1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น กระบวนการยุติธรรมนับเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน
และเป็นหลักประกันสิทธิความเสมอภาคของทุกคนภายใต้กฎหมาย โดยการบังคับใช้กฎหมาย
(LAW ENFORCEMENT) อันจะเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำพาสังคมไปสู่ความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อย
กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในปัจจุบัน ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พบว่ายังมีปัญหาการขาดประสิทธิภาพ
ความผิดพลาดบกพร่อง ความล่าช้า และการละเมิดสิทธิของประชาชนโดยเกินสมควร เป็นต้นปัญหาเหล่านี้มีสาเหตุมาจากเหตุผลหลายประการ
ที่สำคัญคือปัญหาของการขาดเอกภาพ ขาดความร่วมมือ และการประสานงานในทุกด้าน รวมทั้งด้านข้อมูลข่าวสาร
และขาดเป้าหมายร่วมกันในการทำงาน ตลอดจนขาดระบบการตรวจสอบถ่วงดุลย์ที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่
และขาดระบบการตรวจสอบความรับผิดชอบขององค์กรในกระบวนการตามหลักการประชาธิปไตย แม้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นที่ตระหนักดีอยู่แล้วก็ตาม
แต่การแกไขปัญหาในอดีตที่ผ่านมาทำได้ยากยิ่ง เพราะต้องเป็นการแก้ไขในระดับโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรม
รวมทั้งต้องปรับปรุงวิธีการทำงานและทัศนคติของผุ้ที่เกี่ยวข้องใหม่ด้วย ด้วยเหตุนี้
เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้มีบทบัญญัติให้แยกองค์กรศาลซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการออกเป็นอิสระจากกระทรวงยุติธรรม
ซึ่งหน่วยงานของฝ่ายบริหารตามทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ ทำให้เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่จะพิจารณาศึกษาถึงการจัดโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมเสียใหม่
โดยรวบรวมหน่วยงานเกี่ยวกับการบริหารงานยุติธรรมที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายและทำงานโดยขาดเอกภาพ
ให้มารวมอยู่ในกระทรวงยุติธรรม การจัดตั้งองค์กรเสริมเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน
อันจะทำให้สามารถพัฒนาระบบงานยุติธรรมของประเทศไทยให้สามารถเป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งยังเป็นการปรับปรุงระบบงานยุติธรรมของประเทศให้มีความเป็นสากลและมีมาตรฐานที่สอดคล้องกับนานาอารยประเทศด้วย
จากข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ตระหนักกันดีอยู่แล้วว่า งานด้านข้อมูลข่าวสารนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน
ที่เป็นยุคของโลกาภิวัฒน์ 2000 (Globalization) Year2000 เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ว่า
ข้อมูลข่าวสารนำมาซึ่งอำนาจ (Information is power) เนื่องจากข้อมูลข่าวสารจะนำไปใช้ประโยชน์ในทุกเรื่อง
ทุกด้านรวมทั้งด้านสถานการณ์ ดังเช่น สุภาษิตในตำราพิชัยสงครามของชุน วู่ ที่ว่า
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง โดยเฉพาะปัจจุบัน สังคมโลกได้เปลี่ยนเป็นยุคของสารสนเทศ
(Information Age) หรือสังคมยุคสารสนเทศ (Information Society) ที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ
ภายใต้สภาวะแวดล้อมตามสถานการณ์โลกดังกล่าว เทคโนโลยีระดับสูงได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก
การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารในเวลาอันสั้น ทำให้เกิดสภาพโลกไร้พรมแดน เป็นสังคมไร้พรมแดนทางเศรษฐกิจที่มีการลงทุนข้ามชาติอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมที่มีรูปแบบสลับซับซ้อน ซึ่งประเทศไทยก็ไม่อาจหลีกหนีจากผลกระทบนี้ได้
แต่ผู้บริหารงานระดับสูงในกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ให้ความสำคัญในข้อมูลข่าวสารในปัจจัย
พื้นฐานเป็นอันดับต้น ๆ กลับมุ่งในงานด้านอื่นมากกว่า ทั้ง ๆ ที่ระบบข้อมูลข่าวสารเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้กับงานในหน้าที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาชนแล้ว จะสามารถใช้ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี
แต่เมื่อไม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การค้นหาข้อเท็จจริง และความจริงจึงเป็นไปค่อนข้างยาก
จึงทำให้การปฏิบัติงานหน้าที่ขององค์กรกระบวนการยุติธรรมนับวันประสิทธิภาพจะยิ่งเสื่อมถอยลง
จนเชื่อว่าในที่สุด จะไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป
โดยตรงกันข้ามเหล่ามิจฉาชีพต่างได้พัฒนาการกระทำผิดอาชญากรรมไปได้ไกลกว่าโดยมีความสามารถในการหาข้อมูลได้ดีกว่า
จนบุคคลในกระบวนการยุติธรรมยากที่จะเข้าจับกุมหรือปราบปรามได้ เช่น การกระทำผิดทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์
อาชญากรรมข้ามชาติ องค์กรอาชญากรรม เป็นต้น ดังนั้น จึงน่าจะมีองค์กรหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารให้เป็นระบบเพื่อใช้เป็นระบบเครือข่ายข้อมูล
ข่าวสารเพื่อประสิทธิภาพขององค์กรกระบวนการยุติธรรม
นอกจากนี้ องค์กรกระบวนการยุติธรรมปัจจุบัน ยังไม่มีระบบข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงานองค์กรและบุคคลรวมทั้งการให้บริการประชาชนที่ดีเพียงพออย่างเป็นระบบเพื่อให้มีประสิทธิภาพเข้าสู่มาตรฐานสากล
1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาถึงข้อเท็จจริง ปัญหา และอุปสรรคของความร่วมมือระหว่างองค์กรยุติธรรมต่อระบบข้อมูลข่าวสาร
2. เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ปรับปรุง และพัฒนาให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กร
เพื่อให้เป็นระบบข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพ
1.3 ขอบเขตของการวิจัย
ศึกษาเฉพาะปัญหาอุปสรรคกรณีข้อมูลข่าวสาร ที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการยุติธรรมทั้งการบริหารงานในองค์กร และการร่วมมือประสานกันในข้อมูลข่าวสารด้านประวัติผู้กระทำผิด
1.4 สมมติฐานการวิจัย
ระบบข้อมูลข่าวสารที่มีในองค์กรไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และการขาดความร่วมมือประสานงานกันระหว่างองค์กรกระบวนการยุติธรรม (ทำให้องค์กรขาดประสิทธิภาพสูงสุด จึงต้องแก้ไขปรับปรุง พัฒนาให้เป็นระบบ)
1.5 วิธีดำเนินการวิจัย
- ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารการยุติธรรมในระดับสูงจำนวน 120 คน อันประกอบด้วย
ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ราชทัณฑ์ ทนายความ อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ นักปกครอง
นักหนังสือพิมพ์ ผู้สื่อข่าว และผู้ทรงคุณวุฒิ ทั่วไป
- การรวบรวมข้อมูล
รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ได้แก่ คำบรรยายของดร.ปุระชัย
เปี่ยมสมบูรณ์ และคณาจารย์ท่านอื่น ตลอดจนความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญอีกหลายท่านตามรายชื่อบุคคลในบรรณานุกรมท้ายนี้
รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มบุคคลผู้บริหารงานยุติธรรมระดับสูง เช่น อธิบดีศาลอาญา
เลขานุการคณะกรรมการอัยการ นักวิชาการ ราชทัณฑ์ ทนายความ ประมาณ 10 คน
รวบรวมจากแบบสอบถาม ถามกลุ่มประชากร กลุ่มผู้บริหารการยุติธรรมระดับสูง
1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. เพื่อพัฒนาให้มีระบบข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นรูปธรรมร่วมกัน ให้เกิดความร่วมมือประสานงานกันระหว่างองค์กร
เพื่อประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ยังผลให้สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดร่วมกันในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน
2. เพื่อสามารถนำเอาข้อมูลต่าง ๆ และข้อเสนอแนะของการศึกษาวิจัยนี้ ให้องค์กรที่เกี่ยวข้องนำไปใช้
ประกอบการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้องค์กรมีประสิทธิภาพ
บทที่ 2
ความหมายและแนวคิดเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร
ในปัจจุบันนี้ โลกเข้าสู่ยุคของข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ (Information) จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นที่ทางภาครัฐและเอกชนจะต้องอาศัยสารสนเทศนี้เข้ามาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
(make decision) การตัดสินใจเป็นกิจกรรมที่สำคัญจะต้องตัดสินใจได้ถูกต้องรวดเร็ว
การตัดสินใจที่ล่าช้าจะก่อให้เกิดผลเสียตามมามากมาย อาจจะทำให้เกิดการสูญเสียโอกาสในการแข่งขันหรือการแก้ปัญหาในระดับชาติ
เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่คู่กับสารสนเทศ ตราบใดที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าก็จะก่อให้เกิดสารสนเทศที่ทันสมัย
(update) เทคโนโลยีในปัจจุบันมักจะมุ่งเน้นไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์
(computer-based) เป็นองค์ประกอบ คอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าในแต่ละภูมิภาคของโลก
คอมพิวเตอร์สามารถใช้ใน อุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมอวกาศ อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม
อุตสาหกรรมดาวเทียม อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมการบริหาร และทางการแพทย์
ข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ โดยมากมักจะได้มาจากการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งแหล่งปฐมภูมิ(primary
resource) และแหล่งทุติยภูมิ (secondary resource) ข้อมูล (data) ที่ได้มาจะต้องมีการป้อน
(entry) เข้าสู่คอมพิวเตอร์ โดยอาศัยอุปกรณ์นำเข้า (input device) เช่น แป้นคีย์บอร์ด
และจะต้องมีการประมวลผล (process) เพื่อที่จะให้ได้ผลลัพธ์ออกมา (output) โดยอาศัยอุปกรณ์แสดงผล
(output device) เช่น จอภาพคอมพิวเตอร์ (monitor) เครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น
ดังนั้นองค์การต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดระบบสารสนเทศ [Management
Information Systems (MIS)] ให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อง่ายและสะดวกในการนำสารสนเทศไปใช้ในการตัดสินใจ
การจัดการระบบสารสนเทศจำเป็นต้องอาศัยระบบจัดการฐานข้อมูล (database) ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลขององค์การ
และทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์การ
2.1 ความหมายของข้อมูลข่าวสาร
ข่าวสาร หรือ สารสนเทศ และ ข้อมูล โดยปกติแล้วมักจะใช้สับสนกันอยู่เสมอ
ในอันที่จริงแล้วจะมีความหมายแตกต่างกัน กล่าวคือ ข่าวสาร หรือ สารสนเทศ จะเป็นข้อมูลที่มีการกลั่นกรอง
ตรวจสอบ จึงมีความหมายหรือมีประโยชน์ต่อการใช้งาน ส่วนคำว่า ข้อมูล (data items)
ซึ่งหมายถึงข้อมูลดิบที่จะใช้ผลิตเป็นข่าวสารหรือสารสนเทศ สำหรับคำว่า ฐานข้อมูล
จะหมายถึงข้อมูลที่ได้มีการจัดเก็บไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อใช้ในการประมวลผลการจัดการข้อมูลนั้น
จะหมายรวมถึงการจัดการซอฟต์แวร์ และการจัดการองค์กรด้วย โดยที่ซอฟต์แวร์จะเป็นตัวสร้างและจัดการฐานข้อมูล
ซึ่งเรียกว่า ระบบการจัดการฐานข้อมูล (Database Management System)
ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้ให้ความหมายของ ข้อมูลข่าวสาร
ไว้ในมาตรา4 ว่า ข้อมูลข่าวสาร หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง
ข้อมูล หรือสิ่งใด ๆ ไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะทำได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใด
ๆ และไม่ว่าจะได้จัดทำไว้ในรูปของเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด
ภาพถ่าย ฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือวิธีอื่นใดที่ทำให้สิ่งบันทึกไว้ปรากฏได้
จากข้อความข้างต้นจะเห็นว่า คำว่า ข้อมูลข่าวสาร นั้น เป็นคำที่มีความหมายกว้างมาก
โดยครอบคลุมถึงสิ่งทั้งปวงที่สื่อความหมายได้ ไม่ว่าจะได้จัดเก็บหรือบันทึกข้อมูลข่าวสานนั้นไว้ในรูปแบบใดก็ตาม
เช่น แผนที่เกิดเหตุของพนักงานสอบสวนที่ทำขึ้นในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน
แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของที่ดินที่กรมที่ดินจัดทำขึ้น รายงานการวิจัยต่าง ๆ ดังนั้น
โดยสรุป สาระสำคัญของการเป็นข้อมูลข่าวสารคงอยู่ที่ว่า สิ่งนั้นสามารถสื่อความหมายได้หรือไม่
และหากเป็นข้อมูลข่าวสารที่ได้บันทึกไว้ ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ต้องมีวิธีที่ทำให้สิ่งที่บันทึกไว้นั้นปรากฏความหมายได้
2.2 หลักการบริหารกับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสาร
ในการบริหารและทฤษฎีองค์กรสมัยใหม่ ให้ความสนใจเกี่ยวกับ กระบวนการเชื่อมประสานทุกส่วนขององค์กรที่ประสานเข้าด้วยกันเป็นระบบพลวัตร (Dynamic) และหน่วยภาระหน้าที่ โดยมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ เครือข่ายการสื่อสาร เป้าหมายขององค์กร และการตัดสินใจในการบริหารยุคใหม่ โดยใช้การสื่อสารเป็นเครือข่ายที่สำคัญ เป็นศูนย์กลางการตัดสินใจที่เชื่อมเข้ากับการสื่อสารที่ได้รับ เก็บข่าวและส่งออกไปในรูปแบบของ ไซเบอร์เนติค (Cybernatic Model) โดยหลักการบริหารงานที่ดีกับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสามารถจัดระบบให้เป็นวงจรตามรูปภาพดังนี้
วิเคราะห์ปัญหา เป็นข้อมูลข่าวสาร
วางแผนงานแก้ปัญหา
การปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้
ผลงานที่ได้จากการปฏิบัติ
ประเมินผลงานที่ได้
ปฏิบัติตามแผน
ผลสำเร็จ
ผลล้มเหลว
จะเห็นว่าทุกขั้นตอนจำเป็นต้องมีข้อมูลข่าวสาร เป็นปัจจัยพื้นฐานประกอบการดำเนินการดังกล่าวทั้งสิ้น
จะพบว่าการติดต่อสื่อสารและข้อมูลข่าวสารเป็นปัจจัยสำคัญในขั้นตอนต่าง ๆ ของการบริหารกล่าวคือ
ตามทฤษฎีการบริหารของกูลิค และเออร์วิค [Luther Gulick of Lyndall Urwick]* ได้กล่าวถึงหลักการบริหารงานที่ดีจะต้องประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ
ซึ่งมีอยู่ 7 ขั้นตอน POSDCORB คือ P : การวางแผน (Planing) O : การจัดองค์กร
(Organizing) S : การจัดหาเจ้าหน้าที่ (Staffing) D : การอำนวยการสั่งการ (Directing)
CO : การร่วมมือ (Coordinating) R : การรายงาน (Reporting) B : การงบประมาณ (Budgeting)
และตามทฤษฎีหลักการบริหารของ เฮนรี่ ฟาโยล (Henri Fayol) ได้กล่าวถึงการบริหารที่ควรให้ความสนใจเกี่ยวกับการวางแผน
การจัดองค์กร การอำนวยการ การประสานงาน และการควบคุม
จะเห็นว่า ทุก ๆ ส่วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเกื้อหนุนให้องค์กรประสบความสำเร็จ
อันได้แก่ การวางแผน (Planning) การสั่งการ (Directing) การประสานงานร่วมมือกัน
(Coordinating) การรายงานผล (Reporting) การงบประมาณ (Budgeting) และการควบคุม(Control)
เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะต้องอาศัยการติดต่อสื่อสารและการใช้ข้อมูลข่าวสารทั้งสิ้น
จึงจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารองค์กร
นอกจากนี้ ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (MIS : Management Information System) ระบบข้อมูลข่าวสารหรือข้อสารสนเทศ
ที่ได้มาจากการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลเพื่อช่วยให้ผู้บริหารหรือผู้รับผิดชอบต่อภารกิจได้ใช้ประกอบการดำเนินงาน
(ข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กร) ที่จำเป็นต่อการวางแผน การประสานงาน การควบคุมกิจกรรมขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ
ระบบสารสนเทศกับผู้บริหาร จึงมีรูปแบบดังนี้
ผู้บริหารระดับสูง
ผู้บริหารระดับกลาง
ระดับผู้ปฏิบัติงาน
ฐานข้อมูล
ข้อมูลภายใน ข้อมูลภายนอก
องค์กร องค์กร
ขั้นตอนข้อมูลข่าวสาร
ข้อมูลป้อนเข้า ปฏิบัติการกลั่นกรอง ข่าวสารที่ได้
Input Process Output
ภาพของรวมระบบสารสนเทศ (MIS)
ข้อมูล เครื่องคอมพิวเตอร์ ข่าวสารสนเทศ
ผู้ปฏิบัติการ
จากภาพแผนภูมิดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า ข้อมูลข่าวสาร เป็นสิ่งที่เป็นความจำเป็นต่อองค์กรเป็นอย่างยิ่ง
จะขาดเสียไม่ได้ และมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง
ในการบริการองค์กรของกระบวนการยุติธรรมก็เช่นกัน จะต้องมีการกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง
วิธีการ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาให้สังคมเกิดความเป็นธรรม รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเพื่อประชาชนโดยธรรม
กำหนดแผน เพื่อประชาชน
เป้าหมายการบริหาร การดำเนินการ ให้สังคมเกิดความเป็นธรรม
(เป้าหมายสุดท้าย)
รวมทั้งการจัดระบบของการบริหารองค์ให้มีขั้นตอนต่าง ๆ ข้างต้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพแก่องค์กรให้มากที่สุด
2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรในกระบวนการยุติธรรม
องค์กรสำคัญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ในระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice System) ประกอบด้วยองค์กรย่อยส่วนต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบาย
หรือการปฏิบัติ การปฏิบัติงานหรือดำเนินนโยบายใด ๆ ในองค์กรหนึ่งย่อมมีผลกระทบต่ออีกองค์กรหนึ่งไม่มากก็น้อย
การศึกษาถึงบทบาทและอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งที่ขาดหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้
องค์กรย่อยที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 หน่วยงานราชการ
ได้แก่ ตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ และหน่วยงานเอกชน คือ ทนายความ ซึ่งจะกล่าวในส่วนรายละเอียดแต่ละองค์กร
ต่อไปนี้ :-
2.3.1 องค์กรตำรวจ
ตำรวจ เป็นองค์กรเบื้องต้นของรัฐในการใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน
และดำเนินการต่อผู้กระทำผิดกฎหมาย รักษาความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน ตลอดจนคุ้มครองสิทธิ
เสรีภาพของประชาชน ภายใต้หลักนิติธรรม (justice under law)
ปรัชญาในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ
ตำรวจเป็นหน่วยงานเบื้องต้นในกระบวนการยุติธรรม มีหน้าที่หลักประกอบด้วยสองส่วน
คือ บังคับใช้หรือรักษากฎหมาย (Law Enforcement Agency) และการปราบปรามอาชญากรรม
(Crime Suppression) รักษาความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน ตลอดจนให้ความคุ้มครองสิทธิ
เสรีภาพของประชาชน อย่างไรก็ดี เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ตำรวจจึงอาจเน้นในหลักประสิทธิภาพในการควบคุมอาชญากรรม
(Crime Control Model) มากกว่าหลักคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน (Due Process
Model) โดยปกติตำรวจมีหน้าที่ต้องแสวงหาหลักฐานต่าง ๆ เพื่อใช้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
โดยตำรวจจะต้องพยายามมิให้การปฏิบัติหน้าที่เข้าไปล่วงล้ำสิทธิ เสรีภาพของผู้บริสุทธิ์โดยมิชอบ
และต้องพยายามนำคนผิดมาลงโทษให้ได้มากที่สุด ซึ่งการกระทำของตำรวจในส่วนของการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
โดยจะมีกลไกต่าง ๆ ทางสังคมตรวจสอบอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน หรือองค์กรเอกชนอื่น
ๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าตำรวจเป็นส่วนราชการที่มีอำนาจตามกฎหมายมากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง
และเป็นหน่วยงานราชการที่ถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายมากกว่าหน่วยงานอื่นด้วย
ในขณะเดียวกัน
ภาระหน้าที่ของตำรวจจึงมีอำนาจและหน้าที่ โดยสรุปดังต่อไปนี้
- ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนภายในราชอาณาจักร
- ในฐานะผู้รักษากฎหมาย มีหน้าที่ป้องกันมิให้มีผู้ละเมิดกฎหมาย และหน้าที่สืบสวน
ตรวจค้น จับกุม และปราบปรามนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ตามสมควรแก่ความผิดที่ได้กระทำ
- ในฐานะข้าราชการพลเรือน นอกจากจะปฏิบัติหน้าที่ราชการตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดและมอบหมายไว้แล้ว
ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ทั่ว ๆ ไปดุจเดียวกับข้าราชการพลเรือนทุกประการ
- ในฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ ประชาชน
- งานอื่นบางลักษณะที่มิใช่งานตำรวจอย่างแท้จริง เช่น งานป่าไม้ งานตำรวจรถไฟ งานทะเบียนต่าง
ๆ งานตรวจคนเข้าเมือง
จากภาระกิจมากมายดังกล่าวข้างต้น ซึ่งทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นองค์กรที่มีสำนักงานขนาดใหญ่โต
มีกำลังพลมากกว่า 250,000 คน ซึ่งกระจัดกระจายปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั่วประเทศ และมีงบประมาณกว่า
35,000 ล้านบาทต่อปี จึงจัดเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่โตเกินไป รูปลักษณะขององค์กรค่อนข้างอุ้ยอ้าย
มีความสลับซับซ้อนและสายการบังคับบัญชามาก (hierarchy) และพบว่ามีปัญหาการบริหารงานบุคลากรตำรวจมาก
การแต่งตั้งโยกย้าย ให้ความดีความชอบแต่ละครั้งยังไม่เป็นธรรมเพียงพอ โดยส่วนหนึ่งเนื่องจากขาดข้อมูลข่าวสาร
โดยไม่มีระบบจัดเก็บข้อมูลประวัติบุคลากรให้ทันสมัย เพื่อใช้ในการพิจารณาและพัฒนาบริหารงานบุคคล
จึงทำให้องค์กรตำรวจมีความต้องการข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้เพื่อการบริหารงานบุคคล และบริหารงานภายในองค์กร แต่ปรากฏว่า ระบบการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารยังล้าสมัย
กระจัดกระจาย สับสน ไม่เป็นระเบียบ อีกทั้งไม่ประสานงานกับหน่วยงานอื่น ยังไม่เป็นระบบสากล
ที่จะให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานได้ดี การโยกย้ายแต่ละครั้งมีการร้องเรียนเสมอมาว่าไม่เป็นธรรม
บางครั้งคนในองค์กรตำรวจ ก็ขัดแย้งกันเองในด้านข้อมูลข่าวสารในการปฏิบัติงาน เช่น
ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กับตำรวจท้องที่ นอกจากนี้ปัญหาการจัดเก็บข้อมูลประวัติบุคคลยังไม่เป็นระบบที่ทันสมัยที่จะใช้ตรวจสอบบุคลากรประวัติตำรวจแต่ละคนได้ดีเท่าที่ควร
สภาพปัญหาในกระบวนการยุติธรรมของตำรวจ
ปัญหาสำคัญของตำรวจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ได้แก่ เรื่องการดำเนินคดีอาญา
เริ่มตั้งแต่การสืบสวน ตรวจค้น การจับกุม ตลอดจนการสอบสวน ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ
เสรีภาพของประชาชนโดยตรง บางครั้งการดำเนินคดีอาญาของตำรวจ อาจเป็นการล่วงละเมิดสิทธิ
เสรีภาพของประชาชนผู้สุจริตเข้า เช่น การตรวจค้นในสถานที่สาธารณะ ซึ่งเป็นการตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้น
หรือการดำเนินคดีอาญาของตำรวจบางครั้ง อาจมุ่งหวังในการปราบปรามอาชญากรรมสูง จึงเป็นเหตุให้มีการกระทำรุนแรง
เช่น การจับตาย หรือวิสามัญฆาตกรรม และก็มีอยู่บ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินการด้วยวิธีการที่ทุจริต
คิดมิชอบ หรือการเลือกปฏิบัติในการจับกุม หรือดำเนินคดี นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการสอบสวน
โดยเฉพาะการประสานงานการสอบสวนระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ โดยที่อัยการไม่ได้เข้าร่วมการสอบสวนกับตำรวจมาตั้งแต่ต้น
ทำให้ไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วนเพียงพอ ซึ่งอาจเกิดปัญหาในทางคดีได้
ทำให้วินิจฉัยคดีอาจคลาดเคลื่อนไปจากความจริงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ที่อัยการต้องสั่งสอบสวนเพิ่มเติมหรือให้นำพยานมาซักถามให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงกระจ่างทำให้คดีล่าช้าโดยใช่เหตุ
ปัญหาอีกส่วนหนึ่งคือ การฝากขัง พนักงานสอบสวนบางส่วนถูกตำหนิว่ายังมีการขอฝากขังเกินความจำเป็น
โดยบางครั้งเหตุผลที่อ้างในการฝากขังไม่เป็นความจริง หรือมีกรณีปัญหาการรวบรวมพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
รวมทั้งปัญหาการไม่สามารถนำพยานมาเบิกความในชั้นศาลได้ และในบางคดี กระบวนการพิจารณาในศาลอาจใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคดีนานเกินไป
จนทำให้พนักงานสอบสวนจำรายละเอียดในคดีไม่ได้ และอาจให้การสับสนจนอาจเกิดความเสียหายในคดี
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นต้นสายธารแห่งกระบวนการยุติธรรมนั้น มักถูกบุคคลหลายฝ่ายมองว่าไม่ได้ให้ความเป็นธรรมต่อผู้เกี่ยวข้องทางคดีเท่าที่ควร
ประชาชนบางส่วนยังขาดศรัทธาด้านความตรงไปตรงมา ของเจ้าพนักงานตำรวจ
2.3.2 องค์กรอัยการ
ในทางคดีอาญาอัยการ เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นทนายของแผ่นดิน ทำหน้าที่ปราบปรามโดยการพิจารณาสั่งฟ้องผู้กระทำผิด
และให้ความเป็นธรรมสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ไม่ได้กระทำผิด อีกทั้งรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของรัฐ
ภายในองค์กรอัยการ พนักงานอัยการทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณาสำนวนคดีที่ผ่านการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องหรือฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล
อันเป็นการรักษากฎหมายอีกทั้งให้ความเป็นธรรมตามหน้าที่ อัยการจึงเป็นองค์กรที่สำคัญในการดำเนินคดีอาญาตามระบบกล่าวหา
