ในองค์กรต่างๆ จะมีระบบงานหลัก (Core Functions) ของระดับชั้นการบริหาร 4 ระดับ คือ

ระดับชั้นกลยุทธ์ (Strategic Level) ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง (Senior Manager)

ระดับการบริหาร (Management Level) ได้แก่ ผู้บริหารระดับกลาง (Middle Manager)

ระดับผู้ชำนาญการ (Knowledge and Data Worker Level) ได้แก่กลุ่มพนักงานที่ใช้ความรู้และข้อมูล

ระดับปฏิบัติการ (Operational Level) ได้แก่ผู้จัดการระดับปฏิบัติการ (Operational Manager) ซึ่งคอยควบคุมงานตามหน้าที่ต่างๆ เช่น กลุ่มงานขายและการตลาด กลุ่มการเงินและบัญชี กลุ่มการจัดการทรัพยากรมนุษย์ และกลุ่มการผลิต ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถเขียนเป็นแผนภาพได้ดังนี้
ภาพแสดงระบบชั้นการบริหารงานขององค์กร

จากแผนภาพดังกล่าวข้างต้นจึงสามารถนำการจำแนกระบบสารสนเทศทั้ง 3 แบบมาเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันภายใต้แผนภาพระดับชั้นการบริหารงานขององค์กรได้ดังนี้

การแบ่งประเภทของสารสนเทศทั้ง 3 ระบบในองค์กร

สำหรับระบบสารสนเทศทางการตลาด (MKIS) เป็นระบบที่เกิดขึ้นโยตรงจากการจำแนกประเภทสารสนเทศตามหน้าที่งานด้านการตลาดขององค์กร ซึ่งระบบสารสนเทศด้านการตลาดที่คุ้นเคย ยกตัวอย่างเช่น ระบบบันทึกข้อมูลลูกค้า ระบบงานวิจัยตลาด ระบบงานซื้อขายออนไลน์ในอินเตอร์เนต เป็นต้น แต่หากนำแนวคิดการจำแนกตามการสนับสนุนในแต่ละระดับชั้นองค์กรด้วยแล้ว ระบบสารสนเทศทางการตลาดจะต้องเป็นระบบงานที่สามารถสนับสนุนความต้องการต่างๆ ของผู้บริหาร ตลอดจนพนักงานแต่ละระดับได้ด้วย จนอาจกล่าวได้ว่าระบบสารสนเทศทางการตลาดจะต้องมีความสัมพันธ์คาบเกี่ยวกับ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบสนับสนุนผู้บริหาร ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ และระบบประมวลผลรายการค้าด้วย และถ้าหากพิจารณาร่วมกับการจำแนกตามระดับชั้นขององค์กรจะพบว่า ระบบสารสนเทศทางการตลาดเป็นส่วนหนึ่งของระบบสารสนเทศระดับองค์กร (OIS) และเป็นหนึ่งในระบบสารสนเทศระดับแผนก (DIS) หากงานด้านการตลาดขององค์กรนั้นๆมีความซับซ้อนมาก มีการแบ่งงานออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ก็อาจต้องมีการพัฒนาระบบสารสนเทศระดับกลุ่มงาน(WIS) ขึ้นมาใช้ด้วย ในขณะเดียวกัน พนักงานสายการตลาดแต่ละคนก็อาจเก็บรวบรวมข้อมูลหรือใช้สารสนเทศเพื่องานของตนเองได้เช่น การใช่ตารางนัดหมายลูกค้าหรือระบบจัดเก็บเงินลูกค้า หรือเครื่องบันทึกเงินสดของพนักงานแคชเชียร์ นอกจากนี้ถ้าหากจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างองค์กร เช่น ระหว่างองค์กรกับบริษัทคู่ค้าหรือบริษัทลูกค้า เช่น การเชื่อมโยงบัญชีสินค้าคงเหลือระหว่างกัน เพื่อบริหารจัดการระบบโซ่อุปทาน ก็เท่ากับว่าระบบสารสนเทศทางการตลาดมีการเชื่อมโยงกันเป็นระบบสารสนเทศระหว่างองค์กร (I-OIS) ด้วย

ในการใช้ระบบสารสนเทศในองค์กร สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือการใช้ข้อมูลร่วมกันของทั้งองค์กร ดังนั้นการวางระบบสารสนเทศในองค์กรต้องคำนึงถึงการประสานงานกันระหว่างองค์กรด้วย ข้อมูลในระบบสารสนเทศทางการตลาดมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อข้อมูลของระบบสารสนเทศอื่นๆ ในองค์กรมาก ระบบสารสนเทศในองค์กรต้องมีความเป็นหนึ่งเดียว (Integrated) เอกเทศ (Dependency) และไหลโดยอิสระ ตามแนวความคิดที่เรียกว่า “การไหลโดยอิสระของสารสนเทศ” (Free Flow Information) ดังแผนภาพ

การไหลโดยอิสระของสารสนเทศในองค์กร

ความหมายของการไหลโดยอิสระของสารสนเทศก็คือ ระบบสารสนเทศหนึ่งๆ ในองค์กรจะต้องสามารถไหลเชื่อมโยงในแนวนอนไปยังแผนกหน้าที่งานอื่นๆ ได้ เช่น ข้อมูลทางการตลาดที่เกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าต้องสามารถไหลไปยังฝ่ายผลิตได้ เพื่อบริหารจัดการการผลิตให้ตรงตามต้องการลูกค้า และในขณะเดียวกันข้อมูลต่างๆ ก็สามารถไหลขึ้นในแนวตั้งได้ไปยังระดับชั้นต่างๆ ขององค์กรได้ ทุกฝ่าย ทุกแผนก ทุกระดับผู้บริหารเช่น ผู้บริหารต้องการทราบความเป็นไปของตลาดที่เกี่ยวข้องกับราคาที่ลูกค้าต้องการก็สามารถดึงข้อมูลขึ้นไปจากฝ่ายการตลาดเพื่อวิเคราะห์และวางกลยุทธ์ได้ทันทีที่ต้องการ

 

การตัดสินใจ

ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
ระบบประมวลผลธุรกรรมช่วยให้ทราบว่าหน่วยงานมีผลการดำเนินงานอย่างไรเป็นภาพกว้าง ๆ และระบบ MIS ทำให้ทราบว่า หน่วยงานมีปัญหาอะไรบ้าง? เมื่อทราบปัญหาแล้ว ผู้บริหารจะต้องใช้ความสามารถของผู้บริหารเองในการแก้ไขหรือดำเนินการอย่างไรกับปัญหานั้น ๆ

เมื่อผู้บริหารเกิดแนวคิดในการแก้ไขปัญหานั้น ผู้บริหารก็ย่อมจะต้องการทราบต่อไปว่า หากดำเนินการตามแนวคิดนั้นจะเกิดผลลัพธ์อย่างไร จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? ยิ่งหากผู้บริหารคิดหาแนวทางเลือกไว้หลายทาง ผู้บริหารยิ่งต้องการทราบว่า ทางเลือกใดที่ดีที่สุด

ในกรณีเช่นนี้ผู้บริหารก็จำเป็นต้องอาศัยระบบสารสนเทศที่เรียกว่า ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ แต่เป็นระบบที่ผู้บริหารใช้ประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช้ระบบที่จะตัดสินใจได้ด้วยโปรแกรม ระบบนี้จะช่วยการพิจารณาดูว่า จะต้องทำอย่างไรถึงจะเหมาะ ช่วยให้ตัดสินใจมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะไม่ได้ตัดสินใจโดยการเดาสุ่ม แต่อาศัยสูตรหรือแนวคิดทางด้านวิชาการจัดการ (Management Science) เข้ามาช่วย

ในการตัดสินใจแบบโครงสร้าง (Structure) และแบบกึ่งโครงสร้าง (Semistructure) โดยเฉพาะในการบริหารระดับกลางและระดับล่าง สามารถนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการตัดสินใจได้ เช่น การตัดสินใจทางด้านการเงินและการผลิต เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆจึงสามารถหาแนวทางแก้ไข และแยกแยะวิธีการแก้ปัญหาออกมา ให้อยู่ในรูปของต้นแบบ (Prototype) ได้ ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจว่าจะ "ทำเองหรือซื้อ" , การทำงบประมาณต้นทุน (เช่น การหาอุปกรณ์ทดแทน), การจัดสรรทรัพยากร, การกระจายสินค้า, ขบวนการการทำงาน, การวางแผนงานและ การควบคุมสินค้าคงคลัง โดยปัญหาเหล่านี้สามารถหาคำตอบได้ โดยการใช้สูตรทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วย วิธีนี้เรียกว่าวิทยาการการจัดการ (Management Science) หรือ การวิจัยดำเนินงาน (Operations research : OR) ซึ่งเป็น การแก้ปัญหาอย่างมีระบบ เริ่มที่การกำหนดปัญหา แยกแยะปัญหาให้เข้ากับรูปแบบปัญหามาตรฐาน สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ที่ใช้อธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ หาคำตอบที่เหมาะสม และคำนวณค่าคำตอบออกมาเลือกหนึ่ง ทางเลือกเพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเห็นว่า ขบวนการนี้ใช้แนวคิดของ ตัวแบบ (Models) เป็นหลัก

ส่วนในการตัดสินใจแบบกึ่งโครงสร้างโดยทั่วไปและแบบไม่เป็นโครงสร้าง (Unstructure) การใช้เพียงวิธีการของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS) และวิทยาการการจัดการนั้นไม่เพียงพอ จึงได้มีการเสนอให้ใช้ ระบบ สารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจ เรียกว่า ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS) เข้ามาช่วย ซึ่งระบบสนับสนุนการ ตัดสินใจสามารถปรับปรุงคุณภาพของสารสนเทศที่นำมาใช้ในการตัดสินใจได้ใช้งานง่าย ทำให้ประหยัดเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยทางแก้ปัญหาที่ได้จากระบบสนับสนุนการตัดสินใจ มีลักษณะเป็นช่วงของค่าที่เป็นไปได้ ทำให้ ผู้บริหารทดลอง และประเมินค่าเหล่านั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจระบบปัญหาและทำการตัดสินใจได้ดีขึ้น

คำนิยามของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
มีผู้นิยามความหมายของระบบสนับสนุนการตัดสินใจไว้มากมาย ได้แก่

