนสามารถเรียนเองไปตามลำดับขั้นตอนทีละน้อย
เร็วช้าตามความสามารถของแต่ละคน หลังการสนองตอบทุกครั้งมีการป้อนผลย้อนกลับให้ทราบ
และมีการเสริมแรงหรือกระตุ้นใหมีกำลังใจที่จะเรียนด้วยตนเองได้ผลแล้ว ผู้สร้างและผู้พัฒนาระบบการเรียนการสอนแบบนี้ก็พัฒนาต่อไปเป็นแบบต่างๆ
กัน เช่น ทำเป็นตำราเรียนแบบโปรแกรม ทำเป็นเครื่องสอนและทำเป็นโปรแกรมสำหรับเรียนกับไมโครคอมพิวเตอร์
เป็นต้น
นอกจากนั้น ในการแก้ไขปัญหาทางการศึกษาด้านต่างๆ เช่น ปัญหาโอกาสและความเสมอภาคและปัญหาคุณภาพทางการศึกษาก็เช่นกัน
ทางแก้ที่สำคัญก็คือ การใช้เทคโนโลยีในการออกแบบหรือวางแผนระบบที่เหมาะสมสำหรับแต่ละปัญหา
ดังเช่นที่มีการกระทำอยู่เป็นอันมากในขณะนั้น เป็นต้นว่า ระบบการศึกษาทางไกล ระบบมหาวิทยาลัยเปิด
ระบบการจัดการศึกษาเคลื่อนที่ ระบบการศึกษานอกระบบโรงเรียน ระบบงานพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนและอื่นๆ
ระบบต่างๆ เหล่านี้ รวมเอาบุคคลและวัตถุมาประสานสัมพันธ์กัน เพื่อแก้ปัญหาการศึกษาแต่ละด้าน
แทบจะกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีการศึกษาก็คือ เรื่องของการศึกษาทั้งหมดนั่นเอง ระบบเหล่านั้นเมื่อสร้างขึ้นมาแล้ว
ก็จะต้องนำไปปฏิบัติประเมินผล แล้วนำข้อมูลจากการประเมินผล ป้อนกลับมาปรับปรุงส่วนประกอบบางอย่างของระบบแล้วแต่กรณีให้ดีขึ้น
ถ้ามีการซ้ำกระบวนการดังกล่าวนี้หลายครั้งตามความจำเป็นแล้ว ก็เท่ากับเป็นการพัฒนาระบบเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามลำดับ
ตามที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาการศึกษาตามวิธีของเทคโนโลยีการศึกษามีอยู่
4 ระยะ หรือ ขั้นตอนที่สำคัญ คือ (1) การกำหนดและวิเคราะห์จุดมุ่งหมายหรือปัญหา
(2) การออกแบบระบบหรือวางแผน (3) การประเมินผล และ (4) การปรับปรุงแก้ไข
1.เทคโนโลยีสารสนเทศกับการศึกษา
ในยุคสารสนเทศซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ ซึ่งประกอบกันเป็น สารสนเทศ นั้นสามารถลื่นไหลได้สะดวก รวดเร็ว จนสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ในระดับบุคคลขึ้นไปถึงระดับองค์กร อุตสาหกรรม ภาคสังคม ตลอดจนในระดับประเทศและระหว่างประเทศ จนกระทั่งภาวะ ไร้พรมแดน อันเนื่องมาจากอิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศดังกล่าวได้เกิดขึ้นในกิจกรรมและ วงการต่าง ๆ และนับเป็นความกลมกลืนสอดคล้องกันอย่างยิ่ง ที่การพัฒนาบุคลากรในสังคมอันประกอบด้วยภาค การศึกษา และการฝึกอบรมเป็นเรื่องของการเรียนรู้สารสนเทศในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นข้อมูล (Data) ข่าวสาร (Information) หรือความรู้(Knowledge) ก็ตาม
ดังนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นเครื่องมือที่สามารถนำประโยชน์มาสู่วงการศึกษา ได้อย่างเหมาะสม หากรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์และคุ้มค่าต่อการลงทุน ดังที่ประธานาธิบดีคลินตันได้กล่าวในสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2541 นี้ว่า The Information Age is, first and foremost, an education age, in which education must start at birth and continue throughout a lifetime education has to be our highest priority โดยหนึ่งในพันธกิจที่ได้ตั้งไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วคือ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา โดยกล่าวว่ารัฐบาลและประชาชนอเมริกันได้ .work to connect every classroom in the country to the Information Superhighway.
2.ส่วนประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
โดยทั่วไปแล้วหลักของเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีโทรคมนาคมซึ่งนับวันจะรวมเป็นเนื้อเดียวกัน (converge) จนแยกไม่ออกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากนั้นยังเป็นเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวยให้เกิดการใช้ประโยชน์ด้านการนำเสนอ หรือกระจายเสียง (broadcasting) การผสมผสานของเทคโนโลยีเหล่านี้จะเห็นได้ชัดในการประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ เช่น ตู้เบิกเงิน ATM, อินเทอร์เน็ต และเคเบิลทีวี
หากพิจารณาในเชิงกายภาพแล้วเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ
ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
ซอฟต์แวร์ (Software)
ฐานข้อมูล (Database) และ
บุคลากร (Peopleware) ซึ่งมักจะถูกละเลยหรือมองข้ามในสังคมไทย
ในส่วนประกอบทั้งสี่ดังกล่าว ยังสามารถจำแนกรายละเอียดออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ข้างเคียง (Peripherals)
ฮาร์ดแวร์โทรคมนาคมซึ่งสามารถจัดหมวดหมู่เป็นประเภทมีสาย (Wireline) และไร้สาย(Wireless)
รวมทั้งฮาร์ดแวร์ประเภทเครือข่ายซึ่งสามารถจัดประเภทเป็นเครือข่าย ท้องถิ่น (Local
Area Network : LAN) และเครือข่ายระหว่างพื้นที่ (Wide Area Network : WAN)
ฐานข้อมูลในรูปแบบต่างๆ เช่น Management Information System (MIS), Executive Information
System (EIS) รวมทั้งการสร้างฐานข้อมูลจากโปรแกรมสำเร็จรูป (Canned Program) เช่น
Dbase, EXCEL เป็นต้น
อุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation : OA) ซึ่งเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียนการสอน
รวมถึงเครื่องโทรศัพท์, โทรสาร, scanner, bar-code, VDO และ Tele-Conferencing
และการสื่อสารในระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เมื่อนำมาใช้ประโยชน์เฉพาะประเภทหรือร่วมกันแล้วก็กลายเป็นการ ประยุกต์ใช้
(Applications) ในรูปแบบและสาขาต่างๆ เช่น
ระบบภูมิสารสนเทศ (Geographical Information System : GIS) เพื่อการวางแผนที่เกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์
สิ่งแวดล้อม ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ
เทคโนโลยีสารสนเทศในภาคอุตสาหกรรม เช่น Computer-Aided-Design (CAD), Computer-Aided-Manufacturing
(CAM) ซึ่งช่วยในการออกแบบทางอุตสาหกรรม เช่น ออกแบบรถ ออกแบบสถาปัตยกรรม ออกแบบลายเสื้อในอุตสาหกรรมสิ่งทอ
เป็นต้น รวมทั้งระบบอัตโนมัติในภาคการผลิตโดยใช้คอมพิวเตอร์ควบคุม (Automation)
เทคโนโลยีสารสนเทศในภาคธุรกิจ นับตั้งแต่การใช้ OA ในสำนักงานไปจนถึงการใช้ระบบ
Point-of-Sales (POS) เพื่อช่วยในระบบจำหน่าย สินค้าคงคลัง และระบบบัญชีเป็นต้น
เทคโนโลยีสารสนเทศในกิจการสาธารณสุข เช่น ระบบ Medical Information System เพื่อการสืบค้นข้อมูลเวชระเบียน
หรือระบบโทรเวช (Tele-medicine) ซึ่งช่วยในขบวนการวินิจฉัยไปจนถึงการบำบัดผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกล
เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการและบริหารรัฐกิจ เช่น ระบบบัตรประจำตัวประชาชน
ระบบการวางผังเมือง และการใช้ที่ดิน การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบบการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมโดยใช้คอมพิวเตอร์
รวมทั้งการบันทึกลายนิ้วมือหรือการสเก็ตซ์ภาพคนร้ายโดยใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
ปัจุบันประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยได้มีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ประโยชน์ใน วงการศึกษาเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจาก การแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ของอุปกรณ์และ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทต่างๆ อาทิเช่น ดาวเทียมสื่อสาร ใยแก้วนำแสง คอมพิวเตอร์ ซีดี-รอม มัลติมีเดีย อินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ก่อให้เกิดระบบเช่น Computer-Aided-Instruction (CAI) และ Computer-Aided-Learning (CAL) ทั้งในระดับท้องถิ่นและทางไกล
โดยภาพรวมแล้ว เราสามารถจำแนกคุณลักษณะการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการศึกษา ในมิติที่สำคัญๆ ดังนี้
เทคโนโลยีสารสนเทศลดความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตอบสนองนโยบายการศึกษาที่เป็น การศึกษาเพื่อประชาชนทุกคน (Education for All) อันจะเป็นการสร้างความเท่าเทียมทางสังคม (Social Equity) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเท่าเทียมทางด้านการศึกษา ตัวอย่างที่สำคัญคือ ผลของการติดตั้งจานดาวเทียมที่มีต่อโรงเรียนห่างไกลในชนบท ที่ด้อยโอกาสให้มี โอกาส เท่าเทียมกับโรงเรียนในท้องถิ่นที่เจริญกว่าอย่างน้อยในรูปแบบที่เป็น ไปได้ในเชิงกายภาพ รวมทั้งผลของการที่นักเรียนในชนบทมีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลของ โลกหรืออีกนัยหนึ่ง ห้องสมุดโลก ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือการที่เทคโนโลยีสารสนเทศเป็น เครื่องมือที่ช่วยให้คนพิการ สามารถมีโอกาสรับการศึกษาในสิ่งแวดล้อมของคนปกติ และยังเปิดโอกาสให้คนพิการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้และ เพื่อการประกอบอาชีพอีกด้วย เป็นต้น
