หลายคนคงได้ยินคำว่า Supply Chain Management กันจนเป็นแฟชั่นไปแล้ว ถ้าใครไม่เอ่ยถึงคำนี้คงจะเชยพอดู
แต่หลายคนอีกเช่นกันที่ยังคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกับคำว่า Supply Chain Management
เพราะคิดไปว่าคำ ๆ นี้คือการหาคู่ค้าที่จะทำการซื้อขายกัน ทำให้ตนเองมียอดขายที่ดีขึ้นในกรณีที่ตนเป็นผู้ขาย
หรือซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่ถูกลงในกรณีที่ตนเป็นผู้ซื้อ ความเข้าใจเหล่านั้น
เป็นการมองเพียง ผลเพียงด้านเดียวของ Supply Chain Management เท่านั้น ถ้ามองว่าการบริหารห่วงโซ่อุปทาน
หรือ Supply Chain Management เป็นการบริหารการทำงานร่วมกัน ระหว่างกิจการที่อยู่ในสายการผลิตตลอดสาย
ตั้งแต่ต้นกระบวนการผลิตไปจนจบกระบวนการที่ผู้บริโภค โดยการแบ่งปันข่าวสารข้อมูลที่จำเป็น
และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดร่วมกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด
และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้สูงสุด ผลที่ได้รับจะทำให้ผู้ประกอบการตลอดสาย
สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของตน ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้รับผลตอบแทนจากการดำเนินงานดีขึ้น
สามารถแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น น่าจะเป็นการมองที่ใกล้เคียงกับความหมายที่แท้จริงมากกว่า
ในช่วงระยะเวลา 10 - 15 ปีที่ผ่านมาวงการอุตสาหกรรมและการค้าปลีกได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารกันขนานใหญ่
ในส่วนของการผลิตได้มีการพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อลดต้นทุนและปรับปรุงการจัดการด้านคุณภาพ
เช่น Just in Time และ Total Quality Management ในด้านการค้าปลีกก็พัฒนาแนวทางใหม่
ๆ เพื่อสนองตอบกับความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วและตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
เช่น Quick Response และ Efficient Consumer Response ขึ้นมาเช่นกันในวงการอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม
ของสหรัฐอเมริกาเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการระบบ Supply Chain โดยเริ่มจากวงการแฟชั่น
Limited เป็นผู้เริ่มปฎิวัติปรัชญาการบริหาร Supply Chain ในสหรัฐอเมริกา ทั้งในด้านการออกแบบ
การสั่งซื้อ การรับสินค้าจากต่างประเทศ (จากประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้)
จากเดิมซึ่งเคยใช้เวลามากกว่าหกเดือนให้เหลือเพียง 3 - 5 สัปดาห์เท่านั้น เช่นเดียวกันกับอีกองค์กรหนึ่ง
Beneton เป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการในการแข่งขันด้วยการนำระบบสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้ในองค์กร
เช่นการออกแบบ การสั่งซื้อ การผลิต การเก็บเข้าคลังสินค้า ตลอดจนการเรียกเก็บเงินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนองค์กรใหญ่ ๆ ซึ่งเคยประสบความสำเร็จแต่ไม่ปรับตัวก็พบกับความล้มเหลวได้เช่นกัน
ตัวอย่างเช่นในรายของ Laura Ashley ซึ่งประสบกับผลขาดทุนตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990
อันเป็นผลมาจากการไม่สามารถส่งสินค้าที่มีไปขายยังร้านค้าได้ทันกับฤดูกาลซื้อสินค้าของลูกค้า
ทั้ง ๆ ที่มีสินค้าค้างอยู่ในสต็อกของร้านมากมายก็ตาม
ดังนั้นแนวคิด Quick Response จึงได้ถือกำเนิดขึ้นจากอุตสาหกรรมสิ่งทอของสหรัฐอเมริกา
ในทศวรรษ 1980 โรงงานสิ่งทอในสหรัฐ เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในประเทศ ให้กับผู้จัดหาสินค้าและวัตถุดิบที่มาจากตะวันออกไกล
สมาคมสินค้าสิ่งทอในอเมริกา จึงได้ศึกษาถึงสาเหตุของปัญหา และพบว่ากระบวนการใน
Supply Chain ของสหรัฐเองมีปัญหา กล่าวคือเริ่มตั้งแต่วัตถุดิบจนกระทั่งแปรรูปเป็นสินค้าส่งถึงมือผู้บริโภค
ใช้เวลาถึง 66 สัปดาห์ โดยใช้เวลาที่โรงงานผลิต 11 สัปดาห์ เก็บรักษาในคลังสินค้าอีก
40 สัปดาห์ และอยู่ที่ร้านค้าอีก 15 สัปดาห์ นั่นหมายความว่ามีเงินทุน จมอยู่ในกระบวนการนี้
มากถึง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จึงได้มีการศึกษาหาวิธีที่จะตอบสนองความต้องการได้เร็วกว่านี้
ซึ่งก็เป็นที่มาของแนวคิดเรื่อง Quick Response System และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน
ซึ่งได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในทศวรรษที่ 1990 ประโยชน์ที่ได้รับจาก การบริหารห่วงโซ่อุปทาน
เมื่อผู้ประกอบการตลอดสาย ในห่วงโซ่อุปทานจับมือเป็นพันธมิตร ในสายผลิตภัณฑ์นั้น
กระบวนการที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือการปรับระบบการทำงานให้เหมาะสมกัน แบ่งปันข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น
และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน แน่นอนสิ่งที่ตามมา
ก็คือผลตอบแทน แก่ผู้ประกอบการ ที่ร่วมมือกันตลอดสาย และสิ่งที่ต้องเตรียมการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง
ก็คือข้อตกลงการจัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จากการทำงานร่วมกันนั้น แน่นอนว่าในปีค.ศ.