องค์กรอัยการมิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนองค์กรตุลาการ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับ
พ.ศ. 2540 นี้ ได้บัญญัติหน้าที่ของอัยการและอัยการสูงสุดไว้หลายส่วนด้วย อัยการแต่เดิมสังกัดกระทรวงมหาดไทย
มีฐานะเป็นกรมอัยการ แต่ในปัจจุบันอัยการมีฐานะเป็นหน่วยราชการอิสระเทียบเท่ากรมที่ไม่ได้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
กระทรวง หรือทบวง แต่เป็นหน่วยงานอิสระขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ใช้ชื่อว่าสำนักงานอัยการสูงสุด1
ผู้บังคับบัญชาสูงสุดเรียกว่าอัยการสูงสุด โดยมีรองอัยการสูงสุดช่วยบริหารงานในสำนักงานอัยการสูงสุด
นอกจากนั้นยังได้เปลี่ยนโครงสร้างทางการบริหารงานบุคคล ซึ่งเดิม ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
พ.ศ. 2521 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ก.อ. โดยตำแหน่ง เปลี่ยนเป็นกำหนดให้ประธาน
ก.อ. มาจากการเลือกตั้งจากผู้รับบำนาญ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการอัยการมาแล้วในตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุด
หรือผู้ทรงคุณวุฒิในทางกฎหมาย2 เหตุผลเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของข้าราชการอัยการเป็นอิสระและปลอดจากการเมืองอย่างแท้จริง
ในการดำเนินคดีอาญาของสำนักงานอัยการสูงสุด มีองค์กรดำเนินคดีอาญาประจำศาลชั้นต้นทุกศาล3
กล่าวคือมีสำนักงานอัยการประจำศาลจังหวัด อัยการประจำศาลแขวง อัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวแต่ละศาล
แต่อัยการประจำศาลยุติธรรมชั้นต้นในกรุงเทพมหานคร มีองค์กรเดียว คือ พนักงานอัยการ
สำนักงานอัยการสูงสุด นอกจากนั้น ยังมีอัยการประจำศาลสูงในการพิจารณาคดีอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย
ปรัชญาในการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการ
อัยการเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นหลังสุด ซึ่งได้เกิดครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส4 การก่อตั้งอัยการเป็นผลพวงมาจากความไม่เป็นธรรมในกระบวนการฟ้องร้อง
และตัดสินคดีอาญา ซึ่งดำเนินการโดยองค์กรเดียวที่รวบอำนาจโดยทำหน้าที่ทั้งสอบสวน
ฟ้องร้อง และตัดสินคดีอาญา ทำให้เกิดการใช้อำนาจไม่ชอบธรรม จึงเกิดองค์กรอัยการขึ้นเพื่อที่สามารถเข้าไปกำกับดูแลให้ความยุติธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม
ได้ตั้งแต่เริ่มต้นโดยไม่ต้องรอให้เรื่องถึงศาล อัยการเริ่มมีบทบาทชัดเจนขึ้น เมื่อมีการแยกองค์กรตุลาการ
ซึ่งมีหน้าที่ชี้ขาดตัดสินคดีออกจากองค์กรที่มีหน้าที่สอบสวน และฟ้องร้องโดยเด็ดขาด
ซึ่งได้มีการตั้งองค์กรอัยการขึ้นมาให้มีลักษณะเป็นองค์กรกึ่งตุลาการ (Quisi Judicial)
มีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมชั้นก่อนฟ้องคดีอาญาต่อศาล โดยใช้แนวคิดในการฟ้องคดีอาญาโดยรัฐ
(Public Prosecution) และแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับกันต่อมามากขึ้น โดยเป็นระบบสากลทั่วโลก
สำหรับสถาบันอัยการไทย ได้มีการก่อตั้งมามากกว่า 100 ปีแล้ว โดยยึดหลักการปฏิบัติงานด้วยความเป็นธรรม
รักษาความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมทั้งปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติเสมอมา
อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของอัยการ
อัยการ มีภารกิจตามกฎหมายในการดำเนินคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงทั่วราชอาณาจักร
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ และรวมตลอดถึงภาระกิจอื่น
ๆ กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ ซึ่งสามารถแยกพิจารณาอำนาจหน้าที่ของอัยการได้ดังนี้
1. อำนวยความยุติธรรมทางอาญา พนักงานอัยการจะพิจารณารวบรวมข้อมูลอรรถคดี และวินิจฉัยสั่งคดีทั้งปวง
ดำเนินคดีอาญาทางศาล และดำเนินอรรถคดีต่าง ๆ ตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ ในฐานะที่เป็นทนายแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอื่นซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ
2. รักษาผลประโยชน์ของรัฐ โดยพิจารณาและให้คำปรึกษาในด้านกฎหมายแก่ส่วนราชการ หน่วยงานต่าง
ๆ ของรัฐ ดำเนินอรรถคดีแทนรัฐบาล หน่วยงานของรัฐและนิติบุคคล ในฐานะทนายแผ่นดิน
3. คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้บริการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้ยากไร้
และประชาชนในชนบท ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย ประนีประนอมข้อพิพาท รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายให้แก่ประชาชน
4. หน้าที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น คณะกรรมการต่าง ๆ ในหน่วยงานของรัฐหรือในส่วนราชการอื่น
ๆ
สภาพปัญหาในกระบวนการยุติธรรมของอัยการ
ระบบการดำเนินคดีอาญาในขั้นก่อนฟ้อง (Pre-Trial Stage) ในประเทศไทยได้แบ่งแยกการสอบสวนคดีอาญา
(Investigation) ออกจากการฟ้องคดีอาญา (Prosecution) โดยเด็ดขาด ทำให้เกิดปัญหาติดตามมาซึ่งเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการ
โดยที่อัยการไม่มีโอกาสแสวงหาพยานหลักฐานโดยตรง แต่จะพิจารณาจากสำนวนที่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการมาแล้ว
และส่งมาเท่านั้น ทำให้ไม่มีโอกาสตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้อย่างละเอียด
ถูกต้อง ครบถ้วน ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลให้เกิดความผิดพลาดในการพิจารณาสั่งคดี ตลอดจนประสิทธิภาพในการดำเนินคดีในชั้นศาลได้
ซึ่งภาระกิจหน้าที่สำคัญของอัยการในส่วนที่เข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมส่วนหนึ่งก็คือ
การยื่นฟ้องคดีต่อศาล โดยคดีที่จะยื่นฟ้องต่อศาลนั้นจะต้องมีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน5
ในปัจจุบันองค์กรที่ทำหน้าที่สอบสวนก็คือ ตำรวจ ซึ่งดำเนินการสอบสวนโดยเด็ดขาด
อิสระ แม้กฎหมายไทยจะเปิดช่องให้อัยการสามารถจะสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม หรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถามได้ก็ตาม
แต่การสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมกระทำได้ก็ต้องผ่านพนักงานสอบสวน โดยอัยการไม่สามารถเข้าร่วมทำการสอบสวนด้วยได้
ทำให้ไม่ได้ความจริงที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด ในต่างประเทศหลายประเทศการสอบสวนดำเนินคดีอาญาจะต้องใช้ระบบอัยการที่สมบูรณ์
การดำเนินคดีอาญาจะอยู่ในความรับผิดชอบของอัยการโดยตรง โดยให้ตำรวจมีฐานะเป็นเพียงพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยเหลืออัยการเท่านั้น6
ดังนั้นจากการแบ่งแยกอำนาจฟ้องร้องกับการสอบสวนออกจากกันก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติสืบเนื่องได้หลายประการเช่น
1. ปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดำเนินคดี เพราะการสอบสวนเป็นกระบวนการที่สำคัญ
เบื้องต้นในการดำเนินคดี มีผลสืบเนื่องต่อไปถึงการสั่งคดี ตลอดจนการพิจารณาพิพากษาของศาล
เมื่ออัยการไม่มีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงในคดีได้ทั้งหมด ข้อจำกัดตรงนี้ ทำให้อัยการไม่สามารถใช้ดุลพินิจ
ในการกลั่นกรองคดีอาญาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้
2. ปัญหาเรื่องความล่าช้า ในการสอบสวนขาดผู้ควบคุม หรือการซ้ำซ้อนในการดำเนินคดี
หรือการตั้งรูปคดีที่เกิดจากความไม่ชำนาญคดีเพียงพอทำให้การสอบสวนที่ผิดไปจากความเป็นจริง
ซึ่งอาจทำให้วินิจฉัยสั่งคดีผิดพลาดไปด้วย ทำให้ขาดการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายและผู้ต้องหา
รวมทั้งประชาชนโดยรวม
3. ปัญหาเรื่องรูปคดีที่อาจถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง การที่อัยการไม่สามารถเข้าร่วมการสอบสวนตั้งแต่แรก
หรือไม่สามารถทำการสอบสวนได้ด้วยตัวเอง เมื่อได้รับสำนวนสอบสวนจากตำรวจ ทำให้อัยการต้องพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวน
เฉพาะเท่าที่ผ่านการตั้งรูปคดีตั้งแต่แรก จากพนักงานสอบสวน ผู้ทำสำนวนเท่านั้น
ลักษณะดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบบิดเบือนรูปคดีได้โดยง่าย
เพราะการพิจารณาคดีในชั้นต่อ ๆ มา ไม่ว่าจะเป็นชั้นพิจารณาของอัยการหรือชั้นศาล
จะถูกจำกัดอยู่ในกรอบคดีและกรอบพยานหลักฐานทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคลตามที่พนักงานสอบสวนกำหนดมาให้ในเบื้องต้นเท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาในปัจจุบันได้บัญญัติแยกอำนาจ
สอบสวนฟ้องร้องออกจากกันค่อนข้างจะเด็ดขาด เพราะต้องการให้อัยการวางตัวเป็นกลางในการดำเนินคดีอาญา
โดยเกรงว่าหากให้อัยการเข้าร่วมในการสอบสวนตั้งแต่ต้น จะทำให้มีความปักใจเชื่อว่าผู้ต้องหา
กระทำผิดหรือไม่กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา และในชั้นพิจารณาฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง
ความรู้สึกดังกล่าวก็จะผูกพัน ทำให้เสียความเที่ยงธรรม จึงไม่ควรให้อัยการเข้าร่วมการสอบสวน
แต่ให้ทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรองสำนวนโดยเฉพาะ7 (ความเชื่อนี้ในปัจจุบันไม่น่าจะถูกต้อง
น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงความคิดนี้ โดยต้องให้อัยการได้มีบทบาทร่วมสอบสวนมาก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น
และเป็นระบบสากลเทียบเท่านานาอารยประเทศ)
ดังนั้น จากภาระกิจดังกล่าวเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่อัยการจะต้องมีระบบข้อมูลข่าวที่ดีเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วน
เพื่อใช้สนับสนุนการทำงานในด้านคดีเป็นอย่างมาก
นอกจากปัญหาด้านภาระกิจต่าง ๆ ในหน้าที่ในงานประจำแล้ว ในปัจจุบัน สถาบันอัยการยังเกิดปัญหาเกี่ยวกับด้านบุคลากร
โดยอัยการมีเพียงประมาณ 1,700 คนเศษ ซึ่งไม่เพียงพอที่จะรับภาระกิจทั้งด้านคดี
และด้านคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนทั้งประเทศได้ ทำให้ต้องทำงานอย่างหนัก
จนเกรงว่าสุดท้ายหากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาขาดบุคลากรแล้ว จะทำให้คุณภาพของงานตกต่ำลง
จนในที่สุดอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของรัฐ และกระทบต่อผลประโยชน์ทั้งด้านความเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้
2.3.3 องค์กรศาล
ศาลเป็นองค์กรที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ซึ่งต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ
และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์8 แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะส่วนของศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษา
ซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเท่านั้น
องค์กรศาลยุติธรรม
ในปัจจุบันนี้ ศาลยังสังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบในงานธุรการของศาล9
โดยให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ แต่การดำเนินการพิจารณารวมตลอดถึงการที่จะมีคำสั่ง
หรือคำพิพากษาบังคับคดีให้เสร็จเด็ดขาดไปนั้นให้อยู่ในดุลพินิจของศาลโดยเฉพาะ10
ศาลยุติธรรมแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ (1) ศาลชั้นต้น (2) ศาลอุทธรณ์ (3) ศาลฎีกา
(ศาลสูงสุด)11
ศาลชั้นต้น คือ ศาลที่มีอำนาจหน้าที่ตั้งแต่ชั้นเริ่มต้นคดีในการรับฟ้องพิจารณาพิพากษาและบังคับคดีทั้งในทางคดีแพ่ง
และคดีอาญา ศาลชั้นต้นมีตั้งอยู่ทั่วราชอาณาจักร สำหรับในท้องที่กรุงเทพมหานคร
ได้แก่ ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญาธนบุรี
ศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลเยาวชนและครอบครัว และศาลแขวง ส่วนศาลในต่างจังหวัดประกอบด้วยศาลจังหวัดและศาลแขวง
โดยแบ่งเป็น 9 ภาค มีสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นหน่วยบริหาร นอกจากนี้ยังมีศาลชำนาญพิเศษ
ได้แก่ ศาลแรงงานกลาง ศาลภาษีอากรกลาง และศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลาง
โดยศาลเหล่านี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร
ศาลอุทธรณ์ หรือศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์ คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลชั้นต้น
หรือ คำร้องคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น หรือคดีที่ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์ตามกฎหมาย12
ปัจจุบันประกอบด้วยศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1-9
ศาลฎีกา คือ ศาลสูงสุด มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์
หรือคดีอื่นที่กฎหมายให้อำนาจศาลฎีกาในการวินิจฉัยชี้ขาด
ปรัชญาในการปฏิบัติหน้าที่ของศาล
ศาลเป็นหน่วยงานหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม มีหน้าที่พิทักษ์ความเป็นธรรมให้สังคมในฐานะที่เป็นดุลย์อำนาจหนึ่งในการปกครองระบบประชาธิปไตยของไทย
ระบบการดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันใช้ระบบการดำเนินคดีอาญา ระบบกล่าวหา
(Accusatorial System) ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีก็ต่อเมื่อโจทก์ซึ่งได้แก่ พนักงานอัยการ
หรือราษฎร ฟ้องร้องต่อศาลและนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาล โดยศาลเองไม่มีหน้าที่โดยตรงในการซักถาม
สอบสวนพยานหลักฐานของคู่ความ และศาลจะตัดสินเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้องไม่ได้
ในการดำเนินกระบวนการพิจารณาพิพากษาศาลในฐานะผู้ชี้ขาดจะต้องวางตัวเป็นกลาง โดยมุ่งที่จะคุ้มครองผลประโยชน์ของสังคมเป็นหลักการดำเนินคดีในระบบนี้เป็นการแก้ไขข้อบกพร่องของการดำเนินคดีอาญาในระบบไต่สวน
(Inquisitorial System) ที่ให้อำนาจผู้พิพากษามากเกินไป จึงมักมีอคติลำเอียงและข้อผิดพลาดในการพิจารณาคดี
ดังนั้นระบบกล่าวหาแยกหน้าที่สอบสวน ฟ้องร้องและพิจารณาคดีออกจากกันโดยเด็ดขาด
เพื่อลดอำนาจของผู้พิพากษา ให้คงมีแต่อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใด
การพิจารณาพิพากษาคดีจะถือว่าปนะสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อผู้พิจารณายึดหลักนิติธรรม
(Rule of Law) ประกอบหลักข้อเท็จจริงแห่งคดี(Facts) และด้วยความเป็นอิสระอย่างแท้จริง
ปราศจากอคติ อีกทั้งต้องไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับ หรืออิทธิพลของผู้ใด ไม่ว่าบุคคลภายนอก
หรือผู้พิพากษาด้วยกันเอง กล่าวโดยทั่วไปแล้ว กระบวนการยุติธรรมที่ดีจะต้องสามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมได้อย่างชัดเจนว่าสังคมนี้
ปกครองกันด้วยระบบกฎหมาย มิใช่ด้วยอำนาจตามอำเภอใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายก่อความเดือดร้อนเสียหายให้แก่สังคมหรือบุคคลอื่นแล้ว
จักต้องได้รับผลร้ายจริง ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ส่วนผู้ที่เคารพกฎหมายประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีย่อมจะต้องได้รับการคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรม
นอกจากนี้กระบวนการยุติธรรมยังจะต้องมีสมรรถนะในการขัดเกลาหรือปรับแก้พฤติกรรมของผู้กระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองให้กลับเข้ามาอยู่ภายในกรอบของกฎหมายได้อีกส่วนหนึ่งด้วย13
อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของศาล
หน้าที่ของศาลยุติธรรม คือ การธำรงรักษาและผดุงความยุติธรรมเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม
คุ้มครองและพิทักษ์เสรีภาพส่วนบุคคลของสุจริตชน ลงโทษผู้ก่อความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้อื่นหรือสังคม
ภายใต้กฎหมายอันทัดเทียมกัน (Equal Protection Under the Law) ในขณะเดียวกันก็จะต้องส่งเสริมและพัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยยึดหลักนิติธรรม
(Rule of Law) ด้วย
ส่วนอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ได้แก่
การพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้ง
เพียงแต่บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง ไม่พิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง
และจำเลยเป็นผู้กระทำผิด หากมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย
(Beyond Reasonable Doubt)14 การใช้ดุลพินิจว่ามีการกระทำผิดกฎหมายและจำเลยเป็นผู้กระทำหรือไม่
ศาลจะวินิจฉัยจากข้อเท็จจริง แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นจะต้องได้จากพยานหลักฐานสำคัญที่คู่ความนำมาสืบแสดงต่อศาล
กล่าวคือ ศาลจะนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาวินิจฉัยไม่ได้ อย่างไรก็ตามกฎหมายก็ให้อำนาจศาลในการสืบพยานเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องแห่งพยานหลักฐานได้ตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ อาจทำโดยการส่งประเด็นไปสืบ การเดินเผชิญสืบการซักถามนั้นเอง นำพยานบุคคลมาสืบ
เรียกพยานเอกสารประกอบการพิจารณา เป็นต้น อันเป็นการช่วยค้นหาความจริงอีกทางหนึ่งเพิ่มเติม
ซึ่งในทางปฏิบัติศาลมักไม่ค่อยใช้อำนาจในการสืบพยานเพิ่มเติมดังกล่าวโดยพลการ เนื่องจากเกรงจะถูกกล่าวหาว่าไม่วางตัวเป็นกลาง
แต่ก็เคยมีปรากฏกรณีที่ศาลใช้วิธีดังกล่าวในการเรียกสำนวนการสอบสวนมาประกอบการพิจารณา
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมระหว่างคู่ความเฉพาะคดีเท่านั้น
สภาพปัญหาในกระบวนการยุติธรรมของศาล
เนื่องจากในปัจจุบันมีคดีอาญามาสู่การพิจารณาของศาลเป็นจำนวนมาก ในขณะที่อัตรากำลังของข้าราชการตุลาการมีเพียงประมาณ
2,500 นาย โดยรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ได้กำหนดให้ศาลจะต้องออกนั่งพิจารณาคดีให้ครบองค์คณะ
จึงต้องใช้บุคลากรผู้พิพากษาอีกเป็นจำนวนมากกว่าเท่าตัวที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เพียงพอและขาดแคลนอยู่อีก
ก่อให้เกิดปัญหามีคดีคั่งค้างจำนวนมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นเกิดขึ้นตามมา
เช่น ห้องพิจารณาของศาลมีไม่พอเพียง จึงเป็นเหตุให้ไม่อาจพิจารณาคดีได้ทัน ต้องเลื่อนการพิจารณาคดีออกไป
นอกจากนี้การที่คู่ความหรือพยานไม่มาศาลตามกำหนดนัดพิจารณา หรือแม้แต่กระทั่งฝ่ายเจ้าพนักงานตำรวจ
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุม หรือพนักงานสอบสวนที่เป็นพยานบุคคลบางครั้งไม่มาศาล
อ้างว่าติดราชการอื่นโดยไม่พร้อมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาตามกำหนดนัดได้ ทำให้ศาลต้องเลื่อนคดีบ่อย
ๆ เช่นกัน หรือในบางคดีมีปัญหามาตั้งแต่การรวบรวมหลักฐานในชั้นจับกุม และการดำเนินการสอบสวน
เช่น พยานหลักฐานบางอย่างได้มาโดยไม่ชอบ แต่ศาลซึ่งมีบทบาทหน้าที่ต้องวางตัวเป็นกลาง
โดยการวางเฉย (passive) จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเคร่งครัด
ต้องพิจารณาตามหลักฐานที่ได้นำสืบเสนอต่อศาลดังกล่าว อันอาจไม่เป็นธรรมต่อคู่กรณีได้
ดังนั้น ศาลเองจึงต้องการทราบถึงข้อมูล ข่าวสาร ข้อเท็จจริงในคดีให้มากที่สุด เพื่อการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนได้อย่างเต็มที่
เพื่อที่จะได้พิจารณาพิพากษาได้ไม่ผิดพลาด
2.3.4 องค์กรราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์ เป็นองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ที่มีภาระหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดตามคำสั่งของศาล
หรือผู้มีอำนาจตามกฎหมาย งานราชทัณฑ์เป็นการป้องกันสังคมจากอาชญากรรม โดยการควบคุมผู้ต้องหาไว้ตามคำสั่งศาล
เพื่อให้การอบรมแก้ไขให้ผู้ต้องขังสามารถปรับตัวเข้ากับกฎเกณฑ์และเงื่อนไขของสังคมได้
โดยนัยนี้งานของกรมราชทัณฑ์จึงเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมและงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนอื่น
ๆ เช่น งานคุมประพฤติ ฯลฯ องค์กรราชทัณฑ์ในปัจจุบัน สังกัดกระทรวงมหาดไทย แบ่งส่วนราชการออกเป็นราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
โดยมีเรือนจำ ทัณฑสถาน หรือสถานกักกันเป็นหน่วยงานหลัก
ปรัชญาในการปฏิบัติหน้าที่ของราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์ นับเป็นหน่วยงานที่สำคัญลำดับท้ายสุดในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา งานราชทัณฑ์เป็นระบบงานในการจัดการหรือปฏิบัติต่อคนที่กระทำความผิด
เมื่อมีการทำผิดขึ้นในสังคม สังคมจะต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อบุคคลที่ละเมิดต่อกฎหมาย
แนวคิดดั้งเดิมต้องการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดด้วยมาตรการที่เข้มงวด และรุนแรง เพื่อเป็นการข่มขู่
ยับยั้ง ให้คนเกรงกลัวการกระทำผิด ซึ่งเป็นแนวคิดของสำนักอาชญาวิทยาดั้งเดิม (Classical
School of Criminology) เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปทำให้แนวคิดการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดเปลี่ยนแปลงไปด้วย
สังคมเริ่มเรียนรู้ว่าการลงโทษที่รุนแรงโหดร้ายยิ่งจะทำให้ผู้กระทำผิดที่มีชีวิตหลุดรอดไปได้เกิดความเคียดแค้นชิงชังและกลับเป็นอันตรายต่อสังคมมากยิ่งขึ้น
กระทำความผิดหนักขึ้นด้วยวิธีการที่แยบยลมากขึ้น การลงโทษด้วยวิธีดังกล่าวจึงไม่เป็นผลดีต่อสังคม
ในทางตรงกันข้ามสังคมเริ่มคิดว่าผู้กระทำผิดเพราะมีความผิดปกติอยู่ในตัวของผู้กระทำผิดนั้น
หรือเกิดจากสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความจำเป็นและกดดันนำไปสู่การกระทำผิด การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดจึงมุ่งแก้ไขความบกพร่องหรือความผิดปกติดังกล่าว
เพื่อป้องกันสังคมจากการกระทำผิดซ้ำ โดยให้การอบรมแก้ไขคนที่กระทำความผิดให้กลับไปใช้ชีวิตในสังคม
สามารถปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์และเงื่อนไขของสังคมได้
ปรัชญาในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในเชิงแก้ไข จึงเป็นปรัชญาและวัตถุประสงค์หลักในการปฏิบัติงานราชทัณฑ์ในปัจจุบัน
ดังนั้น วิธีการปฏิบัติจึงหันไปเน้นมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยบรรเทาแก้ไขความผิดพลาดทางยุติธรรม
(Undo Miscarriages of Justice) โดยใช้หลักวิธีการอภัยโทษ หรือพระราชทานอภัยโทษ
(Royal Pardon) การพักลงโทษ (Parole) การกำหนดวันลดโทษ (Remission of Sentence)
และวิธีอื่น ๆ ในอันที่จะช่วยให้ผู้กระทำผิด กลับเข้าสู่สังคมและใช้ชีวิตได้เหมือนสุจริตชนทั่วไป
เช่น มาตรการจำคุกในปัจจุบันได้ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างมีมนุษยธรรม การสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ต้องขัง
การให้การศึกษาโดยถือว่าเรือนจำคือโรงเรียน ผู้คุมทำหน้าที่เป็นทั้งครูและผู้ควบคุม
การฝึกอาชีพ การบำบัดโทษ เพื่อจูงใจให้ประพฤติและทดลองกลับเข้าสู่สังคม และสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้
แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายสิทธิมนุษยชน แต่ก็ได้รับการต่อต้านและไม่เห็นด้วยจากฝ่ายที่คิดว่าผู้ต้องขังได้รับการปฏิบัติที่ดีเกินไป
หรือได้รับการปฏิบัติในเชิงผ่อนปรน ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ทำความเดือดร้อนให้สังคม ทำให้ผู้เสียหายได้รับความสูญเสียทั้งร่างกาย
จิตใจ น่าจะได้รับการตอบโต้ที่สาสมกับความผิดที่ได้กระทำลงไป แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรม
รวมตลอดถึงองค์กร อื่น ๆ ในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องทำหน้าที่ด้วยความยากลำบาก
และเสี่ยงอันตรายในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ การปฏิบัติงานราชทัณฑ์จึงเปรียบเสมือนทางสองแพร่ง
เพราะได้รับแรงบีบจากทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ด้วยแรงบีบดังกล่าว จึงส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของราชทัณฑ์และงานในกระบวนการยุติธรรมอื่น
ๆ ความขัดแย้งในปรัชญาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ โดยแยกปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิด
โดยจะผ่อนปรนให้แก่ผู้กระทำความผิดทั่วไปได้อย่างเป็นทางการ ในปัจจุบันราชทัณฑ์จึงต้องปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทั้งสองประเภทในลักษณะที่เสมอภาค
และคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในเรื่องลดโทษ โดยพิจารณาจากชั้นผู้ต้องหา ถ้าเป็นชั้นดีมาก
ก็จะได้รับการลดโทษมาก เนื่องจากการขาดข้อมูลข่าวสารด้านประวัติของผู้กระทำผิดว่าเป็นผู้กระทำผิดประเภทติดนิสัย
หรือเพิ่งกระทำผิดอาญาเป็นครั้งแรก
อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของราชทัณฑ์
กรมราชทัณฑ์เป็นส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดให้เป็นไปตามคำพิพากษา
หรือคำสั่งของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย งานราชทัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่รับผิดชอบต่อความปลอดภัยในชีวิต
ทรัพย์สิน และความสงบสุขของสังคมโดยส่วนรวม เป็นงานที่รับผิดชอบต่อจากอำนาจตุลาการ
โดยดำเนินการตามกฎหมายหลายฉบับ คือ ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.