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา ได้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การที่นักเรียนที่เรียนรู้ได้ช้า สามารถใช้เวลาเพิ่มเติมกับบทเรียนด้วยสื่อซีดีรอมเพื่อตามให้ทัน เพื่อนนักเรียน ในขณะที่นักเรียนที่รับข้อมูลได้ปกติ สามารถเพิ่มศักยภาพในการ เรียนรู้ด้วยตนเอง (independent learning) ได้มากขึ้นจากความหลากหลายของเนื้อหาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ผลจากเทคโนโลยีสารสนเทศยังก่อให้เกิดนวัตกรรมทาง การศึกษาใหม่ๆ เช่น วิธีการ Constructionism ของศาสตราจารย์ Seymour Papert ที่ใช้หลักการที่ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กๆ มีความใส่ใจ (engagement) กับการสร้างสิ่งที่มีความหมาย อันเป็นที่มาของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ LEGO Logo ซึ่งผสมผสานความน่าสนใจในของเด็กเล่นกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่งเสริมให้เด็กสร้าง (build) และควบคุม (control) สิ่งก่อสร้างนั้นซึ่งเป็นผลให้เกิด ความรู้ ในตัวของเด็กได้ ทั้งนี้โดยการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีที่คำนึงถึงโอกาสของเด็กในการเลือก (choice) ความหลากหลาย (diversity) และความเป็นมิตร (congeniality) นอกจากนี้ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในระดับท้องถิ่นหรือระดับโลก อย่างระบบ World Wide Web ในอินเทอร์เน็ตยังเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา สามารถพัฒนาคุณภาพของการเรียนรู้จากฐานข้อมูลที่หลากหลาย และกว้างขวางอย่างที่ระบบ ฐานข้อมูลหรือห้องสมุดเดิมไม่สามารถรองรับได้
อีกประการหนึ่ง วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศยังทำให้สื่อทางเสียง(audio) สื่อข้อความ (text) สื่อทางภาพ (graphic and video) สามารถผนวกเข้าหากันและนำเสนอ (presentation) ได้อย่างมีความน่าสนใจและไม่น่าเบื่อไม่ว่าจะดึงข้อมูลจากสื่อที่เก็บข้อมูล เช่น ฮารด์ดิสก์ ซีดีรอม หรือจากเครือข่าย ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีดิจิทอลและการบีบอัดสัญญาณที่ก้าวหน้า จนทำให้กระทำได้อย่างรวดเร็วและ สมบูรณ์ขึ้นตลอดเวลา ในขณะเดียวกันข้อมูลที่มีประโยชน์ ยังสามารถเก็บบันทึกและเรียกใช้ร่วมกันได้จาก คลังดิจิทอล (Digital Archive) ในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ประเภท ความจริงเสมือน (Virtual Reality) ยังสามารถประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ทางการศึกษาและฝึกอบรมได้เป็นอย่างดี อาทิเช่น การฝึกสอนภาคปฏิบัติทางการแพทย์แก่นักศึกษาแพทย์ หรือการฝึกนักบินในสภาพจำลอง (Flight Simulation) เป็นต้น
เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการจัดการและบริหารการศึกษาได้อย่างมี ประสิทธิภาพหากใช้ อย่างถูกต้องเป็นระบบและมีความต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการจัดทำระบบ MIS, EIS, Decision Support System (DSS) เข้ามาช่วยจัดระบบฐานข้อมูลการศึกษา หรือการจัดให้มีเครือข่ายบริหาร on-line ที่ทำให้มีระบบการปรับปรุง (update) ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่นอกจากจะช่วยลดงานกระดาษแล้ว ยังทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการวางแผนและจัดการ ทางการศึกษาอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถใช้เทคโนโลยีประเภทอื่นๆ เช่น อินเทอร์เน็ตเพื่อประโยชน์ในงานด้านประชาสัมพันธ์ของสถาบันการศึกษา การสื่อสารระหว่าง ผู้บริหารและบุคลากรในส่วนต่างๆ ขององค์กรและภายนอกองค์กร
นอกจากการใช้เพื่อการศึกษาแล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศยังมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมฝึกอบรมอีกด้วย ทั้งในและนอกระบบ ในปีค.ศ. 1994 บริษัทที่มีคนงานมากกว่า 100 คน ในสหรัฐอเมริกาลงทุนกว่า 50 ล้านเหรียญในการฝึกอบรม (industrial training) ในจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ วิทยากร และการซื้อจากผู้ให้บริการฝึกอบรม บริษัทส่วนใหญ่ใช้เทปวีดิทัศน์ การบรรยายโดยวิทยากร และการฝึกอบรมในสถานที่ทำงาน (on-the-job training) ตามรูปที่ 2.1
อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์จากการฝึกอบรมโดยใช้ Audio tapes, คอมพิวเตอร์เป็นหลัก (Computer-based training : CBT), วีดิทัศน์ปฏิสัมพันธ์, Teleconference, Multimedia, CD-ROM มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น เป็นที่น่าสังเกตว่าการฝึกอบรมครูและให้มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนั้น อาจใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งการฝึกอบรมทางไกล(Tele-training) ประกอบกับการฝึกอบรมในรูปแบบปกติได้
การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีนั้น ควรคำนึงถึงระดับการสร้างทักษะพื้นฐาน (Literacy) และการสร้างครู ที่เป็นพ่อไก่แม่ไก่ที่เป็นมืออาชีพ ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Professionals) เพื่อให้เกิดความชัดเจนในกระบวนการและเป้าหมายการพัฒนาบุคลากร ทั้งในแง่รูปแบบและ เนื้อหา อาทิเช่น การระบุข้อแตกต่างของกระบวนการพัฒนาครูคอมพิวเตอร์กับคร ูในสาขาอื่นๆ ที่จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบการเรียนการสอน ในขณะที่ครูในประเภทหลัง มีความต้องการเรียนรู้ในระดับหนึ่งที่เพียงพอ ต่อการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีในการสร้างบทเรียน CAI ในวิชาที่ตนเองรับผิดชอบอยู่นั้น ครูคอมพิวเตอร์จำต้องมีความรู้ในแนวลึกเพื่อสอนครูและนักเรียนโดยใช้ โปรแกรมสำเร็จรูป เป็นหลักในวิทยากรคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางวิชาการในเด็กนักเรียนและเป็นตัวเร่ง (catalyst) ในการฝึกอบรมเพื่อให้เกิดตัวคูณในระดับ Literacy ต่อไป
พื้นฐานทางด้านการศึกษาวิทยาการคอมพิวเตอร์ในระบบการศึกษาเป็น จุดสำคัญอีกด้านหนึ่ง
ซึ่งจะปูพื้นความรู้ที่ยั่งยืน ให้กับเด็กนักเรียนที่จะต้องอยู่ในสังคมสารสนเทศ
ดังนั้น การวางแผนแนวทางในการสร้างและพัฒนาหลักสูตรคอมพิวเตอร์ และระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศอื่นๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในระบบการศึกษาขั้นประถม มัธยม รวมทั้งหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคอุดมศึกษาซึ่งตอบสนอง
ต่อความต้องการ ของตลาดแรงงานในอนาคต
เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศมีคุณสมบัติเฉพาะตัวหลายประการ ดังนั้นนโยบายการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการศึกษาจึงต้อง
คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่สำคัญต่อการวางแผนที่ดี อาทิเช่น การจัดการกับปัญหาคอมพิวเตอร์ที่เปลี่ยนแปลงทุกปี
การจัดลำดับความเร่งด่วนและความสำคัญ (priority) ของการฝึกอบรม และการลงทุนในอุปกรณ์
ความคุ้มทุน การพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน เป็นต้น
3.บทบาทของอินเทอร์เน็ตกับการศึกษา
อาจกล่าวได้ว่า อินเทอร์เน็ต เป็นอุบัติการณ์ครั้งสำคัญของสังคมโลกในช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษ ปัจจัยหลักที่ทำให้อินเทอร์เน็ตเป็น ปรากฏการณ์ (Phenomenon) ของยุคสมัยประกอบด้วย
ความที่อินเทอร์เน็ตใช้เทคโนโลยีเครือข่าย TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet
Protocol) ที่ใช้ง่าย ทำให้กลายเป็นบริการที่ประชาชนทั่วไปใช้ได้อย่างสะดวกโดย
ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้าน โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ความที่อินเทอร์เน็ตเป็น เครือข่ายแห่งเครือข่าย (Network of Networks) ทำให้เกิดการเชื่อมโยงกันอย่างเสรี
โดยไม่มีการปิดกั้น
จุดดึงดูดของอินเทอร์เน็ตในการเผยแพร่และสืบค้นข้อมูลผ่านระบบ World Wide Web (WWW)
ทำให้ปัจเจกบุคคลสามารถเผยแพร่ข้อมูลของตนเองต่อโลกได้ง่ายพอๆ กับการสืบค้นข้อมูลโดยใช้ระบบทะเบียนที่อยู่
(Uniform Resource Locator URL) และ Search Engines ต่างๆ
การสื่อสารผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail หรือ E-mail) เป็นการปฏิวัติระบบการสื่อสารทั่วโลกด้วยความเร็ว
และความแม่นยำ
การแลกเปลี่ยนสาระความรู้ผ่านระบบ Bulletin Board และ Discussion groups ต่างๆ
ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างกว้างขวางและทั่วถึงมากขึ้น
เทคโนโลยีของการรับส่งข้อมูลผ่านระบบ File Transfer Protocol (FTP) ทำให้การรับส่งข้อมูลตั้งแต่เอกสาร
1 หน้าไปจนถึงหนังสือทั้งเล่มเป็นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัด
พัฒนาการทางเทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ตยังก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เช่น การใช้
Internet Phone, การประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ตเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ในรูปแบบของ วาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Commerce) พร้อมๆ กับเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ** ที่จะเปิดโลกทัศน์ใหม่ในวงการศึกษา
รูปแบบของการสืบค้นข้อมูลของภาษา HTML (HyperText Markup Language) นอกจากความสะดวกและง่ายต่อการใช้แล้วยังเป็นสภาพแวดล้อม
ที่อาจมีผลทางจิตวิทยา ให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลลึกลงไปเป็นชั้นๆ ด้วยคุณสมบัติของ
Web Browser ในอินเทอร์เน็ต
จากคุณสมบัติและปัจจัยต่างๆ ที่อินเทอร์เน็ตมีให้แก่ผู้ใช้นั้น เป็นโอกาสในการนำมาใช้ประโยชน์ทางการศึกษาในรูปแบบต่างๆ
กล่าวโดยรวมแล้วสาระสำคัญของบทบาทอินเทอร์เน็ตต่อภาคการศึกษามี ประเด็นดังต่อไปนี้
เปิดโอกาสให้ครู อาจารย์ และนักเรียน นักศึกษา สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ที่หลากหลายหรืออีกนัยหนึ่งมี
ห้องสมุดโลก (Library of the World) เพียงปลายนิ้วสัมผัส
ดังตัวอย่างรูปธรรมต่อไปนี้
ครู และนักเรียนสามารถค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านสถานที่และเวลา
(Anywhere & Anytime) โดยครู อาจารย์อาจจะเตรียมการสอนได้สมบูรณ์ขึ้น ในขณะที่นักเรียน
นักศึกษาสามารถค้นคว้าหาข้อมูลได้สะดวกและหลากหลายมากขึ้น
คณาจารย์และนักเรียนที่ด้อยโอกาสอันเนื่องมาจากความห่างไกล ทุรกันดาร ขาดแหล่งห้องสมุดที่ดี
สามารถก้าวกระโดดในการหาข้อมูลข่าวสารและความรู้ได้อย่าง เท่าเทียมมากยิ่งขึ้น
จะมีโอกาสใดในประวัติศาสตร์ การเรียนรู้ที่ครูและนักเรียนของโรงเรียนสบเมยวิทยาคม
จังหวัดแม่ฮ่องสอนสามารถศึกษาค้นคว้าเรื่อง สงครามอ่าวเปอร์เซีย จากโปรแกรม CNN
Newsroom (http://www.nmis.org/NewsInteractive/CNN/Newsroom) หรือข้อมูลการรักษาสิ่งแวดล้อมของ
US-EPA จาก Library of Congress ของรัฐสภาอเมริกา (http://www.lcweb.loc.gov) เป็นต้น
เด็กนักเรียนเองสามารถร่วมกันผลิตข้อมูลในแขนงต่างๆ อาทิเช่น ข้อมูลพันธุ์พืชของสิ่งแวดล้อมโดยรอบโรงเรียน
ข้อมูลศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยน กับเด็กทั่วโลก ในขณะที่ครูสามารถนำเนื้อหาทางวิชาการที่มีประโยชน์
เช่น บทความทางวิชาการ เอกสารการสอน ฯลฯ ลงใน Web เพื่อแลกเปลี่ยนภายในวงการครู
เป็นต้น
เปลี่ยนบทบาทของครูและนักเรียน
ด้วยนัยของการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้จะทำให้บทบาทของ ครูปรับเปลี่ยนไปจากการ
เน้นความเป็น ผู้สอน มาเป็น ผู้แนะนำ (Facilitator) มากขึ้น ในขณะที่กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนจะเป็นการเรียนรู้
เชิงรุก มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากฐานข้อมูล ในอินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญประการหนึ่งที่เอื้ออำนวยให้
เด็กนักเรียนสามารถเรียนและค้นคว้าด้วยตนเอง (independent learning) ได้สะดวกรวดเร็วและมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามมีความจำเป็นที่จะต้องตระหนักว่าบทบาทและรูปแบบ ที่จะปรับเปลี่ยนไปนี้
จะต้องมีการเตรียมการที่ดีควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของครูที่จะต้องวางแผนการ
ชี้แนะ ให้รัดกุมเพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กมีประสิทธิผลดีขึ้น จากการเรียนตามครูสอน
(passive learning) มาเป็นการเรียนรู้วิธีเรียน (Learning How to Learn) และการเรียนด้วยความอยากรู้
(active learning) อย่างมีทิศทาง
พัฒนาการสื่อสารระหว่างครูและนักเรียน
ผลสืบเนื่องจากการที่อินเทอร์เน็ตสามารถให้บริการไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีความสะดวก
รวดเร็ว และง่ายในการใช้ทำให้เกิดการสื่อสาร (communications) เพิ่มมากขึ้นในระบบการศึกษา
ทั้งที่เป็นการสื่อสารระหว่างครูกับครู ครูกับนักเรียนและระหว่างนักเรียนกับนักเรียนกันเอง
ทั้งนี้โดยมิได้ลดทอนการสื่อสารในรูปแบบเดิม ปัจจุบันคณาจารย์หลายท่านในหลายสถาบันในประเทศไทยใช้อินเทอร์เน็ต
เป็นสื่อกลาง ในการให้การบ้าน รับการบ้าน และตรวจส่งคืนการบ้าน ในขณะเดียวกันการสื่อสารระหว่างนักเรียนสามารถช่วยส่งเสริมการทำงาน
กลุ่ม การปรึกษาหารือกับครูและเพื่อนนักเรียน ในเชิงวิชาการ ตลอดจนการติดต่อกับเพื่อนชาวต่างประเทศ
ที่มีโอกาสมากขึ้นเป็นลำดับ
นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาของต่างประเทศ
แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
ประเทศต่าง ๆ ในโลกต่างหันมาให้ความสนใจกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบการศึกษา กันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมืออันสำคัญที่สามารถ ทำคุณประโยชน์ให้กับการศึกษา ได้อย่างดีเลิศหากนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่หากเทียบกับเทคโนโลยีประเภทอื่น ๆ จึงมักปรากฎว่า ผู้บริหารระดับผู้นำของประเทศจะต้องลงมาชี้นำและให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งนี้นอกจากหวังผลให้มีการยกระดับการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมให้ทันกับความเร็ว ในความก้าวหน้าของ เทคโนโลยีสารสนเทศเองแล้ว ยังเป็นการสร้างตลาด (Market creation) และสร้างขีดความสามารถให้กับประเทศ(National Competitiveness) โดยรวมอีกด้วย
ประเทศต่าง ๆ ที่ปรากฎว่ามีการวางแนวทางและนโยบายรองรับการใช้เทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาภาคการศึกษามีตัวอย่างดังต่อไปนี้
ประเทศนิวซีแลนด์ได้มีความริเริ่ม (initiatives) ผ่าน 10 โครงการเพื่อทดสอบ ประเมินผล
และนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อรองรับความต้องการทางการศึกษา และสนับสนุนวัตถุประสงค์
ในการเรียน อาทิ เช่น โครงการ Schools Network, โครงการ Learning with Information
Technology Project, โครงการ Interactive Television, โครงการ Correspondence Schools
CD-ROM, โครงการ Tele-Learning Network, และการจัดตั้ง Telecom Education Foundation
เป็นต้น
ประเทศเดนมาร์คมีนโยบาย Information Technology and Education ซึ่งมีกลยุทธ์สำคัญ
5 ประการ คือ ทักษะพื้นฐาน (Basic skills), ความรับผิดชอบของผู้นำ (Responsibilities
of leadership), การเรียนและการสอน (Teaching and learning), โครงสร้างพื้นฐานทางอิเล็กทรอนิกส์
(Electronic infrastructure), และอุปกรณ์การสอน (Teaching materials) ทั้งนี้ โดยมีโครงการต่าง
ๆ รองรับ อาทิ เช่น โครงการฝึกอบรมเสริมให้แก่ครู (Supplementary training of teachers),
โครงการไอทีกับวิชา (IT and school subjects), โครงการทดลองไอทีในสถาบันศึกษา (POSEIDON
IT development), และโครงการเครือข่ายการศึกษา (National Education Network) เป็นต้น
สหภาพยุโรปได้ลงทุน 850 ล้าน ECU ระหว่างปี ค.ศ. 1995-1999 ในโครงการ SOCRATES
Programme เพื่อสนับสนุนความร่วมมือระหว่างสมาชิกของสหภาพในด้านการศึกษา เช่นการฝึกอบรมและพัฒนาความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนซอฟต์แวร์
ทางการศึกษา และการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการสอนภาษา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการ
LEONARDO da Vinci ด้วยงบประมาณ 620 ล้าน ECU ในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนามัลติมีเดียในรูปของโครงการนำร่อง
สนับสนุนเครือข่ายยุโรป (European networks) เป็นต้น
ประเทศคานาดามีโครงการระดับชาติเพื่อสร้างเครือข่ายเพื่อความ ก้าวหน้าทางการวิจัย
อุตสาหกรรม และการศึกษา (CANARIE project) โดยความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนกว่า
100 องค์กร เพื่อจุดหมายของการสร้างทางด่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับชาติ (National Electronic
Superhighway) เพื่อการวิจัยและการศึกษา นอกเหนือจากโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในมลรัฐต่าง
ๆ
ประเทศไต้หวันโดยคณะกรรมการนำร่องโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ (NII Steering Committee)
ได้จัดทำแผนโครงสร้างพื้นฐาน สารสนเทศเพื่อสร้างทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway)
หนึ่งในโครงการที่มีลำดับความสำคัญสูง คือ โครงการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อโรงเรียนระดับสามัญศึกษา
(E-mail to Secondary Schools) เสนอโดยกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดให้มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้กับโรงเรียนโดยผ่านเครือข่าย