2005 ประเทศไทย จะต้องเปิดระบบการค้า ให้เป็นการแข่งขันแบบเสรี ผลที่ตามมาก็คือ
มีการเข้ามาของธุรกิจต่างชาติ ซึ่งจะทำให้สภาพการแข่งขันทั้งในและนอกประเทศเข้มข้นยิ่งขึ้น
สภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยในปัจจุบันยังแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ตระหนักถึงปัญหานี้เป็นอย่างดีและมีการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้แล้ว
ส่วนหลังเป็นองค์กรขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรายย่อยมาก ๆ เช่นผลิตกันในครัวเรือน องค์กรเหล่านี้มักจะมีจุดเด่นในเรื่องของต้นทุนที่ต่ำ
จับตลาดในส่วนล่างซึ่งมักจะมองว่าการแข่งขันในระบบการค้าเสรีเป็นของไกลตัว ส่วนหลังนี้เองที่หลายฝ่ายกำลังเป็นห่วงว่าจะสามารถแข่งขันภายใต้สภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นได้หรือไม่
ทางเดินของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยจะซ้ำรอยกับกิจการค้าปลีกที่ต้องต่อสู้กับธุรกิจค้าปลีกขนาดยักษ์จากต่างชาติหรือไม่
จะเริ่มต้นสร้าง Supply Chain Management อย่างไร
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากในการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรตลอดสายการผลิต ที่สามารถต่อไปจนถึงผู้บริโภคคนสุดท้ายได้
แต่ในความเป็นจริงแล้วสายห่วงโซ่อุปทานนี้มีตัวตนอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่มีก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาถึงมือผู้บริโภคได้เลย
แต่สายห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ได้ถูกจัดการให้อยู่ภายใต้ระบบที่มีการประสานงานกันอย่างดีภายใต้วัตถุประสงค์เดียวกัน
ในทางตรงกันข้ามบางช่วงของห่วงโซ่อุปทานยังจ้องที่จะเอาเปรียบคู่ค้าด้วยกันเองด้วยหวังเพียงผลกำไรในระยะสั้น
การเริ่มต้นแบบง่าย ๆ คือมองลูกค้าของคุณ หรือ Supplier ที่เสนอขายวัตถุดิบให้คุณที่มีอยู่ในปัจจุบันก่อน
พยายามต่อสายลงไปจนถึงผู้บริโภคเพื่อสร้างช่องทางให้ข้อมูลไหลกลับ ทำให้ผู้ประกอบการตลอดสายการผลิตสามารถรับข้อมูลความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
ทำให้สามารถปรับตัวได้ทันท่วงที ถ้าห่วงโซ่ไม่สามารถต่อไปจนถึงผู้บริโภคคนสุดท้ายได้แล้วจะทำให้กระบวนการขาดในส่วนของข้อมูลตอบกลับที่มีประสิทธิภาพ
ประโยชน์ของการต่อห่วงโซ่ก็จะไม่สมบูรณ์
การเลือกพันธมิตรในระบบ Supply Chain เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่มีลักษณะการพึ่งพากันนั้นมีหลักสำคัญที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาคื
o ความไว้วางใจซึ่งกันและกันของผู้บริหารระดับสูง
o สายผลิตภัณฑ์ Matching กับความต้องการในปัจจุบันมากพอสมควร
o มีระดับเทคโนโลยีอยู่ในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน
o วัฒนธรรมขององค์กรเข้ากันได้
o สถานภาพของบริษัทที่แข็งแกร่ง
การสร้างพันธมิตรในระบบ Supply Chain เป็นเรื่องที่มีความหมายและเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อน
ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสนอกับผู้ต้องการไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน หรือขัดแย้งกันย่อมจะทำให้ความร่วมมือที่เกิดขึ้นเป็นการก่อให้เกิดความสูญเสียร่วมกันมากกว่าได้ประโยชน์ร่วมกัน
ดังนั้นในการตกลงเป็นพันธมิตรกันนั้นจะต้องมีการตกลงในเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างชัดเจนก่อนการร่วมเป็นพันธมิตรจะเกิดขึ้น
โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องมีความตั้งใจจริงที่จะ
สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันในการเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
มีเป้าหมายร่วมกัน มีการแบ่งปันต้นทุนและประโยชน์แก่กันอย่างยุติธรรม
แบ่งขอบเขตการทำงานที่ชัดเจนและมีระบบการวัดผลงานที่เด่นชัด
ลดจำนวนผู้ Supply วัตถุดิบที่ติดต่อด้วยให้เหลือเพียงจำนวนที่สามารถร่วมงานกันได้อย่างใกล้ชิดเท่านั้น
นี่เป็นเพียงก้าวแรกที่จะก้าวเข้าสู่ประตูการบริหาร Supply Chain เท่านั้น แต่เป็นก้าวที่สำคัญที่สุด
ถ้าไม่มีการเริ่มต้นก็ไม่สามารถสร้างสรรค์ก้าวต่อไปให้เกิดขึ้นได้
การจัดทำข้อตกลงระหว่างพันธมิตร ท้าวความต่อจากตอนที่ผ่านมา เมื่อมองหากิจการที่จะมาเป็นพันธมิตรได้แล้ว
อันดับต่อไปคงต้องจัดให้มีข้อตกลงกันว่าด้วยความร่วมมือที่เกิดขึ้นนั้น ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องกระทำโดยผู้บริหารสูงสุดขององค์กรให้ความเห็นชอบ
ข้อตกลงเรื่องความร่วมมือเช่นที่ว่านั้นจะต้องครอบคลุมเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้
ระดับของความร่วมมือ จะร่วมมือกันในระดับใด
o มีการร่วมทุนระหว่างกันหรือไม่
o มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกันหรือไม่
o มีการใช้ตราสินค้า / Know how / ช่องทางการจัดจำหน่าย ของคู่พันธมิตรหรือไม่
o มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันอย่างไร
วัตถุประสงค์ของกลุ่มเป็นวัตถุประสงค์เฉพาะกิจหรือเป็นความร่วมมือในระยะยาว จะเริ่มต้นและสิ้นสุดเมื่อไร
วัดด้วยระยะเวลา หรือความสำเร็จของวัตถุประสงค์ หรืออื่น
พันธมิตรแต่ละฝ่ายจะนำทรัพยากรอะไรมาใช้ในการทำงานบ้าง และจะมีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ทรัพยากรนั้นอย่างไร
จะมีการแบ่งปันผลประโยชน์หรือผลขาดทุนสุดท้ายกันอย่างไร
จะมีการตรวจสอบ วัดผล และนำเสนอรายงานของกิจการของกลุ่มอย่างไร
การบริหารความขัดแย้งที่เกิดจากกิจกรรมของกลุ่ม
ประโยชน์ที่ได้รับจากการร่วมเป็นพันธมิตร คือจะสามารถเติมเต็มในส่วนที่อีกฝ่ายบกพร่อง
เช่นเงินทุน ทักษะ เทคโนโลยี ชื่อเสียง ช่องทางการตลาด ข่าวสารข้อมูลตลอดจนเป็นการเฉลี่ยต้นทุนเช่นค่าใช้จ่ายในการศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
ข้อจำกัดของการร่วมเป็นพันธมิตร คือความแตกต่างของวัฒนธรรมองค์กรที่มาทำงานร่วมกัน
มีมากน้อยแค่ไหน เพียงไร ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อขัดแย้งต่าง ๆ ขึ้นในภายหลัง และยังจะต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับองค์กร