Little [1970] ให้คำนิยามของระบบสนับสนุนการตัดสินใจตามการทำงานของระบบ และลักษณะการเชื่อมโยงกับผู้ใช้ ว่าเป็นกลุ่มของขบวนการทำงานโดยใช้ตัวแบบในการประมวลผลข้อมูล เพื่อสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้บริหารได้
Gorry and Scott Morton [1971] ให้คำนิยามของระบบสนับสนุนการตัดสินใจตามประเภทของปัญหา และการทำงานของระบบ ว่าเป็นระบบโต้ตอบที่ใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยให้ผู้ตัดสินใจสามารถใช้ข้อมูลและตัวแบบให้เกิดประโยชน์ในการแก้ปัญหาแบบไม่เป็นโครงสร้างได้
Alter[1980] ให้คำนิยามของระบบสนับสนุนการตัดสินใจตามรูปแบบการนำไปใช้ และวัตถุประสงค์ของระบบ โดยเปรียบเทียบกับระบบประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Processing System : EDP)
Moore and Chang [1980] ให้คำนิยามของระบบสนับสนุนการตัดสินใจตามรูปแบบการนำไปใช้ และ ความสามารถของระบบว่าเป็นระบบที่สามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เป็นกึ่งโครงสร้าง และไม่เป็นโครงสร้างได้ สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล และสร้างตัวแบบในการตัดสินใจแบบเร่งด่วน (Ad-Hoc) ได้ สามารถวางแผนงานล่วงหน้าได้ สามารถใช้ได้กับสถานการณ์ที่ผิดไปจากปกติ หรือใช้ได้ในช่วงที่ไม่ได้วางแผนไว้ก่อนได้
Bonczek et al. [1980] ให้คำนิยามของระบบสนับสนุนการตัดสินใจตามส่วนประกอบของระบบ ว่าเป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย โดยประกอบด้วยส่วนการทำงาน 3 ส่วนที่ทำงานโต้ตอบกันคือ

o ระบบภาษา (language system) ใช้สื่อสารระหว่างผู้ใช้ กับส่วนประกอบอื่นๆ ของระบบ
o ระบบความรู้ (knowledge system) ฐานความรู้ ได้แก่ ข้อมูลหรือขบวนการในการดำเนินงาน
o ระบบประมวลผลปัญหา (problem-processing system) ใช้เชื่อมระหว่างส่วนประกอบสองส่วนข้างต้นเข้าด้วยกัน และมีความสามารถที่ช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ

Keen [1980] ให้คำนิยามของระบบสนับสนุนการตัดสินใจตามขบวนการในการพัฒนา โดยกล่าวว่าระบบสนับสนุนการตัดสินใจ หมายถึงสถานการณ์ซึ่งระบบสุดท้ายระบบหนึ่งสามารถถูกสร้างขึ้นมาได้ โดยผ่านขบวนการ เรียนรู้และการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้

จากนิยามต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น สามารถสรุปนิยามของระบบสนับสนุนการตัดสินใจได้ว่า "ระบบสนับสนุน การตัดสินใจ คือระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถโต้ตอบ, ปรับเปลี่ยน และมีความยืดหยุ่นในการสร้างเพื่อใช้สนับสนุน การตัดสินใจ เพื่อให้สามารถหาทางแก้ปัญหาด้านการจัดการที่มีลักษณะไม่เป็นโครงสร้างได้ดีขึ้น โดยระบบสนับสนุนการตัดสินใจจะจัดการกับข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงกับผู้ใช้ให้สามารถใช้งานได้ง่าย และสามารถแสดงผลเพื่อให้ผู้ทำการ ตัดสินใจเห็นภาพรวมของข้อมูลที่มีได้ อีกทั้งระบบสนับสนุนการตัดสินใจยังอาจจะมีการใช้ตัวแบบ(ซึ่งมักจะถูกสร้างขึ้นโดยผู้ใช้งานเอง) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในทุกๆขั้นตอนของขบวนการตัดสินใจได้"

ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ [ Decision Support Systems (DSS) ] ระบบนี้ทำหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการจัดรูปแบบข้อมูล การนำข้อมูลมาใช้และการรายงานข้อมูลเพื่อที่จะใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้บริหารระดับต่างๆ เช่น ระบบ DSS จะช่วยคณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสำนัก สถาบัน ที่นั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ และรายงานผลได้ทันกับความต้องการ ระบบ DSS จะมีความสามารถในการใช้งานได้ดีกว่าระบบประมวลผลรายการ และระบบรายงานการจัดการ เนื่องจากระบบ DSS สามารถปรับเปลี่ยนตัวแปรที่แตกต่างกัน แล้วทำการคำนวณวิเคราะห์ใหม่ได้ ซึ่งไม่เหมือนกับ TPS และ MRS ที่ยังเป็นข้อมูลดิบซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ประจำวัน
คุณลักษณะและความสามารถของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
คุณลักษณะและความสามารถของระบบสนับสนุนการตัดสินใจมีดังนี้
1. สนับสนุนผู้ทำการตัดสินใจสำหรับสถานการณ์แบบกึ่งโครงสร้างและแบบไม่เป็นโครงสร้าง
2. สนับสนุนการทำงานต่อผู้บริหารหลายๆระดับ
3. สนับสนุนการทำงานเป็นกลุ่ม
4. สนับสนุนการตัดสินใจที่เกี่ยวเนื่องต่อกัน และ/หรือ ตามลำดับกัน
5. สนับสนุนทุกขั้นตอนในขบวนการตัดสินใจ
6. สนับสนุนการตัดสินใจหลากหลายรูปแบบ
7. สามารถปรับปรุงได้ง่าย ผู้ใช้สามารถเพิ่ม ลบ รวม หรือเปลี่ยนแปลงค่าต่างๆ ได้ง่าย
8. ใช้งานได้ง่าย ได้แก่การใช้ภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ มีรูปภาพประกอบ
9. ปรับปรุงประสิทธิผลในการตัดสินใจทั้งในแง่ของความแม่นยำ ความตรงต่อเวลา และคุณภาพในการ ตัดสินใจ
10. ผู้ตัดสินใจสามารถควบคุมทุกขั้นตอนในการตัดสินใจแก้ปัญหาได้ (รู้ความเป็นไปในการดำเนินการ)
11. ผู้ใช้สามารถสร้างหรือแก้ไขระบบอย่างง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง
12. มีการใช้ตัวแบบช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์ในการตัดสินใจ
13. สามารถใช้ข้อมูลได้หลากหลาย เช่น หลากหลายแหล่งข้อมูล หลากหลายรูปแบบข้อมูล และหลากหลายชนิดข้อมูล

คุณลักษณะของระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ดี
1. มีความง่ายต่อการใช้งาน และง่ายต่อการเข้าใจ
2. มีความมั่นคง (Robust) ตัวแบบต้องไม่ผันผวนไปตามรูปแบบของค่าข้อมูลเข้า
3. ควบคุมการทำงานได้ง่าย
4. ปรับเปลี่ยน และแก้ไขได้ง่าย
5. มีคุณลักษณะในการทำงานที่สำคัญครบถ้วน
6. มีการสื่อสารในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย

การเปรียบเทียบระหว่างระบบสนับสนุนการตัดสินใจ และระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ความแตกต่างระหว่างระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ และระบบสนับสนุนการตัดสินใจมี ดังนี้

- ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS)

1. เป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเรียกค้น ดึง และรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการ ตัดสินใจในการบริหารที่ต้องการได้ทันเวลา
2. เกี่ยวกับงานที่เป็นโครงสร้าง ซึ่งมีขบวนการทำงาน หลักในการตัดสินใจมาตรฐานอยู่แล้ว และข้อมูลที่ใช้มีการกำหนดไว้แล้วล่วงหน้า
3. มีความสามารถในการจัดการกับข้อมูลที่เกิดขึ้นทุกวันได้ดี
4. สามารถหาและเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับการประมวลผลรายการจำนวนมากได้
5. ถูกสร้างเพื่อใช้งานภายในองค์กร ดังนั้นบทบาทจะลดลงในระดับการจัดการขององค์กรที่สูงขึ้น
6. ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบ สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ เช่น เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพื่อลดเวลาที่ใช้ หรือเพื่อหาคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ
7. เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้บริหารโดยอ้อม
8. ข้อเสียคือไม่สามารถสนับสนุนการตัดสินใจที่ซับซ้อนได้ และยังไม่สามารถถูกพัฒนาได้โดยผู้บริหาร และมีการใช้งานยาก
9. ไม่สามารถจัดการกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลที่มาจากภายนอกองค์กรได้

- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ(DSS)

1. เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจที่มีโครงสร้างเพียงพอที่จะใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยในการวิเคราะห์ได้ แต่ยัง ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารที่เป็นมนุษย์อยู่
2. เกี่ยวข้องกับผู้บริหารในด้านการสร้างเครื่องมือช่วยสนันสนุนการตัดสินใจ โดยอยู่ภายใต้การควบคุม และวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
3. สามารถใช้ในการตอบปัญหาเฉพาะกิจ และคำถามที่ไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้
4. สามารถจัดการให้มีการแสดงผลที่ซับซ้อนของระบบจริงออกมาได้
5. สามารถสนับสนุนการตัดสินใจ ในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ เนื่องจากตัวแบบหนึ่งๆ สามารถสร้างให้สมบูรณ์และนำไปใช้งานได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน
6. ช่วยให้ผู้ตัดสินใจเรียนรู้ปัญหาได้มากขึ้น
7. สามารถถูกสร้างหรือพัฒนาได้โดยผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญด้านการประมวลผลข้อมูล
8. ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบ สามารถนำไปใช้เพื่อสนับสนุนขั้นตอนต่างๆในขบวนการตัดสินใจของผู้บริหาร เพื่อช่วยให้ได้ประสิทธิผลมากขึ้น
ทั้งสองระบบนี้สามารถนำมาทำงานร่วมกันได้ โดยการดึงเอาความสามารถที่แตกต่างของทั้ง 2 ระบบมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อประสิทธิภาพ และปรับปรุงการตัดสินใจเพื่อการจัดการ

ผู้บริหาร การตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหา

บทบาทของผู้บริหารและระดับการบริหาร
บทบาทของผู้บริหาร แบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่

1. บทบาทระหว่างบุคคล (Interpersonal roles) ได้แก่ บทบาทจากหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ได้แก่

- หัวหน้า (Figurehead) มีบทบาทในการบังคับบุคคลเพื่อให้ทำหน้าที่ที่รับผิดชอบ
- ผู้นำ (Leader) มีบทบาทในการกระตุ้น/เร้าผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาในด้านการทำงาน หรือด้านอื่นๆ
- ผู้ติดต่อ (Liaison) มีบทบาทในการติดต่อกับองค์กรหรือหน่วยงานภายนอก เพื่อให้ได้ข้อมูลและบริการด้านการค้า

2. บทบาทด้านสารสนเทศ (Informational roles) ได้แก่

- ผู้ตรวจสอบ (Monitor) มีบทบาทในการค้นหาและรับข้อมูลมาใช้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจองค์กรและสภาพแวดล้อมภายนอก
- ผู้เผยแพร่ (Disseminator) มีบทบาทในการส่งข้อมูลที่ได้รับจากภายนอก หรือจากหน่วยงานย่อย
ให้กับสมาชิกขององค์กร
- โฆษก (Spokesman) มีบทบาทในการส่งข้อมูลไปยังภายนอก ตามแผนหรือนโยบายขององค์กร