Taiwan Academic Network (TANet)
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่มีกิจกรรมระดับชาติทางด้านนี้ รวมถึงประเทศออสเตรเลีย
ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมัน เกาหลีใต้ เป็นต้น ในจำนวนประเทศต่าง ๆ ที่มีความเคลื่อนไหว
ในการวางนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ประเทศสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ มีความชัดเจนในการวางนโยบายสูง
ทั้งในแง่ของหลักการและวิธีการ ดังนั้นจึงขอนำเสนอรายละเอียดนโยบายของทั้งสองประเทศดังต่อไปนี้
ตัวอย่างประเทศที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษา
สหรัฐอเมริกา
ผลพวงจากการที่สหรัฐอเมริกามีโครงการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศภายใต้แนวทาง โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ (National Information Infrastructure : NII) ส่งผลให้เกิดนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในรูปแบบต่างๆ
ปัจจัยที่เป็นหัวใจของโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาคือ วิสัยทัศน์และแรงผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมของผู้นำระดับสูงของประเทศ นำโดยประธานาธิบดีคลินตัน และรองประธานาธิบดีอัล กอร์ โดยในส่วนของประธานาธิบดีคลินตันนั้นนอกจากจะให้การสนับสนุน โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาแล้วยังแสดงให้สาธารณะเห็นถึง จุดยืนที่ต้องการจะเป็น ประธานาธิบดีที่อุทิศตนให้กับความเจริญด้านการศึกษา (Education President) ในขณะที่รองประธานาธิบดีอัล กอร์ ซึ่งเป็นผู้นำคนแรกๆ ของประเทศที่เห็นความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ และทำหน้าที่ผลักดันในเชิงปฏิบัติอย่างจริงจังด้วยการจัดตั้ง Information Infrastructure Task Force (IITF) นับว่าเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการนำประเทศไปสู่ สังคมสารสนเทศ ด้วยโครงการ ทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway) ในด้านต่าง ๆ
ในปีค.ศ. 1996 ผู้นำของสหรัฐได้ประกาศจุดยืนและเป้าหมายที่เป็นแนวทางการพัฒนาไว้สองประการ คือ การเชื่อมต่อทางด่วนสารสนเทศเข้าทุกห้องเรียนภายในปีค.ศ. 2000 และการลดราคาการเชื่อมต่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของภาคการศึกษา
ผู้นำของสหรัฐได้จัดตั้งสภาที่ปรึกษาของประธานาธิบดีด้าน NII (Presidents Advisory Council on National Information Infrastructure) ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 36 คน นำโดยประธานของบริษัท Silicon Graphics และบริษัท National Public Radio สภาดังกล่าวได้รายงานผลการศึกษาในโครงการ Kickstart Initiative ไว้ว่า เด็กๆ ที่รับการศึกษาในประเทศนี้สามารถเรียนรู้ได้มากขึ้น โดยที่เทคโนโลยีทางการศึกษาจะเป็นกุญแจสำคัญในความสำเร็จที่จะเพิ่มพูนขึ้น รายงานดังกล่าวได้สำรวจพบว่า
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาได้พัฒนาคุณภาพของนักเรียนให้สูงขึ้นในด้าน ภาษา คณิตศาสตร์
สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
การสอนโดยมีมัลติมีเดียช่วยประหยัดเวลาร้อยละ 30 เพิ่มผลงานร้อยละ 30 และประหยัดค่าใช้จ่ายร้อยละ
40 และประสิทธิผลเพิ่มขึ้นจากระบบปฏิสัมพันธ์
คะแนนพัฒนาขึ้นร้อยละ 80 และ 90 ในสาขาการอ่านและคณิตศาสตร์ตามลำดับ เมื่อใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในกระบวนการเรียนซ่อม
และในนักเรียนที่มีผลการเรียนไม่ดี
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาคณิตศาสตร์ ถูกกว่าระบบเพื่อนช่วยติว (peer tutoring),
adult tutoring, การลดขนาดชั้นเรียน, หรือการเพิ่มชั่วโมงเรียน
ในวิชาที่ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอน ปรากฏว่าการสื่อสารระหว่างครูและนักเรียนเพิ่มขึ้น
โดยไม่ทำให้การสื่อสารในรูปแบบปกติลดน้อยลงไปแต่อย่างใด
นอกจากนี้ จากการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษา Mckinsey พบว่า
ปัจจุบันสหรัฐมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีมัลติมีเดียร้อยละ 14 ในแต่ละโรงเรียน
คิดเป็นอัตราคอมพิวเตอร์ 1 ชุด ต่อเด็ก 38 คน นอกจากนั้นการกระจายก็ไม่เท่าเทียมกัน
แม้จะมีโรงเรียนประมาณร้อยละ 50 ซึ่งมี LAN แต่มีน้อยกว่าร้อยละ 10 ที่เครือข่ายเชื่อมต่อเข้าไปในคอมพิวเตอร์ในชั้นเรียน
ส่วนใหญ่เชื่อมต่อกับระบบบริหารโรงเรียน
การศึกษาทางไกลผ่านวีดิทัศน์ teleconference และซอฟต์แวร์ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่สูญเสียประสิทธิผลในการเรียนการสอน
จากการใช้ CAI ช่วยสอนทำให้ 3 ใน 4 ของเด็กพิการสามารถอยู่ร่วมชั้นเรียนปกติได้
และร้อยละ 45 สามารถลดบริการพิเศษของโรงเรียน
Kickstart Initiative ยังพบว่า
เทคโนโลยีทางการศึกษานำโลกมาสู่ห้องเรียน โดยไม่แบ่งแยกชนชั้นหรือข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
ส่งเสริมให้นักเรียนเรียนโดยการลงมือปฏิบัติ
ส่งเสริมให้นักเรียนและผู้ปกครองสามารถเรียนภาษาอังกฤษ
ผู้ปกครองกลายเป็น หุ้นส่วนทางการศึกษา ของเด็ก โดยการเชื่อมโยงโรงเรียนกับบ้านและห้องสมุด
ทำให้ครูสามารถรองรับรูปแบบ และจังหวะก้าวของการเรียนในชั้นเรียนได้หลากหลายขึ้น
ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นนักเรียนตลอดชีวิต
ทำให้ครูและผู้บริหารใช้เวลากับการบริหารสั้นลงได้
ทำให้นักเรียนมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ต้น
ด้วยปัจจัยดังกล่าว ประธานาธิบดีคลินตันจึงได้สนับสนุนโครงการระดับชาติเพื่อให้เด็กนักเรียนมีทักษะ
ทางเทคโนโลยี (Technology Literacy Challenge : TLC) ด้วยงบประมาณ 2พันล้านเหรียญภายใน
5 ปี โดยมีเป้าหมาย 4 ประการ คือ
ฝึกอบรมและสนับสนุนครูเพื่อให้สามารถช่วยเด็กให้เรียนรู้ผ่าน คอมพิวเตอร์และทางด่วน
สารสนเทศ
พัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งระบบการเรียน on-line เพื่อเสริมกับหลักสูตรของโรงเรียน
ให้ครูและนักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์นำสมัย
เชื่อมต่อทุกโรงเรียนและทุกชั้นเรียนในประเทศกับทางด่วนสารสนเทศ
ในการดำเนินมาตรการเพื่อให้บรรลุตามเป้าประสงค์ของโครงการ TLC นี้ จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแต่ละมลรัฐที่ต้องการรับการสนับสนุนจากกองทุน
TLC Fund ซึ่งจะต้องดำเนินการให้ได้ 3 เป้าหมาย ดังนี้
ทุกมลรัฐจะต้องจัดทำแผนกลยุทธ์ (State Strategy) เพื่อให้ทุกโรงเรียนในรัฐดำเนินการตอบสนองเป้าหมาย
TLC ทั้ง 4 ประการ โดยกลยุทธ์จะต้องมีบรรทัดฐาน (Benchmarks) และตารางทำการ (Time
tables) ที่ชัดเจน
แผนกลยุทธ์ของรัฐจะต้องมีแผนเพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมโดย ภาคเอกชนควร จะมีส่วนร่วมด้วยกึ่งหนึ่ง
(matching fund) ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการอาสาสมัคร, การลดราคาให้ หรือการจ่ายค่าเชื่อมต่อให้ตามโครงการ
Universal Service Fund ของ พ.ร.บ. Telecom Act
และเพื่อให้เป็นที่น่าเชื่อถือ แต่ละรัฐมิเพียงต้องสร้างบรรทัดฐานเท่านั้น แต่จะต้องรายงานต่อสาธารณะทุกๆ
ปลายปีการศึกษา ถึงความก้าวหน้าที่ผ่านมาและวิธีบรรลุเป้าหมายของกลยุทธ์ด้วยความ
ประหยัด
นอกจากนี้ TCL ยังมีแนวทางที่น่าสนใจอีกหลายประการ กล่าวคือ
มลรัฐสามารถจัดทำแผนกลยุทธ์เอง หรือให้แต่ละท้องถิ่นจัดทำแผนย่อยแข่งกันเพื่อรับการสนับสนุนก็ได้
ในกรณีที่รัฐไม่จัดทำแผนกลยุทธ์เอง ท้องถิ่นหรือการรวมตัวของท้องถิ่น (Consortia)
สามารถดำเนินการได้
แม้มลรัฐจะจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อรับงบประมาณ TLC Fund แล้วก็ตาม ท้องถิ่นรวมทั้งภาคเอกชนก็สามารถแข่งขันเพื่อรับงบประมาณจาก
Innovation Challenge Fund ซึ่งจัดสรรไว้ 50 ล้านเหรียญต่อปี เพื่อให้ทุกคนเข้าร่วม
TLC ได้ ดังนั้นจึงต้องชะลอ ตัดหรือเลิกโครงการที่ไม่อยู่ในลำดับความสำคัญออกไป
ภายหลัง 5 ปีของ TLC แล้ว จะต้องมีการทบทวนว่ากองทุนประสบผลอย่างไร และประเมินความจำเป็นของกองทุนอีกต่อไป
หรือระดับของกองทุนในระยะต่อไป
TLC เป็นโครงการก้าวที่สองที่ตอบสนองต่อ พ.ร.บ. Telecom Act ที่กำหนดให้โรงเรียนและห้องเรียนสามารถเข้าถึงทางด่วนสารสนเทศใน
ราคาถูก
กิจกรรมและผลงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย 4 ประการ ของคลินตัน :-
รัฐสภาสหรัฐจัดสรรงบประมาณปี 1997 ให้ 257 ล้านเหรียญในโครงการ TLC
ภาคเอกชนรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมงานกับแต่ละมลรัฐ
ได้มีการรวมตัวกันระหว่างระบบโรงเรียน มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจรวม 19 คณะ (Consortia)
เมื่อปีที่ผ่านมาเพื่อพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้
ประธานาธิบดีคลินตันได้ลงนามใน Telecom Act 1996 ซึ่งกำหนดแนวทางให้โรงเรียน ห้องสมุด