Stakeholder อาทิเช่น ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ ผู้จัดหาวัตถุดิบ เป็นต้น ว่าเขาเหล่านั้นมีความคิดเห็นต่อพันธมิตรใหม่ขององค์กรอย่างไร
เพื่อเป็นการเตรียมการป้องกันปัญหาไว้ล่วงหน้า
การจัดทำแผนทางธุรกิจ
การวางแผนและกำหนดขอบเขตของความร่วมมือ การกำหนดกิจกรรมที่แต่ละฝ่ายจะต้องทำร่วมกันในอนาคต
กำหนดว่าฝ่ายใดจะใช้ทรัพยากรมาลงทุนเท่าใด เมื่อไร กำหนดข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ
ที่ต้องใช้ในการบริหารงานซึ่งต้องลงไปในรายละเอียด เป็นผลให้รายละเอียดและการวิเคราะห์ต่าง
ๆ เหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนธุรกิจ Business Plan ที่ชัดเจน
การเตรียมคนสำหรับงานบริหาร Supply Chain
เมื่อได้พันธมิตรที่เหมาะสมกันแล้ว พันธมิตรแต่ละฝ่ายต้องดำเนินการสร้างระบบการดำเนินงานร่วมกัน
โดยการกำหนดทิศทาง เวลา และทรัพยากรไว้ล่วงหน้า ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาเป็นที่ปรึกษาก็ได้
เมื่อได้วางแผนร่วมกันแล้วการลงมือปฎิบัติจริงจึงเริ่มขึ้นด้วยการสร้างทีมประสานงานต้นแบบขึ้น
ทีมงานนี้ควรจะประกอบไปด้วยบุคลากรจากทั้งสองฝ่ายพันธมิตรจากหน่วยงานต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ฝ่ายขาย (จากองค์กรพันธมิตรที่เป็นผู้จัดหาสินค้าหรือวัตถุดิบ)
ฝ่ายจัดซื้อ (จากองค์กรพันธมิตรฝ่ายที่เป็นผู้ต้องการสินค้าหรือวัตถุดิบ)
ฝ่ายสารสนเทศ Information Technology
ฝ่ายวางแผนการผลิต
ฝ่ายผลิต
ฝ่ายการเงิน
ฝ่ายจัดการ
ทีมงานที่จัดตั้งขึ้นนี้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในองค์กรของแต่ละฝ่าย
เพื่อทำให้สภาพการทำงานสอดประสานกัน ทำให้งานตามโครงการสามารถดำเนินไปถึงจุดหมายได้อย่างราบรื่น
หลายคนคงแปลกใจว่าทำไมฝ่ายการเงินต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับทีมประสานงานต้นแบบด้วย
ฝ่ายอื่น ๆ ที่ระบุไว้ยังมีเหตุผลพอเข้าใจได้ แต่สำหรับฝ่ายการเงินดูเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวข้องแต่อย่างไร
คำตอบของคำถามนี้ก็คือวัตถุประสงค์ของการร่วมเป็น Supply Chain ก็เพื่อก่อให้เกิดการค้าที่สนับสนุนการดำเนินงานซึ่งกันและกัน
เมื่อมีรายการค้าเกิดขึ้นการชำระเงินเป็นส่วนที่ต้องตามมา การสร้างระบบการชำระเงินที่เป็นระบบและเชื่อถือได้จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานนั้น
ก่อนอื่นคงต้องคำนึงถึงการฝึกอบรมบุคลากรในทีมประสานงานที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการธุรกิจระหว่างพันธมิตร
การวางระบบ การประสานงาน เทคนิคการจัดการ จิตสำนึกของการให้บริการ และความมุ่งมั่นที่จะดำเนินกิจกรรมที่ตนได้รับมอบหมายมาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อตกลงในเรื่องความร่วมมือระหว่างกัน
เมื่อสามารถ Implement กระบวนการต่าง ๆ เข้าสู่ระบบงานขององค์กร ทีมประสานงานนี้เองจะเป็นผู้คอยแก้ไขปัญหา
และให้ความรู้เบื้องต้นแก่พนักงานที่ปฎิบัติหน้าที่จริง
บัดนี้การเตรียมการสำหรับการสร้าง Supply Chain ได้ถูกจัดเตรียมขึ้นเรียบร้อยแล้ว
ทั้งในส่วนของการคัดสรรพันธมิตร การทำข้อตกลง การทำแผนทางธุรกิจ และการสร้างบุคลากรไว้รองรับการ
Implement ระบบงานที่จะเกิดขึ้น ในตอนต่อไปเราจะมาคุยกันถึงเรื่องของเทคนิคในการบริหารจัดการกระบวนการภายในส่วนของการบริหาร
Supply Chain, การผลิต, และการส่งมอบ ซึ่งอาจจะใช้จากของเดิมปรับปรุงให้ดีขึ้น
หรือใช้ของใหม่ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับความร่วมมือเป็นการเฉพาะ
ความสำคัญของ Supply Chain การนำซัพพลายเชนเข้าไปปรับใช้ในทุกขั้นตอนของธุรกิจ
ก็จะสามารถลดต้นทุนได้อย่างมาก ซึ่งหากไม่มีการจัดกา รด้านนี้อย่างดีแล้ว ก็จะประสบปัญหาอย่างมาก
แม้แต่การวางสินค้าไว้บนเชลฟ์ หรือในคลังสินค้า นั้นก็จะต้องศึกษาให้สามารถวางให้นานที่สุด
เพื่อจะได้เก็บสต็อคสินค้าไว้ให้นานที่สุด
หากการคาดคะเนในการดำเนินการเป็นไปโดยไม่มีประสิทธิภาพ ตัวใดเกิดขาดขึ้นมา ก็จะทำให้สินค้าด้านอื่นพลอยขาดแคลนไปด้วย
มีอีกเหตุผลที่ก่อให้เกิดผลกระทบคือการขาดแคลนบุคลากรทางด้านโลจิสติกส์ ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
ทั้งทางด้านผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม หากการบริหารซัพพลายเชนเป็นไปดังที่หวังไว้
ลูกค้าก็จะเกิดความภูมิใจในการให้บริการมากยิ่งขึ้น
Supply Chain management ยุคใหม่ ต้องตามความก้าวหน้าของโลกให้ทัน การบริหารซัพพลายเชนนั้นจะต้องอาศัย
Physical Flow และ Information flow ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึง Fund Flow ด้วย จะต้องคำนึงว่า
ในการพูดถึง Logistics และ supply Chain นั้นจะต้องมีการโต้ตอบแบบ Two way Communication
เหตุที่ไร้ประสิทธิผลในช่วงที่ผ่านมานั้น เนื่องจากความไม่ใส่ใจในการให้บริการ
ทำให้เกิดกรณีที่ไม่น่าเกิดขึ้น อย่างเช่น การส่งของผิดจากเป้าหมายที่ได้วางไว้"
สิ่งที่ทำให้ Supply Chain แตกต่างจากการบริหารแบบดั้งเดิมคือ การมี Collaborative
Planning Flow ซึ่งก่อให้เกิดกระบวนการทางด้าน Integration ขึ้น โดยสิ่งเหล่านี้จะต้องมีเรื่องประสิทธิผลเข้ามาเกี่ยว
ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า กระบวนการทำงานล่าช้าเป็นอย่างไร และก่อให้เกิดความเสียหายเพียงใด
ต้องคำนึงถึง Collaborative Planning ด้วยว่า ต่างฝ่ายร่วมมือกันมากน้อยเพียงใด
ในส่วนของการวัดผลนั้น จะต้องมีเรื่องของ Internal และ external ด้วยไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น
การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาแบบ Integration นั้น จะต้องมีอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง
Supplier และลูกค้าด้วย สิ่งอื่นที่จะต้องคำนึงถึงต่อไปคือ ช่องทางการจัดจำหน่าย
Channel of Distribution
ส่วนสำคัญด้านหนึ่งคือ Category Management นั้น จะต้องเน้นความเข้าใจของผู้ซื้อรายสุดท้ายว่า
จะต้องดำเนินการให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ในบางจุดนั้นเราไม่สามารถรับทราบได้ว่า