3. บทบาทด้านการตัดสินใจ (Decisional roles) ได้แก่

- ผู้จัดการ (Entrepreneur) มีบทบาทในการค้นหาการจัดการและสภาพแวดล้อมที่เป็นโอกาส และ
ริเริ่มหรือแนะนำในด้านการควบคุมภายในองค์กร
- ผู้จัดการสิ่งรบกวน (Disturbance Handler) มีบทบาทในการปรับการทำงานให้ไปในทางที่ถูก
เมื่อองค์การเผชิญกับสิ่งรบกวนที่ไม่คาดคิดมาก่อน
- ผู้จัดสรรทรัพยากร (Resource Allocator) มีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร ให้แก่หน่วยงาน
ต่างๆ ตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้
- ผู้เจรจา (Negotiator) มีบทบาทในการเป็นตัวแทนองค์กรในการติดต่อเจรจากับองค์กรอื่นๆ

ระดับการบริหารแบ่งออกเป็น 3 ระดับได้แก่

1. การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning) เป็นงานของผู้บริหารระดับสูง ได้แก่การวางแผนระยะยาว กี่กำหนดทิศทางขององค์กร การกำหนดนโยบายในการจัดสรรทรัพยากร และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ระยะยาว
2. การควบคุมการบริหาร (Management Control) เป็นงานของผู้บริหารระดับกลาง ได้แก่ การวางแผนในการปฏิบัติงาน การติดตามการทำงานตามแผนที่วางไว้ การตรวจสอบและติดตามงานว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ หรือไม่ การจัดสรรทรัพยากร การประเมินผลของการทำงาน และการตรวจสอบว่ามีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรหรือไม่
3. การควบคุมการปฏิบัติงาน (Operational Control) เป็นงานของผู้บริหารระดับล่าง ได้แก่การดำเนินงานที่ผู้บริหารระดับสูงกำหนดไว้ให้ได้ผล และมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบที่สำคัญของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ คือ

1. ฐานข้อมูลสำหรับเก็บข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องการตัดสินใจ

2. แบบจำลอง (Model) หรือสูตรคณิตศาสตร์ที่ใช้สำหรับพยากรณ์ผลลัพธ์ของการตัดสินใจ

3. ระบบโต้ตอบเป็นภาษาธรรมชาติ หรือระบบที่ช่วยให้ใช้ง่าย เช่น เป็นระบบแบบโปรแกรม Windows

 

ผู้บริหาร

ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหาร
เป็นระบบสำหรับผู้บริหารระดับสูงมากในหน่วยงาน เรียกว่า ระบบ EIS ส่วนระบบ MIS จะเหมาะกับผู้บริหารระดับล่างและกลาง ซึ่งใช้ข้อมูลภายในหน่วยงานเป็นส่วนใหญ่

ระบบ EIS สำหรับผู้บริหารระดับสูงนั้นมีความต้องการสารสนเทศที่แตกต่างไปจากทุกระบบที่กล่าวมา คือ ต้องการสารสนเทศเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม คู่แข่ง และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกมากกว่า

ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหาร อาจจะมีข้อมูลให้ผู้บริหารใช้ได้หลายรูปแบบ เช่น อาจเป็นกฤตภาคข่าว(Clipping) จากหนังสือพิมพ์ ซึ่งพนักงานตัดข่าวส่วนที่เกี่ยวกับหน่วยงานแล้วสะแกน(Scan)เก็บไว้ในระบบเครือข่าย หรืออาจจะเป็นข่าวย่อที่มีบริษัทหลายแห่งจัดทำเพื่อให้บริการก็ได้

ระบบ EIS ที่ดีและมีประสิทธิภาพนั้น ความจริงควรจะสร้างให้ต่อเนื่องกับระบบประมวลผลธุรกรรม

ระบบผู้เชี่ยวชาญ

ระบบสารสนเทศที่ก้าวหน้าไปมากขึ้นอีก ก็คือ ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) หรือเรียกว่า ระบบ ES เป็นระบบที่ใช้เทคนิคขั้นสูงในการจัดทำฐานความรู้(Knowledge Base) ขึ้นใช้งาน

ระบบ ES เป็นระบบที่จัดทำขึ้นเพื่อเก็บความรู้ของผู้เชี่ยวชาญในหน่วยงานต่าง ๆ เอาไว้เป็นฐานความรู้ในการทำงาน หรือแม้แต่เป็นความรู้ให้กับคนรุ่นต่อไปได้ศึกษาและใช้ประโยชน์ และนำความรู้นั้นมาบันทึกเก็บไว้ในฐานความรู้ของระบบ

ระบบ ES มีจุดมุ่งหมายอยู่ 2 ประการ คือ

1. ทำหน้าที่ในการสอบถามความรู้ และเก็บบันทึกความรู้ของผู้เชี่ยวชาญไว้ในฐานความรู้ของระบบ

2. ทำให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญน้อย หรือขาดประสบการณ์ด้านนั้น ๆ สามารถทำงานได้เช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการทำงานมานาน

ความสัมพันธ์

การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ว่าด้วยเรื่องการบริหารกิจกรรมการตลาดเพื่อติดต่อลูกค้า Campaign Management โดยเราจะต้องหาเรื่องราวและข้อเสนอ เพื่อสร้างกิจกรรมกับฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับลูกค้า และ มูลค่าหัวของลูกค้าให้สูงขึ้น จาก แค่ทดลอง ให้มาซื้อซ้ำ จากซื้อซ้ำ ให้มาเป็นลูกค้าภักดี จากภักดีให้มาเป็นแฟนพันธุ์แท้ ตามมาตรฐานเราต้องบริหารความสัมพันธ์กับฐานลูกค้า เพื่อให้มียอดรายได้จากลูกค้าในฐานให้ได้ 60-80% จากยอดรายได้เราทั้งหมด เราได้พูดถึงเครื่องมือที่เราใช้ในการติดต่อสื่อสารสร้างกิจกรรมกับลูกค้า ว่า มี การบริหารฐานข้อมูลลูกค้าด้วยการเก็บบันทึกประวัติส่วนตัว และ ประวัติการซื้อลูกค้า Database Management เพื่อวิเคราะห์ว่าลูกค้าเราเป็นใคร มีกี่จำพวก แต่ละกลุ่มมีความต้องการแตกต่างกันอย่างไร เราจะสามารถให้ข้อเสนอจูงใจอะไรแก่ลูกค้าแต่ละกลุ่มแต่ละรายนี้ การใช้ศูนย์ให้ข้อมูลและบริการทางโทรศัพท์ Call Center การใช้อินเทอร์เน็ตและ email SMS MMS ในการติดต่อกับลูกค้า การใช้ วารสารและเอกสารสำหรับสมาชิกส่งทางไปรษณีย์ คราวนี้เราจะมาต่อเครื่องมืออีก 3 ตัว

On premise คือ หน้าร้านของเรา หรือ ณจุดขายผลิตภัณฑ์เรา ที่เราจะต้องตกแต่งมีเอกสาร และการสื่อสารข้อมูลให้ตรงกับกิจกรรมตลาดที่เราทำ เช่น เราส่งเอกสาร Happy birthday ลูกค้าว่าสามารถได้สิทธิพิเศษ พอลูกค้ามาถึงหน้าร้าน ต้องมีข่าวสาร Happy birthday ลูกค้าคนสำคัญของเรา คุณ เอกชัย ที่โต๊ะอาหารหรือห้องที่เขาจองในชื่อ คุณเอกชัย หรือเราจัดกิจกรรมสำหรับลูกค้ารายสำคัญว่า มีสิทธิได้รับบริการก่อนใคร ที่โต๊ะเช็คอิน โรงแรมหรือ สายการบิน ต้องมีแถวพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้าคนสำคัญเหล่านี้ ที่ได้รับบริการดูแลก่อนลูกค้าทั่วไป ที่เรียกว่า Fast Lane Service ซึ่งเราสามารถทำได้ทั้ง ศูนย์บริการซ่อมรถ ซูเปอร์มาร์เก็ต หน้าร้านขายสินค้าต่างๆ เพราะเท่ากับเราบอกลูกค้ารายอื่นด้วยว่า ถ้าท่านภักดีกับเรา ใช้บริการเรามากๆจนเป็นลูกค้ารายสำคัญท่านก็จะได้รับบริการที่แตกต่างพิเศษเช่นกัน ในขณะที่กลุ่มลูกค้ารายสำคัญนี้ก็ภูมิใจและไม่ถูกทอดทิ้ง บ่อยครั้งที่ผมจะเห็นว่า เราส่งเอกสารหาสมาชิก แต่พนักงานหน้าร้าน และที่ร้าน หรือจุดบริการไม่รู้เรื่องและ ไม่มีการติดป้ายหรือมีวัสดุ ณ จุดขายจุดบริการแจ้งลูกค้าแต่อย่างไร ลูกค้ารายสำคัญก็ไม่มั่นใจ รู้สึกงุ่มง่าม และไม่แน่ใจ ว่าจะใช้สิทธิได้หรือไม่ เราจริงใจในการให้สิทธิและบริการที่แตกต่างแค่ไหนคุ้มค่ากับการที่เขาอุตส่าห์ภักดีกับเราหรือไม่ เราต้องพยายามบอกลูกน้องเราว่าต้องดูแลลูกค้าแฟนพันธุ์แท้ของเราให้ดี เพราะลูกค้ากลุ่มนึ้มีมูลค่ากับเรามาก มีร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่งในเอ็มโพเรี่ยม พนักงานมี ปาลม์ หรือคอมพิวเตอร์มือถือ พนักงานจะขอหมายเลขสมาชิก ข้อมูลอาหารจานโปรดของลูกค้าจะขึ้นหน้าจอ พนักงานบริการสามารถนำเสนอ รายการอาหาร และเครื่องดื่มให้ตรงใจลูกค้าได้เลย

F2F Face to Face การให้บริการหรือ ขายแบบ ตัวต่อตัว หรือที่เรามักเรียก Direct sale นั้นเอง เป็นการพบปะพูดคุยนำเสนอแบบตัวต่อตัว ปัจจุบัน พนักงานขายหรือบริการจะมีข้อมูลลูกค้าบันทึกใน คอมพิวเตอร์ หรือ คอมพิวเตอร์มือถือPDA ปาล์ม (รุ่นประหยัด ราคาประมาณ 3,000 บาท) เป็นเครื่องมือบันทึก ประวัติการซื้อลูกค้า ความชอบ ลูกค้า และข้อมูลนำเสนอลูกค้าทั้งเรื่อง ผลิตภัณฑ์ บริษัท พนักงานขายเหล่านี้ต้องมีความรู้และทักษะ การขาย การนำเสนอ การให้บริการนำ การขาย และความรู้เรื่องลูกค้าสัมพันธ์