โรงพยาบาล และคลีนิค สามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมในราคาถูก
โครงการ NetDay ในรัฐแคลิฟอเนีย เป็นการรวมตัวกันของอาสาสมัครจากบริษัทเอกชน มหาวิทยาลัย
ผู้ปกครอง ครู และวิศวกรเพื่อช่วยกันติดตั้งสายสื่อสารในโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนเข้าถึงทางด่วนสารสนเทศภายในวันสุดท้ายของศตวรรษนี้
ปัจจุบันทุกรัฐกำหนดให้มี NetDay ทุกปี
รองประธานาธิบดีกอร์ ริเริ่มการเชื่อมโยงทุกโรงเรียนในเขต Empowerment Zone เข้ากับทางด่วนสารสนเทศ
ซึ่งมีอยู่ 15 เขต ทั้งในเมืองและชนบท ในการนี้ภาคเอกชนสนับสนุนให้มีรถบรรทุกที่ประกอบด้วย
คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวิทยากร ซึ่งจะเดินทางไปยัง EZ เพื่อช่วยให้ท้องถิ่นเข้าใจถึงพลังของเทคโนโลยี
และช่วยครูเตรียมใช้อุปกรณ์ด้วย
National School Boards Association, National PTA, National Education Association,
American Federation of Teachers ร่วมกันในโครงการ 21st Century Teachers โดยรวบรวมครูอาสาสมัครนับพันคนที่จะพัฒนาความเข้าใจในการใช้
เทคโนโลยีและแบ่งปันความเชี่ยวชาญให้กับเพื่อนครูอย่างน้อยห้าคน ครูโครงการนี้ใช้ประโยชน์จาก
WWW มาก
การจัดตั้ง Tech Corps ประกอบด้วยอาสาสมัครจากภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญทาง เทคโนโลยีที่สามารถช่วย
พัฒนาภาคการศึกษาในท้องถิ่นได้ Tech Corps มีหน้าที่เสาะหาผู้เชี่ยวชาญ จัดหาท้องถิ่นที่เหมาะสม
และสนับสนุนอาสาสมัครเหล่านี้ ที่จะคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือโรงเรียนให้ผสมผสาน
เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าไปยังชั้นเรียน ปัจจุบันมี chapter ของ Tech Corps ใน 35 รัฐ
กระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้ง Telecom & Information Infrastructure Associate
Program (TIIAP) เพื่อให้ทุนอุดหนุนแก่สถาบันของรัฐ ในการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารเพื่อให้ข้อมูลไหลในทางด่วนสารสนเทศ
เร็วขึ้น ปัจจุบันได้ใช้งบประมาณราว 65 ล้านเหรียญในโครงการนำร่องต่างๆ
รองประธานาธิบดีกอร์ริเริ่มโครงการ Global Learning and Observations to Benefit
the Environment (GLOBE) ซึ่งเชื่อมโยงนักเรียน นักศึกษา และนักวิทยาศาสตร์ในเครือข่ายการศึกษาสิ่งแวดล้อม
โดยนักเรียนศึกษาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและท้องถิ่นรอบๆ และแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต
ปัจจุบันมีโรงเรียนกว่า 2000 แห่งในสหรัฐร่วมโครงการ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐมีแผนกลยุทธ์เพื่อให้ลูกหลานของบุคลากรของ กระทรวงได้ ประโยชน์จากเทคโนโลยีทางการศึกษา
ประธานาธิบดีสั่งการโดยคำสั่งผู้บริหาร (Executive Order) เพื่อวางขั้นตอนในการมอบคอมพิวเตอร์ใช้แล้วของภาครัฐไปยังโรงเรียน
หรือสถานศึกษา ไม่ค้ากำไร เพื่อสนับสนุนให้เกิดการ upgrade คอมพิวเตอร์ในโรงเรียน
โดยมีแนวทางการตรวจซ่อมคอมพิวเตอร์ก่อนที่โรงเรียนจะได้ไป รวมทั้งการฝึกสอนนักเรียนให้รู้จักซ่อมคอมพิวเตอร์
โครงการนี้เชื่อมโยงกับโครงการ Empowerment Zones
ภายใต้ พ.ร.บ. Goals 2000 Educate America แต่ละรัฐใช้งบประมาณในการพัฒนา และจัดทำแผนเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ของนักเรียน
โครงการ ERIC (Educational Resource Information Clearing House Service) เปิดโอกาสให้นักการศึกษาสามารถถามผ่านอีเมล์และรับคำตอบภายใน
48 ชั่วโมง ทั้งในเรื่องแผนการเรียน เทคนิคการสอน ฯลฯ
จากโครงการ Rural Utilities Service Distance Learning & Medical Link เปิดโอกาสให้นักเรียนในชนบทสามารถเข้าถึงบทเรียนที่ไม่เคยเข้าถึง
มาก่อน
จากโครงการ Star Schools ของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีระบบการศึกษาทางไกลต่างๆ ช่วยประชากรด้อยโอกาสทั้งในสาขาคณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ รวมทั้งอาชีวศึกษาผ่านระบบ เสียง ภาพ และโปรแกรมการเรียนการสอน
จากโครงการ Regional Technology Consortia ซึ่งช่วยรัฐและสถาบันการศึกษาท้องถิ่นเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
นำสมัยในห้องเรียน ห้องสมุด รวมทั้งศูนย์ศึกษาของผู้ใหญ่
จากโครงการ Rural Utilities Service ซึ่งให้เงินทุนและเงินกู้เพื่อให้โรงเรียนชนบทพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทาง
การสื่อสาร ปัจจุบันโรงเรียน 52 แห่งได้รับ interactive Video Service ในระบบ 2
ทาง
และเพื่อให้การดำเนินนโยบายในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษามี ประสิทธิผลตามความ
คาดหมาย
สิงคโปร์
สิงคโปร์โดยกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) ร่วมวางแผนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น National Computer Board (NCB) และ Telecom Authority of Singapore (TAS) จัดทำ แผนแม่บทไอทีเพื่อการศึกษา Master Plan For IT in Education ขึ้น โดยมีจุดประสงค์ 4 ประการ คือ
ส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียนกับโลกรอบด้านเพื่อ ขยายประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมของการเรียนรู้
ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ การเรียนตลอดชีวิต และความรับผิดชอบทางสังคม
ผลักดันขบวนการนวัตกรรมทางการศึกษา
ส่งเสริมความเป็นเลิศในการบริหารและจัดการการศึกษาเพื่อให้บรรลุ เป้าหมาย
ทั้ง 4 แผนแม่บทได้ระบุมิติสำคัญ 4 ด้าน คือ
หลักสูตรและการประเมิน
เนื้อหาและทรัพยากรการเรียนรู้
โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและเทคโนโลยี
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
แนวคิดสำคัญของแต่ละมิติมีดังนี้
หลักสูตรและการประเมิน (Curriculum & Assessment)
หลักสูตรการศึกษาแผนใหม่จะต้องสะท้อนความเปลี่ยนแปลงจากการ เรียนรู้โดยรับข้อมูล
ไปยังการเน้นให้นักเรียนหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเรียนรู้การ ประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อแก้
ปัญหาและสื่อสารความคิดอย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าว
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะทำให้
- เพิ่มความเข้มแข็งแก่ครูในฐานะผู้ชี้แนะ (Rapertoire) และเพิ่มขอบเขตของ ทรัพยากรการเรียนรู้ที่นักเรียนเข้าถึงได้
- ทำให้เพิ่มระดับการเรียนรู้ด้วยตนเอง ส่งเสริมนักเรียนที่มีศักยภาพขยายขอบ เขตการเรียนรู้นอกเหนือหลักสูตร
- ความสมบรูณ์และระบบปฏิสัมพันธ์ของเทคโนโลยีช่วยให้ กำลังใจและทำให้ นักเรียนที่อ่อนสามารถเรียนได้ดีขึ้น ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้นักเรียนเรียน เชิงรุก (Active Learning) และเรียนด้วยตนเอง
(Independent Learning)
ในขั้นประถมศึกษา แผนแม่บทจะเริ่มเน้นการใช้ซอฟต์แวร์ที่สอดคล้องกับหลักสูตร ภาษาอังกฤษ
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาจีน ในระดับมัธยมศึกษาจุดเน้นจะขยายไปยังภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์ วรรณคดี ภาษาอังกฤษ จริยศึกษา และหน้าที่พลเมือง โดยใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต
นักเรียนจะต้องมีทักษะขั้นต่ำใน desk-top publishing, spread sheet, database construction,
และการค้นหาข้อมูลจาก CD-ROM และแหล่ง on-line อื่นๆ เมื่อจบมัธยมศึกษา
จะต้องมีการประเมินผลในสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศรวมทั้ง
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อช่วยประเมินผล
เนื้อหาและทรัพยากรการเรียนรู้ (Content & Learning Resources)
กระทรวงศึกษาธิการจะให้บริการ Central Clearing-House Service เพื่อเสาะหาทบทวนประเมิน
และเสนอแนะ Software Title List รวมทั้ง Internet Sites สำหรับโรงเรียน โดยไม่บังคับโรงเรียนแต่อย่างใด
ครูจะได้รับการฝึกอบรมให้ประเมินซอฟต์แวร์และแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างกัน
การจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ เช่น National Licensing Scheme จะช่วยลดค่าใช้จ่าย
และ Digital Media Repositories จะช่วยรวบรวมและมี Media clips , webpage และ courseware
snippets ให้ใช้สำหรับการเรียนการสอนในระบบ multimedia
อินเทอร์เน็ตจะเป็นศูนย์ทรัพยากรเนื้อหาและการเรียนรู้ในโรงเรียน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตโรงเรียน
จะเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร การรวมและแลกเปลี่ยนความคิดและทรัพยากรการเรียนรู้
ระหว่างนักเรียนและครู ทั้งในท้องถิ่นและกับโรงเรียนในต่างประเทศ
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จะเป็นผู้ผลิตและนำเสนอเนื้อหา เช่น การพัฒนา CD-ROM หรือการให้บริการมูลค่าเพิ่มแก่โรงเรียนโดยการค้นหาซอฟต์แวร์