ลูกค้าจะสั่งสินค้าได้มากน้อยเพียงใด ลูกค้าก็ไม่บอกให้เราทราบ เพราะเขามองว่า
เป็นเรื่องความลับจึงไม่ได้มาบอกเรา ทั้งนี้มาจากการที่ต่างคนต่างวางแผนไม่มีการทำงานแบบ
Synchronize ซึ่งกันและกัน การบริหารโดยปล่อยให้มี Inventory มากๆนั้น จะเกิดผลต่อกิจการอย่างแน่นอน
จะต้องมาจากระบวนการทางด้าน Information Sharing ที่ทุกฝ่ายจะต้องให้ข้อมูลเพื่อศึกษาอีกฝ่ายได้อย่างละเอียด
และจะต้องอาศัย Collaborative Relationship คือการร่วมมือในทุกส่วน จะต้องมีการปรึกษาหารือกันว่า
แต่ละจุดนั้น สามารถลดต้นทุนลงไปได้มากน้อยเพียงใด และจะไปให้ถึงที่สุดนั้น ต้องมี
Virtual Integration ที่จะต้องทำให้ความร่วมมือของแต่ละฝ่าย เป็นความร่วมมือร่วมกันของทุกองค์กรร่วมกัน
สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงต่อไปคือ Process ที่ประสบความสำเร็จซึ่งจะต้องอาศัย การวางมาตรฐานต่างๆร่วมกัน
และ การขนส่งแต่ละขั้นตอนก็จะต้องมีการตรวจสอบ Inspection และการ Scan สินค้าเมื่อเข้ามาด้วย
อีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญคือ CPFR นั่นคือ corporative Planning Forecasting and
Replenishment
เห็นหรือยังครับกระบวนการจัดการธุรกิจสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับการจัดการว่าด้วยระบบ
Logistics และ Supply Chain การวางแผนหรือการกำหนดแผนงานจะต้องสอดรับที่เป็นระบบ
ความล้มเหลวในการบริหาร Logistics และ Supply Chain ย่อมหมายถึงความล้มเหลวขององค์กรรวมเป็นเนื้อแท้
ธุรกิจสมัยใหม่มีความจำเป็นต่อการให้ความใจใส่ต่อ Logistics และ Supply Chain ที่ดี
ทั้งนี้การปรับตัวของวงการธุรกิจที่ผ่านมาทั้งการลดขนาดองค์กร (Downsizing) ให้มีความสวยงามแต่ต้องแข็งแกร่งด้วย
ถึงแม้ว่าจะมีบุคลากรไม่มากนัก แต่ก็สามารถทำงานได้อย่างมากมาย ดังนั้นการจัดการด้านซัพพลายเชน
จะต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
เคล็ดลับของการจัดการด้าน Supply Chain ว่า การดำรงธุรกิจในปัจจุบันให้คงอยู่ได้
จะต้องหันไปดูลูกค้าซัพพลายเออร์ที่ส่งสินค้าให้ว่า เป็น Chain ของใคร และเป็น
Chain ที่แข็งกว่า ฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และการร่วมมือกันเป็นพันธมิตรนั้น มีความผูกพันกันเพียงใดด้วย
หลักการที่ได้จากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำคือ จะต้องลงมือต่อไปนี้
1. ลดขั้นตอนในการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันอยู่อย่างมากมาย
2. จะต้องมีการนำระบบบาร์โค้ด เข้ามาบันทึกข้อมูลภายในองค์กร เพื่อให้ไปสู่มาตรฐานสากล
3. จะต้องให้การดำเนินการของพนักงานเป็นไปด้วยความแม่นยำและเที่ยงตรง โดยความผิดพลาดของมนุษย์นั้น
จะต้องลดจำนวนลงนี้ให้เหลือน้อยที่สุด
4. จะต้องวัดพฤติกรรมของผู้ค้าขายกันว่า มีความสามารถมากน้อยเพียงใด
5. จะต้องสนับสนุนให้องค์กรลดต้นทุนในการดำเนินการลงมาให้มากที่สุด แต่คงประสิทธิภาพสูงที่สุดไว้
6. ลดสินค้าคงคลังของบริษัทให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดขององค์กร
7. จะต้องใช้การบริหารเชิงรุกทางด้านธุรกิจเข้ามา เพื่อให้เกิดความพอใจในหมู่ของลูกค้า
และนักธุรกิจอื่นที่เราติดต่อด้วย
8. เชื่อมโยงระบบ EDI หรือ E-Commerce เข้าให้เป็นหนึ่งเดียว ทั้งนี้ Supply Chain
Management เป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เกิดระบบทั้ง 2 นี้
9. จะต้องสร้างฐานความร่วมมือเชื่อมโยงกับลูกค้าให้เป็นหนึ่งเดียวทั้งระบบ
การจัดทำข้อตกลงระหว่างพันธมิตร ท้าวความต่อจากตอนที่ผ่านมา เมื่อมองหากิจการที่จะมาเป็นพันธมิตรได้แล้ว
อันดับต่อไปคงต้องจัดให้มีข้อตกลงกันว่าด้วยความร่วมมือที่เกิดขึ้นนั้น ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องกระทำโดยผู้บริหารสูงสุดขององค์กรให้ความเห็นชอบ
ข้อตกลงเรื่องความร่วมมือเช่นที่ว่านั้นจะต้องครอบคลุมเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้
ระดับของความร่วมมือ จะร่วมมือกันในระดับใด
o มีการร่วมทุนระหว่างกันหรือไม่
o มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกันหรือไม่
o มีการใช้ตราสินค้า / Know how / ช่องทางการจัดจำหน่าย ของคู่พันธมิตรหรือไม่
o มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันอย่างไร
วัตถุประสงค์ของกลุ่มเป็นวัตถุประสงค์เฉพาะกิจหรือเป็นความร่วมมือในระยะยาว จะเริ่มต้นและสิ้นสุดเมื่อไร
วัดด้วยระยะเวลา หรือความสำเร็จของวัตถุประสงค์ หรืออื่น
พันธมิตรแต่ละฝ่ายจะนำทรัพยากรอะไรมาใช้ในการทำงานบ้าง และจะมีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ทรัพยากรนั้นอย่างไร
จะมีการแบ่งปันผลประโยชน์หรือผลขาดทุนสุดท้ายกันอย่างไร
จะมีการตรวจสอบ วัดผล และนำเสนอรายงานของกิจการของกลุ่มอย่างไร
การบริหารความขัดแย้งที่เกิดจากกิจกรรมของกลุ่ม
ประโยชน์ที่ได้รับจากการร่วมเป็นพันธมิตร คือจะสามารถเติมเต็มในส่วนที่อีกฝ่ายบกพร่อง
เช่นเงินทุน ทักษะ เทคโนโลยี ชื่อเสียง ช่องทางการตลาด ข่าวสารข้อมูลตลอดจนเป็นการเฉลี่ยต้นทุนเช่นค่าใช้จ่ายในการศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
ข้อจำกัดของการร่วมเป็นพันธมิตร คือความแตกต่างของวัฒนธรรมองค์กรที่มาทำงานร่วมกัน
มีมากน้อยแค่ไหน เพียงไร ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อขัดแย้งต่าง ๆ ขึ้นในภายหลัง และยังจะต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับองค์กร
Stakeholder อาทิเช่น ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ ผู้จัดหาวัตถุดิบ เป็นต้น ว่าเขาเหล่านั้นมีความคิดเห็นต่อพันธมิตรใหม่ขององค์กรอย่างไร
เพื่อเป็นการเตรียมการป้องกันปัญหาไว้ล่วงหน้า
การจัดทำแผนทางธุรกิจ
การวางแผนและกำหนดขอบเขตของความร่วมมือ การกำหนดกิจกรรมที่แต่ละฝ่ายจะต้องทำร่วมกันในอนาคต
กำหนดว่าฝ่ายใดจะใช้ทรัพยากรมาลงทุนเท่าใด เมื่อไร กำหนดข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ
ที่ต้องใช้ในการบริหารงานซึ่งต้องลงไปในรายละเอียด เป็นผลให้รายละเอียดและการวิเคราะห์ต่าง