Lifestyle Event Marketing เราเอา ไลฟ์สไตล์ หรือการร่วมกิจกรรมของสมาชิกมาเป็นสื่อกลางหรือตัวร่วมในการรวมตัวพบปะสังสรรค์ในหมู่สมาชิกและแฟนพันธุ์แท้ซึ่ง จะอยู่ในรูปของ การจัดงาน มหกรรม กีฬา คอนเสริต อบรมให้ความรู้ลูกค้า ออกร้านในงาน วันรวมพลคนรักเรา ปัจจัยที่จะต้องพิจารณา คือ ลูกค้าเราชอบกิจกรรมอะไร เราต้องการให้ลูกค้ามาร่วมมากน้อยแค่ไหน สถานที่จัดจะจัดที่ใด เช่น จัดกลุ่มออกรอบตีกอลฟ์ร่วมกันในกลุ่มสถาปนิก มาดูแฟชั่นโชว์สำหรับกลุ่มวัยรุ่นวัยแฟชั่น กินโต๊ะแชร์ทุกเดือนในกลุ่มสายส่งหนังสือ จัดแข่งขันกีฬา เช่น น้ำสิงห์ หรือ ลิโพตีไกล จัดนำเที่ยวเช่น จ.ส. ร้อย ยูบีซี จัดงานวันตัวสมาชิกเช่นรวมพลคนรักแม็ค เจ้าของมอเตอร์ไซด์ฮาเล่ย รวมพลหน้าลานพระรูป จัดให้บริการความรู้ เช่นอบรม สินค้าเด็ก อบรมพ่อแม่ให้ความรู้เกี่ยวกับเด็กที่สมาคมแพทย์ทุกเสาร์ อาทิตย์ สินค้า ก่อสร้าง ,กล้องถ่ายรูป , ซอฟแวร์ ให้ความรู้เปิดห้องอบรมฟรีพร้อมจัดนิทรรศการ อบรมผู้ประกอบการ SMEs’ หรือจัดมหกรรมขายสินค้า เช่น SONY Day เปิดท้ายขายของ Made in Thailand เป็นต้น

การบริหารกิจกรรมตลาด Campaign Management กับฐานลูกค้าเรานั้น เพื่อที่เราจะสามารถบริหารกำไรให้มากขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เป้าประสงค์ของการใช้เครื่องมือการตลาดต่างๆเพื่อที่เราจะสามารถจูงใจลูกค้าให้มากลับมาเราอีกครั้ง มาซื้อเราซ้ำ ซื้อผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เรามีขาย แนะนำเพื่อนให้มาหาเรามากขึ้น มูลค่าหัวของลูกค้ามากขึ้น เท่ากับเรายกระดับลูกค้าให้สูงขึ้นมีความสำคัญกับเรามากขึ้น ซึ่งการนี้จะทำได้ต้องอาศัยการจูงใจลูกค้า การหล่อหลอมลูกค้า ให้เขารักเรามากขึ้น ดัชนีชี้วัด ความสำเร็จเราจะมีสองตัว

ระยะสั้น เราจะวัดยอดที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมตลาดแต่ละกิจกรรม เช่น มีคนสนใจเท่าไร คนโทรมาสอบถามกี่คน มาร่วมงานกี่คน มาหน้าร้านกี่คน เกิดยอดขายเท่าไร ในแต่ละกิจกรรมตลาดที่เราทำ เช่น ถ้าเราHappy Birthday ลูกค้า เราอาจได้คนตอบสนองถึง 40% ของฐานลูกค้าทั้งหมด หรือถ้าเราจัดงาน เราอาจตั้งเป้าคนเข้าร่วมงาน 10,000 คนเป็นต้น การบรรลุเป้าหมายระยะสั้นนี้ จะขึ้นอยู่กับปัจจัย 4 ตัว คือ การกำหนดกลุ่มที่เราจะเชิญร่วมกิจกรรม เช่นถ้าเราจัดกิจกรรมส่งเสริมรายการสำหรับลูกค้าใหม่ กลุ่มเป้าหมายก็เป็นกลุ่มลูกค้าที่เพิ่งซื้อเครื่องไปภายใน 1 ปี หรือ ถ้าห้างจัดโปรโมชั่น Health And Beauty กลุ่มเป้าหมายคือ ลูกค้าที่มีประวัติการซื้อหรือเคยซื้อที่แผนกเครื่องสำอางค์ และ อาหารเสริมหรือเวชภัณฑ์เท่านั้น ไม่ใช้สมาชิกทั้งฐาน การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ตรงจะมีผลต่อความสำเร็จ 40% ปัจจัยถึง 2 คือข้อเสนอ เช่นสินค้ารุ่นใหม่ จำกัดจำนวน หรือ สินค้าลดพิเศษ ผ่อนยาว ดอกเบี้ย 0% มีของแถมสมนาคุณ หรือได้สิทธิพิเศษก่อนใคร มีผลต่อความสำเร็จ 30% ปัจจัย 3 การนำเสนอและการสื่อสารที่สร้างสรรค์ แปลกใหม่ จูงใจ ลูกค้า มีผลต่อความสำเร็จ 20% ปัจจัย 4 คือ การตอบสนองกับลูกค้าอย่างรวดเร็วเมื่อลูกค้าติดต่อมา สอบถาม แสดงความต้องการเข้าร่วมกิจกรรม เช่น รีบส่งบัตรเชิญ แผนที่งานให้ลูกค้า มีผล 10%

ระยะยาว อยู่ที่ มูลค่าหัวลูกค้าตลอดชีพ Lifetime Value of Customer ดังนั้นการบริหาร กิจกรรมตลาด และความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อสร้างกำไรนี้เป็นการสร้างความภักดีเชิงพฤติกรรม วัดจากยอดซื้อสะสม หรือ การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ การตอบสนองต่อกิจกรรมต่างๆของเรา (Action Oriented) ตลอดอายุลูกค้าแต่ละราย เช่นดูยอดการซื้อย้อนหลังไป 4 ปี ดูการให้ความร่วมมือ และการเข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมาของลูกค้าแต่ละราย

แต่มีการบริหารความสัมพันธ์อีกแง่มุมหนึ่งที่ยังไม่ได้กล่าวถึง คือ การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า ไม่ว่าลูกค้าจะซื้อ ติดต่อมาหาเราทางโทรศัพท์ ทาง จดหมาย แฟกซ์ การใช้บริการหน้าร้าน กับเรา เขาต้องได้ประสบการณ์ การซื้อ การใช้ การรับบริการ จากเราที่ดี ประทับใจ อยากกลับมาหาเราอีก หรือเป็นการสร้างความภักดีให้เกิดขึ้นกับลูกค้า ในแง่อารมณ์ มุ่งหวังให้ลูกค้าเกิดความพอใจสูงสุด ได้รับประโยชน์มากสุด รู้สึกคุ้มค่าสุด เป็นการสร้างความภักดีทางอารมณ์ Emotional Loyalty หลักการของมันคือทุกการติดต่อระหว่างเรากับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น การติดต่อสื่อสารไปหาลูกค้า การให้บริการหน้าร้าน การรับโทรศัพท์ การให้บริการผ่านเว็ปท่า การให้บริการหลังการขาย จะต้องให้เกิดความประทับใจจากลูกค้าให้ได้ ทุกการติดต่อทำให้เกิดประสบการณ์ที่ดี เกิดความประทับใจ ความสัมพันธ์เรากับลูกค้าจะแน่นแฟ้นขึ้น และ ความสัมพันธ์นี้จะพัฒนาตัวเองเป็นความผูกพันและความภักดีทางอารมณ์ Emotional Loyalty

 

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารหรือ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ( MIS ) หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผลและการสร้างสารสนเทศขึ้นมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ การประสานงานและการควบคุม นอกจากนั้นยังช่วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในการวิเคราะห์ปัญหา แก้ปัญหาและสร้างผลิตภัณฑ์หรือผลงานใหม่โดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ( Hardware ) และโปรแกรม ( Software ) รวมทั้งผู้ใช้ (Peopleware) เพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จในการได้มาซึ่งสารสนเทศที่มีประโยชน์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารเป็นระบบซึ่งรวมความสามารถของผู้ใช้งานและคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศเพื่อการดำเนินงาน การจัดการและการตัดสินใจในองค์กร

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ระบบสารสนเทศ (MIS)

MIS คืออะไร
MIS หรือ Management Information System คือ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ซึ่งเป็นระบบที่รวมผู้ใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน การจัดทำสารสนเทศหรือการจัดทำข้อมูลที่ผ่านการประมวลผล การคำนวณทางสถิติแล้ว โดยนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ นั้น (เช่น รายงานสรุปยอดขาย รายงานผลการประชุม ฯลฯ) มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการทำงาน การจัดการ และการตัดสินใจในองค์กร

ทำไมต้องทำ MIS


เนื่องจากการทำงานในปัจจุบัน ต้องเกี่ยวพันกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นจำนวนมาก ดังนั้น องค์กรส่วนใหญ่จึงเสียเวลาในแต่ละวันไปกับการรวบรวม จดบันทึก การเก็บรักษา และการค้นหาข้อมูล มากถึง 80% ขณะที่การทำธุรกิจมีการแข่งขันกันสูง ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารที่ได้มาอย่างถูกต้องและรวดเร็วกว่าคู่แข่ง ย่อมเป็นผลดีต่อธุรกิจ


MIS เป็นระบบที่ช่วยขจัดปัญหาต่างๆ แก่ธุรกิจ เนื่องจาก MIS จะช่วยให้องค์กรได้ข้อมูลสารสนเทศที่รวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาใช้ปรับปรุง และพัฒนาประสิทธิภาพของการทำงาน การจัดทำระบบสารสนเทศในองค์กร ต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของทุกระดับ โดยความต้องการของแต่ละระดับนั้น จะต่างกันไปตามความจำเป็นและความต้องการใช้งาน

3 ระบบสำคัญ เมื่อพัฒนา MIS


บทบาทเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ สามารถจำแนกได้ 3 ประเภท ดังนี้

1. ระบบคู่แข่ง (Competitive System) ข้อมูลที่ได้จะต้องทันสมัย ถูกต้องแม่นยำ และรวดเร็ว ทันต่อการใช้งาน ผู้บริหารระดับต่างๆ สามารถนำไปใช้เพื่อประกอบการวางแผนการตัดสินใจ หรือการประเมินสถานการณ์ในอนาคต ดังนั้น การตัดสินใจโดยผ่านระบบ MIS จึงแตกต่างจากการตัดสินใจแบบเดิม เพราะการตัดสินใจแบบเดิมอาศัยแต่ประสบการณ์ของผู้บริหารเพียงอย่างเดียว

2. ระบบเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงาน บางครั้งการนำ MIS มาใช้ องค์กรต้องเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการปฏิบัติงานบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับระบบที่นำมาใช้ นอกจากนี้ องค์กรยังต้องจัดตั้งคณะกรรมการมาคอยดูแล เพื่อให้ได้รูปแบบที่แต่ละหน่วยงานสามารถเรียกใช้ และเข้าถึงข้อมูลร่วมกันได้หมด