การศึกษาตามความต้องการ รวมทั้งในบริการหลังการขาย
สำหรับการพัฒนาและจำหน่าย ซอฟต์แวร์ด้านการศึกษาที่สอดคล้องกับหลักสูตรนั้น Economic
Development Board (EDB) และ NCB จะชักนำให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ระดับโลกมาตั้งฐานในสิงคโปร์ร่วมกับ
บริษัทท้องถิ่น นอกจากนี้ NCB จะช่วยพัฒนาผู้เชี่ยวชาญในการผลิตซอฟต์แวร์การศึกษา
ในขณะที่ MOE จะให้ทิศทางและข้อกำหนดเพื่อให้เนื้อหานั้นสอดคล้องกับหลักสูตร
โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและเทคโนโลยี (Physical and Technology Infrastructure)
แผนแม่บทกำหนดให้มีมาตรฐานระดับชาติในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี สารสนเทศภายในปี
ค.ศ. 2002 เพื่อวางแนวทางให้โรงเรียนโดยให้มีความยึดหยุ่นได้ ทั้งนี้ไม่ต้องการให้มีการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์ทั้งหมดในคราวเดียว
ภายในปี ค.ศ. 2002 นักเรียนจะใช้เวลาร้อยละ 30 ของหลักสูตรโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามเป้าหมายของ
แผนแม่บท และจะมีอัตรานักคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องต่อนักเรียน 2 คน ภายในปีเดียวกัน
ในชั้นนี้ จะมีการลงทุนเพื่อให้มีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อนักเรียนประถม 6.6 คน
และ 5 คนในระดับมัธยมเพื่อให้เกิดการเรียนโดยการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศร้อยละ 10
และ 14 ตามลำดับ
มีการติดตั้งคอมพิวเตอร์ในชั้นเรียนและห้องสมุดนอกเหนือจาก ห้องปฏิบัติการ คอมพิวเตอร์
นอกจากนี้มีการใช้ notebook เพื่อความคล่องตัว
ครูจะมี Notebook ใช้เพื่อการเรียนการสอนในอัตราส่วน 1 เครื่องต่อ 2 คนนอกจากนี้
MOE จะให้เงินสนับสนุนครูที่ซื้อคอมพิวเตอร์ของตนเอง
แผนแม่บทกำหนดให้มีการสร้างเครือข่ายในทุกโรงเรียน และในที่สุดทุกโรงเรียนจะเชื่อมต่อถึงกันได้ผ่านระบบ
Singapore ONE ครูทุกคนและนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถม 4 ขึ้นไปจะมี E - mail account
และโครงสร้างทางกายภาพทางเทคโนโลยีสารสนเทศจะถูก ผนวกเข้ากับข้อกำหนด ในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างของโรงเรียนในอนาคต
4. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)
แผนการพัฒนาฝึกอบรมครูที่มีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่อง ในการใช้ IT เพื่อการศึกษาเป็นหัวใจของความสำเร็จของแผนแม่บท
ระบบ 4 ขั้นตอนในการฝึกอบรมครูภายใน ปี ค.ศ.1999 ภายใต้ข้อจำกัดของจำนวนครู มีดังนี้
ในขั้นแรกผู้สอน IT อาวุโส (senior IT Instructors) จำนวน 60 คน ฝึกอบรมให้โรงเรียนสาธิต
22 โรงเรียน หลังจากนั้นหัวหน้าแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศและครูจำนวนหนึ่ง จะฝึกอบรมให้
กลุ่มละ 3-4 โรงเรียน และในขั้นสุดท้ายโรงเรียนเหล่านี้ จะฝึกอบรมให้โรงเรียนอื่นๆ
ต่อไป
หัวหน้าแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศและครูที่จะถ่ายทอดทักษะ ให้แก่โรงเรียนอ่าน จะได้รับ
การลดปริมาณการสอนปกติลงหนึ่งในสาม
การมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษาชั้นสูง บริษัททางเทคโนโลยีสารสนเทศและนักวิชาชีพสาขาเทคโนโลยี
สารสนเทศในการ ให้คำปรึกษา
สถาบันศึกษาแห่งชาติ (NIE) จะปรับแนวทางการผลิตครูโดยการตั้งเป้าให้นักเรียนมีทักษะ
ในการสอนด้วยเทคโนโลยี สารสนเทศ ดังนั้นจึงต้องปรับหลักสูตรการศึกษาเพื่อให้บัณฑิตที่จะออกไป
เป็นครู เป็นตัวอย่างที่ดี (Role model) ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสอน
นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์เสริมอีก 3 ประการคือ
การวิจัยและพัฒนา เช่นให้ Institutions of Higher Learning และ NIE พัฒนา หลักสูตร
และการวิจัยทางการศึกษา
การผสมผสานระบบ (System Integrators) โดยการจัดให้มีส่วนร่วมของผู้ค้าจากหลายแหล่ง
มีการจัดตั้งผู้ช่วยด้านเทคโนโลยีเต็มเวลา (Technology Assistant) ในทุกโรงเรียน
รวมทั้ง Helpdesk E-mail A/C สำหรับครูทุกคน
สำหรับมาตรการในเชิงปฏิบัติประกอบด้วย
โครงการ Accelerating IT in Primary Schools (AITP) ทำโครงการทดลอง 6 โรงเรียน โดยสอนในระบบมัลติมีเดียในวิชาหลักๆในระดับประถม นักเรียนในโครงการใช้เวลา 10% ของเวลาในวิชาทั้งหมด โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลการทดลองปรากฎว่าได้ผลในการช่วยเด็กเรียนรู้ นักเรียนที่มีศักยภาพสูงเริ่มมีการเรียนรู้ด้วยตนเอง (independent learners) นักเรียนส่วนอื่นๆ สนใจวิชาการมากขึ้นจาก บทเรียน hands on
โครงการ Student s and Teacher s Workbench (STW) ทดลองกับ 6 โรงเรียนระดับมัธยมในส่วนที่หนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์ที่ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ เต็มรูปแบบ โดยมีศูนย์ข้อมูลการศึกษาและบทเรียนสำหรับครู ผลการทดลองปรากฎว่าได้ผลดี ซึ่งมีการใช้ร้อยละ 30 ของเวลาในรูปของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษานอกจากนี้ ยังมีการใช้ประโยชน์ จาก Digital Media Repositories
การวิจัยการใช้อินเทอร์เน็ตของโครงการ JCNet
โรงเรียนสาธิตตามโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ใช้ตัวอย่าง โรงเรียนประถมและมัธยมศึกษาอย่างละ 10 แห่ง และวิทยาลัย JC 2 แห่ง หลังจากโครงการทดสอบแล้ว จะขยายในระยะที่ 2 86 โรงเรียนและระยะที่ 3 254 โรงเรียน ภายในปี ค.ศ. 1999 จะมีระบบประเมินผลที่ต่อเนื่อง
จัดตั้งฝ่ายเทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology Division) ภายใน MOE เพื่อดำเนินการตามแผนแม่บท และประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ภายใน MOE และขอความร่วมมือจากโรงเรียน , สถาบันอุดมศึกษา , NCB และ EDB
สถานภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในประเทศไทย
ในรอบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมาได้มีวิวัฒนาการของกิจกรรมทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศเกิดขึ้นในประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากกระแสโลกอันเนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และการเปิดเสรีในภาคธุรกิจ แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากแรงผลักดันภายในประเทศเอง ทั้งนี้ครอบคลุมกิจกรรมในระดับและขนาดต่าง ๆ กัน ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงโครงการ ของภาครัฐและเอกชน ทั้งในระดับชาติและระดับองค์กร
สถานภาพการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในภาคการศึกษาได้ขยายขอบเขตกว้างขวาง ขึ้นจากการซื้อชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์มาประกอบเป็นดวงไฟหรือเป็นวิทยุแบบง่ายๆ มาจนกระทั่งเป็นการศึกษาซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนแบบ Object Oriented หรือความแพร่หลายของระบบอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน วิวัฒนาการเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นค่านิยมตลอดจนความต้องการของสังคม ดังที่ข้อคิดเห็นสาธารณชนใน โครงการการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ได้สะท้อนภาพออกมาอย่างชัดเจน
โครงการการศึกษาทางไกล
ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการการศึกษาทางไกลที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี สารสนเทศอยู่หลายโครงการ แต่ละโครงการมีคุณลักษณะที่อาจแตกต่างกันออกไปทั้งในแง่ของรูปแบบ เนื้อหา และกลุ่มเป้าหมาย อาทิเช่น
การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม โดยกรมการศึกษานอกโรงเรียนและมูลนิธิไทยคม เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษารวมทั้งขยายโอกาสทางการ
ศึกษาให้แก่เยาวชน และประชาชนในชนบทห่างไกล โดยจัดการศึกษา 3 ลักษณะคือ การศึกษาในระบบโรงเรียน
การศึกษานอกโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย ทั้งนี้โดยมีจุดรับสัญญาณดาวเทียมกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ
ทั่วประเทศทั้งในโรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา และสถานที่พบกลุ่มการศึกษานอกโรงเรียน
โครงการการศึกษาสายสามัญด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียมของ กรมสามัญศึกษา ซึ่งต้องการตอบสนองปัญหาความขาดแคลนครูในชนบท
โดยถ่ายทอดการเรียนการสอนเป็นสัญญาณภาพและเสียงจากสถานี โรงเรียนวังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไปยังโรงเรียนต่างๆ
ทั่วประเทศ โดยส่งสัญญาณจากโรงเรียนไกลกังวลผ่านสายใยแก้วนำแสงมายังสถานี ดาวเทียมไทยคม
จังหวัดนนทบุรีเพื่อ uplink สัญญาณขึ้นดาวเทียม ซึ่งโรงเรียนในจังหวัดต่างๆ สามารถรับสัญญาณดาวเทียมด้วยจานรับสัญญาณขนาด
1.2 เมตรพร้อมเครื่องแปลงสัญญาณ