ๆ เหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนธุรกิจ Business Plan ที่ชัดเจน
การเตรียมคนสำหรับงานบริหาร Supply Chain
เมื่อได้พันธมิตรที่เหมาะสมกันแล้ว พันธมิตรแต่ละฝ่ายต้องดำเนินการสร้างระบบการดำเนินงานร่วมกัน
โดยการกำหนดทิศทาง เวลา และทรัพยากรไว้ล่วงหน้า ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาเป็นที่ปรึกษาก็ได้
เมื่อได้วางแผนร่วมกันแล้วการลงมือปฎิบัติจริงจึงเริ่มขึ้นด้วยการสร้างทีมประสานงานต้นแบบขึ้น
ทีมงานนี้ควรจะประกอบไปด้วยบุคลากรจากทั้งสองฝ่ายพันธมิตรจากหน่วยงานต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ฝ่ายขาย (จากองค์กรพันธมิตรที่เป็นผู้จัดหาสินค้าหรือวัตถุดิบ)
ฝ่ายจัดซื้อ (จากองค์กรพันธมิตรฝ่ายที่เป็นผู้ต้องการสินค้าหรือวัตถุดิบ)
ฝ่ายสารสนเทศ Information Technology
ฝ่ายวางแผนการผลิต
ฝ่ายผลิต
ฝ่ายการเงิน
ฝ่ายจัดการ
ทีมงานที่จัดตั้งขึ้นนี้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในองค์กรของแต่ละฝ่าย
เพื่อทำให้สภาพการทำงานสอดประสานกัน ทำให้งานตามโครงการสามารถดำเนินไปถึงจุดหมายได้อย่างราบรื่น
หลายคนคงแปลกใจว่าทำไมฝ่ายการเงินต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับทีมประสานงานต้นแบบด้วย
ฝ่ายอื่น ๆ ที่ระบุไว้ยังมีเหตุผลพอเข้าใจได้ แต่สำหรับฝ่ายการเงินดูเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวข้องแต่อย่างไร
คำตอบของคำถามนี้ก็คือวัตถุประสงค์ของการร่วมเป็น Supply Chain ก็เพื่อก่อให้เกิดการค้าที่สนับสนุนการดำเนินงานซึ่งกันและกัน
เมื่อมีรายการค้าเกิดขึ้นการชำระเงินเป็นส่วนที่ต้องตามมา การสร้างระบบการชำระเงินที่เป็นระบบและเชื่อถือได้จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานนั้น
ก่อนอื่นคงต้องคำนึงถึงการฝึกอบรมบุคลากรในทีมประสานงานที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการธุรกิจระหว่างพันธมิตร
การวางระบบ การประสานงาน เทคนิคการจัดการ จิตสำนึกของการให้บริการ และความมุ่งมั่นที่จะดำเนินกิจกรรมที่ตนได้รับมอบหมายมาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อตกลงในเรื่องความร่วมมือระหว่างกัน
เมื่อสามารถ Implement กระบวนการต่าง ๆ เข้าสู่ระบบงานขององค์กร ทีมประสานงานนี้เองจะเป็นผู้คอยแก้ไขปัญหา
และให้ความรู้เบื้องต้นแก่พนักงานที่ปฎิบัติหน้าที่จริง
บัดนี้การเตรียมการสำหรับการสร้าง Supply Chain ได้ถูกจัดเตรียมขึ้นเรียบร้อยแล้ว
ทั้งในส่วนของการคัดสรรพันธมิตร การทำข้อตกลง การทำแผนทางธุรกิจ และการสร้างบุคลากรไว้รองรับการ
Implement ระบบงานที่จะเกิดขึ้น ในตอนต่อไปเราจะมาคุยกันถึงเรื่องของเทคนิคในการบริหารจัดการกระบวนการภายในส่วนของการบริหาร
Supply Chain, การผลิต, และการส่งมอบ ซึ่งอาจจะใช้จากของเดิมปรับปรุงให้ดีขึ้น
หรือใช้ของใหม่ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับความร่วมมือเป็นการเฉพาะ
'พันธกิจเชิงกลยุทธ์การแข่งขันทางธุรกิจ' แนวทางในการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อการจัดการโซ่อุปทานของโลกที่ดีกว่า
เป็นความท้าทายที่เกิดจากความต้องการของลูกค้าที่ให้มีการจัดส่งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้รวดเร็วขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
รวมทั้งการให้บริการหลังการขายที่มีคุณภาพสูงแก่ตลาดที่กำลังขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งทั่วโลก
ปัจจุบันธุรกิจข้ามชาติจำนวนมากได้ย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศและต้องพึ่งพากลุ่มธุรกิจของท้องถิ่นในการป้อนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่จำเป็นให้
แน่นอนการดำเนินการในลักษณะนี้ช่วยให้ธุรกิจข้ามชาติลดต้นทุนการผลิตและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันบริษัทข้ามชาติก็ประสบกับปัญหาความด้อยประสิทธิภาพของผู้จัดส่งสินค้าให้แก่บริษัทข้ามชาติ
ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 การจัดการโซ่อุปทานได้กลายเป็นวิธีการที่ถือว่ามีความเป็นเลิศในการเพิ่มพูนประสิทธิภาพของโซ่อุปทาน
แนวคิดหนึ่งของการจัดการโซ่อุปทาน คือ การแข่งขันกันของกลุ่มธุรกิจ (โซ่อุปทาน)
ไม่ใช่การแข่งขันรายธุรกิจ จากการวิจัยของธุรกิจต่างๆ ที่มีประสบการณ์ได้แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อและผู้จัดส่งสินค้าในโซ่อุปทานที่มีความเข้มแข็งมักจะสร้างความเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้เป็นเพราะการจัดการโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการร่วมมือกันอย่างกว้างขวางระหว่างสมาชิกทั้งหมดในโซ่อุปทาน
ในกิจกรรมต่างๆ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อทำให้การปฏิบัติงานเกิดความคล่องตัวเพิ่มขึ้น
ผู้ประกอบการในระดับกลางและเล็กสามารถเพิ่มความสำคัญของตนเองในความสัมพันธ์ทางธุรกิจทั้งกระบวนของตนได้
ด้วยการใช้วิธีการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในแนวดิ่งและแนวราบ กลุ่มธุรกิจที่มีใช้แนวคิดในการจัดการโซ่อุปทานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากผู้จัดส่งของผู้จัดส่ง
(suppliers' suppliers) และเพื่อตอบสนองต่อลูกค้าของลูกค้า (customers' customers)
ให้ดีขึ้น ทั้งนี้การจัดตั้งพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และนำการจัดการโซ่อุปทานไปใช้ได้สำเร็จ
ก็จะนำไปสู่สถานการณ์ของชัยชนะ (win-win-win)" สำหรับผู้จัดส่ง ผู้ซื้อ และผู้บริโภคในที่สุด
ดังนั้น จึงเป็นสิ่งท้าทายที่จะเพิ่มการรับรู้วิธีการจัดการโซ่อุปทานที่เหมาะสมและนำวิธีปฏิบัติที่ดีมาใช้ประโยชน์
หัวใจของความสำเร็จในการจัดการซัพพลายเชนอยู่ที่ความสามารถในการจัดการให้หน่วยธุรกิจที่มีอยู่หลากหลายเหล่านี้ร่วมมือร่วมใจกันวางแผนและดำเนินธุรกิจอย่างเป็นหนึ่งเดียว
โดยให้ความสำคัญกับผลประ โยชน์โดยรวมของทั้งซัพพลายเชนมากกว่าบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
ความร่วมมือกันอาจจะเกิดได้ทั้งในด้านของการบริหารอุปสงค์ (Demand Management)