2479 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา
พ.ศ. 2506 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักกันตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.
2510 และกฎหมายอื่น ๆ รวมทั้งกฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ ที่ออกตามความในกฎหมายข้างต้นอีกเป็นจำนวนมาก
ซึ่งอาจสรุปถึงอำนาจหน้าที่ได้ดังนี้
1. ควบคุมผู้กระทำผิดตามคำพิพากษาของศาลหรือคำสั่งของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย
2. พัฒนาความประพฤติ นิสัยของผู้ต้องขังให้กลับตัวเป็นคนดี และกลับเข้าสู่สังคมได้
เมื่อพ้นโทษ
3. ให้การสงเคราะห์และปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามที่กฎหมายกำหนด และข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติ
4. พัฒนาระบบงานราชทัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล
สภาพปัญหาในกระบวนการยุติธรรมของราชทัณฑ์
ปัญหาของราชทัณฑ์เกี่ยวกับผู้ต้องขัง มีหลายประการ เช่น จำนวนผู้ต้องขังสูงขึ้นทุกปี
ก่อให้เกิดปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ หรือภาวะแออัดยัดเยียดของผู้ต้องขัง เกิดอุปสรรคต่อการควบคุม
และการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง โดยเฉพาะจะเกิดปัญหามากกับผู้ต้องขังซึ่งเป็นคนต่างชาติ
ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเรือนจำได้ จนบางครั้งผู้ต้องขังพยายามหลบหนี
และก่อเหตุวุ่นวายในเรือนจำอยู่บ่อยครั้งด้วย ปัญหาการลดโทษในระบบราชทัณฑ์เพื่อลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ
และเพื่อมุ่งอบรมแก้ไขผู้ต้องขังให้กลับเข้าสู่สังคม การลดโทษมีผลทำให้ผู้ต้องขังได้รับโทษน้อยกว่าคำพิพากษา
ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวโทษจำคุก นอกจากนี้ทางราชทัณฑ์ประสบปัญหาเกี่ยวกับบุคลากรผู้คุมเรือนจำ
ซึ่งขาดแคลนเป็นอย่างมาก ตัวเรือนจำ ทัณฑสถานมีสภาพเก่า ทรุดโทรม ขาดการแก้ไขปรับปรุง
และมีเรือนจำน้อยเกินไป ไม่เพียงพอแก่การจำคุก กักขัง ควบคุมผู้ต้องขังได้เพียงพอ
และรัฐขาดการสนับสนุนงบประมาณต่อทางราชทัณฑ์ ให้สามารถเป็นหน่วยงานที่มีมาตรฐานได้
ปัญหาที่สำคัญอีกส่วน คือ การไม่มีการจัดสร้างระบบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติของผู้ต้องขังก่อนมารับโทษ
โดยเรือนจำจะมีข้อมูลเพียงหมายจำคุกว่าจำคุก ผู้ต้องขังกี่ปี ซึ่งไม่มีรายละเอียด
หรือพฤติการณ์ในการกระทำความผิด การขาดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับลักษณะและประวัติของผู้กระทำผิดดังกล่าว
จึงเป็นผลให้กระบวนการยุติธรรมของราชทัณฑ์ ไม่สามารถแยกผู้กระทำความผิดที่มีลักษณะร้ายแรง
หรือผู้กระทำผิดในลักษณะมืออาชีพออกจากผู้กระทำผิดทั่วไปได้อย่างถูกต้อง การแก้ไขนิสัยของผู้ต้องขังจึงไม่ได้ผล
เมื่อผู้ต้องขังพ้นโทษไปก็ยังคงก่อปัญหาให้สังคมเช่นเดิม ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารด้านประวัติของผู้กระทำผิด
หรือผู้ต้องขังดังกล่าวในเพื่อการปฏิบัติงานนี้จึงเป็นส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
2.3.5 องค์กรทนายความ
เป็นองค์กรด้านเอกชนที่นับเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการยุติธรรม เป็นที่พึ่งของประชาชน
โดยเป็นผู้ใช้กฎหมายที่อยู่เคียงข้างใกล้ชิดกับประชาชนมาก และช่วยเหลือขจัดปัญหาให้แก่ประชาชนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย
ไม่ว่าจะเป็นในด้านการว่าต่างหรือแก้ต่างคดี หรือการดำเนินการต่าง ๆ ในส่วนที่ต้องเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในศาล
รวมไปถึงการให้คำปรึกษา คำแนะนำ ด้านกฎหมายต่าง ๆ ทั้งปวง ทนายความจึงเป็นผู้มีบทบาทสูง
ต้องเป็นผู้ปฏิบัติตนและปฏิบัติงานด้วยการยึดหลักคุณธรรม พร้อมกันนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบต่อลูกความเป็นอย่างสูง
และมีจรรยาบรรณมรรยาทอันดีงาม เพื่อนำไปสู่ความเชื่อถือศรัทธาและไว้วางใจจากประชาชน
ปรัชญาในการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความ
เมื่อทนายความเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ผู้ที่เข้ามาเป็นทนายความจึงต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจรักความยุติธรรม
และพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อรับใช้สังคมและประชาชนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม
จึงก่อให้เกิดภาระหน้าที่ว่าเมื่อลูกความเข้ามาหาเพื่อขอคำปรึกษาด้านกฎหมาย ทนายความจะต้องให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมา
ไม่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์
หรือวัตถุประสงค์อันแท้จริงของกฎหมายในเรื่องนั้น เมื่อรับฟังข้อเท็จจริงและปัญหาจากลูกความแล้ว
ทนายความจะต้องวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและปัญหาของลูกความด้วยว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด
และสามารถที่จะเยียวยาหรือแก้ไขโดยวิธีใดที่จะให้เกิดความยุติธรรมแก่ลูกความและฝ่ายตรงข้ามได้
อีกทั้งต้องมีความซื่อสัตย์ จริงใจต่อวิชาชีพ ไม่ยุยงให้เป็นความกันโดยไม่จำเป็น
หากมีกรณีที่จะต้องดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาในศาล ทนายความก็มิบังควรที่จะสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อเสนอต่อศาล
เพราะจะทำให้ความยุติธรรมต้องถูกเบี่ยงเบนไปได้ ต้องรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของทนายความและสถาบันทนายความให้ได้
การช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย
แม้จะมีหน่วยงานหลายแห่งอาสาเข้ามาช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เช่น เนติบัณฑิตยสภา
หรือสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ของสำนักงานอัยการสูงสุด
หรือ สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ แต่ข้อเท็จจริงแล้ว แต่ละหน่วยงานเหล่านี้ ก็ต้องอาศัยทนายความ
ซึ่งเป็นสมาชิกของสภาทนายความเข้าไปช่วยเหลืออยู่ดี สถาบันทนายความเองก็มีสภาทนายความให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายอยู่เช่นกัน
โดยช่วยเหลือประชาชนใน 3 ด้านด้วยกัน คือ ช่วยเหลือทางอรรถคดี เผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย
และให้คำปรึกษากฎหมายแก่ประชาชนตามส่วนราชการต่าง ๆ เช่น ทนายความประจำศาลและสถานีตำรวจ
ซึ่งงานเหล่านี้ก็สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง และได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอย่างมาก
แต่งานช่วยเหลือประชาชนในทางด้านคดีนั้น มีข้อจำกัดว่าผู้ที่ขอความช่วยเหลือจะต้องเป็นผู้ที่ยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม
และงานช่วยเหลือประชาชนทางด้านคดีความที่สภาทนายความได้เข้าไปช่วยเหลือแล้วหลายเรื่อง
เช่น กรณีรถบรรทุกแก๊สระเบิดที่พังงา รถบรรทุกแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
โรงงานผลิตตุ๊กตาเคเดอร์ไฟไหม้ โรงแรมรอแยลพลาซ่าถล่มที่จังหวัดนครราชสีมา กรณีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
และการช่วยเหลือคนไทยให้พ้นจากคุกเขมร เป็นต้น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ พุทธศักราช 2540 มาตรา 242 ก็ได้บัญญัติให้รัฐต้องช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาด้วยการจัดหาทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
และในคดีแพ่งก็เช่นเดียวกัน ซึ่งในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
173 ก็ได้บัญญัติไว้ให้ศาลมีอำนาจที่จะแต่งตั้งทนายความให้แก่จำเลยได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ว่าต้องเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีขึ้นไป
ไม่ใช่ทุกคดี จึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบทบาทของทนายความได้เป็นอย่างดี
สภาพปัญหาในกระบวนการยุติธรรมของทนายความ
1. ทนายความมักถูกกีดกันไม่ให้เข้าตรวจสอบเอกสารราชการ
เนื่องจากส่วนราชการหลายแห่ง ด้วยความเคยชินกับการปฏิบัติราชการในแนวขององค์กรปิด
ไม่อยากให้ผู้ใดเข้ายุ่งเกี่ยวกับหน่วยงานราชการจนเป็นกิจวัตร จึงพยายามปกปิดข้อมูลข่าวสารทุกอย่างให้มิดชิด
ไม่อยากอนุญาตให้ประชาชนผู้ใด หรือแม้แต่ทนายความเข้ายุ่งเกี่ยวตรวจสอบ เช่น งานทะเบียนราษฎร์
หรือเอกสารของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น บันทึกประจำวันเกี่ยวกับลักษณะคดี ฯลฯ ไม่อนุญาตหรือกีดกันไม่ให้ทนายความเข้าตรวจสอบ
คัดถ่ายเอกสารที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี ย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะแสวงหาหลักฐานและข้อเท็จจริงไว้ใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินคดี
2. ทนายความไม่ได้รับความสะดวกหรือถูกกีดกันไม่ให้พบผู้ต้องหา ในชั้นสอบสวน
ในชั้นสอบสวนคดีอาญา ในชั้นพนักงานสอบสวนมักจะมีการร้องเรียนจากผู้ต้องหาว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
เนื่องจากมีการสอบสวนโดยวิธีการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น การขู่เข็ญการบังคับ หลอกลวง
ทำให้ผู้ต้องหาจำยอมรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ หรือลงลายมือชื่อในเอกสารโดยไม่เข้าใจถึงสาระในเอกสาร
ทำให้เกิดผลเสียหายกับผู้ต้องหาในการพิจารณาคดี อันเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมต่อผู้ต้องหา
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน พุทธศักราช 2540 มาตรา 242 ได้บัญญัติไว้ในวรรคแรก
ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
และ มาตรา 243 บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา
ถ้อยคำของบุคคลอันเกิดจากการทรมานขู่เข็ญหรือใช้กำลังบังคับ หรือถ้อยคำที่เกิดจากการกระทำใด
ๆ ที่ทำให้เป็นโดยไม่สมัครใจ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
โดยแม้จะมีกฎหมายดังกล่าวบัญญัติรับรองสิทธิไว้ แต่ข้อเท็จจริงทนายความมักถูกกีดกัน
หรือไม่ได้รับความสะดวกในการพูดคุย หรือในการเข้ารับฟังการสอบสวนผู้ต้องขัง
3. การดำเนินคดีอาญาของทนายความจำเลย ไม่สามารถขอคัดหรือตรวจสอบเอกสารและสำนวนการสอบสวนได้
ในคดีอาญา ทนายความจำเลยไม่สามารถขอตรวจสอบ คัดถ่ายเอกสารและสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนได้
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานอัยการอ้างว่าเป็นความลับทางราชการ ทำให้ทนายจำเลยไม่อาจทราบข้อเท็จจริงในคดีอย่างเพียงพอที่จะวินิจฉัยข้อความจริงที่จะใช้ต่อสู้คดี
ให้การช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของจำเลยได้อย่างมีประสิทธิภาพได้
4. ข้อขัดแย้งในการดำเนินคดีในชั้นพิจารณาสืบพยานของศาล
การพิจารณาคดีชั้นศาลในการสืบพยาน มีข้อเท็จจริงหลายอย่างที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในสำนวนคดีของศาล
เช่น อากัปกริยาของพยาน หรือข้อมีพิรุธของพยาน ทนายความถามอย่างหนึ่ง แต่พยานตอบอีกอย่างหนึ่ง
แล้วศาลกลับจดบันทึกคำพยานไปอีกอย่างหนึ่ง หรือบางครั้งศาลมองไม่เห็นความสำคัญของคำพูดพยานซึ่ง
ไม่จดบันทึกคำให้การพยานหรือจดบันทึกไม่ครบถ้วน ทำให้ข้อเท็จจริงบางอย่างที่สำคัญไม่ปรากฏในสำนวนคดีอย่างครบถ้วน
หากผู้พิพากษาได้พิจารณาอยู่ในขณะนั้นได้ย้ายไปปฏิบัติราชการที่หน่วยอื่น อาจส่งผลให้ศาลที่เป็นองค์คณะใหม่ที่มาแทนองค์คณะเดิมหรือบางครั้งตลอดจนศาลสูงได้รับทราบข้อเท็จจริงในสำนวนคดีอย่างไม่สมบูรณ์
พิพากษาคลาดเคลื่อนจากความจริงที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งควรมีการพัฒนาปรับปรุง จัดให้มีการบันทึกเสียงและภาพวีดีทัศน์ในชั้นพิจารณาคดีของศาล
และรวบรวมไว้ประกอบสำนวนคดีเพื่อใช้ในการพิจารณาคดีทุกชั้นศาล
2.4 ปัญหาและอุปสรรคขององค์กร
2.4.1 ปัญหาและอุปสรรคภายในองค์กรเกี่ยวกับระบบข้อมูลข่าวสาร
จากการประมวลถึงปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัดขององค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม ต่อกรณีข้อมูลข่าวสารแล้วพบว่า
มีข้อปัญหาดังนี้ :-
(ก) ทุกองค์กรต้องการข้อมูลข่าวสาร เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างมาก แต่ปรากฏว่า
ทุกองค์กรนั้น ยังไม่มีระบบการจัดเก็บข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศที่มีประสิทธิภาพดีเพียงพอที่จะนำมาใช้ได้ทันเวลา
เพื่อดำเนินการปราบปรามคนร้าย โดยขณะนี้ยังไม่มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลาง
และเครือข่ายเชื่อมโยงต่อระหว่างองค์กรยุติธรรมระหว่างกัน โดยต่างองค์กรก็ยังคงใช้วิธีการจัดเก็บข้อมูลตามวิธีการแบบดั้งเดิมของตนเอง
ในลักษณะเป็นเอกสาร ซึ่งเป็นระบบที่ล้าสมัยมาก การค้นหาเพื่อนำออกมาใช้ในการปฏิบัติงาน
ซึ่งเป็นไปได้ยาก ไม่ทันสมัยต่อเวลาที่ต้องการ
(ข) ปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารองค์กร ในกระบวนการยุติธรรมนั้นมีความสำคัญต่อ
การบริหารองค์กรบุคลากรเป็นอย่างมาก
เป็นที่ทราบโดยหลักการแล้วว่า การบริหารงานองค์กรทั้งหลาย จะมีประสิทธิภาพต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารเพื่อใช้ในการวางแผนงานขององค์กร
ทั้งในการจัดทำแผนงาน แผนงบประมาณ แผนการบริหารงาน และแผนการตรวจสอบ โดยข้อเท็จจริงนั้น
การบริหารต้องอาศัยปัจจัยด้านทรัพยากรมนุษย์ งบประมาณ วัตถุ การบริหารงาน (Man,
Money, Material, Management) เป็นปัจจัยหลัก แต่ปัจจุบันที่พบเห็น องค์กรในกระบวนการยุติธรรมต่างไม่ได้มีการจัดการสำรวจหาข้อมูลข่าวสารด้านดังกล่าว
เพื่อใช้พัฒนาระบบงานขององค์กรร่วมกัน โดยความเป็นจริง องค์กรใด เมื่อประสบปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องใด
ก็จะแก้ไขปัญหาเฉพาะในเรื่องนั้นให้ลุล่วงเฉพาะหน่วยงาน เช่น ศาล หากประสบปัญหาขาดอัตรากำลังตุลาการ
ก็จะทำแผนเสนอรัฐบาลขออัตรากำลังตุลาการเพิ่ม เพื่อให้เพิ่มจำนวนตุลาการมีจำนวนเพียงพอต่อการพิจารณาพิพากษาคดี
ซึ่งรัฐบาลก็ได้จัดอัตรากำลังให้ตามคำขอ เมื่อศาลมีจำนวนผู้พิพากษาเพียงแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่งแล้ว
ข้อเท็จจริงปรากฏว่าทางด้านองค์กรข้างเคียง เช่น องค์กรอัยการไม่ได้มีการเพิ่มจำนวนอัตราข้าราชการอัยการให้มีจำนวนเพียงพอสมดุลย์เท่ากับผู้พิพากษาโดยขณะนี้ศาลมีอัตรากำลังผู้พิพากษามากกว่าอัตราอัยการถึงประมาณ
เกือบ 1,000 อัตรา และกำลังจะมีเพิ่มมากขึ้นอีกตามภาระหน้าที่ในรัฐธรรมนูญใหม่
แต่ปรากฏว่า อัยการไม่เคยได้ทราบข้อมูลข่าวสารในส่วนที่ศาลได้ดำเนินกล่ารดังกล่าวมาก่อน
จึงไม่มีการจัดเตรียมแผนงานขออัตรากำลังให้ทันต่อเหตุการณ์ ทำให้กำลังอัยการที่มีอยู่ทั่วราชอาณาจักรเพียงประมาณ
1,700 คนเศษ มีไม่เพียงพอและไม่ได้สัดส่วนสมดุลย์เท่ากับจำนวนผู้พิพากษา ส่งผลให้งานคดีไม่อาจจะสำเร็จเสร็จได้รวดเร็วโดยบางครั้ง
ผู้พิพากษาที่จะขึ้นนั่งพิจารณาคดีในบัลลังก์ ต้องรอให้อัยการแต่ละคนซึ่งมีคดีอยู่วันละหลายคดีได้ดำเนินคดีเสร็จจากบัลลังก์หนึ่งก่อน
แล้วจึงจะสามารถไปดำเนินคดียังอีกบัลลังก์หนึ่งของ ผู้พิพากษาที่รออยู่ ทำให้คดีไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยรวดเร็วตามวัตถุประสงค์ที่ขอเพิ่มอัตราบุคลากรเพื่อบริการประชาชนให้เสร็จได้อย่างรวดเร็วตามที่หวังไว้
นอกจากนี้ทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่ขององค์กร บุคลากร
ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ราชทัณฑ์ ต่างเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า
มีบทบาทสำคัญในแต่ละองค์กร โดยบุคลากรดังกล่าวต่างก็อยากทราบข้อมูลข่าวสารการบริหารงานภายในองค์กรของตนเป็นอย่างยิ่ง
เช่นต้องการทราบว่า องค์กรของตนนั้น ๆ ได้มีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง
และการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งจะมีผลกระทบต่อสถานะ ความมีศักดิ์ศรี ความสำคัญต่อบุคลากรนั้น
ๆ อย่างไรบ้าง เช่น กรณีสถาบันศาลจะแยกตัวออกจากกระทรวงยุติธรรม จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดบ้าง
สถาบันศาลใหม่จะมีรูปแบบลักษณะใด ผู้พิพากษาจะได้เงินเดือน ค่าตอบแทน หรือความก้าวหน้าในอาชีพเป็นอย่างไรบ้าง
และที่สำคัญ การโยกย้าย แต่งตั้ง ข้าราชการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ
ตำรวจ ราชทัณฑ์ แต่ละครั้ง จะมีความโปร่งใส ยุติธรรม หรือไม่ ประวัติของบุคคลผู้จะถูกแต่งตั้งให้ได้รับความดีความชอบมากกว่าผู้อื่นนั้นใช้มาตรฐานอย่างไรในการวัด
ซึ่งปัจจุบันหากมีปัญหาด้านการแต่งตั้ง โยกย้าย หรือการลงโทษที่ไม่เป็นธรรม อาจจะก่อให้เกิดเป็นคดีให้ศาลปกครองได้เข้ามาร่วมตรวจสอบพิจารณาพิพากษาคำสั่งนั้น
ๆ ด้วย ซึ่งจากแบบสอบถามถึงข้าราชการประเภทดังกล่าว ส่วนใหญ่แล้วต้องการทราบข้อมูลข่าวสารในด้านการบริหารองค์กรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
โดยเฉพาะบุคลากรในองค์กรยุติธรรมต้องการที่จะได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด เพราะบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ประสิทธิประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชน
หากบุคคลเหล่านี้ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายหรือการพิจารณาให้ได้รับความดี
ความชอบ หรือการลงโทษอย่างเป็นธรรมแล้ว จะทำให้บุคคลเหล่านี้หมดกำลังใจในการปฏิบัติงาน
และไม่พัฒนางานให้มีคุณภาพ ทำให้งานซึ่งจะต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการประสิทธิประสาทความเป็นธรรมต้องลดน้อยถอยลง
ผลสุดท้ายภาระจะไปตกหนักที่ประชาชน จะเป็นผู้รับเคราะห์แทน เนื่องจากคนที่จะให้ความเป็นธรรมต่อผู้อื่นนั้น
เมื่อตนเองยังไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วอาจจะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีหรือมีอคติแล้วจะก่อให้เกิดปัญหาการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้อื่นได้
(ค) และเนื่องจากการจัดเก็บข้อมูลยังไม่มีประสิทธิภาพดีเพียงพอ ไม่มีระบบการป้องกันข้อมูล
จึงก่อให้เกิดปัญหาทุจริต ประพฤติมิชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารนั้น
ดังกรณีตัวอย่าง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอังคารที่
11 เมษายน พ.ศ. 2543 ใจความว่า
อาชญากรต่างชาติ
คดีฆ่าล้างครัวนักธุรกิจเชื้อสายจีนมาเก๊า 5 ศพ คาบ้านในท้องที่ สน.โชคชัย เป็นคดีโหดเหี้ยมสยองขวัญรายล่าสุด
ฆาตกรฆ่าด้วยวิธีเหี้ยมเกรียมสารพัดอย่าง ทั้งหวดด้วยท่อนเหล็ก รัดคอ และหักคอ
แม้แต่เด็กวัย 2 ขวบ หรือหญิงท้องแก่! ในบ้านตำรวจพบเอกสารบางอย่างถูกเผากองอยู่บนเตาแก๊ส
ไม่ใช่คดีฆ่าชิงทรัพย์ธรรมดาแน่นอน สืบไปสืบมาตำรวจเชื่อว่าฆาตกรรายนี้น่าจะเป็นแก๊งชาวต่างชาติ
ที่อาจจะมีการเข้ามาพูดคุยเจรจากันก่อน เมื่อไม่สำเร็จจึงมีการฆ่า
ตำรวจได้หลักฐานที่คาดว่าจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ คือ เอกสารการเข้าเมืองทางศุลกากรของชาวจีนคนหนึ่ง
ชื่อ นายซิยอง เกียง ก็พบว่า ถูกฉีกทิ้งอยู่ในบ้านเกิดเหตุ เมื่อไปตรวจสอบประวัติและรูปถ่ายของนายซิยอง
เกียง ก็พบว่า อยู่ในแก๊งมาเฟียชาวจีน รีดไถ และจับคนจีนด้วยกันไปเรียกค่าไถ่ พัวพันคดีฆ่าหลายคดี
เพื่อบ้านยืนยันว่า เห็นนายซิยอง เกียง เข้าออกบ้านของผู้ตายเป็นประจำ
คดีนี้ทำท่าว่าจะกลายเป็นคดีที่แก๊งชาวต่างชาติ เข้ามาทำธุรกิจนอกกฎหมายจนเป็น