โครงการศึกษาทางไกลแบบสองทางของทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนการขยายโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาไป
อย่างทั่วถึงไปยังภูมิภาค โดยการสร้างทางด่วนสารสนเทศทางการศึกษา และติดตั้งระบบการเรียนการสอนทางไกลในมหาวิทยาลัย
และสถาบันหลักที่เป็นแม่ข่าย 22 แห่ง และในวิทยาเขตลูกข่าย 30 จังหวัด โดยใช้เครือข่ายใยแก้วนำแสง
รวมทั้งปรับปรุงเครือข่ายในมหาวิทยาลัยให้สามารถสื่อสารกันได้ภายใน สถาบัน ซึ่งนอกจากจะติดต่อสื่อสารเชิงวิชาการและวิจัยได้แล้ว
ยังสามารถใช้ทรัพยากรห้องสมุดร่วมกันกันหน่วยงานต่างๆ ในเครือข่าย และใช้ระบบวีดิทัศน์ตามความต้องการทุกเวลา
นอกจากนี้ยังมีสถาบันอุดมศึกษาแห่งอื่นๆ ที่ให้บริการสอนทางไกลอยู่แล้ว เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
รวมทั้งการให้บริการการศึกษาในเชิงพาณิชย์ของ NTU ในประเทศไทย
วิสัยทัศน์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
จากแนวทางที่ปรากฏในนโยบายหลักของประเทศ คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ และแนวคิดจากคนในสังคมของโครงการการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์ รวมทั้งประสบการณ์จากทิศทางการพัฒนาการศึกษาในประเทศชั้นนำของโลก ชี้ให้เห็นความสำคัญของบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะเป็น ฟันเฟือง สำคัญในความพยายามของสังคมที่จะแก้ไขปัญหา ปรับปรุงประสิทธิภาพ และพัฒนาระบบการศึกษาในสังคมโลกาภิวัตน์ อย่างไรก็ตามเนื่องจากธรรมชาติของเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบการศึกษา มีความละเอียดอ่อนที่คล้าย และแตกต่างกันออกไป ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องวางกรอบที่รัดกุมในขบวนการพัฒนาการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ เพื่อการศึกษาของประเทศ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อให้ประชาคมในระบบได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำมาซึ่งประสิทธิผล ที่ต้องการ
วิสัยทัศน์ของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเอื้อประโยชน์ทางการศึกษา คือ ความมุ่งมั่นของสังคมที่จะนำพาประเทศชาติก้าวเข้าสู่ยุคสารสนเทศ
ด้วยระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นอย่างรูปธรรม
เพื่อให้การศึกษาของชาติมีความเท่าเทียม ทั่วถึง มีคุณภาพ และมีความต่อเนื่องเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ ภายใต้เครือข่ายทางกายภาพและเครือข่ายความร่วมมือของประชาคมศึกษาและท้องถิ่น
ตามกรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาที่ก้าวหน้า ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของระบบการศึกษาอย่างมีพลวัต
คำนำ
รายงานฉบับนี้เป็นการศึกษาในเชิงนโยบายในหัวข้อ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา เพื่อเสนอแนะกรอบนโยบายและกลยุทธ์ในการกำหนดบทบาทของเทคโนโลยี สารสนเทศ ที่จะมีส่วนเอื้อในการลดช่องว่างของโอกาสทางการศึกษา พร้อมทั้งการเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา โดยมีสมมติฐานที่สำคัญประการหนึ่งคือ ประเทศไทยอยู่ในสิ่งแวดล้อมของโลกาภิวัตน์และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสารสนเทศ หรืออีกนัยหนึ่งสังคมข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้โดยพยายามให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของความเป็นไปในการปฏิรูป การศึกษาในปัจจุบัน ให้มากที่สุด
ความสำคัญของเทคโนโลยีการศึกษา
เทคโนโลยีการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในการช่วยให้การแก้ปัญหาทางด้านการศึกษาสำเร็จลุ่ล่วง
ไปได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการบริหาร การจัดเรียนการสอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้
เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเรียนรู้แก่ผู้เรียน รัฐบาลในหลายประเทศจึงได้ตระหนักถึงความ
สำคัญและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ในวงการศึกษา และเป็นที่น่ายินดีว่ารัฐบาลไทยได้ตระหนัก
ถึงความสำคัญนี้เช่นกันโดยการบรรจุเทคโนโลยีการศึกษาไว้ในหมวด 9 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ของการศึกษาในรูปของสื่อตัวนำและ
คลื่นความถี่เพื่อเผยแพร่การศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิตสื่อทุกรูปแบบ
มีการพัฒนาบุคลากรทั้ง ด้านผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยี ส่งเสริมให้มีการวิจัย การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
มีการระดม ทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่พิจารณานโยบาย
และประเมิน คุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
"เทคโนโลยีการศึกษา"
เป็นการประยุกต์เอาเทคนิค วิธีการ แนวคิด วัสดุ อุปกรณ์ และสิ่งต่าง ๆ 
อันเนื่องมาจาก เทคโนโลยี มาใช้ในวงการศึกษา เทคโนโลยีเหล่านั้นถึงแม้ในบางครั้งจะเป็นการคิดค้นขึ้นเพื่อในวงการอื่น
ๆ โดยก็เฉพาะก็ตาม แต่สามารถนำมาใช้ในวงการศึกษาได้เช่นกัน ดังเช่นคอมพิวเตอร์ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นมา
เพื่อใช้ในการ คิดคำนวณและในวงการธุรกิจก็ยังสามารถนำมาใช้ในการบริหารสถาบันการศึกษา
และช่วยในการเรียนการสอนได้ หรือการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์เพื่อพิมพ์เอกสารและตำราทางวิชาการ
การใช้โทรทัศน์ที่คิดค้นขึ้น เพื่อให้ความบันเทิง ก็สามารถนำมาใช้เพื่อการศึกษาได้เช่นกัน
ตลอดจนการใช้ระบบโทรคมนาคมประเภทต่าง
ๆ เช่น ระบบโทรศัพท์ หรือการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมเพื่อใช้ในการศึกษาและการเรียนการสอน
นับเป็นการนำ เทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในเทคโนโลยีการศึกษา
นอกจากนี้แล้ว ยังเกี่ยวข้องถึงบุคคลและองค์กรต่าง ๆ
โดยเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนของการประยุกต์สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมาใช้เพื่อการวางแผน
วิเคราะห์ปัญหา และแก้ปัญหาทางการศึกษา
จากคุณสมบัติและปัจจัยต่างๆ ที่อินเทอร์เน็ตมีให้แก่ผู้ใช้นั้น เป็นโอกาสในการนำมาใช้ประโยชน์ทางการศึกษาในรูปแบบต่างๆ กล่าวโดยรวมแล้วสาระสำคัญของบทบาทอินเทอร์เน็ตต่อภาคการศึกษามี ประเด็นดังต่อไปนี้
เปิดโอกาสให้ครู อาจารย์ และนักเรียน นักศึกษา สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ที่หลากหลายหรืออีกนัยหนึ่งมี
ห้องสมุดโลก (Library of the World) เพียงปลายนิ้วสัมผัส
ดังตัวอย่างรูปธรรมต่อไปนี้
ครู และนักเรียนสามารถค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านสถานที่และเวลา
(Anywhere & Anytime) โดยครู อาจารย์อาจจะเตรียมการสอนได้สมบูรณ์ขึ้น ในขณะที่นักเรียน
นักศึกษาสามารถค้นคว้าหาข้อมูลได้สะดวกและหลากหลายมากขึ้น
คณาจารย์และนักเรียนที่ด้อยโอกาสอันเนื่องมาจากความห่างไกล ทุรกันดาร ขาดแหล่งห้องสมุดที่ดี
สามารถก้าวกระโดดในการหาข้อมูลข่าวสารและความรู้ได้อย่าง เท่าเทียมมากยิ่งขึ้น
จะมีโอกาสใดในประวัติศาสตร์ การเรียนรู้ที่ครูและนักเรียนของโรงเรียนสบเมยวิทยาคม
จังหวัดแม่ฮ่องสอนสามารถศึกษาค้นคว้าเรื่อง สงครามอ่าวเปอร์เซีย จากโปรแกรม CNN
Newsroom (http://www.nmis.org/NewsInteractive/CNN/Newsroom) หรือข้อมูลการรักษาสิ่งแวดล้อมของ
US-EPA จาก Library of Congress ของรัฐสภาอเมริกา (http://www.lcweb.loc.gov) เป็นต้น
เด็กนักเรียนเองสามารถร่วมกันผลิตข้อมูลในแขนงต่างๆ อาทิเช่น ข้อมูลพันธุ์พืชของสิ่งแวดล้อมโดยรอบโรงเรียน
ข้อมูลศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยน กับเด็กทั่วโลก ในขณะที่ครูสามารถนำเนื้อหาทางวิชาการที่มีประโยชน์
เช่น บทความทางวิชาการ เอกสารการสอน ฯลฯ ลงใน Web เพื่อแลกเปลี่ยนภายในวงการครู
เป็นต้น
เปลี่ยนบทบาทของครูและนักเรียน
ด้วยนัยของการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้จะทำให้บทบาทของ ครูปรับเปลี่ยนไปจากการ
เน้นความเป็น ผู้สอน มาเป็น ผู้แนะนำ (Facilitator) มากขึ้น ในขณะที่กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนจะเป็นการเรียนรู้
เชิงรุก มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากฐานข้อมูล ในอินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญประการหนึ่งที่เอื้ออำนวยให้
เด็กนักเรียนสามารถเรียนและค้นคว้าด้วยตนเอง (independent learning) ได้สะดวกรวดเร็วและมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามมีความจำเป็นที่จะต้องตระหนักว่าบทบาทและรูปแบบ ที่จะปรับเปลี่ยนไปนี้
จะต้องมีการเตรียมการที่ดีควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของครูที่จะต้องวางแผนการ