เพื่อลดความไม่แน่นอนและความแปรปรวนในระบบลง หรือร่วมมือกันเพื่อสร้างขีดความสามารถในการให้บริการ
ในต่างประเทศความสำคัญของการจัดการซัพพลายเชนมีมาอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ปลายทศวรรษที่
1980 อาจจะกล่าวได้ว่า การพัฒนาศาสตร์และองค์ความรู้ในการจัดการซัพพลายเชนในประเทศเหล่านี้
ได้ผ่านช่วงของการเรียนรู้และการตกผลึกทางความคิด ตลอดจนการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานและปฏิรูปทัศนคติ
(mindset) ในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับปรัชญาการจัดการซัพพลายเชนแล้ว และได้ก้าวสู่ช่วงของการนำความรู้และประสบการณ์มาขยายผลให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจอย่างจริงจัง
การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์และเพิ่มคุณค่าให้แก่ผู้บริโภคนำไปสู่การจัดการซัพพลายเชนหรือการจัดการโซ่อุปทานนั้นก็เพื่อลดขั้นตอน
ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและบริการ กว่า 10 ปีที่ผ่านมา
แนวคิดการจัดการซัพพลายเชนได้เพิ่มความสำคัญขึ้นมาเป็นลำดับ จนกลายเป็นแนวความคิดที่ได้รับความนิยมและมีความสำคัญของบริษัทชั้นนำ
ในอเมริกา ยุโรป หรือแม้แต่เมืองใหญ่ๆในเอเชีย เช่น ฮ่องกง สิงค์โปร์ การหันมาจัดสรรหาแหล่งทรัพยากรจากทั่วโลก
การเน้นเรื่องการแข่งขันเรื่องเวลาและคุณภาพ ได้นำไปสู่สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
จากเหตุผลเหล่านี้ได้ยกความสำคัญของการจัดการซัพพลายเชนต่อสายตาของนักบริหาร ทำให้หลายๆบริษัทมองหาวิธีการที่ทรงประสิทธิภาพในการประสานการไหลเวียนของวัสดุที่เข้า-ออกในบริษัท
กุญแจสำคัญของการประสานงานนั้นก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Supplier การนำเอาสินค้าที่ปราศจากตำหนิสู่ลูกค้าที่เร็วกว่าและแน่นอนกว่าคู่แข็ง
ไม่สามารถมองว่าเป็นการได้เปรียบคู่แข่งแต่ถือว่าเป็นความต้องการพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้ทำให้
จำเป็นที่จะต้องมีการประสานที่ใกล้ชิดระหว่าง Supplier และผู้จัดจำหน่าย
ปัจจุบันนี้หลายๆ บริษัทพยายามนำ Internet มาใช้ใน Supply Chain (SC) แต่รายงานล่าสุดของ Financial Time1 ระบุว่าเพียง 30% เท่านั้นที่ประสพผลสำเร็จ Aberdeen Research2 ได้ทำการศึกษาและวิจัยสาเหตุหลักมาจากการเชื่อมต่อระหว่างแหล่งข้อมูลมีความยุ่งยากซับซ้อน การเชื่อมต่อระหว่างฐานข้อมูลของผู้ใช้งานกับฐานข้อมูลของบริษัทแม่ในระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งอยู่ต่างสถานที่ทำได้ลำบาก ผู้ใช้ได้นำเอาเทคโนโลยี Internet มาช่วยในการเข้าถึงฐานข้อมูลที่อยู่ระยะไกล แต่เนื่องจากข้อมูลมีความแตกต่างกัน การเชื่อมโยงกันจึงมีอุปสรรคมากมาย ยากต่อการใช้งาน และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้ ซึ่งในแง่ของ Supply Chain (SC) แล้ว ลำพังระบบ ERP อย่างเดียวนั้นไม่ เพียงพอ Supply Chain ต้องการข้อมูลจากฐานข้อมูลในระบบอื่นมาเชื่อมต่อกัน เช่นข้อมูลจาก CRM (Customer Relationship Management), Logistics Resource Management (LRM), Product Lifecycle Management (PLM), และจากระบบฐานข้อมูลอื่นๆ (Legacy System) ที่เกี่ยวข้อง ในมุมมองของ Aberdeen Research การเชื่อมต่อข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ การที่จะเชื่อมต่อข้อมูลนั้นจำเป็นที่จะต้องมีระบบเปิดสำหรับการเชื่อมต่อ (API - Application Programming Interfaces) ที่ดี ที่สามารถเชื่อมระหว่างระบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ระบบสามารถมองเห็นข้อมูลจากระบบต่างๆ เป็นระบบฐานเดียวกัน ต้องง่ายต่อการใช้งาน และต้องมีระบบป้องกันรักษาข้อมูลที่ดี ดังนั้นระบบการเชื่อมต่อจำเป็นที่ จะต้องถูกออกแบบให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสามารถช่วยให้ผู้ใช้ติดตั้งระบบ Supply Chain ได้ง่ายรวมถึงลดระยะเวลาการ Implement ลง ด้วยต้นทุนที่ต่ำ Aberdeen ได้กล่าวถึงความสำคัญของงานแต่ละส่วนใน SCM Solution ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด ดังต่อไปนี้
1. Demand Planning เป็นจุดเริ่มต้นของ Supply Chain นิยามง่ายๆ คือวางแผนให้มีการ stock น้อยที่สุดแต่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด ทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ และจะซับซ้อนมากเมื่อมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้อง เช่น มีคลังสินค้าหรือสถานที่จัดจำหน่ายสินค้าหลายแห่ง, สินค้ามีอายุสั้น, ความสามารถในการผลิตของผู้ขาย (suppliers) และ/หรือ โรงงานมีข้อจำกัด ดังนั้นข้อมูลจากทุกส่วน เช่น ประวัติการขาย, คำสั่งซื้อจากลูกค้า, การพยากรณ์การขาย, ข้อมูลส่งเสริมการขาย, ข้อมูลสินค้าที่จัดส่งจริง, และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องตลอดเวลา เพื่อสามารถนำมาวิเคราะห์และวางแผนให้ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด
2. Supply Planning การบริหารความต้องการของลูกค้ากับความสามารถในการส่งมอบสินค้าของ Suppliers เป็นสิ่งที่มีความยุ่งยากเป็นอย่างมากในการบริหารและวางแผนกระบวนการวางแผนร่วมกันระหว่าง ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย ถือเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ซื้อ ควรแจ้งให้ Suppliers ทราบแผนความต้องการสินค้าทั้งระยะยาวและระยะสั้น และแผนนั้นต้องถูกต้องหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ Suppliers ที่ต้องเตรียมสินค้าไว้รองรับความต้องการ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง Suppliers ต้องสามารถทราบได้ทันที เพื่อ Suppliers สามารถเปลี่ยนแปลงแผนงานเพื่อส่งมอบสินค้าได้ทันต่อความต้องการ ผลที่ได้คือ Suppliers สามารถลดระยะเวลาการส่งมอบให้เร็วขึ้น (Lead Time) นอกจากนั้น Suppliers ยังสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการส่งสินค้าเพื่อสามารถตอบสนองความต้องการได้ทันที (Just-As-Needed) ในแง่ของ Buyers การวางแผนร่วมกันยังนำไปสู่การได้รับส่วนลดทางการค้า, สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดี, ได้รับเงื่อนไขการชำระเงินพิเศษ, และการหมุนเวียนของวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนก็ดีขึ้น