3. ระบบช่วยประสานงาน (Cooperative System) เป็นระบบที่ช่วยประสานงานระหว่างหน่วยงานสารสนเทศกับผู้บริหารระดับต่างๆ เพื่อจัดทำและปรับปรุงรายงาน ตามความต้องการส่งให้ผู้บริหาร รายงานนี้จะแตกต่างกันไปตามระดับของผู้บริหาร

ระบบย่อยของ MIS
การพัฒนา MIS ขึ้นใช้ในหน่วยงานสามารถแบ่งเป็น 2 ระบบย่อย เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารข้อมูลและการนำไปใช้ได้ ดังนี้

ระบบสารสนเทศตามความต้องการของส่วนงาน เช่น ฝ่ายผลิตอาจต้องการสารสนเทศประเภทข้อมูลแผนการผลิต ตารางการผลิต ข้อมูลการวิเคราะห์และควบคุมค่าใช้จ่าย เป็นต้น ฝ่ายการตลาดอาจต้องการสารสนเทศประเภทข้อมูลการพยากรณ์ยอดขาย ข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดด้านต่างๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจ เป็นต้น

สารสนเทศแยกย่อยตามกิจกรรมที่เกิดขึ้นในองค์กร กิจกรรมต่าง ๆ จะเป็นตัวแบ่งสารสนเทศให้ตรงกับความต้องการใช้งาน เช่น

- การประมวลผลรายการ เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำในแต่ละวันเช่น การบันทึกรายการบัญชี การประมวลผลการสั่งซื้อ ใบสั่งของ ใบเสร็จรับเงินต่าง ๆ

- การควบคุมด้านการปฏิบัติงาน นำไปใช้ในการจัดตารางกิจกรรม จัดทำรายงาน

- การควบคุมด้านการจัดการ นำไปใช้ในการจัดทำงบประมาณ จัดสรรทรัพยากร

- การวางแผนกลยุทธ์ นำไปใช้ในการกำหนดวัตถุประสงค์ แผนกลยุทธ์

ตัวอย่าง

บริษัท A
ก่อนการประชุมวางแผนการตลาดของบริษัท หัวหน้าของคุณขจี ต้องการรายงานสรุปยอดขาย ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลคู่แข่ง ย้อนหลัง 6 เดือน คุณขจีมีเวลาเตรียมทำรายงาน 10 วัน แต่เมื่อเวลาล่วงเข้าวันที่ 7 คุณขจียังไม่สามารถเตรียมข้อมูลได้ครบ แม้จะให้เพื่อนพนักงานในฝ่ายช่วยถึง 2 คน เพราะข้อมูลที่เป็นเอกสารมีเยอะมาก ทำให้เสียเวลาเปิดหาและจัดทำรายงาน เมื่อถึงวันที่ 9 หัวหน้าของคุณขจีมาสอบถามความคืบหน้า แต่พบว่าข้อผลยังขาดผลสรุปอีก 2 เดือน และข้อมูลลูกค้าก็ยังไม่เรียบร้อย ส่งผลให้ผู้บริหารต้องเลื่อนการประชุมออกไป


เมื่อประชุมวางแผนการตลาดเสร็จ และบริษัทกำลังจะนำกลยุทธ์จากการวางแผนไปใช้ ปรากฏว่าคู่แข่งของบริษัทได้เปิดตัวไปก่อนหน้า ผลทำให้บริษัทขาดทุน เพราะถูกคู่แข่งแซงหน้าไป

บริษัท B
บริษัท B เป็นคู่แข่งของบริษัท A แต่บริษัท B ได้นำเอาระบบ MIS มาใช้ในบริษัท เมื่อบริษัทมีการประชุมวางแผนการตลาด ผู้บริหารสามารถดูข้อมูลได้ในทันที และสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องจากรายงาน รายงานดังกล่าวมีการนำเสนอในรูปกราฟแสดงการเปรียบเทียบ ทั้งเปรียบเทียบย้อนหลัง และพยากรณ์ล่วงหน้า พร้อมทั้งมีคำอธิบายให้ บริษัท B จึงได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย รวดเร็วและแม่นยำ กว่าบริษัท A ด้วยเหตุนี้ บริษัท B จึงสามารถแซงหน้าคู่แข่งขันไปหลายช่วงตัว

สัญญาณเตือนกิจการต้องมี MIS
• มองหาจุดบกพร่องของการปฏิบัติงาน เช่น ถ้าองค์กรใช้เวลาในการสรุปผล
รายงานต่างๆ นานเป็นวัน และต้องใช้คนมากถึง 2 คน ทั้งๆ ที่ถ้าประเมินแล้ว

บุคลากรไม่น่าจะใช้เวลาถึงขนาดนั้น แสดงว่าหน่วยงานต้องการ MIS เข้ามาช่วย

ในการจัดการ
• พิจารณาแล้วพบว่า การตัดสินใจของผู้บริหารยังไม่แม่นยำพอ หรือผู้บริหาร

ไม่กล้าตัดสินใจเพราะขาดข้อมูลสนับสนุน
• เมื่อนำ MIS มาใช้แล้ว องค์กรต้องหาข้อมูลมาเพิ่มให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

เช่น ยอดขายสินค้า ลูกค้า คู่แข่งที่เกิดขึ้น
• การนำ MIS มาใช้ต้องให้ทุกคนในหน่วยงานรู้จัก และใช้อย่างถูกต้อง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ศักดา ศักดิ์ประภากร. "แนวทางการพัฒนา MIS สำหรับโรงงาน SMEs ในประเทศ

ไทย" นิตยสาร Electrical & Electronics Focus (มีนาคม 2545): 48-56.

จิดาภัส สัมพันธ์สมโภชน์ และชัยยงค์ อู่ประสิทธิ์วงศ์. ระบบข่าวสารเพื่อการบริหาร,

พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อักษร, 2539.

คำไข นิยามทางธุรกิจ MIS ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ การบริหารเทคโนโลยี/สารสนเทศ

ระบบสารสนเทศ (MIS) เป็นการชี้ให้ผู้ประกอบการได้เข้าใจความหมาย ความสำคัญ และการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกิจการ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรให้ดีขึ้น


ระบบที่นำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกว่าระบบ สารสนเทศเพื่อการจัดการ ซึ่งข้อมูลส่วนที่นำเข้าส่วนมาก ได้แก่ข้อมูลจากระบบประมวลผลรายการ ซึ่งถูกนำเข้าไปยังระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการขององค์กรเพื่อผลิตรายงานต่างๆ ออกมา ทำให้ผู้จัดการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น

แนวคิดของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

จุดประสงค์หลักของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการคือ ช่วยให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ได้โดยช่วยให้ ผู้บริหารสามารถเห็นการดำเนินงานที่เกิดขึ้นในองค์กร เพื่อที่จะควบคุม, จัดการและวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลหรือกล่าวได้ว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ช่วยนำเสนอข้อมูลของผู้บริหารเพื่อใช้ในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยจัดการผลสะท้อนกลับที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานรายวันได้ ตัวอย่างเช่นระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิต คือกลุ่มของระบบที่รวมกันเพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถตรวจสอบขบวนการผลิต เพื่อให้เกิดการใช้วัตถุดิบในการผลิตที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด โดยการตรวจสอบนี้ทำได้โดยดูจากรายงานสรุปที่ได้จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ รายงานเหล่านี้สามารถได้มาจากการกรองและการวิเคราะห์รายละเอียดข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลการประมวลผลรายการและแสดงผลข้อมูลที่ได้ในรูปแบบที่มีความหมายหรือรูปแบบที่เข้าใจได้ง่ายต่อ ผู้บริหาร เพื่อใช้ในการตัดสินใจ รูปที่ 11 แสดงบทบาทของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ที่มีต่อการไหลของ สารสนเทศภายในองค์กร สังเกตว่ารายการทางธุรกิจสามารถเข้ามาในองค์กรผ่านวิธีการทั่วไป, ผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือผ่านทางเอ็กทราเน็ตที่ติดต่อลูกค้าและแหล่งผลิตเข้ากับระบบประมวลผลรายการของบริษัทก็ได้

แหล่งสารสนเทศที่ใช้ในการจัดการ

จากรูป แสดงให้เห็นว่ารายงานสรุปจากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลสำหรับ ผู้บริหาร ซึ่งจะเห็นว่าระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการสามารถใช้ได้ในทุกๆ ระดับของการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นในระดับพนักงานไปจนกระทั่งถึงระดับองค์กรก็ตาม
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการแต่ละระบบจะประกอบด้วยกลุ่มของระบบย่อย ซึ่งทำหน้าที่ในการดำเนินงานเฉพาะอย่างภายในองค์กร ดังนั้นระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงินจะมีระบบย่อยที่ทำการออกรายงานด้านการเงิน, ระบบย่อยที่ทำการวิเคราะห์ผลกำไรและขาดทุน, วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและระบบย่อยที่ทำการใช้และบริหารเงินทุน ระย่อยต่างๆ สามารถใช้ทรัพยากรด้านฮาร์ดแวร์, ข้อมูล และบุคคลร่วมกันได้
ถึงแม้การใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการจะเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจให้กับผู้บริหารได้ แต่บทบาทสำคัญที่ทำให้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการสามารถเพิ่มประสิทธิผลให้กับองค์กรได้ก็คือ ช่วยในการจัดการข้อมูลที่ ถูกต้องให้กับบุคคลที่ถูกต้อง ในรูปแบบและเวลาที่เหมาะสม

ส่วนที่นำเข้าไปในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ข้อมูลที่เข้าไปยังระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมาจากแหล่งข้อมูลภายในและภายนอก แหล่งข้อมูลภายในที่สำคัญมาจากระบบการประมวลผลรายการ ซึ่งการทำงานหลักของระบบประมวลผลรายการได้แก่การจัดเก็บข้อมูล ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินรายการทางธุรกิจ ซึ่งเมื่อเกิดรายการทางธุรกิจใดๆ ขึ้นระบบประมวลผลรายการจะต้อง ปรับปรุงข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลด้วยเสมอ ตัวอย่างเช่น โปรแกรมการออกบิลช่วยเก็บฐานข้อมูลของบัญชีรายรับ ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้บริหารทราบว่าลูกค้ารายใดบ้างที่เป็นหนี้บริษัท ฐานข้อมูลที่ปรับปรุงแล้วเหล่านี้เป็นแหล่งกำเนิดข้อมูลภายในพื้นฐาน เพื่อใช้ในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ชุดโปรแกรมทางด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือข้อมูลภายในจากส่วนงานเฉพาะด้านอื่นๆ ของบริษัทก็สามารถนำเข้าข้อมูลที่สำคัญมาสู่ระบบได้เช่นกัน แหล่งข้อมูล ภายนอกได้แก่ ลูกค้า, แหล่งผลิต, คู่แข่งและผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการประมวลผลรายการ และแหล่งข้อมูลอื่นๆ หลายๆ บริษัทพยายามที่จะนำเอ็กทราเน็ตเข้ามาใช้เชื่อมโยงแหล่งข้อมูลภายนอกต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการใช้ข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งกำเนิดเหล่านี้และประมวลผลให้กลายเป็น สารสนเทศที่ผู้บริหารสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบของรายงานนั่นเอง