ชี้แนะ ให้รัดกุมเพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กมีประสิทธิผลดีขึ้น จากการเรียนตามครูสอน
(passive learning) มาเป็นการเรียนรู้วิธีเรียน (Learning How to Learn) และการเรียนด้วยความอยากรู้
(active learning) อย่างมีทิศทาง
พัฒนาการสื่อสารระหว่างครูและนักเรียน
ผลสืบเนื่องจากการที่อินเทอร์เน็ตสามารถให้บริการไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีความสะดวก
รวดเร็ว และง่ายในการใช้ทำให้เกิดการสื่อสาร (communications) เพิ่มมากขึ้นในระบบการศึกษา
ทั้งที่เป็นการสื่อสารระหว่างครูกับครู ครูกับนักเรียนและระหว่างนักเรียนกับนักเรียนกันเอง
ทั้งนี้โดยมิได้ลดทอนการสื่อสารในรูปแบบเดิม ปัจจุบันคณาจารย์หลายท่านในหลายสถาบันในประเทศไทยใช้อินเทอร์เน็ต
เป็นสื่อกลาง ในการให้การบ้าน รับการบ้าน และตรวจส่งคืนการบ้าน ในขณะเดียวกันการสื่อสารระหว่างนักเรียนสามารถช่วยส่งเสริมการทำงาน
กลุ่ม การปรึกษาหารือกับครูและเพื่อนนักเรียน ในเชิงวิชาการ ตลอดจนการติดต่อกับเพื่อนชาวต่างประเทศ
ที่มีโอกาสมากขึ้นเป็นลำดับ
ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา
Good (1973 : 592)
หมายถึง การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อการออกแบบและส่งเสริมระบบการเรียนการสอน
โดยเน้นที่วัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่สามารถวัดได้อย่างถูกต้องแน่นอน มีการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียน
มากกว่ายึดเนื้อหาวิชา มีการใช้การศึกษาเชิงปฏิบัติโดยผ่านการวิเคราะห์และการใช้โสตทัศนูปกรณ์
รวมถึงเทคนิค การสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อการสอนต่าง
ๆ ในลักษณะของสื่อประสมและการศึกษา ด้วยตนเอง
--------------------------------------------------------------------------------
วิจิตร ศรีสะอ้าน (2517 : 120 - 121)
เป็นการประยุกต์เอาเทคนิค วิธีการ แนวความคิด อุปกรณ์และเครื่องมือใหม่ ๆ มาใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางการศึกษา
ทั้งในด้านการขยายงานและด้านการปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอน
--------------------------------------------------------------------------------
Gagne and Briggs (1974 : 210 - 211)
เทคโนโลยีนั้นพัฒนามาจากการออกแบบการเรียนการสอนในรูปแบบต่าง ๆ โดยรวมถึง
1. ความสนใจในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลในเรื่องของการเรียนรู้ เช่น บทเรียนแบบโปรแกรมและบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(CAI) เป็นต้น
2. ด้านพฤติกรรมศาสตร์และทฤษฎีการเรียนรู้ เช่น ทฤษฎีการเสริมแรงของบี.เอฟ สกินเนอร์
(B.F.Skinner)
3. เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ เช่น โสตทัศนูปกรณ์ประเภทต่าง ๆ รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย
--------------------------------------------------------------------------------
Coley ,Cradler and Engel (1996)
ในความหมายอย่างกว้าง ๆ แล้ว เทคโนโลยีการศึกษาจะเป็นคำซึ่งรวมถึงทรัพยากรใด ๆ
ก็ตามที่ใช้ในการให้ การศึกษาแก่ผู้เรียน โดยอาจรวมถึงวิธีการ เครื่องมือหรือกระบวนการ
หากเป็นในเชิงปฎิบัติแล้วคำนี้จะใช้ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีต่าง
ๆ เช่น ฟิล์มสตริป เครื่องฉายสไลด์ เทปเสียง โทรทัศน์ และห้องปฏิบัติการทางภาษา
เมื่อมีการนำคอมพิวเตอร์เป็นฐานในการเรียนรู้ และในปัจจุบันจะเป็นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารควบคู่กับคอมพิวเตอร์
จึงสรุปได้ว่า "เทคโนโลยีการศึกษา" เป็นคำที่ใช้หมายถึงการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการเรียนการสอนให้เหมาะสมในแต่ละยุค
ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา มีอยู่หลายทัศนะ ดังต่อไปนี้
องค์กรร่วมสาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา ประเทศอังกฤษ (Council for Educational Technology for the United Kingdom - CET) อธิบายว่า "เทคโนโลยีทางการศึกษาหมายถึงการพัฒนาการนำไปใช้และการประเมินระบบ วิธีการดำเนินงาน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อทำให้การเรียนรู้ของคนเราให้ดีขึ้น"
ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ให้ความหมายว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา ครอบคลุมระบบการนำวิธีการ มาปรับปรุงประสิทธิภาพของการศึกษาให้สูงขึ้น โดยครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ อุปกรณ์หรือเครื่องมือ วิธีการ
ดร. เปรื่อง กุมุท ได้กล่าวถึงทางการศึกษา ไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นแผนการหรือวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ ให้บรรลุผลตามแผนการ
ศูนย์บทเรียนโปรแกรมแห่งชาติ ประเทศอังกฤษ (National Centre for Programmed Learning , UK) อธิบายว่า "เทคโนโลยีทางการศึกษาคือ การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้ และเงื่อนไขของการเรียนรู้ มาใช้เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการสอนและการฝึกอบรม แต่ถ้าหากปราศจากหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว เทคโนโลยีทางการศึกษาจะแสวงหาวิธีดำเนินการโดยการทดลองเพื่อเสริมสร้างสถานภาพองการเรียนรู้ให้ดีขึ้น"
คณะกรรมาธิการสาขาเทคโนโลยีการสอน ประเทศสหรัฐอเมริกา (The Commission on Instructional Technology . USA) ได้อธิบายว่า "เทคโนโลยีทางการศึกษาคือการนำแนวความคิดที่เป็นระบบไปใช้ในการออกแบบ ดำเนินการ และประเมินกระบวนการเรียนการสอนทั้งกระบวนการในรูปของวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากผลการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้และการสื่อความหมายของมนุษย์เรา อีกทั้งนำเอาทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรอื่น ๆ มาผสมผสานกัน ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพของการเรียนรู้ที่สูงยิ่งขึ้น"
Edgar Dale กล่าวว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นแผนการหรือวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ ให้บรรลุตามแผนการ
ครรซิต มาลัยวงษ์ กล่าวว่า "การใช้เทคโนโลยีสำหรับผู้ที่อยู่ในวงการศึกษา ก็คงจะเรียกว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ส่วนผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม อาจเรียกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมองว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการใช้เทคโนโลยีลักษณะเดียวกัน แต่มีจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน"
ชัยยงค์ (2523) อธิบายถึง เทคโนโลยีทางการศึกษาไว้อย่างละเอียดว่า "เทคโนโลยีเป็นระบบการประยุกต์ผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์ (วัสดุ) และผลิตกรรมของวิศวกรรม (อุปกรณ์) โดยยึดหลักทางพฤติกรรมศาสตร์ (วิธีการ) มาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาทั้งในด้านบริหารด้านวิชาการ และด้านบริการ" หรืออีกนัยหนึ่ง เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นระบบการนำวัสดุ อุปกรณ์และวิธีการมาใช้ในการปรับปรุงระบบการศึกษาเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น วัสดุ (Material) หมายถึงผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์ สิ่งที่มีการผุผังสิ้นเปลืองได้ง่าย เช่น ชอร์ค ดินสอ ฟิล์ม กระดาษ ส่วนอุปกรณ์ (Equipment) หมายถึงผลิตกรรมทางวิศวกรรมที่เป็นเครื่องมือค่าง ๆ เช่น โต๊ะกระดานดำ เก้าอี้ เครื่องฉาย เครื่องเสียง เครื่องรับโทรทัศน์ ฯลฯ และวิธีการ (Technique) หมายถึงระบบ กระบวนการ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยา หลักสังคมวิทยา ภาษา ฯลฯ ที่นำมาใช้ในการศึกษา เช่น การสาธิต ทดลอง กลุ่มสัมพันธ์ เป็นต้น
จากความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษาตามที่กล่าวมานั้น ต่างเน้นให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า บทบาทและหน้าที่หลักของเทคโนโลยีทางการศึกษาคือ การพัฒนาประสิทธืผลของกระบวนการของการเรียนรู้
Technology in education (หรือ Tools technology)
Technology in education หมายถึงวิธีการต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการนำเสนอเนื้อหาสาระทางการศึกษาหรือการฝึกอบรม
ได้แก่ โทรทัศน์ ห้องปฏิบัติการภาษา เครื่องฉายประเภทต่าง ๆ ( หรือที่เรียกว่า
สื่อการสอน)
Technology of education (หรือ System technology)
Technology of education หมายถึง เป็นการนำเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ อักทั้งวัสดุ
และวิธีการมาผสมผสานกัน เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนากระบวนการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น