3. Corporate Planning ผู้ผลิตที่มีสายการผลิตจำนวนมาก, มีโรงงานหลายแห่ง, หรือมีสถานที่จัดจำหน่ายสินค้าหลายแห่ง ย่อมทราบดีถึงความท้าทายในการบริหารแผนการผลิตให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร (Corporate goals) เช่นเดียวกับบริษัทที่มีเป้าหมายเพิ่มการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการแนะนำสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด มีการขยายสู่ตลาดใหม่ มีการหาแหล่งผู้ขายและผู้ผลิตสินค้าใหม่ มีการวางแผนจัดการหรือโต้ตอบคู่แข่ง ย่อมทราบดีถึงความท้าทายในการวางแผนโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเวลาที่จำกัดและเหตุการณ์ต่างๆ สามารถเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนนั้นมาจากทั้งภายในและภายนอก ผู้บริหารจำเป็นต้องมีเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์และทดสอบแผนงานความน่าจะเป็นต่างๆ เพื่อสามารถสรุปแผนงานได้เร็วที่สุด และนำไปใช้ได้ระยะยาว โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับสูงสุดทั้งในด้านการเงินและการปฏิบัติงาน
4. Even Management and Analytics เนื่องจาก Supply Chain เป็นระบบต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นจะมีผลเป็นลูกโซ่ไปทั้งระบบ การรับรู้ปัญหาล่วงหน้า การรับรู้ปัญหาอย่างรวดเร็ว การแก้ไขปัญหาก่อนที่จะเกิด และการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การที่จะทำอย่างนั้นได้ต้องมีการกำหนดจุดวัด หรือ Key Performance Indicator (KPI) ระบบ Supply Chain ต้องมี Templates ที่เก็บเป้าหมายขององค์กร โดยระบบต้องทำการเปรียบเทียบเป้าหมายที่วางไว้กับผลที่เกิดขึ้นจริงหรือผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หากผลที่เกิดขึ้นเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายที่ได้วางไว้ระบบต้องเตือนพร้อมแจ้งแนวทางการแก้ไขปัญหาให้แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อลดหรือขจัดปัญหาที่จะเกิดขึ้น
5. Factory Planning and Scheduling หากการวางแผนการผลิตไม่เหมาะสม ย่อมส่งผลให้ โรงงานมีสินค้าระหว่างผลิตสูง ปัญหากำลังการผลิตไม่เพียงพอและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บางสายการผลิตว่างเพราะของไม่มีให้ผลิต มีการทำงานล่วงเวลาโดยไม่จำเป็น ผลคือไม่สามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าตามกำหนด ลูกค้าขาดความเชื่อถือและลดหรือยกเลิกคำสั่งซื้อการเตรียมกำลังการผลิตและวัตถุดิบเพื่อการผลิต เป็นหัวใจของการวางแผนการผลิต ฝ่ายผลิตจำเป็นต้องรับข้อมูลที่ถูกต้องว่าจะผลิตอะไร ผลิตเมื่อไหร่ และจำนวนเท่าไหร่ อะไรผลิตก่อนอะไรหลัง โดยแผนการผลิตต้องคำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ ในสายการผลิต (Resource Constraint) มีการจัดอันดับงานที่เหมาะสม เพื่อลดเวลาที่เสียไปในการติดตั้งเครื่องจักร และสามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มากขึ้น เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เป็นประโยชน์สูงสุด
6. Order Fulfillment ในหลายๆ องค์กร ใช้ระบบ Fixed Lead Times ในการคำนวณวันส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า ซึ่งทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ เพราะลูกค้าไม่สามารถรอได้นานขนาดนั้น ปัจจุบันเป้าหมายของผู้ผลิตทุกๆ รายคือการให้ความมั่นใจต่อลูกค้าว่าสามารถส่งสินค้าได้ในเวลาที่กำหนด มีนโยบายลด Lead Times ในการผลิตลง นำเลขที่ใบสั่งซื้อของลูกค้าเชื่อมโยงกับใบสั่งการผลิต เพื่อลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะใบสั่งซื้อของตนเองได้ตลอดเวลา
7. Order Management ในการทำงานที่มีลักษณะเป็น Multi-Tiered Value Chain คือการทำงานร่วมกันระหว่างเรากับ Suppliers หรือ Subcontractors จำเป็นที่จะต้องมีการร่วมมือกันทั้งในด้านข้อมูลและการจัดการคำสั่งซื้อนั้นๆ เป้าหมายเพื่อลดระยะเวลาการจัดการคำสั่งซื้อ (Inbound Order), สามารถตอบวันที่ส่งสินค้าได้ทันที, และสร้างความมั่นใจ ให้แก่ผู้ขายว่าไม่มีการตอบรับคำสั่งซื้อ เกินกำลังความสามารถในการผลิต และสามารถส่งมอบสินค้า ได้ตามที่กำหนด โดยเมื่อมีการรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า ระบบ Order Management จะต้องทำการประมวลผลและส่งข้อมูลแบบ Real Time เปิดใบสั่งซื้อหรือขอซื้อไปให้ Suppliers และ Subcontractors ระบบจะใช้ข้อมูลพื้นฐานของสูตรการผลิต เงื่อนไขและนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนนั้นๆ รวมถึง Inventory Policy มาคำนวณในการสั่งซื้อแบบ Real Time โดยข้อมูลนี้จะทำการเชื่อมต่อกับข้อมูลของ Suppliers และ Subcontractors เพื่อคำนวณความสามารถในการผลิต และวันที่สามารถส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า
8. Product Lifecycle Management ผู้ผลิตสินค้าที่เป็นแฟชั่นหรือมีข้อจำกัดในอายุสินค้า จำเป็นต้องมีการนำสินค้าออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด ต้องมีการจัดการที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง แผนกำลังการผลิต วัตถุที่ใช้ในการผลิต แหล่งผู้ขายชิ้นส่วนและวัตถุดิบ รวมถึงการบริหารคลังสินค้าสำหรับสินค้าตัวเก่าที่ใกล้จะหมดอายุ ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาการเก็บสินค้าที่ล้าสมัยและหมดอายุไม่สามารถนำไปใช้ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญไม่เฉพาะแค่ผู้ผลิตเอง Supplier ผู้ป้อนวัสดุและวัตถุดิบ ให้แก่โรงงานก็จำเป็น และต้องการข้อมูล และแผนงานนี้เช่นกัน
9. Sales, Operation and Inventory Planning เป้าหมายของทุกองค์กรทางธุรกิจ ไม่ว่าขนาดธุรกิจนั้นจะเป็นขนาดใดก็ตาม คือ การมีระดับสินค้าคงคลังในจำนวนที่พอดีกับความต้องการ ลดระยะเวลาการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า เพิ่มความสามารถ ในการส่งมอบสินค้า และหลีกเลี่ยงการมีปัญหาเรื่องกำลังการผลิต และขาดชิ้นส่วนและวัตถุดิบสำหรับการผลิต ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดเป้าหมายการขายให้สอดคล้องกับความสามารถในการผลิต โดยมีระดับสินค้าคงคลังที่เหมาะสม