มาเฟีย แล้วมาฆ่ากันตายในบ้านเราอีกคดีหนึ่ง
ทุกวันนี้ชาวจีนเข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยมากมาย ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง พวกที่เข้ามาเป็นมาเฟียคอยรีดไถเก็บค่าคุ้มครองก็ตามมาด้วย
เกิดคดีฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยมแต่ละครั้ง
ตำรวจรู้ทันทีว่าเป็นฝีมือแก๊งต่างชาติ
พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ ผบช.น. พูดอยู่บ่อย ๆ ว่า การก่ออาชญากรรมที่โหดเหี้ยมเป็นฝีมือของอาชญากรต่างชาติ
พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ รอง ผบ.ตร. ก็พูดทำนองเดียวกัน
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกับตำรวจสันติบาล เป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลของชาวต่างชาติอยู่ในมือ
แต่มีตำรวจนอกแถวหากินด้วยการเอาข้อมูลเหล่านี้ไปรีดไถหาประโยชน์ใส่ตัว จึงปกปิดข้อมูลกันเอาไว้
นายบัญญัติบรรทัดฐาน ว่าที่รองนายกฯ ที่จะเข้ามาควบคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างเร่งด่วน
ตอนนี้แก๊งต่างชาติเหิมเกริม
เห็นตำรวจไทยไร้ค่า เมืองไทยกลายเป็นเวทีทำธุรกิจเถื่อนให้พวกมันฆ่าแกงกันเป็นว่าเล่น
เพลิงมรกต
หรือในกรณีที่ 2 ข่าวในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ ที่ 3 มกราคม 2543
ใจความว่า :-
ขณะนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงประเด็นหนึ่งก็คือ งานวิทยากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ที่คนในรู้กันเต็มอกว่า งบประมาณที่ได้รับจัดสรรในการป้องกันนั้นมันน้อยมาก กระทั่งเคยมีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรระดับสูงคนหนึ่งออกมาเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหานี้
เพราะปัญหาที่เขากลัว ก็คือ ข้อมูลประวัติอาชญากรรมสูญหาย นั่นหมายถึงภัยพิบัติของสังคมไทยเชียวล่ะ
ประวัติอาชญากรนั้นมีความหมายอย่างไร และมีความสำคัญขนาดไหนในการปกป้องทรัพย์สินและความปลอดภัยในชีวิตประชาชน
นายตำรวจสัญญาบัตร สังกัดสำนักงานวิทยาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเล่าให้ฟังว่า
ข้อมูลประวัติอาชญากรนั้นมีความสำคัญมาก ประการแรกนั้นใช้ตรวจสอบในเวลาที่มีการรับสมัครสอบข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ
หรือเป็นพนักงานในองค์กรเอกชนต่าง ๆ เพื่อจะได้รู้ว่าเป็นบุคคลเคยต้องคดี หรือมีประวัติอาชญากรหรือไม่
ประการต่อมา ยามใดที่มีการจับกุมผู้กระทำความผิดได้ ก็จะส่งชื่อ รูปพรรณสัณฐานมาตรวจสอบ
ว่าเคยมีคดีหรือก่อคดีมาก่อนหรือไม่ หรือมีคดีใดตกค้างอยู่หรือไม่ ซึ่งอาจจะต้องเพิ่มโทษขึ้นไปอีก
หากพบว่าไม่หลาบจำ ดังนั้น ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมทุกคนจะต้องส่งมาตรวจสอบทะเบียนประวัติอาชญากร
และมีการลงทะเบียนประวัติอาชญากรเสมอ
สมัยก่อนหน้านั้นอาจจะทำได้เกี่ยวกับการลบประวัติอาชญากร เนื่องจากไม่มีการนำมาบันทึกลงในคอมพิวเตอร์
เป็นเพียงแฟ้มเอกสารที่ใครก็สามารถหยิบฉวยได้ แต่เมื่อเทคโนโลยีของโลกพัฒนาไปข้างหน้า
มีการนำเอาเอกสารหลักฐานเหล่านี้บันทึกในคอมพิวเตอร์แล้ว โอกาสที่จะลบหรือทำให้หายไปนั้นเป็นไปได้ยาก
อย่างที่บอกข้างต้นต้องใช้รหัสผ่านเข้าไป และคงไม่มีใครอยากเสี่ยง
แต่ปัจจุบันข้อมูลอาชญากรนั้น มีการจัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์ราว 1 ปีเศษ โดยถือว่าเป็นเอกสารสำคัญทางราชการ
เป็นเอกสารลับไม่มีใครสามารถเปิดดูได้ทั้งหมด เพราะจะมีรหัสผ่านเข้าไปในคอมพิวเตอร์ได้เป็นขั้นตอนเท่านั้น
และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะสามารถคีย์ข้อมูลเข้าไปได้
ประวัติอาชญากรนั้น ที่สำนักงานวิทยาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดเก็บไว้นั้น
แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1. เก็บอย่างเดียว ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่ไม่ใช่ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอาออกมาดูได้
2. ในชั้นของการเรียกแฟ้มอาชญากรเหล่านี้ออกมาดูได้ และชั้นที่ 3. เป็นชั้นที่สามารถที่จะแก้ไขข้อมูลได้
นั่นก็คือ คำตอบของผู้เกี่ยวข้องมีส่วนได้เสีย แต่ขอเน้นย้ำว่า !!! เป็นไปได้ยาก
ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้
แม้ที่ผ่านมานั้นจะกลายเป็นประเพณี การปิดหูปิดตาปิดปากประชาชนแต่เก่าก่อนนั้น
เป็นเรื่องปกติ มาทุกวันนี้มันคงไม่ใช่ ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไป รัฐบาลประกาศอยู่เสมอว่า
ประชาชนต้องรับรู้เท่าที่รัฐบาลรับรู้ กระทั่งมีการออกพระราชบัญญัติรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางราชการ
พ.ศ. 2541 ออกมาแล้ว
นายตำรวจระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติบอกว่า เรื่องของการลบทิ้งประวัติอาชญากรในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการกระทำกันอยู่เลย
ต่อให้เทคโนโลยีของโลกจะ
พัฒนาไปข้างหน้ามากเท่าใดก็ตาม มีเพียงแต่ว่าในปัจจุบันการลบทะเบียนประวัติออกจากคอมพิวเตอร์นั้น
ดูจะเป็นเรื่องวุ่นวายและต้องเสียเงินเสียทองอย่างมหาศาล
เขาบอกว่า ทำเรื่องนี้อาศัยซิกแซ็กเอาโดยข้อมูลที่มีอยู่นั้น เมื่อสามารถเรียกดูและแก้ไขเพิ่มเติมได้
ก็สามารถเลื่อนขึ้นมาทดแทนกันได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น นายสารขันธ์ต้องคดีฆ่าข่มขน
มีเลขทะเบียนประวัติอาชญากรรมลำดับที่ 25 หากจะลบทิ้งก็ไม่ยากเย็นเมื่อนำประวัติของนายสารถี
ซึ่งต้องคดีขโมยสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตห้างสรรพสินค้า ซึ่งอยู่ในลำดับสุดท้าย
สมมติเอาว่าลำดับที่ 2,118 มาแทนที่ ข้อมูลที่จะเกิดขึ้นก็คือในลำดับที่ 25 ผู้ต้องหาแทนที่จะเป็นนายสารขันธ์
ก็กลายเป็นนายสารถีในบัดดล
มันเป็นไปตามเทคนิค เป็นไปตามอำนาจเงินตรา แต่ใครเล่าจะกล้าหาญได้ขนาดนี้
เขาบอกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับล่างคงไม่กล้าเสี่ยงกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้ในชีวิตข้าราชการ
แต่อนาคตจะดับวูบหากไม่สนองนโยบายสอนงความใคร่ของผู้มีอำนาจในกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น
เขาก็จำเป็นที่จะต้องกระทำเช่นกัน
สรุปประเด็นทั้งปวง ก็พอจะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ยังไม่มีความแน่นอนในเรื่องของทะเบียนประวัติอาชญากร
ไม่มีใครกล้าการันตีได้ว่าทะเบียนประวัติอาชญากรนี้จะไม่สูญหายก่อนที่ผู้ต้องคดี
เหล่านี้จะเสียชีวิต แม้ว่าตามระเบียบแล้วข้อมูลนี้จะลบเลือนหายไปต่อเมื่อผู้ต้องคดีนั้นเสียชีวิตไปแล้ว
วรพจน์ แสงประเสริฐ/รายงาน
(ง) ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการปราบปรามอาชญากรรมในปัจจุบันมีน้อยเกินไป เนื่องจากไม่ได้รับการร่วมมือจากประชาชน
ไม่มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้มากเพียงพอ ประชาชนไม่เชื่อถือต่อระบบการปราบปรามผู้กระทำผิด
จึงไม่ยอมร่วมมือให้ข้อมูลชี้ ชี้เบาะแสให้มีการจับกุมผู้กระทำผิด โดยเกรงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้น
เมื่อข้อมูลมีน้อยจึงยังไม่เกิดเป็นระบบที่เหมาะสมที่จะใช้ปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพได้
(จ) รัฐไม่มีงบประมาณอย่างเพียงพอนี้จะจัดสร้างศูนย์ระบบข้อมูลข่าวสารภายในองค์กรได้
และรัฐเองยังให้ความสำคัญต่อศูนย์ระบบข้อมูลข่าวสารน้อยเกินไป
(ฉ) บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านจัดเก็บระบบข้อมูล จัดหาข้อมูล ข่าวสารป้อนเข้าสู่ระบบ
เป็นเหตุให้ข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่มีประสิทธิภาพน้อย (แต่ปัจจุบันได้มีบุคลากรที่ได้ศึกษาและมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารเป็นจำนวนมาก
ซึ่งควรที่น่าจะพัฒนาให้เป็นบุคลากรเหล่านี้เข้าที่ปฏิบัติงานด้านนี้ได้มากขึ้น
(ช) ผู้บังคับบัญชามองไม่เห็นความสำคัญของระบบข้อมูลข่าวสาร จึงไม่สนใจที่จะจัดติดตั้งระบบข้อมูลข่าวสารให้มีประสิทธิภาพได้
อีกทั้งไม่จัดงบประมาณหรือส่งเสริมบุคลากรให้พร้อมที่จะจัดการกับวิทยาการใหม่นี้ให้ทันสมัยเพื่อใช้ปฏิบัติงานได้
(ซ) บุคลากรภายในองค์กรนั้น ๆ บางครั้งก็ไม่ให้ความสนใจที่จะใช้ข้อมูลข่าวสารให้เป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติงานหรือปฏิบัติหน้าที่
คงใช้ระบบข้อมูลดังเดิมที่เป็นเอกสารที่เป็นข้อมูลล้าสมัย การค้นหาล่าช้าไม่ทันต่อเวลาที่จะใช้งานได้
(ฌ) องค์กรในกระบวนการยุติธรรมแต่ละองค์กรล้วน มีลักษณะเป็นองค์กรปิด ไม่ได้ให้โอกาสแก่บุคลากรจากองค์กรอื่นทั้งภาคราชการ
และเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นคณะทำงาน เช่น ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์ นักชีววิทยนักการเงินการธนาคารหรืออื่น
ๆ ประจำหน่วยงานทำให้ไม่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่รู้ข้อมูลวิธีการของผู้กระทำผิดเป็นผู้ให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อปฏิบัติการค้นหาคดีต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ได้ความจริงตรงกับการกระทำผิดมากที่สุด จะเป็นการปิดช่องว่างที่มีอยู่ให้น้อยลง
2.4.2 ปัญหาอุปสรรคข้อจำกัดภายนอกองค์กรเกี่ยวกับระบบข้อมูลข่าวสาร
(ก) เนื่องจากทุกองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพดีเพียงพอที่จะใช้ปฏิบัติเต็มรูปแบบได้
จึงทำให้ไม่มีการประสานงานระหว่างองค์กรต่าง ๆ ภายในประเทศ ทำให้องค์กรต่างหน่วยงาน
ไม่มีการป้อนข้อมูลข่าวสารให้แก่กันและกันเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลฯ ดังกล่าวทำให้ไม่มีข้อมูลจากองค์กรภายนอกมาเชื่อมต่อกับข้อมูลภายในที่มีอยู่ให้เกิดข้อมูลที่กว้างขวางได้
(ข) ผู้บังคับบัญชาของแต่ละองค์กร เมื่อไม่ให้ความสนใจต่อระบบข้อมูลข่าวสารสนเทศ
เพราะเป็นวิทยาการแขนงใหม่ ทำความเข้าใจยาก อีกทั้งและไม่ถนัดมองไม่เห็นประโยชน์หรือความสำคัญของระบบข้อมูลข่าวสาร
จึงไม่เกิดความร่วมมือประสานงานกันระหว่างองค์กรในด้านนี้ คงปล่อยให้ข้อมูลกระจัดกระจายไม่เป็นระบบและไม่มีการร่วมมืประสานงานกันในกิจกรรมด้านนี้
(ค) รัฐไม่มีงบประมาณจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลาง เพื่อใช้สนับสนุนข้อมูลให้แก่เครือข่ายขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมแต่ละองค์กร
จึงไม่มีการก่อตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางจนปัจจุบัน
(ง) ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ อันเกี่ยวเนื่องจากประชาชนไม่ให้ความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวสารแก่ทางราชการ
โดยทัศนคติของประชาชนไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับทางราชการโดยไม่จำเป็นเพราะหากยิ่งเกี่ยวด้วยแล้ว
มีแต่ทางเสียเพียงประการเดียว ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายส่วนตัว รวมทั้งทัศนคติของทางราชการที่ชอบวางอำนาจต่อประชาชน
จึงทำให้ทางราชการขาดผู้ชี้ช่องเบาะแสของผู้กระทำผิด อาชญากรทั้งหลายจึงมักลอยนวล
ไม่ถูกจับกุมดำเนินคดี หรือหากถูกจับกุมดำเนินคดีก็ไม่ค่อยจะมีประชาชนคนใดมาให้การเป็นพยานบุคคลที่จะชี้ตัวผู้กระทำผิด
ซึ่งพยานบุคคลในคดีอาญาเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในการไขความจริงให้ปรากฏในคดีอาญานั้น
ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการจะนำตัวผู้กระทำความผิดแท้จริงมาลงโทษและคุ้มครองผู้บริสุทธิ์มิให้ถูกปรักปรำว่ากระทำความผิด
ซึ่งพยานนอกจากจะต้องเสียเวลาเพื่อมาเป็นพยานแล้ว ยังต้องรับผิดชอบในคำให้การ หรือคำเบิกความของตนด้วย
และในบางกรณีพยานบางรายก็ประสบกับปัญหาการที่ไม่สามารถสื่อสารหรือถ่ายทอดเรื่องที่ตนพบเห็นได้หรือบอกเล่าได้ไม่ชัดเจนเพื่อให้บุคคลในกระบวนการยุติธรรมนั้นซ้ำเติม
ในบางครั้งประชาชนผู้ให้ข้อมูลข่าวสารแก่เจ้าหน้าที่ทางราชการแล้ว เช่น ชี้เบาะแส
ชี้ช่อง แจ้งข่าวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ หรือผู้มีอิทธิพล
แต่ปรากฏว่า ประชาชนผู้นั้นไม่ได้รับการคุ้มครองดูแลจากทางราชการ จนเป็นเหตุให้ถูกข่มขู่
ขู่เข็ญ ทำอันตราย หรือบางครั้งถูกทำร้าย และฆ่าจนถึงแก่ความตาย ก็มีตัวอย่างให้พบเห็นอยู่เนือง
ๆ ซึ่งหากภาวะการเป็นลักษณะเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง
ในที่สุดจะไม่มีประชาชนให้ความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวสารอีกต่อไป หรืออาจไม่ยอมไปเป็นพยานบุคคลในการดำเนินคดีกับอาชญากรผู้กระทำผิด
ซึ่งจะทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่มีประสิทธิภาพที่จะปราบปรามผู้กระทำผิด หรืออาชญากรทั้งหลายได้อีกต่อไป
ดังจะได้เห็นว่าปัญหาการกระทำผิดยาเสพติดให้โทษยิ่งนับวันยิ่งมากขึ้น จนทำให้ปัจจุบันประเทศไทย
อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ ไม่อาจปราบปรามผู้กระทำผิดฐานยาเสพติดให้หมดไป หรือลดน้อยลงได้แม้แต่น้อย
(จ) ขาดการช่วยเหลือจากองค์กรสื่อสารมวลชน ไม่ว่าจะเป็นด้านโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์
สื่อทางอิเล็คโทนิคหรือสื่อต่าง ๆ ในการที่จะป้อนข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นแก่องค์กรกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ
ซึ่งต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งว่ามวลชนมีแหล่งข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพดีในด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
อีกทั้งมีอิทธิพลและบทบาทชี้นำ แนะนำแจ้งข่าวแก่ประชาชนได้เป็นอย่างดี แต่การประสานงานในส่วนนี้มีน้อยมาก
2.5 ความจำเป็นที่องค์กรกระบวนการยุติธรรมต้องมีระบบข้อมูลข่าวสารที่ทัน
สมัย
ปัจจุบันนอกเหนือจากปัญหาอาชญากรรมภายในประเทศ ที่เป็นการกระทำความผิดแบบดั้งเดิม เช่น อาชญากรรมฆ่าผู้อื่น ข่มขืนกระทำชำเรา และอื่น ๆ แล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาของอาชญากรข้ามชาติ และองค์กรอาชญากรรมที่สร้างปัญหาให้แก่เจ้าหน้าที่ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่กระบวนการยุติธรรมจะต้องมีระบบข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพื่อใช้แก้ปัญหาของอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ตัวอย่า
อาชญากรรมข้ามชาติ
เป็นการกระทำความผิดโดยละเมิดกฎหมายอาญา อาชญากรรมที่ผู้ก่อได้กระทำขึ้นในประเทศหนึ่ง
อาจมีความเกี่ยวพันด้วยการเดินทางติดต่อกับอีกประเทศหนึ่ง โดยมีผลเสียหายจากการกระทำความผิดเชื่อมโยงหรือต่อเนื่องกัน
บางรายอาจเป็นไปได้ว่าก่ออาชญากรรมในประเทศหนึ่งแล้วหลบหนีการจับกุมข้าไปอีกประเทศหนึ่ง
และก่ออาชญากรรมขึ้นอีก
ในปัจจุบันเนื่องจากการคมนาคมสะดวกในทุกทาง ชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามามากมาย มีการติดต่อทางธุรกิจ
และการท่องเที่ยวจำนวนมาก ก่อให้เกิดมีแก๊งองค์การอาชญากรรมต่าง ๆ ก็มีลักษณะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติด้วย
เช่น แก๊งมังกรจีน ขบวนการค้ายาเสพติด ที่มีเครือข่ายทั่วโลก สภาพหรือลักษณะการประกอบอาชญากรรมข้ามชาติมีความรุนแรงโหดเหี้ยมขึ้น
จากการเดินทางข้ามประเทศมีจำนวนคนเดินทางมาก จึงยากต่อการควบคุมดูแลให้ทั่วถึง
บางครั้งคนร้ายก็เดินทางแฝงเข้ามาหวังเพื่อก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกับประเทศไทย
เช่น ฮ่องกง จีน พม่า และญี่ปุ่น
กรณีตัวอย่างอาชญากรรมข้ามชาติ
แก๊งอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ชาวปากีสถานคุมพรรคพวกหลายเชื้อชาติ ตั้งแก๊งขโมยเช็ค
และพาสปอร์ต ของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศไปขึ้นเงินตามธนาคารหลายครั้งจน ร่ำรวย
ถูกตำรวจ สน.บางซื่อ จับกุมได้ พร้อมด้วยของกลางมีหนังสือเดินทาง 4 เล่ม เช็คเดินทาง
27 ใบ มูลค่า 2,700 เหรียญสหรัฐ จับได้ที่ธนาคารทหารไทย สาขาจตุจักร ขณะนำเช็คของกลางมาเบิก
(จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอังคารที่ 17 ธันวาคม 2534) เป็นต้น ทางการจึงต้องมีข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับอาชญากรรมเหล่านี้ให้มาก
ต้องได้รับความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวสารจากตำรวจสากล ตำรวจประเทศอื่น ๆ ที่ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริง
ลักษณะ และบุคคลที่กระทำความผิดในลักษณะนี้ด้วย
องค์การอาชญากรรม
เป็นลักษณะอาชญากรรมรูปแบบหนึ่ง ที่คณะบุคคลรวมตัวกันกระทำความผิดเกี่ยวกับธุรกิจการเงิน
ในการรวมตัวกันจะมีการจัดการบริหารอย่างเป็นแผนการขั้นตอน และมีประสิทธิภาพ การกระทำความผิดที่เป็นองค์การนี้
จึงยากแก่การจับกุมปราบปราม ตัวอย่างเช่น องค์กรอาชญากรรมที่ดำเนินการ
- ธุรกิจผิดศีลธรรมและผิดกฎหมาย การจัดตั้งบ่อนพนัน ทั้งบ่อนประจำและบ่อนวิ่ง มีพรรคพวกจัดการแหล่งที่เล่น
ทางหนี ทางออก เจ้าของบ่อนมีรายได้มาก การจัดสำนักโสเภณีรูปแบบต่าง ๆ อาจออกมาในรูปของโรงน้ำชา
อาบอบนวด องค์กรนี้จะจัดการซื้อผู้หญิงมาโดยการหลอกลวงทำเครือข่ายกว้างขวาง จัดส่งทางภาคเหนือ
ภาคใต้ และข้ามประเทศ
- การจัดทำวีดีโอเปลือย ในรูปของคาราโอเกะ ทำเป็นธุรกิจขายเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการทำหนังสือลามก
อนาจารด้วย
- การขายของหนีภาษี ในตลาดมืด บางบริเวณจะมีการขายของหนีภาษีในประเภทและชนิดต่าง
ๆ คนร้ายองค์การนี้จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ
- การปล่อยเงินกู้และเรียกดอกเบี้ยสูง เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กลุ่มองค์การนี้จะใช้วิธีออกเงินกู้ให้แก่ประชาชนที่มีฐานะยากจน
เดือดร้อนทั้ง ๆ ที่เสียดอกเบี้ยสูงก็ยินยอม คนกลุ่มนี้ จึงตกอยู่ใต้อำนาจขององค์การ
เมื่อไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ความผูกพันที่เป็นเงื่อนไขในการเป็นหนี้ที่ต้องชำระใช้หนี้
ทำให้ต้องปฏิบัติตามที่องค์การร้ายนี้จะกำกับบัญชา เช่น อาจให้ขายยาเสพติด เป็นต้น
- ธุรกิจการเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ การค้าแร่เถื่อน การค้าไม้เถื่อน การต้มเหล้า
ขายเหล้าเถื่อน สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่ต้องมีข้าราชการเจ้าหน้าที่ของรัฐคอยให้ความร่วมมือจึงจะทำสำเร็จได้
- โสเภณี องค์การจะเป็นผู้จัดหาโสเภณี และบริการจัดตั้งสำนักโสเภณี ส่วนหญิงโสเภณีนั้นก็จะให้คนไปเที่ยวล่อลวง
ชักพามาขายให้แก่องค์การ หรือมิฉะนั้น ก็ได้มาจากผู้ที่ถูกหลอกลวงให้ตกเป็นทาสของยาเสพติดให้โทษ
รายได้ทั้งหมดที่หาได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายและอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค สำหรับหญิงโสเภณีที่ประจำอยู่ตามซ่องก็จะมีพนักงานเก็บเงินจากองค์การมาเก็บไปทุกวันตามปกติ
องค์การจะมีสำนักโสเภณีไว้หลาย ๆ แห่ง หลาย ๆ เมือง ไว้สับเปลี่ยนตัวโสเภณีอยู่ตลอดเวลา
ทำให้ลูกค้าเห็นว่าเป็นสินค้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ
- การเรียกค่าคุ้มครอง ในบางเขตตามต่างจังหวัดหรือแม้แต่ในกรุงเทพมหานคร องค์การจะคิดวางแผนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือองค์การทำเองโดยไปเรียกเงินค่าคุ้มครองดูแลให้อยู่อย่างสงบจากร้านค้า
การทำธุรกิจประเภทต่าง ๆ โดยเรียกเก็บเป็นรายเดือน ร้านที่ไม่จ่ายค่าคุ้มครองก็จะได้รับอันตราย