ผลลัพธ์ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ


ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการคือกลุ่มของรายงานซึ่งจะถูกส่งไปให้กับผู้บริหารรายงาน เหล่านี้ได้แก่

1. รายงานตามตารางเวลา (Schedules Reports) เป็นรายงานที่เกิดขึ้นตามช่วงเวลา หรือตามตารางเวลา เช่นรายวัน รายสัปดาห์หรือรายเดือน ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการฝ่ายผลิตต้องการใช้รายงานรายสัปดาห์ เพื่อแสดงรายการค่าใช้จ่ายด้านค่าแรงรวม เพื่อตรวจสอบและควบคุมค่าใช้จ่ายของงานและแรงงาน รายงานตามตารางเวลาสามารถช่วยให้ ผู้บริหารควบคุมเครดิตของลูกค้า, ประสิทธิภาพของตัวแทนจำหน่าย, ระดับสินค้าคงคลังได้
2. รายงานแสดงส่วนประกอบสำคัญ (Key Indicator Reports) สรุปการปฏิบัติงานที่วิกฤติของวันก่อนหน้าและยังคงมีอยู่ในตอนต้นของแต่ละวันทำงาน รายงานเหล่านี้สามารถสรุประดับของสินค้าคงคลัง, งานในการผลิต, ปริมาณการขายฯลฯ ใช้สำหรับผู้จัดการและผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการความรวดเร็ว ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้อง
3. รายงานตามคำขอ (Demand Reports) ให้ข้อมูลตามที่ผู้จัดการร้องขอ ตัวอย่าง เช่น เมื่อผู้บริหารระดับสูงต้องการทราบการผลิตของสินค้ารายการหนึ่ง ก็จะทำการสร้างรายงานตามความต้องการนี้ออกมา
4. รายงานกรณียกเว้น (Exception Reports) เป็นรายงานที่ถูกผลิตออกมาอย่างอัตโนมัติ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเกิดขึ้นหรือเมื่อต้องการใช้ในการดำเนินการบริหาร
5. รายงานแบบเจาะลึกรายละเอียด (Drill Down Report) ให้รายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์หนึ่งๆ



คุณลักษณะของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ


รายงานแบบต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นช่วยผู้จัดการและผู้บริหารระดับสูงในการตัดสินใจได้ดีขึ้นและทันเวลามากขึ้น โดยทั่วไประบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมีหน้าที่และคุณลักษณะ ดังนี้


1. ผลิตรายงานในรูปแบบที่กำหนดและรูปแบบมาตรฐาน เช่น รายงานตามตารางเวลาสำหรับควบคุมสินค้าคงคลัง อาจจะประกอบด้วยสารสนเทศชนิดเดียวกัน อยู่ในตำแหน่งเดียวกันในรายงาน เนื่องจาก ผู้จัดการคนละคน อาจใช้รายงานเดียวกันเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกันได้
2. ผลิตรายงานในรูปแบบของเอกสารหรือไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ รายงานบางรายงานสามารถถูกพิมพ์ลงบนกระดาษ เรียกว่าเป็นรายงานฉบับตัวจริง (Hard-copy) ส่วนรายงานที่อยู่ในรูปเสมือนจริง (Soft-copy) มักจะแสดงผลผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยผู้จัดการสามารถเรียกรายงานที่ต้องการขึ้นมาแสดงบนหน้าจอโดยตรงได้ แต่รายงานนั้นยังคงปรากฏในรูปแบบมาตรฐานเหมือนรายงานที่พิมพ์ออกมาจริงๆ
3. ใช้ข้อมูลภายในที่เก็บอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ รายงานในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ใช้แหล่งข้อมูลภายในที่อยู่ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์และบางระบบใช้แหล่งข้อมูลภายนอกเกี่ยวกับคู่แข่ง, โลกธุรกิจฯลฯ แหล่งข้อมูล ภายนอกที่นิยมใช้ได้แก่ แหล่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ตนั่นเอง
4. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายงานในรูปแบบที่ต้องการได้ ในขณะที่นักวิเคราะห์และนักเขียนโปรแกรมทำการพัฒนาและการใช้รายงานที่ซับซ้อนซึ่งต้องการใช้ข้อมูลจากหลายๆ แหล่งได้ ผู้ใช้ทั่วไปก็สามารถพัฒนาโปรแกรมอย่างง่ายในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการและผลิตออกมาเป็นรายงานได้ด้วยตนเองเช่นกัน
5. ต้องการการร้องขออย่างเป็นทางการจากผู้ใช้ เมื่อฝ่ายสารสนเทศส่วนบุคคลต้องการพัฒนาและนำรายงานไปใช้จริง จำเป็นจะต้องมีการร้องขออย่างเป็นทางการไปยังแผนกระบบสารสนเทศก่อน ส่วนรายงานที่ผู้ใช้ทั่วไปพัฒนาขึ้นเองไม่จำเป็นต้องมีการร้องขออย่างเป็นทางการ

ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศมี 5 ส่วนหลักดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นคือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, ข้อมูล, ขบวนการ และบุคลากร โดยแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กัน ในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้เพื่อการจัดการมักจะแบ่งส่วนตามการทำงานหลัก ซึ่งอาจจะเห็นได้จากแผนผังองค์กร ทำให้ทราบได้ว่าองค์กรนั้นๆ แบ่งส่วนการทำงานอย่างไร ส่วนการทำงานหลักที่มักจะปรากฏให้เห็นในองค์กรทั่วไปได้แก่ ฝ่ายบัญชี, การเงิน, การตลาด, บุคคล ฝ่ายพัฒนาและวิจัย, ฝ่ายกฎหมาย , ฝ่ายระบบสารสนเทศ เป็นต้น
ในแต่ละฝ่ายก็จะมีระดับการจัดการต่างๆ (กลยุทธ์, ยุทธวิธี, และการดำเนินงาน) จึงเรียกการแบ่งการจัดการตามส่วนการทำงานว่าการแบ่งตามแนวตั้ง ส่วนการแบ่งตามระดับการจัดการเรียกว่าการแบ่งตามแนวนอน แต่ละส่วนการทำงานจะมีระบบย่อยที่ทำงานเฉพาะด้านของตนเอง แต่อาจมีการใช้ข้อมูลร่วมกันได้ รูปที่ 13 แสดงระบบ สารสนเทศที่รวมส่วนการทำงานต่างๆ ไว้ด้วยกัน โดยแต่ละส่วนสนับสนุนการทำงานที่ต่างกันออกไป จากรูปแสดงให้เห็นว่าแต่ละระบบสารสนเทศภายในองค์กรต่างก็ทำงานเฉพาะด้านของตนเอง รายงานแต่ละประเภทที่ได้จากระบบสารสนเทศฝ่ายต่างๆ เช่น ฝ่ายบัญชี การเงินหรือการตลาด ก็จะเหมาะกับระดับการจัดการที่แตกต่างกันออกไป

การเงิน

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและขบวนการทางธุรกิจ


ระบบสารสนเทศสามารถนำเข้ามาใช้ในการดำเนินงานทางธุรกิจด้านต่างๆ ดังนั้นในส่วนต่อไปจะเป็นการอธิบายถึงการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในเพื่อการจัดการด้านการเงิน, การผลิต, การตลาด, ด้านทรัพยากรมนุษย์ และด้านบัญชี

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงิน

ทำหน้าที่ในการจัดการสารสนเทศด้านการเงินให้แก่ผู้บริหารและกลุ่มบุคคลซึ่งต้องการทำการตัดสินใจได้ดีขึ้นและช่วยในการหาโอกาสและปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยระบบ สารสนเทศด้านการเงินนิยมใช้รวมเข้ากับซอฟต์แวร์ในการวางแผนทรัพยากรขององค์กร (Enterprise Resource Planning : ERP) ซึ่งเป็นกลุ่มของโปรแกรมที่จัดการ วิเคราะห์และติดตามการดำเนินธุรกิจของแหล่งผลิตหรือสาขาต่างๆ ขององค์กร เพื่อให้แน่ใจว่าสารสนเทศด้านการเงินในการปฏิบัติงาน สามารถนำไปใช้สนับสนุนความสามารถในการตัดสินใจให้แก่บุคคลที่ต้องการได้ทันเวลา ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงินมีความสามารถการทำงานดังต่อไปนี้


1. รวบรวมสารสนเทศด้านการเงินและการดำเนินงานจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้าไว้ในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเพียงระบบเดียว
2. สนับสนุนผู้ใช้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับด้านการเงินและผู้ใช้อื่นๆ ของบริษัท ให้สามารถเรียกใช้ข้อมูลและ สารสนเทศทางด้านการเงินผ่านทางเครือข่ายในองค์กรได้ง่าย
3. เตรียมข้อมูลด้านการเงินที่มีอยู่ให้พร้อมต่อการใช้งาน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
4. สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินได้หลายมิติ เช่น วิเคราะห์ตามช่วงเวลา, ภูมิประเทศ, ผลิตภัณฑ์, โรงงานผลิต หรือลูกค้าได้
5. วิเคราะห์การดำเนินงานด้านการเงินที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้
6. ติดตามและควบคุมการใช้เงินทุนได้ตลอดเวลา
รูปที่ 15 แสดงส่วนนำเข้า, ระบบย่อยภายใน และผลลัพธ์ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงิน


ส่วนที่นำเข้าไปยังระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงิน

ส่วนที่นำเข้าไปในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงิน ได้แก่


1. แผนเชิงกลยุทธ์และนโยบายของบริษัท
ในแผนกลยุทธ์จะประกอบด้วย วัตถุประสงค์ด้านการเงินของบริษัท เช่น เป้าหมายของผลกำไรที่ต้องการ,
อัตราส่วนของหนี้สินและเงินกู้, ค่าคาดหวังของผลตอบแทนที่ต้องการ เป็นต้น
2. ระบบประมวลผลรายการ
สารสนเทศด้านการเงินที่สำคัญจะมาจากโปรแกรมการประมวลผลรายการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมเงินเดือน, โปรแกรมควบคุมสินค้าคงคลัง, โปรแกรมสั่งซื้อสินค้า, โปรแกรมบัญชีรายรับ-รายจ่าย, และโปรแกรมใบสั่งซื้อ ทั่วไป โดยข้อมูลที่ได้จากโปรแกรมเหล่านี้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนรวม, เงิน ลงทุนในคลังสินค้า, ยอดขายรวม, ปริมาณเงินที่จ่ายให้กับแหล่งผลิตสินค้า, ปริมาณหนี้รวมของลูกค้าที่มีต่อบริษัทและรายละเอียดข้อมูลบัญชีต่างๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปสร้างเป็นรายงายด้านการเงิน เพื่อใช้ในการตัดสินใจต่อไป
3. แหล่งข้อมูลภายนอก
ได้แก่ สารสนเทศเกี่ยวกับคู่แข่งขัน อาจได้มาจากรายงานประจำปีของบริษัทคู่แข่ง, หนังสือพิมพ์, สื่อต่างๆ เช่นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงสารสนเทศเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศหรือของโลก เช่น สภาวะเงินเฟ้อ, อัตราภาษี เหล่านี้เป็นต้น