10. Supplier Management ในระบบ Supply Chain, Supplier มีส่วนสำคัญ ดังนั้นการเลือกจำเป็นต้องพิถีพิถัน ทั้งในเรื่องราคา คุณภาพ และการตรงต่อเวลา ในบางอุตสาหกรรมมีการนำเอาระบบ Vendor Managed Inventory (VMI) มาใช้ ซึ่งทำให้เราไม่จำเป็นต้องรับภาระในการเก็บสต็อคสินค้า
11. Supply Chain Planning การจัดการ Demand และ Supply ให้สอดคล้องกันเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับอุตสาหกรรการผลิต ลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลงความต้องการได้เสมอ ทำระบบ MRP ที่ได้วางแผนมาเป็นอย่างดีต้องล้มเหลวเป้าหมายขององค์กรคือ การจัดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้มีประสิทธิภาพที่สุด สามารถตอบสนองความต้องกา รของลูกค้าอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด ดังนั้นผู้ผลิตจำเป็นที่ จะต้องผลิตสินค้า ในทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยลดอัตราการทำงานล่วงเวลาและที่ไม่จำเป็นลง บริหารวัตถุดิบ ไม่ให้ขาดหรือไม่มีผลิต มีการจัดสายงานการผลิตและวางแผนการผลิตที่เหมาะสมโดยนำเอาข้อจำกัดต่างๆ มารวมในการวางแผน และสามารถเปลี่ยนแปลงแผนการผลิตได้ทันทีเพื่อสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของลูกค้า
New Wave of Supply Chain Management Solution
คือระบบที่ ใช้ในการจัดการระบบ Supply Chain โดยเริ่มต้นจาก การวางแผน, การนำแผนนั้นมาปฏิบัติ
และ การควบคุมให้แผนงานนั้นบรรลุผล SCM ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถมองเห็นข้อมูลทั้งระบบ
ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบ Demand และ Supply กับข้อจำกัดที่มีอยู่เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง
รวมถึงการทำงานร่วมกันระหว่างคู่ค้า ทั้งลูกค้า และผู้ขาย ทำการปรับฐานข้อมูลของ
Supply Chain Management ให้เป็นฐานเดียวกัน (Unified Data Model) โดยดึงข้อมูลมาจากระบบอื่นเช่น
ERP, CRM, Logistic, Legacy System ทำการประมวลใน Computer Memory เพื่อได้ผลลัพท์จากการประมวลเป็น
Real-Time และรวดเร็ว และการใช้งานเป็น Web base เพื่อง่ายแก่การใช้งานและ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรม
โดยสามารถใช้งานที่ไหนก็ได้
นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คือ หนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้าน
Supply Chain Management กล่าวว่า แก่นของการบริหารนั้นเป็นไปตามคำกล่าวของซุนวูที่ว่า
นักบริหารจะต้องปรับตัวให้เหมือนกับน้ำ เข้าไปภาชนะได้ทุกรูปแบบ ดังนั้นหากภาคเอกชนทุกวันนี้ไม่มีการปรับตัวแล้ว
ก็คงล้มหายตายจากไปกันหมดแล้ว มีแต่ทางด้านภาคการศึกษาเท่านั้นที่จะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วย
โดยสภาวะโลกาภิวัฒน์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้จะดำเนินต่อไปได้ เพราะทุกฝ่ายได้มีการปรับตัวไปให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นด้วย
"ที่ผ่านมานั้นเราปล่อยให้โลกการศึกษา และโลกของการทำงานจริง อยู่กันคนละทิศละทาง
ไม่มีการนำมาประสานซึ่งกันและกัน ยิ่งเราอยู่ในช่วงปฏิรูปการศึกษาด้วยแล้ว ทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงการพึ่งพาอาศัย(Dependence)
ซึ่งจะมีการพัฒนาไปถึงการพึ่งพาอาศัยระหว่างกัน (Independence) ในอนาคตอันใกล้ด้วย
สังคมถึงจะอยู่รอด"
รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมฯ กล่าวต่อไปว่า การปรับตัวของวงการธุรกิจที่ผ่านมาทั้งการลดขนาดองค์กร
(Desizing) ให้มีความสวยงามแต่ต้องแข่งแกร่งด้วย ถึงแม้ว่าจะมีบุคลากรไม่มากนัก
แต่ก็๋สามารถทำงานได้อย่างมากมาย ดังนั้นการจัดการด้านซัพพลายเชน จะต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
เคล็ดลับของการจัดการด้าน Supply Chain ว่า การดำรงธุรกิจในปัจจุบันให้คงอยู่ได้
จะต้องหันไปดูลูกค้าซัพพลายเออร์ที่ส่งสินค้าให้ว่าเป็น Chain ของใครและเป็น Chain
ที่แข็งกว่าฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และการร่วมมือกันเป็นพันธมิตรนั้น มีความผูกพันกันเพียงใดด้วย
นิพจน์ได้สรุปถึงหลักการที่ได้จากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำว่ามีอยู่ 9 ประการ ด้วยกัน
คือ
1. ลดขั้นตอนในการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันอยู่อย่างมากมาย
2. จะต้องมีการนำระบบบาร์โคด เข้ามาบันทึกข้อมูลภายในองค์กร เพื่อให้ไปสู่มาตรฐานสากล
3. จะต้องให้การดำเนินการของพนักงานเป็นไปด้วยความแม่นยำและเที่ยงตรง โดยความผิดพลาดของมนุษย์นั้นจะต้องลดจำนวนลงนี้ให้เหลือน้อยที่สุด
4. จะต้องวัดพฤติกรรมของผู้ค้าขายกันว่ามีความสามารถมากน้อยเพียงใด
5. จะต้องสนับสนุนให้องค์กรลดต้นทุนในการดำเนินการลงมาให้มากที่สุด แต่คงประสิทธิภาพสูงสุดไว้
6. ลดสินค้าคงคลังของบริษัทให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดขององค์กร
7. จะต้องใช้การบริหารเชิงรุกทางด้านธุรกิจเข้ามา เพื่อให้เกิดความพอใจในหมู่ของลูกค้า
และนักธุรกิจอื่นที่เราติดต่อด้วย
8. เชื่อมโยงระบบ EDI หรือ E-commerce เข้าให้เป็นหนึ่งเดียว ทั้งนี้ Supply Chain
Management เป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เกิดระบบทั้ง 2 นี้
9. จะต้องสร้างฐานความร่วมมือเชื่อมโยงกับลูกค้าให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งระบบ
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับศาสตร์การบริหารของญี่ปุ่นแล้ว เขาจะมีปัญหาอยู่ทุกแห่งที่มีการหยิบยกเข้าไปใช้เพราะเขามักจะคำนึงลูกค้าเป็นการใหญ่
จะว่าเป็นข้อดีก็ดี จะว่าเป็นข้อเสียก็ใช่ เรามักจะเจอปัญหาว่า ลูกค้าจะซื้อในสิ่งที่เราไม่มี
ถือว่าเป็นที่ซ้ำๆ กันอยู่เรื่อยๆ ในทุกองค์กร
จากหนังสือพิมพ์ Intertransport Logistics ฉบับวันที่ 16-31 ตค.45