มีคนมาก่อกวน ทำร้าย ข่มขู่ บางรายถ้าหัวแข็งไม่ยอมจ่าย โต้แย้ง คัดค้านมาก ๆ ก็อาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต
องค์การอาชญากรรมรูปแบบนี้จะกระทำกันในเมืองใหญ่ ๆ ที่มีธุรกิจการค้าพาณิชย์รุ่งเรือง
มีเงินแพร่สะพัด
- การค้ายาเสพติด องค์การจะเป็นผู้ออกทุนทรัพย์ซื้อยาเสพติดมาจากต่างประเทศหรือจากเอเย่นต์
ภายในประเทศครั้งละมาก ๆ แล้วแจกจ่ายให้แก่ผู้ขายนำไปขาย หรือไปหลอกลวงให้คนที่ยังไม่ติดให้ตกเป็นทาสยาเสพติด
และจะขยายตลาดให้กว้างขวาง วิธีการหลอกลวงทำโดยการยุให้เด็กวัยรุ่นทดลองใช้ยาเสพติด
โดยอ้างว่ามีสรรพคุณต่าง ๆ และจะทำให้คนหมู่เดียวกันหรือแก็งค์เดียวกันนับถือว่าเป็นคนเก่ง
ในระยะแรก พวกที่เป็นหน้าม้าก็จะสอนให้สูบ และจะให้ยาเสพติดแก่เด็กวัยรุ่นเสพโดยไม่คิดเงิน
จนกระทั่งติดแล้วมีความกระหายอยากจะสูบอีก ฝ่ายผู้ขายจะได้เปรียบก็จะขายด้วยราคาแพง
ระยะนี้เด็กวัยรุ่นที่ติดก็จะสามารถซื้อได้ การเสพจะยิ่งติดมากขึ้น ๆ ตามความต้องการยาจะมีมากขึ้น
ในระยะนี้ผู้เสพจะไม่มีเงินซื้อ คนขายก็จะขอให้ผู้เสพไปหาทางหลอกลวงให้คนอื่นมาเสพยาเสพติดอีก
3 คน เป็นการต่อรอง ถ้าทำได้ก็จะให้ยาเสพติด แม้จะรู้ว่าผิดศีลธรรม แต่ความต้องการยาเสพติดมีมาก
ก็ต้องทำตามโดยหลอกลวงคนอื่นต่อไปเป็นลูกโซ่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้จำนวนคนติดยาเสพติดจึงมีมากขึ้นทุกที
เมื่อมีลูกค้ามากก็ย่อมทำให้องค์การนี้กำไรมหาศาล เป็นต้น
องค์กรอาชญากรรมและอาชญากรรมข้ามชาติ กำลังเป็นปัญหาหนักสำหรับการปราบปรามของประเทศ
ควรที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จะต้องมีศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลาง
และศูนย์ข้อมูลข่าวสารแต่ละองค์กรที่สามารถเชื่อมโยงต่อกันเพื่อใช้ประสานงานกับองค์กรภายนอก
เช่น องค์กรตำรวจสากล ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กรมศุลกากร ศาล อัยการ ราชทัณฑ์ ของต่างประเทศทุก
ๆ ประเทศ ให้เป็นระบบเครือข่าย (Network) เพื่อจะได้มีข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ทันใช้ต่อการป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิดต่าง
ๆ ดังกล่าว และสามารถจะป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมประเภทที่มีการกระทำผิดด้วยเครื่องมือทันสมัย
โดยผู้กระทำผิดเป็นผู้มีความรู้ที่สามารถจะใช้คอมพิวเตอร์, อินเตอร์เนท, อี - คอมเมิรซ์,
ดาวเทียม และอื่น ๆ เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด เป็นต้น
- การกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์
- การฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่าง ๆ
2.6 ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติผู้กระทำผิด
ข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรม และลักษณะการกระทำความผิดนั้น มีความสำคัญสำหรับการวางแผนการป้องกันอาชญากรรม
และการบริหารงานยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในสังคมปัจจุบันจำเป็นจะต้องมี
1. ระบบการเก็บข้อมูลและสถิติอาชญากรรม และการลงโทษผู้กระทำความผิด
2. การจัดทำรายงานสถิติอาชญากรรม
3. การพัฒนาข้อมูลที่จำเป็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
4. ประวัติของผู้กระทำผิด
อย่างไรก็ตาม ไม่มีประเทศใดที่สามารถเก็บรวบรวมและวัดปริมาณอาชญากรรมได้ถูกต้องและเชื่อถือได้ทั้งหมด
ทั้ง (1) จำนวนอาชญากรรในสังคม (2) แบบแผนการประกอบอาชญากรรม
ข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมจะยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ถ้าหากเราทราบว่าประเทศ
ต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วยจะต้องใช้จ่ายเงินระหว่างร้อยละ 2-10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
(Gross Domestic Produce) ในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรม ทรัพยากรที่รัฐใช้จ่ายในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมมิได้ช่วยในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง
สถิติเกี่ยวกับอาชญากรรม และการปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรม สามารถช่วยในการวางแผนในการลดจำนวนอาชญากรรมและทำให้สังคมปลอดภัย
(UNAFEI and AIC Crime trends in Asia and the Pacific, 4th United Nations Survey.)
ในการดำเนินคดีอาญาในปัจจุบัน การสืบเสาะประวัติ ภูมิหลัง ของผู้กระทำผิดก่อนที่จะสอบสวน
ฟ้องร้อง หรือพิพากษา กำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ในปัจจุบันทำได้น้อยมาก และในบางครั้งข้อมูลที่ได้ขาดความน่าเชื่อถือ
ไม่ครบถ้วน จึงมีผลต่อการที่ศาลจะใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษหรือมาตรการอื่นที่เหมาะสม
แทนการลงโทษจำคุกด้วย ส่วนใหญ่ปัญหาการกำหนดโทษจำคุกของไทย ผู้พิพากษาไทยมักจะกำหนดโทษโดยพิจารณาจากความร้ายแรงของพฤติกรรมผู้กระทำความผิด
มากกว่าจะกำหนดโดยพิเคราะห์จากประวัติภูมิหลัง ของผู้กระทำความผิด อันทำให้มีการกำหนดโทษจำคุกเป็นหลัก
แทนการคุมประพฤติ หรือการใช้โทษปรับ นอกจากนั้น การกำหนดระยะเวลาในการลงโทษจำคุก
ยังไม่ได้พิเคราะห์ถึงรายงานการสืบเสาะประวัติของผู้กระทำความผิด เพื่อจะนำมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดระยะเวลาที่ควรต้องโทษ
มากนัก
การมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติผู้กระทำผิดให้มากที่สุด เพื่อใช้แก้ไขผู้ต้องขังก็เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
เช่น ในคดีลักทรัพย์ที่มีลักษณะเดียวกัน ผู้ต้องขังคนหนึ่งเพิ่งจะทำลักทรัพย์เป็นครั้งแรกด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ
เพราะเหตุบีบคั้นทางเศรษฐกิจ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้กระทำผิดอีกคนซึ่งลักทรัพย์เป็นอาชีพ
เข้าออกเรือนจำหลายครั้งแล้ว แต่ด้วยความล้าสมัยของข้อมูลข่าวสาร ตำรวจ และอัยการไม่ทราบประวัติของผู้กระทำผิดคนหลังว่าได้กระทำผิดหลายครั้ง
จึงไม่มีการขอเพิ่มโทษ เมื่อผู้กระทำผิดทั้งสองต้องคำพิพากษาจำคุกที่เท่ากัน และเมื่อเข้าไปในเรือนจำ
ได้รับโทษและลดโทษอย่างเดียวกัน ย่อมไม่ยุติธรรมต่อผู้กระทำผิดครั้งแรกดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง
และในขณะเดียวกัน ทางราชทัณฑ์ก็ไม่มีข้อมูลประวัติจึงไม่อาจใช้วิธีการแก้ไขนิสัยให้สมกับอุปนิสัย
และพฤติกรรมของผู้กระทำผิดคนหลังนี้ได้ตามความเป็นจริง ดังนั้นข้อมูลข่าวสารประวัติผู้กระทำผิดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ซึ่งในปัจจุบันพนักงานสอบสวนมักไม่มีเวลาตรวจสอบ หรืออาจไม่ค่อยให้ความสนใจต่อประวัติของผู้กระทำผิดเท่าที่ควร
หรือกรณีอัยการมีปริมาณงานมากจนบางครั้งคดีที่ดำเนินเสร็จเป็นปี ๆ แล้ว ก็ไม่ได้แจ้งผลคดีเป็นหนังสือให้แก่ตำรวจทราบ
เพื่อใช้ข้อมูลจัดเก็บประวัติผู้กระทำผิดเป็นต้น ทำให้ไม่มีประวัติของผู้กระทำผิดที่จะใช้ดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายได้
ดังนั้น ในกรณีดังกล่าว หากมีการพัฒนาใช้ระบบข้อมูลข่าวสารแล้ว กรณีนี้น่าจะเป็นภาระของเจ้าหน้าที่ศาลกำหนดให้เป็นผู้มีหน้าที่จะแจ้ง
ป้อนข้อมูลผลคดีของผู้กระทำผิด ที่ศาลพิพากษาแล้วให้เข้าสู่ศูนย์ข้อมูลกลางเป็นระบบประวัติ
เมื่อพนักงานสอบสวน อัยการต้องการใช้ระบบข้อมูลเมื่อใด ก็สามารถจะใช้คอมพิวเตอร์เปิดดูประวัติบุคคลหรือผู้กระทำผิดนั้นได้
เชื่อว่าไม่เกิน 5-10 นาที ก็จะได้ข้อมูลประวัติบุคคลผู้กระทำผิดนั้น ๆ มาใช้ประกอบการพิจารณาคดีได้
แต่สภาพของปัจจุบัน บางครั้งอาจหาประวัติผู้กระทำผิดหรือบุคคลไม่พบ หรือต้องใช้เวลาค้นหาหรือสอบสวนเพิ่มเติมเป็นเวลาแรมเดือน
หรือหลายเดือน เป็นต้น ทำให้ไม่อาจจะใช้ข้อมูลในการพิจารณาเพิ่มโทษเนื่องจากไม่เข็ดหลาบหรือพิจารณาลดหย่อนโทษให้
กรณีกระทำผิดด้วยความจำเป็น ซึ่งหากไม่มีข้อมูลดังกล่าว ย่อมทำให้ความยุติธรรมในส่วนนี้หายไป
(โดยหากกรณีการแบ่งหน้าที่มอบหมายให้องค์กรใดหรือเจ้าหน้าที่ใดยังไม่ชัดเจนและกฎหมายที่มีอยู่ไม่อำนวยให้ปฏิบัติได้
ก็ควรจะแก้ไขกฎหมายให้ปฏิบัติได้)
ดังนั้น ระบบข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำผิดต้องได้รับการปฏิรูปเป็นลำดับแรก ต้องสามารถตรวจสอบประวัติการกระทำผิดได้อย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงกัน
ทั้งระบบทั้งในหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อตรวจสอบ และใช้ข้อมูลร่วมกันได้
มิฉะนั้นแล้ว สิ่งที่พบเห็นอยู่เสมอในเวลานี้ คือ ผู้กระทำผิดที่ถูกจำคุกแต่ละครั้ง
เมื่อพ้นโทษแล้ว หากจะไปกระทำผิดครั้งใหม่ ก็จะเปลี่ยนชื่อไปเรื่อย ๆ ทำให้ไม่อาจตรวจพบประวัติการกระทำผิดครั้งก่อน
เพื่อพิจารณาเพิ่มโทษได้
นอกจากนี้ ระบบจัดเก็บข้อมูล ลายพิมพ์นิ้วมือของบุคคล มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะใช้ตรวจสอบประวัติบุคคลได้ว่าบุคคลนั้นเป็นใคร
อยู่ที่ไหน มีประวัติบุคคลเป็นอย่างไร ทุกครั้งที่หน่วยงานในองค์กรยุติธรรมใด ต้องการจะตรวจสอบประวัติต่าง
ๆ ของบุคคล ย่อมจะตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย โดยการมีระบบการจัดเก็บ ลายพิมพ์นิ้วมือด้วยเครื่องมืออิเลคโทรนิค
คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และย่อมส่งผลให้สามารถใช้มาตรการต่าง
ๆ ที่จำเป็นเพื่อการลดอาชญากรรมลงได้เป็นอย่างมาก
ในระบบข้อมูลข่าวสารนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบุคลากรในกระบวนการที่จะเป็นผู้ผลักดันให้ระบบสามารถขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่จากสภาพความเป็นจริง เหตุที่ระบบข้อมูลข่าวสารไม่อาจจะมีและพัฒนาให้เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรมได้
อันเนื่องจากบุคลากรในองค์กรส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ และไม่ให้ความร่วมมือประสานงานกันในการปฏิบัติงานร่วมกัน
จึงก่อให้เกิดปัญหาความร่วมมือระหว่างองค์กรในกระบวนการยุติธรรมตามที่จะกล่าวต่อไป
บทที่ 3
ปัญหาความร่วมมือระหว่างองค์กรในกระบวนการยุติธรรม
เนื่องจากบทบัญญัติของกฎหมาย ได้กำหนดให้แต่ละองค์กรในกระบวนการยุติธรรมต่างมีการจัดตั้งและมีโครงสร้างอำนาจหน้าที่กำหนดไว้ชัดเจน
แยกเป็นเอกเทศอิสระไม่ขึ้นตรงต่อกัน และต่างสังกัด เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด ศาล
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ราชทัณฑ์ ซึ่งสังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น ซึ่งมีลักษณะเป็นอาณาจักรอิสระ
เมื่อประกอบกับพฤติกรรมและค่านิยมความเป็นปัจเจกชนของบุคลากรในองค์กร ฯ ค่อนข้างสูง
จึงทำให้บุคลากรดังกล่าวไม่นิยมหรือให้ความสำคัญในการที่จะร่วมมือประสานงานทำงานร่วมกับบุคลากรต่างองค์กรหรือแม้ในองค์กรเดียวกัน
ในการปฏิบัติงานเป็นหมู่เหล่า (เป็นทีมงาน เช่น นานาอารยประเทศ) ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างกัน
และเป็นปัญหาความร่วมมือระหว่างองค์กรในกระบวนการยุติธรรมอยู่บ่อยครั้ง ประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมจึงอ่อนด้อยลงไป
ซึ่งควรที่จะได้มีการปรับปรุงแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้หมดไป ทั้งนี้รายละเอียดของความร่วมมือประสานงานกันแยกวิเคราะห์ได้ดังนี้
3.1 ความร่วมมือตามกฎหมาย
ตำรวจกับอัยการ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้แบ่งแยกอำนาจหน้าที่ของตำรวจกับอัยการไว้ต่างหากจากกัน
เมื่อตำรวจทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการพิจารณาสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เพื่อให้มีคำสั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้องผู้ต้องหา กรณีที่ข้อเท็จจริงยังไม่กระจ่างชัด
อัยการอาจมีการสั่งสอบสวนเพิ่มเติม จึงต้องมีการประสานงานกันระหว่างตำรวจกับอัยการในด้านคดี
แต่มีบางครั้งที่เกิดความขัดแย้งด้านความคิดเห็นทางคดี และในกรณีที่พนักงานสอบสวนบิดเบือนข้อเท็จจริง
อัยการก็ไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปสอบสวนเองได้ คงได้แต่สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งจะไม่ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง
ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่มีการบิดเบือนมาแต่เดิมได้ ทำให้ไม่อาจอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้เต็มที่
อัยการก็ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องที่แท้จริงให้มากที่สุด
อัยการกับศาล
อัยการกับศาลเกี่ยวเนื่องกันในขั้นตอนการพิจารณาพิพากษาคดี ตั้งแต่ในขั้นตอนยื่นคำร้อง
ขอผัดฟ้อง ฝากขัง การยื่นคำฟ้อง และการนำคู่กรณี หรือพยานเข้าสู่การพิจารณาของศาลตลอดจนเมื่อศาลมีคำพิพากษาก็สามารถยื่นคำร้องขออุทธรณ์
หรือฎีกาได้ ศาลจึงต้องการจะได้ทราบข้อมูลเท็จจริงในคดีให้มากที่สุดจากอัยการที่จะเป็นผู้นำเสนอในชั้นพิจารณาเพื่อการพิจารณาพิพากษา
จะได้ไม่ผิดพลาด เพื่อให้คำสั่งคำพิพากษาได้ออกมาตรงตามข้อเท็จจริงมากที่สุด
ศาลกับราชทัณฑ์
ศาลกับราชทัณฑ์ จะประสานงานกันเกี่ยวกับการจำคุกผู้กระทำผิดตามคำพิพากษา การควบคุมบุคคลตามคำสั่งหรือหมายศาล
การขอคัดสำเนาคำพิพากษา แจ้งเหตุขัดข้อง เมื่อศาลเบิกตัวผู้ต้องหา ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่สามารถไปศาลตามหมายได้
เนื่องจากเหตุจำเป็นต่าง ๆ การขออนุมัติศาลย้ายผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์และฎีกา
ที่มีกำหนดโทษสูงไปคุมขังยังเรือนจำที่มีความมั่นคง แข็งแรง เพื่อป้องกันการหลบหนี
และความปลอดภัยในการควบคุม การติดต่อประสานงาน การพระราชทานอภัยโทษ ฯลฯ
ราชทัณฑ์กับตำรวจ
ราชทัณฑ์รับผิดชอบการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดตามคำพิพากษาของศาล ราชทัณฑ์มีความเกี่ยวข้องกับตำรวจในงานเกี่ยวกับการทะเบียนประวัติผู้ต้องหา
การรับตัวผู้ต้องหาไปศาล การจับกุมผู้ต้องขังหลบหนี การอายัดตัวผู้ต้องขังในเรือนจำ
การควบคุมผู้ต้องหาขังเรือนจำ การส่งผู้ต้องขังไปศาล การสอบสวนดำเนินคดีผู้ต้องขังกระทำผิดในคดีอาญาที่เกิดขึ้นภายในเรือนจำหรือเกี่ยวเนื่อง
การชี้ตัวผู้ต้องขังในเรือนจำเพื่อยืนยันผู้กระทำผิดที่แท้จริง การชันสูตรพลิกศพผู้ต้องขังตายระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานเรือนจำ
การขอกำลังตำรวจระงับเหตุร้ายในเรือนจำ การบอกกล่าวกรณีฝากขังผู้ต้องหาเกินกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้
การประสานงานพักการลงโทษผู้ต้องขัง
ตำรวจกับศาล
ศาลมีหน้าที่พิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญา และพิพากษาลงโทษภายในกรอบของกฎหมาย
งานในส่วนที่ตำรวจต้องประสานงานกับศาล ได้แก่ งานที่เกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอผัดฟ้อง
ฝากขัง การใช้สถานีตำรวจเป็นเรือนจำชั่วคราว การนัดหมายเป็นพยานศาล การขอออกหมายค้น
บ่อยครั้งที่ตำรวจมาขอหมายค้นเพื่อตรวจค้น เมื่อตรวจค้นแล้วไม่ได้กลับมารายงานต่อศาลที่ออกหมายค้นนั้นว่า
ผลการตรวจค้นเป็นเช่นไร
อัยการกับราชทัณฑ์
อัยการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชทัณฑ์ ทั้งในด้านการปรึกษาหารือข้อกฎหมาย การชันสูตรพลิกศพผู้ต้องขังตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานเรือนจำ
และทัณฑสถาน การปล่อยตัวผู้ต้องหา การประสานงานพระราชทานอภัยโทษ ในฐานะที่ร่วมเป็นกรรมการดำเนินการพิจารณาการพระราชทานอภัยโทษ
การร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาการลดวันต้องโทษจำคุก การขอเบิกตัวผู้ต้องหา จำเลยไปยังศาล
เป็นต้น
การประสานงานระหว่างองค์กรตำรวจ อัยการ ศาล หรือราชทัณฑ์
โดยปกติจะเป็นการประสานอย่างเป็นทางการ โดยผ่านหน่วยงานธุรการขององค์กรนั้นเพียงหน่วยเดียว
ในการทำหน้าที่รับ-ส่งหนังสือราชการต่าง ๆ โดยองค์กรกระบวนการยุติธรรมแต่ละองค์กรนั้น
ไม่มีส่วนราชการที่มีหน้าที่ประสานงานกันโดยตรง โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับแผนนโยบายเรื่องบุคลากร
ฯลฯ แต่อาจร้องขอความร่วมมือการประสานการปฏิบัติกรณีพิเศษเป็นบางกรณี จะเห็นได้ว่าเป็นการร่วมมือตามหน้าที่เท่านั้น
ซึ่งโดยหลักการทำงานแต่ละองค์กรจะมุ่งปฏิบัติหน้าที่ตามเป้าหมายและภาระหน้าที่ขององค์กรนั้น
ๆ โดยตรง ไม่ได้ปฏิบัติโดยมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อมุ่งสู่ทิศทางความสำเร็จด้วยกัน
การทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม จึงไม่ได้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานในระดับเดียวกัน
แต่ละองค์กรต่างใช้อำนาจหน้าที่ที่องค์กรมีอยู่โดยเด็ดขาดตามลำพัง โดยไม่ได้คำนึงถึงผลว่าอาจไปเพิ่มปัญหาให้แก่อีกองค์กรอื่น
เช่น กรณีการจับกุม ฟ้องร้อง ผู้กระทำผิดอันเนื่องจากการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษเป็นจำนวนมากมาย
จนกรมราชทัณฑ์ต้องรายงานร้องเรียนถึงความแออัดในเรือนจำต่าง ๆ ทั่วประเทศ เป็นต้น
(ซึ่งน่าที่จะให้อำนาจอัยการสามารถใช้วิธีการ ชลอการฟ้องแทนการกักขังตัวผู้ติดยาเสพติดไว้ในเรือนจำ
แต่ให้นำตัวไปควบคุมบำบัดที่โรงบำบัดยาเสพติดแทน ซึ่งวิธีการจะดำเนินการชลอการฟ้องได้
ต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารระบบสารสนเทศเป็นอย่างมากว่าประวัติผุ้กระทำผิดเป็นใคร ควรที่จะแก้ไขฟื้นฟูหรือไม่
อย่างไร มีประวัติการเสพยาเสพติด หรือประวัติการกระทำผิดอื่นหรือไม่ อย่างไร เพื่อใช้เป็นดุลยพินิจในการดำเนินการ
แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ปัจจุบันยังไม่มีโครงการที่ดีเช่นนี้เกิดขึ้น
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งในอดีตทางอัยการได้พยายามเสนอโครงการชลอการฟ้องต่อรัฐบาล
แต่ก็ถูกคัดค้านและต่อต้านอย่างรุนแรง จึงทำให้โครงการนี้ล้มเลิกไป ซึ่งปัจจุบันควรที่จะได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่
เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ประเทศชาติ)
เนื่องจากการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานหลายฝ่าย
อยู่ต่างหน่วยงานกัน ต่างก็บริหารงานในหน้าที่ของตนไปตามลำพัง ขาดการติดต่อประสานงานซึ่งกันและกันตามทางที่ควร
ขาดการเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้ทันกับเหตุการณ์ ขาดการประมวลเรื่องราว
ไม่มีการวางแผน และเก็บสถิติที่เหมาะสมไว้เป็นเครื่องมือ ทำให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไม่อยู่ในทิศทางเดียวกันจึงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
การที่จะวางแผนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้บังเกิดผลดีนั้น จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไปแต่เพียงฝ่ายเดียว
ย่อมจะไม่เกิดผลเต็มที่ จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหลายในกระบวนการยุติธรรมทุกองค์กร
ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รวมทั้งด้านประชาชนได้ร่วมมือประสานกันในทุกด้าน
รวมทั้งด้านข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อการค้นคว้าวิจัยมูลเหตุอาชญากรรมด้วย
จากที่กล่าวมาข้างต้น พอสรุปได้ว่า ปัญหาความร่วมมือทางกฎหมายที่จำเป็นต้องพัฒนา
ปรับปรุง แก้ไข ในด้านต่าง ๆ ดังนี้
3.2 ความร่วมมือระหว่างองค์กรในด้านบริหารองค์กร
ความร่วมมือระหว่างองค์กรในด้านบริหารองค์กรนั้น ข้อมูลข่าวสารด้านการบริหารงาน