ระบบย่อยและผลที่ได้จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงิน ระบบย่อยในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงิน ขึ้นอยู่กับองค์กรและความต้องการขององค์กรนั้น โดยอาจประกอบด้วยระบบภายในและระบบภายนอกที่ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลทางธุรกิจของบริษัท เช่น ระบบการจัดหา, การใช้, และการควบคุมเงินสด, ระบบเงินทุนและแหล่งการเงินอื่นๆ และอาจจะประกอบด้วย ระบบย่อยในการหากำไร/ขาดทุน, ระบบบัญชีค่าใช้จ่ายและระบบการตรวจสอบ โดยระบบต่างๆ เหล่านี้จะทำงานประสานกับระบบประมวลผลรายการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ผู้จัดการด้านการเงินสามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้ดีขึ้น ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงิน ได้แก่ รายงานด้านการเงินต่างๆ เช่น รายงานกำไร/ขาดทุน, รายงานระบบค่าใช้จ่าย, รายงานการตรวจสอบภายในและภายนอกและรายงานการใช้และการจัดการเงินทุน เป็นต้น

การผลิต

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิต


ขบวนการในการผลิตประกอบด้วยงานที่ขึ้นต่อกันมากมาย โดยการนำระบบการวางแผนทรัพยากรของ องค์กรมาใช้ร่วมในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิตจะช่วยให้การทำงานมีความยืดหยุ่นและมีการจัดหาทรัพยากรที่ต้องการใช้ได้ทันต่อความต้องการ โดยจุดประสงค์ของขบวนการผลิตก็คือการผลิตได้ตรงตามความพอใจหรือความต้องการของลูกค้านั่นเอง
ในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิต ภาระของผู้บริหารในการดูแลควบคุมงานจะถูกลดลงไป, งานด้านเอกสารต่างๆ จะถูกปรับให้อยู่ในรูปของขบวนการออนไลน์และการติดต่อสื่อสารข้อมูลจะใช้งานผ่านระบบการ แลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแทน อีกทั้งในการวางแผนการใช้ทรัพยากรของ องค์กรเพื่อการผลิตจะใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายอินทราเน็ตในองค์กร เพื่อติดต่อกับหน่วยงานธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อปฏิบัติงานและงานควบคุมงานต่างๆ ทั้งแบบศูนย์กลางและแบบกระจายได้ รูปที่ 16 แสดงภาพรวมของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิต


ภาพรวมของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิต



ส่วนที่นำเข้าไปยังระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิต

ส่วนที่นำเข้าจะได้จากกการปฏิบัติงานซึ่งเกี่ยวกับการไหลเวียนและการแปลงวัตถุดิบภายในองค์กร แหล่ง สารสนเทศที่สำคัญอาจมาจากภายนอกองค์กรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะมาจากภายใน เช่น


1. แผนเชิงกลยุทธ์และนโยบายของบริษัท
ซึ่งจะเป็นส่วนที่กำหนดทิศทางของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิต เช่นเอกสารเกี่ยวกับการวางแผนระยะยาวที่กล่าวถึงเรื่องคุณภาพ, การผลิต, และเป้าหมายและข้อจำกัดในการให้บริการ รวมถึงนโยบายในการเปิดโรงงานใหม่หรือการปิดโรงงานเก่าลงและเรื่องของความสามารถในการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้, ข้อจำกัดของจำนวนพนักงานที่มี, การเปลี่ยนนโยบายการเก็บสินค้าคงคลัง และโปรแกรมการควบคุมคุณภาพใหม่ที่ต้องการใช้ เหล่านี้จัดเป็นสารสนเทศที่นำเข้าสู่ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิต
2. ระบบประมวลผลรายการ
ได้แก่ข้อมูลที่ได้จากระบบประมวลผลรายการด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อในการผลิต ได้แก่ การประมวลผลการสั่งซื้อ, ข้อมูลสินค้าคงคลัง, ข้อมูลการรับและการตรวจสอบวัตถุดิบที่เข้ามาในขบวนการผลิต, ข้อมูลบุคลากร, และข้อมูลขบวนการผลิต
3. แหล่งข้อมูลภายนอก
ได้แก่ ข้อมูลขบวนการในการผลิตใหม่ๆ ซึ่งอาจมาจากบริษัท, วารสาร และสิ่งพิมพ์อื่นๆ หรือได้จาก เครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือข้อมูลเกี่ยวกับสภาพวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้สามารถคาดเดาในเรื่องของแรงงาน และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับวัตถุดิบได้ นอกเหนือจากนี้ยังมีแหล่งข้อมูลภายนอกอื่นๆ อีก เช่น องค์กรผู้เชี่ยวชาญต่างๆ, สมาคมทางธุรกิจ ซึ่งสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งขัน ทั้งในด้านขบวนการผลิตและกลุ่มลูกค้าใหม่ๆที่น่าสนใจได้

ระบบย่อยและผลที่ได้จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิต


ระบบย่อยและผลลัพธ์ที่ได้จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิต ได้แก่ การตรวจสอบและควบคุมการไหลเวียนของวัตถุดิบ, สินค้า และบริการต่างๆภายในองค์กร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ตั้งแต่เริ่มขบวนการนำวัตถุดิบมาผ่านขั้นตอนการผลิตจนกระทั่งเสร็จเป็นสินค้าและบริการที่จะส่งไปยังลูกค้า โดยที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ระบบย่อยและผลลัพธ์ที่ได้จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิต ได้แก่


1. การออกแบบและการปฏิบัติเชิงวิศวกรรม (Design and Engineering)
ได้แก่การพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยสามารถใช้ระบบการออกแบบโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (Computer-Aided Design : CAD) ซึ่งเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ โดยผู้ใช้สามารถออกแบบและแก้ไข ตัวแบบได้เองบนจอภาพ
2. การจัดตารางการผลิต (Production Planning)
เพื่อจัดการรายละเอียดแผนงานการผลิตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยใช้ซอฟต์แวร์ที่ทำงานในด้านนี้เข้ามาช่วย ซึ่งในซอฟต์แวร์นี้อาจมีคุณสมบัติในการทำนายและพิจารณาหาความต้องการของสินค้าและบริการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทำให้สามารถวางแผนเพื่อกำหนดการผลิตให้ได้ตรงตามความต้องการ
3. การควบคุมสินค้าคงคลัง (Inventory Control)
ได้แก่การใช้ซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการสั่งซื้อ, การทำนาย, การผลิตเอกสารและรายงานร้านค้า, การพิจารณาหาค่าใช้จ่ายในการผลิต, การวิเคราะห์งบประมาณค่าใช้จ่ายที่วางไว้เปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายจริง, และการพัฒนาตารางการผลิต, บอกความต้องการทรัพยากรในการผลิตและวางแผนการผลิตได้อย่างอัตโนมัติ โดยปกติแล้วซอฟต์แวร์ต่างๆเหล่านี้จะมีสูตรในการคำนวณเพื่อหาจำนวนวัตถุดิบและช่วงเวลาที่จะต้องสั่งซื้อได้ วิธีการหาว่าต้องสั่งสินค้ามาไว้ในคลังปริมาณเท่าใดเรียกว่าวิธีการกาปริมาณหารสั่งซื้อมางเศรษฐกิจ (Economic Order Quantity : EOQ) โดยปริมาณที่หาได้นี้จะต้องทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุดด้วย ส่วนการหาว่าต้องสั่งสินค้ามาไว้ในคลังเมื่อใดจะใช้วิธีการหาจุดสั่งซื้อเพิ่ม Reorder Point : ROP) ซึ่งแสดงถึงค่าระดับปริมาณสินค้าคงคลังที่วิกฤติ
4. การวางแผนการใช้ทรัพยากรการผลิต(Manufacturing Resource Planning : MRPII)
ได้แก่ระบบที่ใช้การวางแผนเครือข่ายเพื่อให้บุคคลต่างๆ สามารถดำเนินธุรกิจเพื่อให้บริการและผลผลิตแก่ลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก ในขณะที่เสียค่าใช้จ่ายและมีสินค้าหรือวัตถุดิบในคลังสินค้าในปริมาณต่ำ โดยมีการทำนายความต้องการของลูกค้า, การควบคุมสินค้าคงคลัง, การวางแผนการผลิต, การแสดง รายการวัตถุดิบที่ต้องใช้, การวางแผนการสรรหาแหล่งวัตถุดิบที่ต้องใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ จะถูกส่งไปให้แก่ลูกค้าได้ในเวลาที่ต้องการ
5. การควบคุมสินค้าและการผลิตที่ทันเวลา (Just-in-Time Inventory and Manufacturing)
การเก็บสินค้าและวัตถุดิบในคลังสินค้าเป็นจำนวนมากทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูง และอาจเกิดการเสียหายได้ ดังนั้นวัตถุประสงค์หนึ่งของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการผลิตก็คือ การควบคุมสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด โดยไม่กระทบกับความต้องการในการนำสินค้าหรือวัตถุดิบนั้นไปใช้ในการผลิต วิธีที่นิยมใช้ได้แก่วิธีการควบคุมคลังสินค้าแบบทันเวลา (Just-in-Time : JIT Inventory Approach) ซึ่งสินค้าและวัตถุดิบจะถูกส่งไปให้ในช่วงเวลาก่อนที่จะสินค้าหรือวัตถุดิบนั้นไปใช้ในการผลิต ทำให้ไม่ต้องเก็บไว้ในคลังสินค้าเป็นช่วงเวลานานๆ
6. การควบคุมขบวนการผลิต
ในการควบคุมการผลิตมีเทคโนโลยีที่สนับสนุนมากมาย เช่น การผลิตโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (Computer-Aided Manufacturing : CAM) เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการด้านการผลิต เช่น การตรวจสอบและติดตาม ได้แก่การควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ในการผลิตต่างๆ การตรวจสอบค่าและข้อกำหนดในการผลิตต่างๆ เช่น อุณหภูมิที่ใช้ ค่าความดันอากาศฯลฯ หรือใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการกำหนดรหัสสินค้า การจัดลำดับในขบวนการผลิต เป็นต้น
7. การนำคอมพิวเตอร์เข้าไปช่วยในการผลิต (Computer-Integrated Manufacturing : CIM)
ได้แก่การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆในขบวนการผลิตเข้าด้วยกันเป็นระบบที่มี ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรวมขั้นตอนการผลิตทั้งหมด เช่น การประมวลผลการสั่งซื้อ, การออกแบบผลิตภัณฑ์, การผลิต การควบคุมและการตรวจสอบคุณภาพ และการขนส่งเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธภาพในด้านการทำงานส่วนต่างๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน โดยอาจนำระบบการผลิตแบบคล่องตัว (Flexible Manufacturing System : FMS) เข้ามาใช้ร่วมด้วย ทำให้สามารถเปลี่ยนการผลิตสินค้าอย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
8. การควบคุมและการตรวจสอบคุณภาพ (Quality Control and Testing)
ได้แก่ขบวนการในการในการควบคุมเพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าที่ผลิตออกมาตรงตามที่ลูกค้าต้องการ โดยใช้ซอฟต์แวร์ในการควบคุมคุณภาพ ต่างๆ ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบการควบคุมคุณภาพ ได้แก่รายงาน ค่าใช้จ่ายที่ลดลงและยอดขายที่เพิ่มขึ้น โดยสารสนเทศที่ได้จากระบบนี้จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทราบถึงปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์การผลิตและรายงานควบคุมคุณภาพยังใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ดีขึ้นอีกด้วย

การตลาด

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการตลาด

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการตลาด จะสนับสนุนการทำงานด้านการบริหารการพัฒนาผลิตภัณฑ์, การกระจายผลิตภัณฑ์, การตัดสินใจเรื่องราคา, การโฆษณาผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิผลและการทำนายยอดขาย โดยรูปที่ 17 แสดงภาพรวมของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการตลาด

ภาพรวมของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการตลาด



ส่วนที่นำเข้าไปยังระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการตลาด
ส่วนที่นำเข้าไปในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการตลาด มักจะได้มาจากแหล่งข้อมูลภายนอกได้แก่ อินเทอร์เน็ต, บริษัทคู่แข่งขัน, ลูกค้า, วารสาร และนิตยสาร และสิ่งพิมพ์อื่นๆ แต่ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลภายในก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ ได้แก่

1. แผนเชิงกลยุทธ์ และนโยบายของบริษัท
ได้แก่แผนเชิงกลยุทธ์ในเรื่องเป้าหมายและทิศทางของยอดขายที่ต้องการ การกำหนดราคาสินค้าและบริการ, ช่องทางการกระจายสินค้า, รายการสนับสนุนการขาย, คุณลักษณะของสินค้าใหม่และในแผนเชิงกลยุทธ์ยังอาจมีการกำหนดแนวทางในการวิเคราะห์สารสนเทศทางด้านการตลาด และการตัดสินใจด้านการตลาดด้วย
2. ระบบประมวลผลรายการ
ในระบบประมวลผลรายการจะประกอบด้วยข้อมูลด้านการขายและด้านการตลาดมากมาย เช่นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์, ลูกค้า, และการขาย เป็นต้น นอกจากข้อมูลที่ได้จากระบบประมวลผลรายการแล้ว ยังอาจได้จากระบบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ด้วย
3. แหล่งข้อมูลภายนอก


ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลภายนอก ได้แก่
- ข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งขัน เช่นข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการใหม่ๆ, กลยุทธ์ในการกำหนดราคา, จุดแข็งและจุดอ่อนของประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่, การจัดหีบห่อ, การตลาด และการกระจายสินค้าไปยังลูกค้าของบริษัทคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถหาได้จากวัตถุดิบทางการตลาดเช่น แผ่นพับ, แผนการขายที่ได้จากบริษัทคู่แข่ง, จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตฯลฯ
- ข้อมูลเกี่ยวกับตลาด ซึ่งมักจะได้มาจากการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภค โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในด้านวิจัยตลาด เป็นต้น

ระบบย่อยและผลที่ได้จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการตลาด
ระบบย่อยในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการตลาด ได้แก่ การวิจัยตลาด, การพัฒนาผลิตภัณฑ์, การโฆษณาและรายการสนับสนุนการขาย, และการกำหนดราคาสินค้า โดยผลลัพธ์ของระบบย่อยเหล่านี้จะช่วยให้ผู้จัดการด้านการตลาดและผู้บริหารสามารถเพิ่มยอดขาย, ลดค่าใช้จ่ายในการตลาดและพัฒนาแผนในการให้บริการและการผลิตสินค้าล่วงหน้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้

ทรัพยากรมนุษย์

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าระบบสารสนเทศด้านบุคลากร ได้แก่ระบบงานที่เกี่ยวข้องกับพนักงานขององค์กร เนื่องจากการทำงานของทรัพยากรมนุษย์จะเกี่ยวข้องกับทุกส่วนงานขององค์กร ดังนั้นระบบสารสนเทศด้านบุคลากรจึงมีบทบาทที่มีผลต่อความสำเร็จขององค์กร โดยระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ควรจะมีคุณสมบัติในการวิเคราะห์และวางแผนภาระงาน, การจ้างบุคลากร, การฝึก อบรมพนักงาน การกำหนดงานให้กับพนักงานและงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร โดยระบบที่มีประสิทธิภาพควรจะสามารถจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรให้น้อยที่สุดในขณะที่ยังคงสามารถสนองตอบความต้องการบุคลากรในการดำเนินงานต่างๆ เพื่อดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรได้ รูปที่ 18 แสดงภาพรวมของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์

ภาพรวมของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์

ส่วนที่นำเข้าไปยังระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์

1. แผนเชิงกลยุทธ์และนโยบายของบริษัท
ได้แก่ข้อมูลด้านวัตถุประสงค์และนโยบายในด้านบุคลากร เช่นนโยบายในการควบคุมคุณภาพ โดยมีการฝึกอบรมพนักงาน, มีการกระตุ้นให้มีส่วนร่วมในการทำงาน, มีการสลับหน้าที่การทำงานและการกำหนดบทบาทหน้าที่ในการทำงานของบุคลากรในองค์กร เป็นต้น
2. ระบบประมวลผลรายการ ได้แก่ข้อมูลเงินเดือน, ข้อมูลการประมวลผลการสั่งซื้อ, ข้อมูลบุคลากร
ข้อมูลที่ได้จากระบบประมวลผลรายการ ได้แก่
- ข้อมูลเงินเดือน ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าจ้าง, ค่าประกันสุขภาพ และเงินสวัสดิการต่างๆของบุคลากรในองค์กร โดยข้อมูลที่ระบบประมวลผลรายการได้รับอาจได้แก่ชั่วโมงการทำงาน อัตราค่าจ้างของพนักงาน และทำการคำนวณเงินเดือนค่าจ้างออกมาให้
- ข้อมูลการสั่งซื้อของพนักงานขายสามารถนำมาใช้ในการวางแผนงานการกำหนดบุคลากรได้ โดยพิจารณาจำนวนพนักงานขายที่ต้องการ ในการให้บริการหรือขายสินค้าขององค์กรที่จะมีการขยายตัวต่อไปในอนาคต
- ข้อมูลบุคลากร ใช้ในการแบ่งระดับทักษะในการทำงาน โดยพิจารณาจากประสบการณ์การทำงาน, การประเมินประสิทธิภาพในการทำงาน, และสารสนเทศอื่นๆ ช่วยในการวางแผนงานการกำหนดงานให้กับพนักงานในด้านต่างๆ
3. แหล่งข้อมูลภายนอก
ได้แก่ข้อมูลเงินเดือนขององค์กรอื่น, ข้อมูลสถิติการว่าจ้าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ในการกำหนดอัตรา ค่าจ้างหรอเงินเดือนให้กับพนักงานในองค์กรได้ ข้อมูลเหล่านี้อาจได้จากบริษัทที่ทำการวิจัยและพัฒนาในด้านเงินรายได้หรืออาจได้จากอินเทอร์เน็ตที่มีการสรุปข้อมูลของบริษัทที่ทำการวิจัยและพัฒนาทางด้านเงินเดือนก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถศึกษาได้จากข้อกำหนดทางด้านกฎหมายเรื่องค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ โดยพิจารณาตามแหล่ง ข้อมูลท้องถิ่น, สมาคมด้านแรงงานต่างๆ เป็นต้น

ระบบย่อยและผลที่ได้จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์

ระบบย่อยในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ ระบบในการวางแผนทรัพยากรมนุษย์, การว่าจ้าง, การฝึกอบรมและการเสริมทักษะและการบริหารเงินเดือนและค่าจ้าง โดยผลลัพธ์ที่ได้จากระบบได้แก่รายงานการวางแผนทรัพยากรมนุษย์, ประวัติการทำงาน, รายงานการเสริมทักษะบุคลากร, การสำรวจเงินเดือน โดยรายงานเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารกำหนดงานให้กับพนักงาน เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล, และช่วยในการจัดตารางการทำงาน เพื่อให้ได้งานตามที่ต้องการได้

การบัญชี

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการบัญชี

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการบัญชี จะสนับสนุนการทำบัญชีให้กับองค์กร โดยในระบบนี้ประกอบด้วยการทำงานที่สำคัญมากมาย เช่น ทำการรวมกลุ่มสารสนเทศในบัญชีรายจ่าย, บัญชีรายรับ , บัญชีเงินเดือน ฯลฯ โดยการใช้ข้อมูลที่ได้จากระบบประมวลผลรายการขององค์กร

สรุป

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเป็นการรวมกลุ่มของฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, คน, ขบวนการ, ฐานข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อการจัดการกับข้อมูลและสารสนเทศช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ โดยระบบสารสนเทศเพื่อการ จัดการจะช่วยให้ผู้จัดการมองเห็นภาพรวมของการปฏิบัติงานขององค์กร ทำให้สามารถควบคุม, จัดการและวางแผน การปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ระบบสารสนเทศขององค์กร อาจประกอบด้วยระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านต่างๆ ในองค์กร เช่น ด้านการเงิน, การตลาด, การผลิตฯลฯ โดยแต่ละระบบต้องการข้อมูลเข้าที่แตกต่างกัน, ประกอบด้วยระบบย่อยๆ ที่สนับสนุนการทำงานด้านนั้นๆ ที่แตกต่างกันและยังให้ผลลัพธ์ของระบบที่แตกต่างกันอีกด้วย
ส่วนขั้นตอนของการพัฒนาระบบสารสนเทศ แต่ละระบบจะเป็นไปตามวงจรชีวิตของการพัฒนาระบบ โดยจะเริ่มที่การศึกษาระบบเพื่อค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้น, การวิเคราะห์ระบบ เพื่อเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและสิ่งที่ต้องพัฒนา, การออกแบบระบบ ซึ่งแบ่งออกเป็นการออกแบบเชิงตรรกะและการออกแบบทางกายภาพ เพื่อกำหนดวิธีการในการพัฒนาระบบ, การนำไปใช้ ได้แก่การพัฒนาระบบตามที่ได้ออกแบบไว้และนำระบบที่พัฒนาขึ้นไปใช้และขั้นสุดท้ายเป็นการดูแลรักษา เพื่อตรวจสอบและแก้ไขระบบ เมื่อมีข้อผิดพลาดหรือมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น


 






 


 

 

 




 

Hosted by www.Geocities.ws

1