องค์กรมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเช่นกัน ซึ่งโดยปกติองค์กรในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทุกองค์กรต่างกำหนดนโยบายการปฏิบัติ
และวัตถุประสงค์ขององค์กรไว้ ซึ่งนโยบายหรือแนวทาง ต่าง ๆ อาจไม่สอดคล้องต้องกัน
บางครั้งอาจขัดแย้งกันเอง เวลาที่จะดำเนินตามแผนไม่สอดคล้องกัน การอำนวยความยุติธรรมจึงอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ตัวอย่างกรณีที่มีปัญหา เช่น กระทรวงยุติธรรมได้เพิ่มอัตรากำลังผู้พิพากษาเพิ่มขึ้น
โดยที่ทางอัยการไม่มีข้อมูลข่าวสารด้านการเพิ่มอัตรากำลังของผู้พิพากษาอยู่ในขณะนั้น
จึงไม่ได้วางแผนงานขออัตรากำลังเพิ่มเติมให้เพียงพอต่อการทำงานร่วมกันกับศาล ผลปรากฏว่าบางศาล
เช่น ศาลจังหวัดอุดรธานี มีจำนวนผู้พิพากษา เมื่อ ปี พ.ศ. 2541 ประมาณ 19 คน แต่อัยการมีกำลังเพียง
9 คน อัตรากำลังไม่ได้สัดส่วนสมดุลย์กัน ทำให้ผู้พิพากษาต้องรอคอยให้อัยการดำเนินการว่าความคดีที่บัลลังก์อื่นให้แล้วเสร็จเสียก่อน
แล้วอัยการจึงจะสามารถมาปฏิบัติการว่าความยังศาลอีกบัลลังก์หนึ่งได้ ทำให้ขาดประสิทธิภาพในด้านกำลังอัตรา
เพราะอัตราไม่สมดุลย์กัน หรือกรณีตัวอย่าง การสร้างศาลที่อำเภอนางรอง (เดิมเป็นศาลเคลื่อนที่อยู่ในสังกัดศาลจังหวัดบุรีรัมย์)
สืบเนื่องจากอัยการไม่ได้ทราบข้อมูลข่าวสารว่าได้มีการสร้างศาลจังหวัดนางรองอยู่ในขณะนั้น
จนกระทั่งเมื่อสร้างศาลนางรองเสร็จ เมื่ออัยการซึ่งไม่ได้ข้อมูลข่าวสาร จึงไม่อาจวางแผนงานและของบประมาณที่จะสร้างที่ทำการอัยการที่อำเภอนางรองและเตรียมจัดหาอัตรากำลังอัยการไปประจำการได้ทัน
ทำให้อัยการไม่อาจฟ้องคดีอาญาต่าง ๆ ที่ศาลนางรองได้ อัยการจึงยังคงยื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
เป็นเหตุให้ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ไม่ประทับรับฟ้องจำนวนหลายร้อยคดี อ้างให้ไปฟ้องต่อศาลนางรองแทน
และปล่อยตัวจำเลยไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อขัดข้องนี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบงานได้
นับเป็นข้อขัดข้องในการร่วมมือประสานงานประการหนึ่ง (ปัจจุบันได้มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปแล้ว)
เนื่องจากการขาดความร่วมมือประสานงานกันอย่างจริงจัง โดยที่องค์กรกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้จำเป็นต้องปฏิบัติงานร่วมกันอยู่ตลอดทุกวัน
เป็นเวลานับร้อยปีแล้ว แต่ปรากฏว่าความร่วมมือประสานงานในเชิงวางแผนแนวนโยบายขององค์กรแต่ละองค์กรเพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมร่วมกัน
หรือการวิจัยค้นคว้าร่วมกัน หรือการใช้ข้อมูลข่าวสารร่วมกันนั้นมีน้อยมาก นอกจากเพียงการร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้เสร็จลุล่วงไปวัน
ๆ เท่านั้น ดังนั้นการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมจึงไม่สัมฤทธิผลได้อย่างเต็มที่
ซึ่งทั้งศาล อัยการ ราชทัณฑ์ ตำรวจ ทุกองค์กรเหล่านี้ต่างตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ได้ดี
แต่ยังไม่มีองค์กรใด สามารถจะเป็นองค์กรผู้ริเริ่มแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมในการปฏิบัติ
จึงควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาล อันน่าจะได้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะต้องเป็นผู้ริเริ่มดำเนินการสร้างระบบความร่วมมืออย่างแท้จริง
เพราะมิฉะนั้น จะไม่มีโอกาเปลี่ยนแปลงสภาพปัญหาดังกล่าวไปได้ และหากปล่อยปัญหาไว้นาน
จะก่อให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม และเสื่อมความเชื่อมั่นไปในที่สุด
ตัวอย่างปัญหาความร่วมมือในข้อมูลข่าวสารที่พบในปัจจุบัน เช่น บทความในหนังสือพิมพ์ข่าวสด
ฉบับที่ 3406 วันที่ 28 มีนาคม 2543 ดังรายละเอียดนี้ : -
เรื่องปฏิรูประบบราชการ ขี้แมว โดย เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการว่า การประชุมสัมมนาของฝ่ายตำรวจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะหน่วยราชการด้านความลับที่มีสภาความมั่นคงแห่งชาติ กับหน่วยข่าวกรองแห่งชาติที่พัทยา
ฝ่ายตำรวจซึ่งเป็นฝ่ายหลักด้านปฏิบัติการต่อต้าน และติดตามจับกุมอาชญากรรมข้ามชาติต่อว่าต่อขานฝ่ายข่าวด้านความมั่นคง
ไม่ว่าจะเป็นสภาความมั่นคงหรือหน่วยข่าวกรองแห่งชาติว่าชอบอมไต๋ ไม่ยอมคายข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติได้ให้กับฝ่ายตำรวจ
แถมยังชอบวางมาตรการเอง กำหนดให้ฝ่ายปฏิบัติการตำรวจรับไปทำ ซึ่งแผนปฏิบัติการบางแผนนั้น
ทำได้ยากในทางปฏิบัติ
ข่าวจากการประชุมที่ปรากฏออกมาด้านสี่อมวลชนต้องเรียกว่าตีแสกหน้า ฝ่ายข่าวความมั่นคงด้วยคำพูดที่ว่า
คนพวกนี้ (หมายถึงฝ่ายข่าวความมั่นคง) ชอบพูดเสมอว่ามีข่าวในระดับลึกเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติ
แต่พวกเราก็ไม่สนใจที่จะแจ้งบอกกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการตามกฎหมาย
ในวงราชการนั้นมีการเกรงใจกันจนเสียงานเสียการ ไม่ค่อยกล้ายอมรับความจริงกันสักเท่าไหร่
ต่างคนต่างแย่งกันทำงานเอาหน้า เอาผลงาน ขาดการประสานงานกัน
ด้านฝ่ายข่าวความลับนั้น รัฐบาลได้มอบหมายให้ที่ปรึกษานายกฯ ท่านหนึ่งไปดูแลเป็นศูนย์รวมและอำนาจการข่าวความมั่นคงทั้งหมดแล้ว
ยังไม่มีการประสานงานเกิดขึ้น จนต้องออกมาพูดกันอีก หรือแปลว่าตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายทหาร
สภาความมั่นคง ข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานอัยการ และกระทรวงยุติธรรม ทำงานกันมาแต่เดิมนั้น
ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเลยกระนั้นหรือ แล้วที่ทำงานกันมาตั้งนานนั้นทำกันอย่างไร
องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มิหัวเราะงอหายไปนานแล้วหรือ
จากบทความนี้จึงสะท้อนสรุปปัญหาถึงการขัดแย้งทางความร่วมมือระหว่างองค์กรในการประสานงานด้านข้อมูลข่าวสารได้เป็นอย่างดี
3.3 กรณีบุคคลต่าง ๆ เรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องที่ทุกคนประสงค์อยากได้อยู่ตลอดเวลา ข้อมูลข่าวสารต่าง
ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารทางด้านการบริหารงานองค์กร ภายในกระบวนการยุติธรรม
หรือองค์กรอื่น ๆ บุคลากรในองค์กร รวมทั้งประชาชนก็อยากทราบเช่นกัน บางครั้งองค์กร
เช่น อัยการ ตำรวจ ราชทัณฑ์ ก็ต้องการจะทราบว่า ศาลมีแผนงานจะไปก่อสร้างศาลใหม่ทั้งในเขตนครบาล
และภูมิภาคในที่ใด เป็นอย่างไร เพื่ออัยการ หรือตำรวจหรือราชทัณฑ์ เมื่อได้รับทราบแล้วจะได้วางแผนงานจัดตั้ง
ทั้งบุคลากร งบประมาณ และสถานที่ให้สอดคล้องต้องกัน กับแผนงานของศาลดังกล่าว เป็นต้น
ทนายความต้องการข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์ทางคดี ประชาชนก็ต้องการข้อมูลข่าวสารเพื่อการต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ รวมทั้งทางกระบวนการยุติธรรมด้วย
จากปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ของความร่วมมือระหว่างองค์กรในกระบวนการยุติธรรมด้วยกันเอง
หรือองค์กรอื่นรวมทั้งด้านประชาชน อันจะส่งผลให้การปฏิบัติการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมไม่บรรลุผลที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยและส่งเสริมศีลธรรมอันดีงามของประชาชน
จึงจำเป็นที่ต้องหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขปัญหาความร่วมมือ และพัฒนาระบบงานให้มีคุณภาพ
เพื่อลดช่องว่างของปัญหาดังกล่าวให้น้อยลง ซึ่งจะกล่าวในบทที่ 4 ต่อไป
บทที่ 4
แนวทางการแก้ไขปัญหา ความร่วมมือระหว่างองค์กร
และการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร
เมื่อทุกองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นศาล อัยการ ตำรวจ ราชทัณฑ์ การบริหารงานจะต้องมีแผนงาน แผนโครงการ แผนพัฒนากำลังคน ไม่ว่าจะเป็นแผนระยะสั้น ระยะปานกลาง หรือระยะยาว โดยก่อนจะมีแผนดังกล่าวออกมาใช้ ควรที่ทุกองค์กรจะได้มีการทำการวิจัยค้นคว้าร่วมกันถึงปัญหาแนวโน้มของปัญหา เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทาง แนวนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมว่าจะมุ่งไปในทิศทางใด จะแก้ไขปัญหาอาชญากรรมให้ลดน้อยลงได้อย่างไร จะใช้งบประมาณเท่าใด จะกำหนดสร้างสถานที่ทำการของศาล อัยการ ตำรวจ ราชทัณฑ์ เมื่อใด อย่างไร โดยให้คำนึงถึงความสะดวกและการให้บริการแก่ประชาชนเป็นที่ตั้ง แผนงานดังกล่าว ทุกองค์กรรวมทั้งประชาชนควรมีส่วนร่วม ไม่ควรปล่อยให้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับบุคคลเพียงบางคน เช่น ไม่ควรให้ศาลไปสร้างอยู่แห่งหนึ่ง อัยการไปสร้างที่ทำการอีกแห่งหนึ่ง ตำรวจและราชทัณฑ์ก็ไปสร้างอยู่อีกแห่งหนึ่ง สถานที่ขององค์กรดังกล่าวที่กระจัดกระจาย จะสร้างปัญหาเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นอันมาก ในการที่จะติดต่อจะต้องเดินทางไปหลายแห่งที่ไกล และบางครั้งสับสนว่าควรจะไปที่ใดต่อ และดำเนินการอย่างไร ซึ่งแผนการต่างองค์กรที่ปฏิบัติกันอยู่ขัดต่อระบบการบริหารงานรัฐกิจสมัยใหม่ และไม่ได้ตอบสนองนโยบายของรัฐในส่วนที่ว่า รัฐจะพยายามบริการประชาชนในลักษณะเบ็ดเสร็จในจุดเดียวกัน (one stop services)
4.1 แนวทางแก้ไขปัญหา
แนวทางแก้ไขปัญหาระบบข้อมูลข่าวสารโดยรวม มีดังนี้ :-
(1) เนื่องจากปัจจุบันการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารยังไม่เป็นระบบ อยู่อย่างกระจัดกระจายโดยส่วนใหญ่ยังใช้เอกสารเป็นหลัก
จึงยังไม่มีประสิทธิภาพเมื่อจะใช้ข้อมูล ดังนั้นรัฐบาลโดยร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ควรจะต้องมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำจัดตั้งระบบข่าวสาร เพื่อการพัฒนาระบบงานยุติธรรมขึ้นใหม่
โดยจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลาง ในรูปขององค์กรหรือสถาบัน ทำหน้าที่ประสานงานยุติธรรมแห่งชาติ
มีลักษณะคล้ายกับศูนย์บัตรประจำตัวประชาชนที่กองบัตรประจำตัวประชาชน กระทรวงมหาดไทยที่ได้ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
โดยอาจต้องมีหน่วยงานกลางของกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้บริหารควบคุมดูแล โดยคาดได้ว่าใช้งบประมาณไม่มากมายนัก
แต่จะคุ้มค่ากับการลงทุนในด้านยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ประหยัดทั้งกำลังคน และเวลา
ไม่ต้องเสียเวลากับการค้นหาข้อมูลข่าวสารที่กระจัดกระจายโดยไม่มีระบบระเบียบในรูปแบบเอกสารดั้งเดิม
ที่จะต้องใช้บุคคลเป็นจำนวนมากในการค้นหา โดยบ่อยครั้งที่เอกสารสูญหายไม่อาจค้นหาได้
ซึ่งหากได้ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความจุในหน่วยความจำเพียงพอแล้ว จะทำให้สะดวกแก่การรวบรวมข้อมูลข่าวสาร
เป็นระบบศูนย์ข้อมูลเดียวกัน เมื่อใช้ค้นหาข้อมูลข่าวสารจะง่ายและสะดวกมาก ไม่เปลืองงบประมาณด้านเอกสาร
และด้านบุคลากร อีกทั้งข้อมูลจะไม่ สูญหาย แต่เมื่อมีศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางแล้ว
จึงต้องเชื่อมโยงเครือข่ายให้แก่ระบบคอมพิวเตอร์ตามองค์กรในกระบวนการยุติธรรมต่าง
ๆ ที่สภาพในปัจจุบันองค์กรเหล่านี้ ต่างได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ใช้เป็นเพียงเครื่องพิมพ์ดีดเท่านั้น
ตัวอย่างของความสำเร็จของศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางของกระทรวงมหาดไทยด้านประวัติบุคคล
บัตรประจำตัวประชาชนที่สร้างความชัดเจน และความสะดวกแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก จึงน่าจะเป็นรูปแบบที่ใช้เป็นต้นแบบได้
สำหรับศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางนั้น งานข้อมูลข่าวสารส่วนที่สำคัญที่สุด คือ งานทะเบียนด้านประวัติอาชญากร
ซึ่งต้องใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ บันทึกรายชื่อและประวัติอาชญากร รวมทั้งภาพลายนิ้วมือ
เพื่อใช้ในการตรวจสอบหาเจ้าของลายนิ้วมือแฝง ในกรณีเก็บตัวอย่างลายพิมพ์นิ้วมือแฝงได้จากที่เกิดเหตุ
หรือกรณีใช้ในการตรวจประวัติผู้สมัครงานต่าง ๆ ที่จะต้องได้ผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเป็นอาชญากรหรือเคยต้องโทษมาก่อน
งานนี้จึงควรเป็นงานหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะมีบทบาทสำคัญในฐานผู้เชี่ยวชาญในการจัดทำระบบลายพิมพ์นิ้วมือ
แล้วบันทึกรวมไว้ในศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลาง ซึ่งจะสามารถแจกจ่ายข้อมูลนี้ให้แก่ทุกองค์กรในกระบวนการยุติธรรม
ทุกองค์กร รวมถึงสถาบันทนายความและประชาชนด้วย เพียงแต่ผู้ที่จะใช้ข้อมูลจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในข้อมูลนั้น
และปฏิบัติตามระเบียบการใช้ข้อมูลข่าวสารนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ในการควบคุมปราบปรามผู้กระทำผิด
(2) ในกรณีที่หากเมื่อองค์กรกระบวนการยุติธรรมได้วางแผนงาน แผนการพัฒนาต่าง ๆ รวมทั้งแผนอัตรากำลังครั้งใดแล้ว
จะต้องนำข้อมูลข่าวสารไปบรรจุไว้ในระบบสารสนเทศที่จัดตั้งขึ้น ในรูปแบบที่มีกระทรวงยุติธรรมเป็นแกนนำในการเป็นศูนย์จัดเก็บระบบข้อมูลข่าวสาร
(แม่ข่าย) แล้วมีการเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูลข่าวสาร ขององค์กรแต่ละองค์กร ในลักษณะเป็นเครือข่าย
(network) โดยข้อมูลข่าวสารในส่วนนี้ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารโดยเปิดเผย ทุกคนรวมทั้งองค์กรและบุคลากรในองค์กร
มีสิทธิที่จะรับทราบและใช้ข้อมูลข่าวสารนี้ได้อย่างเต็มที่ ข้อมูลข่าวสารนี้จะต้องไม่ปกปิดหรือเป็นความลับใด
ๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ว่าผู้บริหารงานองค์กรได้มีความจริงใจในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมร่วมกัน
โดยหากทุกองค์กรมีแผนงาน นโยบาย และการสอดประสานร่วมมือกันแล้ว จะทำให้การปฏิบัติงานขององค์กรทุกองค์กรมีประสิทธิภาพ
และหากเกิดกรณีบุคลากรผู้ใดในองค์กรที่มีความประพฤติที่ไม่ดี มีการปฏิบัติหน้าที่ลักษณะไม่โปร่งใส
ผู้บังคับบัญชาจะพยายามปกปิดช่วยเหลือกัน จะไม่สามารถทำได้ หรือ ในด้านโยกย้ายบุคลากรที่ไม่เหมาะสม
ไม่มีคุณสมบัติจะทำได้ยากลำบากมากขึ้น เพราะมีการตรวจสอบมากขึ้น และเมื่อบุคลากรในองค์กรได้รับความยุติธรรมจากระบบการบริหารแล้ว
จะก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการทำงาน และส่งผลให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมในที่สุด
(3) ต้องมีกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับ กำหนดให้ชัดแจ้งให้ทุกองค์กรจะต้องเป็นผู้รวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับงานในหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบโดยให้ป้อนข้อมูลข่าวสารนั้น
ๆ เข้าสู่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางดังกล่าว ตามระเบียบกฎหมายที่กำหนดไว้ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ
เมื่อจับกุมบุคคลใดได้ หรือกล่าวหาบุคคลใดแล้ว จะต้องแจ้งข้อมูลการจับกุม หรือกล่าวหานั้นเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางทันที
เท่าที่เป็นไปได้ ภายหลังจากการจับกุมหรือกล่าวหาผู้ต้องหานั้น ๆ แล้วแต่กรณี และเมื่อทำสำนวนสอบสวนเสร็จก็จะต้องแจ้งว่าได้จัดการกับผุ้ต้องหาที่จับกุม
หรือกล่าวหานั้นอย่างไรบ้าง และได้ส่งสำนวนสอบสวนให้อัยการเมื่อใด หลังจากนั้น
เมื่ออัยการได้รับสำนวนสอบสวนไม่ว่าจะมีตัวผู้ต้องหาที่จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม
อัยการมีหน้าที่ต้องแจ้งข้อมูลจากคดีดังกล่าวเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารว่าอัยการได้รับสำนวนสอบสวนพร้อมผู้ต้องหาเมื่อใด
และได้ดำเนินการตามขั้นตอนของอัยการจนสรุปผลดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งอัยการก็ต้องมีหน้าที่แจ้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารถึงวันที่ได้รับฟ้องจำเลย
รวมทั้งข้อหาความผิดในคำฟ้อง และเมื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาแล้วเสร็จ ศาลก็ต้องมีหน้าที่ต้องแจ้งสรุปผลคำพิพากษา
หรือคำสั่งศาลต่อศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางเช่นเดียวกัน สำหรับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยแล้ว
เมื่อทางราชทัณฑ์ได้รับตัวจำเลยไว้ ก็มีหน้าที่ต้องแจ้งวัน เดือน ปี ที่รับตัวจำเลยเข้าควบคุมในเรือนจำ
ก็ต้องแจ้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารเช่นเดียวกัน เป็นต้น เป็นการดำเนินการเป็นรูปวงจร
จึงจำเป็นจะต้องกำหนดเป็นกฎหมาย กฎ หรือระเบียบ ลำพังจะอาศัยความร่วมมือ เพียงอย่างเดียว
อาจไม่เป็นผลสำเร็จได้
หมายเหตุ การแจ้งข้อมูลดังกล่าวปกติให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายธุรการทั้งของศาล อัยการ
ตำรวจ ราชทัณฑ์ ให้เป็นผู้ดำเนินการแจ้งผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ที่องค์กรแต่ละองค์กรโครงข่ายย่อยมีอยู่แล้วในปัจจุบันเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลกลาง
(4) การเตรียมบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถเพื่อทำหน้าที่บันทึกข้อมูลข่าวสาร
และการใช้บริการจัดเก็บข้อมูล ในกรณีนี้ผู้บังคับบัญชาขององค์กรกระบวนยุติธรรม
จะต้องให้ความสำคัญแก่ระบบข้อมูลข่าวสารให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่อาจจะปฏิเสธได้ถึงการที่จะต้องนำเอาวิทยาการแขนงใหม่ด้านคอมพิวเตอร์มาใช้จัดเก็บข้อมูลข่าวสาร
และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงต่อกันระหว่างองค์กรยุติธรรม ซึ่งควรจะต้องให้มีการเชื่อมโยงต่อไปถึงองค์กรทนายความด้วย
แต่อาจให้บริการข้อมูลข่าวสารบางส่วน เท่าที่จะเปิดเผยให้ทนายความทราบได้ ผู้บังคับบัญชาทุกองค์กรจะต้องจัดให้มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารประจำองค์กรนั้น
ๆ ให้เชื่อมโยงต่อเข้ากับศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางเป็นระบบเครือข่าย (networks) และจะต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถเฉพาะด้านประจำศูนย์ข้อมูลขององค์กรนั้น
ๆ ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์จะต้องเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญการบันทึกข้อมูล
การใช้ข้อมูล และการพัฒนาระบบข้อมูลให้มีความทันสมัย ตรงต่อความจริงและความต้องการการใช้งาน
มีข้อมูลมากเพียงพอ รวมทั้งต้องมีการปรับปรุงปรับเปลี่ยนให้เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีข้อมูลที่จะใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(5) ข้อมูลข่าวสารที่ควรมีอยู่ในศูนย์
- ข้อมูลเกี่ยวกับสำนวนคดี ผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องหา ตั้งแต่ชั้นถูกจับกุม กล่าวหา
จนถึงการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง หรือชั้นพิจารณาของศาลจนเสร็จสิ้น
- ข้อมูลประวัติผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องหา
- ข้อมูลประวัติผู้เสียหาย
- ข้อมูลประวัติผู้ต้องขัง ผู้ต้องโทษ ผู้ถูกประหารชีวิต
- ข้อมูลประวัติของบุคคลต้องห้ามต่าง ๆ (อาจต้องจัดชั้นความลับที่จะไม่เปิดเผยให้บุคคลผู้ไม่เกี่ยวข้องทราบ
เนื่องจากอาจเป็นกรณีหมิ่นประมาทได้)
- ข้อมูลลักษณะการกระทำผิด การกล่าวหา ฯลฯ
นอกจากนั้นยังควรมีข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารภายในองค์กร แยกเป็นอีกส่วนหนึ่งเช่น
- ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติบุคลากรภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ
ราชทัณฑ์
- ข้อมูล แผนงาน โครงการต่าง ๆ ขององค์กรยุติธรรม
- ข้อมูลการแต่งตั้ง โยกย้าย บุคลากร การพิจารณาความดีความชอบของบุคลากรในองค์กรนั้น
ๆ ให้มากที่สุด
ข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏต้องการมากที่สุดอีกส่วนหนึ่ง คือ คำพิพากษาศาลฎีกา กฎหมาย
คำสั่ง ระเบียบ กฎ พระราชกฤษฎีกา ข้อปรึกษาของหน่วยงานซึ่งหากได้รวบรวมไว้ในศูนย์จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการค้นคว้าเพื่อนำออกมาใช้งาน
หรือนำมาเปรียบเทียบ จะทำให้มีคุณภาพของงานดีมากขึ้น
(6) องค์กรกระบวนการยุติธรรมต้องใจกว้างยอมรับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นองค์กรเปิดโดยควรให้องค์กรอื่น
หรือบุคคลภายนอกองค์กรที่มีคุณสมบัติเพียงพอ ได้เข้ามาในองค์กรเพื่อร่วมกันพัฒนา
หรือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น รวมทั้งการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารให้แก่องค์กรกระบวนการยุติธรรม
เช่น การเข้าเชื่อมโยงต่อเข้ากับเครือข่ายของกองบัตรประจำตัวประชาชน กระทรวงมหาดไทย
จะทำให้ทราบได้ข้อมูลว่าบุคคลที่ต้องการค้นหาเป็นใคร อยู่ที่ไหน บิดามารดาเป็นใคร
มีตำหนิรูปพรรณอย่างไร หรือแม้กระทั่งการเชื่อมโยงกับกรมสรรพากร เพื่อค้นหาว่าผู้ต้องหาได้เคยเสียภาษีหรือไม่อย่างไร
เคยหลบเลี่ยงภาษีมาแล้วกี่ครั้ง เคยร่วมกันฉ้อโกง ทำปลอมใบเสร็จภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
หรือการเชื่อมต่อกับเครือข่าย สถาบันนิติเวช กองหนังสือเดินทาง กระทรวงต่างประเทศ
การเชื่อมต่อกับกองทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์
จะทำให้ได้ข้อมูลข่าวสารที่มีความสมบูรณ์ถูกต้อง พร้อมที่จะนำมาใช้เป็นประโยชน์เพื่อความเป็นธรรมแก่ประชาชน
ทั้งสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และจะประหยัดงบประมาณด้านการปราบปรามลงมาก
(7) การให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอาชญากรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
รวมถึงการให้บริการใช้ข้อมูลข่าวสารของศูนย์ในลักษณะข้อมูลข่าวสารบางส่วนที่เปิดเผยได้
การรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนหรือทางสื่อสารมวลชนถึงข้อบกพร่อง เพื่อโอกาสร่วมกันพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารร่วมกับทางสื่อสารมวลชนทุกประเภทจะทำให้ระบบข้อมูลข่าวสารสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
(8) การแบ่งปันข้อมูลระหว่างองค์กรกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ร่วมกับองค์กรกระบวนการยุติธรรมต่างประเทศ
ในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน โดยได้มีหลายประเทศได้มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน สัญญาร่วมกันปราบปรามยาเสพติด
ร่วมกันปราบปรามอาชญากรข้ามชาติ การป้องกันลักลอบเข้าเมือง หรืออื่น ๆ จะทำให้เกิดความร่วมมือและพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร
ให้เป็นระดับระหว่างประเทศ จะสามารถใช้ข้อมูลข่าวสารในการรับมือเพื่อปราบปรามผู้กระทำผิดชาวต่างประเทศ
หรือองค์กรอาชญากรรม หรือป้องกันการป้องกันการกระทำความผิดทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์
เครื่องหมายการค้า หรือการป้องกันการฟอกเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่าง
ๆ เช่น การปล้นทรัพย์ ลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ เป็นต้น
(9) ควรให้มีกิจกรรมร่วมกันระหว่างองค์กรยุติธรรมอย่างสม่ำเสมอ เช่น เมื่อมีศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลาง
และเครือข่ายแล้ว จะส่งเสริมให้บุคลากร ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ราชทัณฑ์ ทนายความ
ได้ใช้ข้อมูลข่าวสารร่วมกัน จะทำให้มีความใกล้ชิดในการทำงาน มีความสนิทสนมและไว้วางใจต่อกันมากขึ้น
ก่อให้เกิดการประสานงานร่วมมือกันในด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ทางด้านความยุติธรรมที่จะให้แก่ประชาชนและประเทศชาติโดยรวม
(10) การส่งเสริมพัฒนาความร่วมมือให้ประชาชนซึ่งเป็นองค์กรภายนอก ได้มองเห็นความสำคัญของภัยที่เกิดจากปัญหาอาชญากรรมที่รุนแรงขึ้นทุกวัน
เช่น ปัญหาการแพร่หลายของการกระทำความผิดยาเสพติด หรือความผิดอาญาอื่น ๆ ยิ่งนับวันยิ่งรุนแรงขึ้น
และเป็นภัยต่อประชาชน จำเป็นที่ประชาชนต้องให้ความร่วมมือในการชี้ช่อง แจ้งเบาะแส
ของอาชญากรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ทางราชการทราบเพื่อการป้องกัน ปราบปราม โดยหากประชาชนไม่ไว้วางใจหน่วยงานหรือองค์กรยุติธรรมใด
ก็ควรเปิดให้ประชาชนมีทางเลือกแจ้งข้อมูลเบาะแสให้แก่เจ้าหน้าที่องค์กรยุติธรรมอื่นที่ไว้วางใจทราบแทน
เพื่อจะได้ช่วยประสาน หรือสั่งการให้ดำเนินการจัดการกับผู้กระทำผิดในอาชญากรรมนั้น
ตัวอย่างเช่น หากประชาชนไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาจให้ช่องทางประชาชนเลือกแจ้งข้อมูลเบาะแสให้แก่อัยการ
หรือหน่วยงานอื่นที่เชื่อถือได้ทราบแทน เพื่อช่วยปราบปรามผู้กระทำผิด นอกจากนี้องค์กรกระบวนการยุติธรรมควรได้ร่วมกับรัฐบาลจัดตั้งโครงการคุ้มครองประชาชนผู้ที่ให้ความร่วมมือชี้ช่อง
แจ้งเบาะแส หรือการไปเป็นพยานบุคคลในคดีอาญาต่าง ๆ ที่เพื่อประโยชน์ของทางราชการนั้นได้เข้าสู่โครงการให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนผู้นั้น
โดยรัฐต้องจัดสรรงบประมาณรวมทั้งออกกฎหมายคุ้มครองพยานหรือประชาชนนั้น เพื่อให้ประชาชนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นพลเมืองดีของประเทศ
จะไม่ต้องพบกับความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่พลเมืองดี ที่จะต้องเสียหายเนื่องจากการให้ข้อมูลแก่ทางราชการ
ซึ่งบางครั้งพยานเหล่านั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัว หรือต้องเสี่ยงภัยถูกคุกคาม
ถูกขู่เข็ญ ให้ต้องได้รับอันตราย หรือถูกทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายจากผู้มีอิทธิพลหรือผู้กระทำผิด
โดยลักษณะโครงการคุ้มครองพยานจะต้องจัดให้มีการหาที่อยู่ใหม่ให้พยาน การชดเชยค่าเสียหายให้
การจัดหาอาชีพใหม่ รวมทั้งการเปลี่ยนชื่อ นามสกุลใหม่ และการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อพยานในคดีอาญา
โดยคำนึงถึงทั้งด้านความปลอดภัยและความรู้สึกที่ดีของพยานในการทำหน้าที่เป็นพยานนั้นด้วย
ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 244 ถึง บุคคลซึ่งเป็นพยานในคดีอาญาย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง
และได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมและค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควรจากรัฐ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ถึงแม้จะเป็นหลักกว้าง ๆ ที่ต้องอาศัยวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้องมารองรับในรายละเอียด
และอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคลากรที่มีอยู่ในระบบอย่างขนานใหญ่ ก็ตาม
แต่การบัญญัติรับรองหลักการนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นมาตรฐานให้เกิดการอ้างอิงเพื่อปฏิบัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
โดยหากมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมต่อพยานในคดีอาญาก็ต้องถือว่า เป็นการปฏิบัติที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ยังจะเป็นแนวทางกำหนดการพัฒนากระบวนการยุติธรรมของประเทศประการหนึ่งด้วย
เพราะรูปธรรมในการคุ้มครองและการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อพยานในคดีอาญาจะเป็นมาตรวัดระดับความเจริญของกระบวนการยุติธรรมของประเทศนั้น
โดยหากได้ดำเนินการที่เหมาะสมดังกล่าว ย่อมส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือจากองค์กรประชาชนได้เป็นอย่างดี
จะเป็นการแก้ปัญหาความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวสารจากประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รวมทั้งจะเป็นการสร้างทัศนคติ ค่านิยมที่ดี อันเป็นการพัฒนาคุณค่าของความดีงามของบุคคลในการให้ความช่วยเหลือต่อสังคม
และประเทศชาติอีกทางหนึ่ง
4.2 ความร่วมมือระหว่างองค์กร
การพัฒนาการร่วมมือด้านการประสานงาน
(1) ควรจัดให้สัมมนาประชุมกันในระหว่างองค์กรยุติธรรมด้วยกันเองให้มากขึ้นโดยเฉพาะในประเด็นปัญหาข้อขัดข้อง
หรืออุปสรรคของการปฏิบัติงานร่วมกันที่ผ่านมาเป็นเช่นไร มีปัญหาและอุปสรรคในด้านใด
หากเป็นอุปสรรคทางกฎหมาย เมื่อจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายก็ต้องข้อสรุปร่วมกัน เพื่อเสนอกฎหมายต่อรัฐบาล
เพื่อการแก้ไขปัญหาอุปสรรคของกฎหมายนั้น แต่หากเป็นอุปสรรคแค่กฎระเบียบ คำสั่ง
ก็จัดการแก้ไขกฎระเบียบ หรือคำสั่ง ที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้สามารถปฏิบัติร่วมกันได้อย่างราบรื่น
โดยต้องตระหนักเสมอว่าการแก้ไขดังกล่าว ก็เพื่อประโยชน์ของประชาชนและความยุติธรรมเท่านั้น
มิใช่เพื่อประโยชน์ความสะดวกขององค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะ
(2) องค์กรในกระบวนการยุติธรรมควรเปิดกว้างให้มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกัน
อันเป็นการส่งเสริมบุคคลเจ้าหน้าที่ขององค์กร ระหว่างกันเพื่อให้ได้บุคลากรที่เหมาะสมกับงาน
เช่นผู้พิพากษา บางท่านอาจเหมาะที่จะเป็นอัยการ หรืออัยการบางท่าน อาจเหมาะที่จะเป็นผู้พิพากษา
ควรมีการแลกเปลี่ยนบุคลากรกันได้ ทั้งนี้ต้องมีการตรวจวัดมาตรฐานของบุคคลที่จะแลกเปลี่ยนด้วยว่ามีศักยภาพเพียงพอต่องานนั้น
และมีใจสมัครอยากเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เป็นต้น และอาจจะมีการขอตัวบุคลากรจากองค์กรหนึ่งไปช่วยงานอีกองค์กรหนึ่งเป็นระยะเวลาหนึ่งหรือระยะสั้น
ๆ เพื่อเรียนรู้งาน และอุปสรรคของอีกองค์กร ทั้งนี้ การแต่งตั้งบุคลากรให้ปฏิบัติงานใด
ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคลนั้น ให้ตรงกับความถนัดในงานนั้น ๆ ตามหลักการบริหารที่ว่า
Put the right man on the right job. ใช้งานให้ถูกกับคน จะทำให้ได้ประโยชน์ต่อองค์กรและประชาชน
และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ บุคลากรนั้นต้องเป็นคนดีมีคุณธรรมด้วย
(3) ระหว่างองค์กรต้องมีการประสานงานอย่างไม่เป็นทางการอยู่ตลอดเวลา อาจพัฒนาขึ้นได้หลายแนวทาง
เช่น การจัดหลักสูตรอบรมศึกษาร่วมกันระหว่างองค์กรยุติธรรมทุกองค์กร อาจรวมถึงเชื้อเชิญบุคคลภายนอกองค์กรเข้าร่วมด้วยให้ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้
ความเข้าใจ หรือทัศนคติการทำงาน ทัศนคติการมององค์กร อื่นว่าเป็นอย่างไร เช่นในปัจจุบัน
กระทรวงยุติธรรม ได้จัดอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรม (บสย) มาแล้วจำนวน 4 รุ่น
ซึ่งเป็นโครงการที่ดีมาก ในอันที่จะก่อให้เกิดความสนิทสนมกลมเกลียวกันระหว่างบุคลากรในองค์กรกระบวนยุติธรรม
รวมทั้งองค์กรอื่นได้เป็นอย่างดี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าโครงการที่ดีเช่นนี้ ยัง
อบรมบุคลากรขององค์กรได้น้อยมาก น่าจะขยายโครงการดังกล่าวให้กว้างขวางมากกว่านี้
(4) การได้ปฏิบัติการใช้ข้อมูลข่าวสารร่วมกัน (ตามที่ได้เสนอไว้ในรายงาน) เพื่อการมุ่งสู่เป้าหมายและทิศทางเดียวกันอยู่ตลอดเวลา
จะก่อให้เกิดความถูกต้องแน่นอน และเป็นธรรม ประหยัดเวลา และสิ้นเปลืองงบประมาณน้อย
สร้างความไว้วางใจต่อกันมากขึ้น จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพการปฏิบัติงานเป็นอย่างดี
(5) ควรจัดให้มีประสานร่วมมือกันระหว่างองค์การในการร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ วิจัย
ค้นคว้า ในประเด็นปัญหาอาชญากรรมและแนวโน้มเพื่อการวิจัยร่วมกัน อาจเป็นสถาบันวิจัยค้นคว้า
ปัญหาอาชญากรรมโดยตรง เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาอาชญากรรม นำไปสู่การหาหนทางป้องกันแก้ไขมากกว่าการปราบปราม
โดยต้องศึกษาถึงวิธีการ ลักษณะการกระทำผิด สาเหตุ พฤติกรรมนำไปสู่การหาหนทางป้องกันแก้ไขมากกว่าการปราบปราม
โดยต้องศึกษาถึงวิธีการ ลักษณะการกระทำผิด สาเหตุ พฤติกรรม แล้วหากมีงานวิจัยใด
ที่เป็นประโยชน์และสามารถแจ้งรายงานต่อประชาชนให้ทราบได้แล้ว ควรต้องดำเนินการแจ้งรายงานต่อประชาชนทราบ
เพื่อปิดโอกาสผู้กระทำผิด เช่นคนร้ายชอบลักทรัพย์อะไร ในเวลาไหน วิธีไหน มากที่สุด
เพื่อประชาชนจะได้ระวังภัยของตนเองได้ และป้องกันไม่ให้เป็นเหยื่ออาชญากรรม ซึ่งบางครั้งประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊ล่อแหลมจะถูกข่มขืนกระทำชำเรามากที่สุด
แต่ความจริงร้อยละ 80 ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา มักจะเป็นเด็กผู้หญิงเรียบร้อย
ซื่อ ๆ ที่ไม่ค่อยช่างพูด และไม่เคยแต่งตัวโป๊มาก่อนในชีวิตเลย แต่มักจะถูกบุคคลใกล้ชิดข้างเคียงล่วงละเมิดทางเพศมากกว่าผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊มากหลายเท่านัก
เมื่อประชาชนทราบข้อเท็จจริง ก็จะระมัดระวังตัวจึงเป็นการลดอาชญากรรมได้ทางหนึ่ง
(6) การร่วมมือกันจัดทำแผนพัฒนาระบบงานยุติธรรม โดยทุกองค์กรต้องการพัฒนาองค์กรของตนอย่างไร
จะปรับสภาพของแผนงาน แผนพัฒนาองค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่สอดคล้องกับหน่วยงานอื่น
หรือองค์กรข้างเคียง รวมทั้งขนาดองค์กรต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสมต่อกัน มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้มากที่สุด
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรจะปรับเปลี่ยนทัศนคติและความคิดในเรื่อง อาณาจักรใครอาณาจักรมัน
ออก งานใดที่ซ้ำซ้อนกัน ควรหาทางที่จะใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น งานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย
มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นหลายแห่ง แต่มีประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชนได้น้อยกว่าความสามารถที่มีอยู่
ทั้งนี้ เพราะต่างกระจัดกระจายจนอ่อนประสิทธิภาพ น่าจะมีการรวมเป็นศูนย์รวมใหญ่
เพื่อจะได้มีพลังและประสิทธิภาพมากกว่าสภาพปัจจุบัน
(7) นอกจากความร่วมมือระหว่างองค์กรในกระบวนการยุติธรรมแล้ว สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือการได้รับความร่วมมือจากประชาชนหรือองค์กรอื่น
เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงการประสานงาน จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน แต่การที่จะได้รับความร่วมมือจากประชาชนนั้น
บุคลากรในองค์กรต้องเป็นส่วนสำคัญในการที่จะสร้างศรัทธาให้ประชาชนได้เชื่อถือว่า
เจ้าหน้าที่องค์กรได้มีความจริงใจจริงจังในการปฏิบัติงานในหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ชอบ และไม่ฝึกใฝ่กลุ่มมิจฉาชีพ จึงจะทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือต่อองค์กรได้มากขึ้น
โดยปัจจุบันประชาชนต่างไม่มีความเชื่อมั่นหรือศรัทธาต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่กล้าแจ้งข้อมูลข่าวสาร
ไม่กล้าชี้ช่อง เพราะเมื่อแจ้งข้อมูลให้ทราบแล้ว บางครั้งนอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่จับกุมปราบปรามผู้กระทำผิด
เพราะเหตุอามิสสินจ้างหรือเหตุเป็นพรรคพวกกันแล้ว ผู้แจ้งอาจต้องได้รับอันตรายถูกข่มขู่หรือขู่เข็ญให้ตกอยู่ในภาวะอันตรายได้
ดังนั้นจึงต้องพยายามแก้ปัญหาในส่วนเจ้าหน้าที่ให้มีความซื่อสัตย์และมีคุณธรรม
ต้องมีการตรวจสอบความประพฤติของเจ้าหน้าที่อยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่การที่ประชาชน
จะให้ความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น
(8) ปัจจุบัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้แยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรมออกมาเป็นสถาบันอิสระ
ไม่ได้ขึ้นต่อกระทรวงยุติธรรมอีกต่อไป ดังนั้นหากกระทรวงยุติธรรมได้รวมเอาองค์กร
สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมราชทัณฑ์ สำนักงานคุมความประพฤติ
เข้าด้วยกัน จะก่อให้เกิดเอกภาพในการทำงาน และการประสานงานจะเป็นไปในลักษณะร่วมมือกันและง่ายมากขึ้น
การปฏิบัติงานจะมุ่งไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น อันจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพการบริหารงานยุติธรรมในที่สุด
แต่องค์กรกระทรวงยุติธรรมนี้ ควรให้สถาบันอัยการเป็นสถาบันหลักในการนำพาให้องค์กรอื่นในกระทรวงยุติธรรมใหม่
ให้มีทิศทางแนวนโยบายและการปฏิบัติงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้องค์กรที่มีความอิสระ
มีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรได้อย่างเต็มที่ ดีกว่าที่จะปล่อยให้องค์กรเหล่านี้อยู่อย่างกระจัดกระจาย
(9) องค์กรในกระบวนการยุติธรรมต้องร่วมมือประสานงานกันเพื่อให้คดีไม่ขึ้นสู่ศาลมากจนเกินไป
โดยการผลักดันให้มีโครงการชลอการฟ้อง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาให้ทางเรือนจำจะได้ไม่ต้องมีนักโทษหรือผู้ต้องขังมากจนเกินไป
หรือพนักงานสอบสวนต้องใช้เวลาสอบสวนฝากขังนานเกินไป องค์กรในกระบวนการยุติธรรม
ควรให้ความร่วมมือผลักดันโครงการชลอการฟ้องให้เกิดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันให้ลดน้อยลง
จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติมาก ควรที่จะให้องค์กรศาล อัยการ อำเภอ ราชทัณฑ์ ประชาสงเคราะห์และพนักงานคุมประพฤติ
รวมทั้งองค์กรอื่นร่วมกันประสานกันผลักดันให้มีโครงการชลอการฟ้องให้เกิดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาคดีขึ้นสู่ศาลมากเกินไปโดยไม่จำเป็นและเรือนจำต้องมีผู้ต้องขังมากเกินกว่าความสามารถที่จะรับได้
จึงควรที่จะหยิบยกโครงการนี้ขึ้นพิจารณาโดยเร็ว
โครงการชลอการฟ้อง (Suspend Prosecution) กับข้อมูลข่าวสาร
การชลอการฟ้อง เป็นมาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำอีกรูปแบบหนึ่ง
กล่าวคือ เป็นมาตรการในการเลี่ยงการใช้โทษจำคุกโดยการยับยั้งหรือชลอการฟ้องร้องผู้กระทำผิดไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
นับเป็นการผลักดันผู้กระทำผิดออกไปจากกระบวนการยุติธรรมในชั้นอัยการ และเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้โทษจำคุกได้อีกระดับหนึ่ง
โดยนัยนี้ การชลอการฟ้องจึงเป็นการปล่อยอย่างมีเงื่อนไขอย่างหนึ่ง ทำนองเดียวกับการปล่อยอย่างมีเงื่อนไขในชั้นศาล
คือ การรอลงอาญา หรือการรอกำหนดโทษโดยมีการคุมประพฤติ หรือการปล่อยอย่างมีเงื่อนไขในชั้นราชทัณฑ์
ซึ่งได้แก่ การพักการลงโทษ หรือลดวันต้องโทษ โดยมีการคุมประพฤติ แต่การชลอการฟ้องเป็นการปล่อยอย่างมีเงื่อนไขในชั้นอัยการเท่านั้นเอง
เหตุผลที่ให้อัยการชลอการฟ้องไว้ก่อนนั้น ก็เนื่องจากว่ามีผู้ต้องหาเป็นจำนวนมากที่ได้กระทำผิดโดยมิได้มีจิตใจเป็นอาชญากรมาก่อน
หรือได้กระทำผิดไปโดยมิได้มีจิตใจชั่วร้าย หรือมีกมลสันดานเป็นผู้ร้าย เคยมีความประพฤติดีมาก่อน
มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่ได้กระทำผิดไปโดยพลั้งพลาด หรือกระทำผิดไปในกรณีที่เกี่ยวกับความประมาท
ความจำเป็นบังคับจากสภาพแวดล้อม เช่น ความยากจน หรือทำความผิดที่มิได้มีความชั่วร้ายในตัวเอง
แต่เป็นความผิดที่กฎหมายกำหนดไว้ การจะฟ้องร้องผู้ต้องหาเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ต้องหาเองและครอบครัว
เนื่องจากเสียเวลา เสียเงิน เสียชื่อเสียงในการขึ้นศาล และอาจจะต้องติดคุก ทำให้สูญเสียอนาคต
และตัดโอกาสการทำมาหากินในภายหน้า ครอบครัวก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย ในขณะเดียวกันสังคมก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาเหล่านี้
เพราะผู้ต้องหาได้กระทำผิดไปโดยพลั้งพลาด หรือมิได้มีจิตใจชั่วร้าย สมควรที่จะได้รับการอภัยและภาคทัณฑ์
ให้โอกาสกลับตัวดีกว่าที่จะเสียเงิน เสียทอง เสียงบประมาณในการเลี้ยงดูคุมขังผู้ต้องหาเหล่านี้ในเรือนจำ
และทำลายอนาคตของผู้ต้องหาเหล่านี้เสีย
ในการใช้ดุลยพินิจของอัยการว่า คดีไหนควรจะฟ้องหรือคดีไหนควรจะชลอการฟ้องไว้ก่อน
นั้น อัยการจะพิจารณาจากข้อมูลข่าวสารปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น อายุ ประวัติความประพฤติ
การศึกษา อบรม สุขภาพ และภาวะทางจิต นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการกระทำผิด
ความหนักเบาของความเสียหาย ความพยายามในการบรรเทาผลร้ายที่เกิดจากการกระทำผิด ความยินยอมของผู้เสียหาย
ตลอดจนผลที่คาดว่าจะเกิดต่อผู้ต้องหาในอนาคตด้วย อย่างไรก็ตาม ในการใช้ดุลยพินิจของอัยการนั้น
มิใช่ว่าจะสามารถใช้ดุลยพินิจในการชลอการฟ้องได้ทุกคดีไป แต่จะใช้ได้เฉพาะในคดีที่กฎหมายระบุให้เป็นคดีที่อาจให้มีการชลอการฟ้องได้เท่านั้น
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นคดี ที่กระทำโดยประมาท (ในบางกรณี)
หรือคดีที่เกิดจากความบีบคั้นจากสภาพแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งน่าจะใช้กับคดีความผิดฐานมีหรือเสพยาเสพติดให้โทษโดยผิดกฎหมาย
ด้วยจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมาก อาจแก้ปัญหาผู้ต้องหาล้นเรือนจำได้เป็นอย่างดี
วิธีการดังกล่าวนี้ใช้ได้ผลมาแล้วในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน เกาหลี
และญี่ปุ่น ในสหรัฐอเมริกาเรียกวิธีดังกล่าวว่า Deferred Prosecution ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้อยู่ในหลายรัฐ
อาทิ ในรัฐฟลอริด้า ใช้วิธีการที่เรียกว่า การคุมประพฤติโดยไม่มีการฟ้อง (Probation
Without adjudication) ทำให้การดำเนินงานในขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้โดยผลักดันคดีที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สำคัญออกไปจากกระบวนการยุติธรรม และใช้วิธีการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในชุมชนในรูปแบบต่าง
ๆ แทน แต่การชลอการฟ้องนี้ต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติและพฤติกรรมการกระทำผิดของผู้ถูกกล่าวหาเป็นอย่างมากในการพิจารณาดำเนินการ
ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา โครงการชลอการฟ้อง เป็นโครงการที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้โดยมีองค์กรอัยการสหรัฐอเมริกาเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมดูแลและปฏิบัติตามกฎระเบียบที่วางไว้
เช่นการออกมาตรการชลอการฟ้อง (Pretial Service Manual) ของหน่วยงานอัยการแห่งสหรัฐฯ
ฉบับที่ 12 หัวข้อ Guide to Judiciary Policies and Procedures ได้ให้คำจำกัดความ
การชลอการฟ้องว่าเป็นแนวทางเลือกแทนการฟ้องคดี เพื่อเปลี่ยนการดำเนินคดีอาญาตามปกติไปสู่วิธีควบคุมของสังคมโดยผ่านการสืบเสาะหรือคุมประพฤติ
กระบวนชลอการฟ้องอาจเริ่มขึ้นก่อนหรือหลังการยื่นฟ้องตามปกติก็ได้ ไม่ว่ากรณีใดการฟ้องคดีจะต้องพักไว้ก่อน
และหากระยะเวลาในการสอดส่องดูแลผ่านไปด้วยดีก็จะไม่ฟ้อง การชลอการฟ้องนั้นต้องอาศัยความเต็มใจของผู้กระทำผิดด้วย
สำหรับการชะลอการฟ้องนั้น นักวิชาการ [Benedict S.Alper และ Lawrence T. Nichols]
แห่งมหาวิทยาลัย Boston ให้ความเห็นไว้ค่อนข้างกว้าง ว่า
มาตรการชลอการฟ้อง ก็คือการดำเนินการของเจ้าพนักงานในกระบวนยุติธรรม ตำรวจอัยการ
และศาลในการกันผู้กระทำผิดออกจากการดำเนินคดีตามกระบวนวิธีพิจารณาความตามปกติ ซึ่งเป็นวิธีการลดความรุนแรงของผลเสียหายจากการลงโทษโดยการเข้าแทรกแซง
เพื่อผ่อนคลายความรุนแรงของผลร้ายจากการกระทำ และสถานการณ์ที่ผู้กระทำผิดจะถูกนำมาลงโทษ
ให้บรรเทาลงยิ่งกว่าจะเป็นการเพิ่มความร้ายแรงของการกระทำหรือสถานการณ์นั้น ในความหมายนี้การชลอการฟ้องจึงถือได้ว่าเป็นกระบวนการลดการกระทำผิดทางอาญา
(อาชญากรรม) ซึ่งมุ่งที่จะลดโอกาสในการกระทำผิดซ้ำและกีดกันโอกาสประกอบอาชญากรรมของอาชญากรอาชีพ**
การชลอการฟ้องในสหรัฐอเมริกานั้น จึงประกอบด้วย
1. การระงับหรือการพักการฟ้องผู้กระทำผิดไว้ชั่วคราวก่อน
2. จัดให้ผู้กระผิดเข้าอยู่ในการคุมประพฤติ หรือดำเนินกิจกรรมบางอย่างซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้กระทำผิดเองและต่อผู้เสียหายตลอดจนสังคม
3. ผู้กระทำผิดจะต้องสมัครใจยินยอมให้ใช้การชลอการฟ้อง
4. เมื่อผู้กระทำผิดสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ ครบถ้วนก็จะไม่ฟ้องผู้กระทำผิดในคดีนั้น
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญกับโครงการชลอการฟ้องอย่างจริงจัง
เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ และปัญหาอื่น ๆ ของกระบวนการยุติธรรมให้ลดน้อยลง
อันจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชาติโดยรวม แต่โครงการชะลอการฟ้องนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีข้อมูลข่าวสารด้านประวัติของผู้กระทำผิด
และลักษณะการกระทำผิดอย่างละเอียดเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาประกอบการวินิจฉัย
ของเจ้าหน้าที่เพื่อประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าโครงการชะลอการฟ้องนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยรวมช่วยแก้ไขปัญหาได้หลากหลาย
และประหยัดงบประมาณ และเวลาได้เป็นอย่างดี
4.3 การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร
การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศกับการบริหาร
เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศ มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของบุคคลและหน่วยงานต่าง
ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในตอนนี้ จะพิจารณาบทบาทที่เทคโนโลยีสารสนเทศมีต่อการบริหารเป็นการเฉพาะ
เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบสารสนเทศที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป
ในการบริหารงานโดยทั่วไป อาจสรุปลักษณะงานบริหารได้ว่า ประกอบด้วยงานวางแผนและกำหนดนโยบาย
(planning) งานจัดองค์กรและทรัพยากรเพื่อให้สามารถดำเนินงานไปตามแผนและวัตถุประสงค์
(organizing) การสั่งการและประสานงานให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ (direction)
การตัดสินใจ (deciding) และการควบคุมกำกับผลการปฏิบัติงาน (controlling) ดังนั้นบทบาทของผู้บริหารจึงประกอบด้วยบทบาทในสามด้าน
ด้านแรกคือบทบาทของการประสานหรือติดต่อระหว่างบุคคลในฐานะหัวหน้างาน ผู้นำ และผู้ประสานงาน
(interpersonal role) ด้านที่สองคือบทบาทของการจัดการด้านข้อมูลข่าวสารหรือสารสนเทศ
(informational role) ซึ่งผู้บริหารต้องทราบข้อมูลข่าวสารภายในหน่วยงานและข้อมูลภายนอกที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี
รวมทั้งต้องดำเนินการให้บุคคลอื่นในหน่วยงานทราบข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการทำงานและการบริหารและมีการสื่อสารข้อมูล
และสารสนเทศที่ดีด้วย และด้านที่สามได้แก่บทบาทด้านการตัดสินใจ (decisional role)
ไม่ว่าจะเป็นในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมาย นโยบายการจัดสรรทรัพยากร งานบุคคล
การดำเนินงาน การติดตามผลและการแก้ไขปัญหาก็ตาม ยิ่งผู้บริหารมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบกว้างขวางมากขึ้น
การตัดสินใจโดยใช้เพียงสามัญสำนึก ประสบการณ์ และความรู้สึกโดยปราศจากข้อมูลและสารสนเทศประกอบย่อมเสี่ยงต่อการผิดพลาดได้ง่าย
โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ผู้บริหารจะต้องใช้การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล (rational decision
making) ซึ่งหมายถึงการนำข้อเท็จจริงหรือข้อมูลและสารสนเทศมาเป็นพื้นฐานการพิจารณาในขั้นแรก
เพื่อให้ทราบถึงสภาพความเป็นจริง รวมทั้งปัญหาและข้อได้เปรียบเสียเปรียบต่าง ๆ
จากข้อมูลที่มีอยู่นี้ อาจทำการประมวลข้อมูลเข้ากับการคาดการอนาคตเพื่อหาทางเลือกต่าง
ๆ ที่มีความเป็นไปได้ รวมทั้งทำการประเมินทางเลือกเหล่านั้นว่าแต่ละทางเลือกมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงไรคาดหมายผลที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
มีความเสี่ยงเพียงไร แล้วใช้ประสบการณ์ช่วยในการพิจารณาเลือกทางเลือก ทำให้สามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น
ระบบข้อมูลและสารสนเทศจึงเข้ามาเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญในการช่วยการบริหารงานของผู้บริหารให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
หรืออาจกล่าวได้ว่า สารสนเทศที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้น
เป็นการลดระดับความไม่แน่นอนในเรื่องนั้น ๆ ลง ทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าใจสภาพในกิจการ
มองเห็นหรือเข้าใจปัญหา สามารถทำการสื่อสารข้อมูลได้ถูกต้อง และพิจารณาตัดสินใจได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ลักษณะการใช้และลักษณะของสารสนเทศสำหรับผู้บริหารแต่คนละย่อมมีความแตกต่างกัน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการบริหารและขอบข่ายความรับผิดชอบของผู้บริหารนั้นดังจะกล่าวต่อไป
โดยทั่วไป ระดับการบริหาร มักแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ระดับแรกคือ ระดับวางแผนกลยุทธ์
(Strategic Planning Level) ของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเป็นการวางแผนระยะยาว กำหนดเป้าหมายทรัพยากรและนโยบายหลักขององค์กร
เช่นเป้าหมายขององค์กรกระบวนการยุติธรรมในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร หรือเป้าหมายและแผนระยะยาว
10 ปีของกิจการหนึ่งเป็นอย่างไร กิจการมีเป้าหมายจะขยายการผลิตไปในระดับภูมิภาคหรือไม่อย่างไร
เป็นต้น ระดับที่สองคือ ระดับการควบคุมการจัดการ (Managemt Control Level) ของผู้บริหารระดับกลาง
เป็นการวางแผนระยะปานกลางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักขององค์การ เช่น การจัดสรรทรัพยากร
การบริหารงานด้านบุคลากรในขณะที่เกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ การบริหารงานในภาวะที่มีนโยบายเพื่อความอยู่รอดมากกว่าการขยายกิจการ
หรือในกรณีของอัตรากำลังของศาลและของอัยการแต่ละปีจะเป็นอย่างไร เป็นต้น รวมทั้งการติดตามวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้ทรัพยากร
และการดำเนินการของหน่วยปฏิบัติและ ระดับการควบคุมการปฏิบัติ (Operational Control
Level) ของผู้บริหารระดับต้นหรือระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นการบริหารให้เกิดการปฏิบัติงานเพื่อบรรลุผลตามที่กำหนดไว้
เช่น การปฏิบัติงานประจำหน่วยงานแต่ละหน่วยในภารกิจประจำวัน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นประจำวันด้วย
อย่างไรก็ตามในสภาพของการแข่งขันที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน องค์กรจะต้องพยายามสร้างบริการที่ดีขึ้นและองค์กรเป็นที่ตค้องการของประชาชนมากขึ้น
และหน่วยงานของรัฐที่ให้บริการก็จะต้องผ่านการประเมินผลและการตรวจสอบจากสาธารณะมากขึ้น
ดังนั้น ทุกหน่วยงานจะให้ความสนใจกับการสร้างความรู้ใหม่หรือการนำความรู้ใหม่มาปรับปรุงบริการของตน
รวมทั้งพัฒนาการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงมีการเสนอลักษณะงานอีกระดับหนึ่งในองค์กร
คือระดับงานสร้างความรู้ (Knowledge Work Level) สำหรับกลุ่มผู้ทำงานสนับสนุนด้านความรู้ใหม่และงานวิจัย
Laudon and Laudon ( (1998) pp.39) ได้กล่าวถึงระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารในระดับต่าง
ๆ ข้างต้นดังนี้
ระดับการบริหาร ระดับการบริหาร
ระดับกลยุทธ์ ระบบสนับสนุนผู้บริหารระดับสูง
(Executive Support Systems (ESS))
ระดับจัดการ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
(Management Information Systems (MIS))
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
(Decision Support Systems (DSS))
ระดับสร้างความรู้ ระบบงานสร้างความรู้
(Knowledge Work Systems (KWS))
ระบบสำนักงานอัตโนมัติ
(Office Automation Systems (OAS))
ระดับปฏิบัติงาน ระบบประมวลผลรายงาน
(Transaction Processing Systems (TPS))
อาจกล่าวได้ว่า หน้าที่หลักของผู้บริหารแต่ละระดับคือการตัดสินใจภาระหน้าที่ของตนเนื่องจากปัญหาที่ต้องตัดสินใจมีรูปแบบที่แตกต่างกันได้ตามประเภทของปัญหา
ซึ่งแบ่งออกเป็น
? ปัญหาที่มีโครงสร้างตัดสินใจเป็นกระบวนการขั้นตอนที่ชัดเจน (structured problem)
? ปัญหาที่มีขั้นตอนบางขั้นตอนที่สามารถกำหนดกระบวนการหาคำตอบอย่างชัดเจนแต่ไม่สามารถกำหนดชัดเจนได้ในขั้นตอนอื่น
(semi-structured problem)
? ปัญหาที่ไม่อาจกำหนดรูปแบบหรือโครงสร้างขั้นตอนการหาคำตอบเป็นระบบตายตัวได้ (unstructured
problem)
ในสภาวะที่มีการแข่งขันสูง และการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารยุคใหม่ยิ่งจำเป็นจะต้องมีระบบสารสนเทศที่สามารถนำมาใช้ช่วยในการตัดสินใจ
ซึ่งหากพิจารณาขั้นตอนการตัดสินใจว่าประกอบด้วยขั้นตอน 4 ขั้นตอน ดังนี้
? การหาข้อมูลหรือข่าวกรอง (Intelligence)
? การออกแบบข้อตัดสินหรือทางเลือก (Design)
? การเลือกทางเลือกที่เหมาะสม (Choice)
? การนำไปปฏิบัติ (Implementation)
แล้ว ตัวอย่างของระบบสารสนเทศที่จะนำมาใช้ประโยชน์ รวมทั้งสารสนเทศที่อาจนำไปใช้ขั้นตอนต่าง
ๆ แสดงได้ดังตารางต่อไปนี้
ขั้นตอนการตัดสินใจ สารสนเทศที่ต้องการ ตัวอย่างระบบสารสนเทศ
- ข้อมูลข่าวกรอง
- รายงานแสดงสิ่งผิดปกติ - ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS)
- ออกแบบทางเลือก - ต้นแบบจำลอง - ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS)
- ระบบงานสร้างความรู้ (KWS)
- ตัดสินใจเลือก - แบบจำลองภายใต้เงื่อนไข - ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS)
- การนำไปปฏิบัติ - สารสนเทศแสดงการติดตามผลในรูปตารางและแผนงาน - ระบบช่วยติดตามผลและช่วยการวิเคราะห์
แหล่งที่มา : Laudon and Luadon, Management Information Systems : New Approaches
to Organization & Technology , 5th editin, Macmillan Publishing Company,
1998. p.131
จะเห็นว่า ในขั้นตอนของการหาข่าวกรองเพื่อให้ทราบถึงประเด็นปัญหาโดยแจ้งชัด ทราบถึงจุดอ่อน
จุดแข็ง ข้อได้เปรียบเสียเปรียบขององค์กรตนเองกับองค์กรอื่น ๆ ภูมิภาคและในโลก
โดยเป็นทั้งข้อมูลภายในหน่วยงานและภายนอกหน่วยงาน ข้อมูลที่สามารถบอกสภาพต่าง ๆ
เหล่านี้ได้ย่อมเป็นสารสนเทศที่สำคัญซึ่งเป็นพื้นฐานในการพิจารณาตัดสินใจทั้งสิ้น
หากพิจารณาเฉพาะข้อมูลภายในหน่วยงาน สารสนเทศที่พิจารณาอาจอยู่ในลักษณะของรายงานสภาพไม่ปกติ
(exception report) ซึ่งเป็นการรายงานสิ่งที่ไม่เป็นไปตามปกติหรือตามเกณฑ์ที่วางไว้
โดยรายงานดังกล่าวเป็นรายงานที่ได้จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการของหน่วยงาน สำหรับขั้นตอนการสร้างทางเลือกเพื่อให้ผู้บริหารใช้ในการพิจารณาตัดสินใจนั้น
สารสนเทศที่ต้องการอาจเป็นทางเลือกที่ได้มาจากต้นแบบการจำลองสถานการณ์ซึ่งสร้างขึ้นในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
หรือระบบสนับสนุนการตัดสินใจสารสนเทศเหล่านี้มักจะให้ทางเลือกที่เป็นที่คาดหมายได้ทั่วไปตามความรู้ทางวิชาการ
ว่าภายใต้สถานการณ์หนึ่ง ๆ จะสามารถดำเนินงานอะไรได้บ้าง ตามปกติ ผู้บริหารมักต้องการการประเมินทางเลือกพร้อมทั้งการพิจารณาโอกาสและความเป็นไปได้ของทางเลือกแต่ละทางก่อนการตัดสินใจ
ดังนั้น ในขั้นตอนของการเลือกทางเลือกจึงต้องการสารสนเทศในลักษณะของการจำลองสถานการณ์ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่แน่นอนต่าง
ๆ ซึ่งอาจได้มาจากการสร้างสถานการณ์จำลองภายใต้เงื่อนไข (what-if simulation) นั่นเอง
โดยอาจสร้างขึ้นในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการหรือระบบสนับสนุนการตัดสินใจได้ นอกจากนี้
การตัดสินใจในการบริหารตามปกติ มักไม่ใช่การตัดสินใจขั้นตอนเดียวแต่เป็นการตัดสินใจที่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง
กล่าวคือเมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ต้องนำไปปฏิบัติและติดตามผลที่เกิดขึ้นว่าได้ผลอย่างไร
หากมีปัญหาก็ต้องพิจารณาตัดสินใจแก้ปัญหา หรือเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ก็จำเป็นต้องปรับการดำเนินงานใหม่
ซึ่งต้องการการตัดสินใจใหม่เช่นกัน ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ จึงเป็นการนำไปปฏิบัติและติดตามประเมินผล
โดยอาจอาศัยสารสนเทศที่เป็นการรายงานผลการปฏิบัติเพื่อประเมินสถานการณ์ต่อไป เป็นต้น
จากการที่สภาพการณ์ต่าง ๆ ในโลก เหตุการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ทำให้มีผลกระทบอย่างมากต่อการบริหารและความสำเร็จของกิจการนี่เอง ความต้องการระบบสารสนเทศที่สามารถให้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารอย่างทันเวลา
จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของกิจการต่าง ๆ มิใช่เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่อาจมีหรือไม่มีก็ได้อีกต่อไป
เพื่อให้เห็นความจำเป็นของสารสนเทศในลักษณะเช่นนี้ อาจพิจารณาแนวคิดที่เสนอโดย
Peter F.Drucker (1994) ซึ่งกล่าวว่า องค์กรหรือกิจการใด ๆ ก็ตามต่างต้องมีทฤษฎีธุรกิจขององค์กรนั้นทั้งสิ้น
ซึ่งทฤษฎีขององค์กรก็คือข้อสมมติต่าง ๆ ที่กำหนดพฤติกรรมขององค์การนั้น กำกับการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร
หรือไม่ดำเนินการอย่างไร นิยามสิ่งที่องค์การยึดถือว่าเป็นผลงานที่มีความหมาย ตั้งข้อสมมติเกี่ยวกับความพึงพอใจของประชาชน
รวมทั้งคุณค่าและพฤติกรรม ข้อสมมติเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการปรับเปลี่ยนและข้อสมมติเกี่ยวกับจุดอ่อนจุดแข็งขององค์กร
กล่าวโดยรวมก็คือข้อสมมติต่าง ๆ เกี่ยวกับการสร้างการบริการที่มีผู้ต้องการใช้บริการนั่นเอง
ซึ่งอาจแยกออกเป็น 3 ส่วนคือ ข้อสมมติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (environment) ขององค์การ
อันได้แก่ สังคม และโครงสร้างสังคม เทคโนโลยี ข้อสมมติเกี่ยวกับพันธกิจ (mission)
ขององค์การ และข้อสมมติเกี่ยวกับความสามารถหลัก (core competecies) ของกิจการในการบรรลุตามพันธกิจ
และต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง นอกจากนี้ ทุกส่วนในองค์การนั้นต้องรับรู้และเข้าใจทฤษฎีองค์การนั้น
และต้องมีการทดสอบทฤษฎีองค์การนั้นโดยสม่ำเสมอ ซึ่งประเด็นสุดท้ายนี้ นับว่ามีความสำคัญมาก
เนื่องจากมีตัวอย่างขององค์กรที่ประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นอย่างสูงยิ่งในอดีต แต่ต้องประสบกับความล้มเหลวในการดำเนินกิจการเมื่อเวลาผ่านไป
เนื่องจากทฤษฎีขององค์กรนั้นไม่มีความเหมาะสมที่จะใช้ได้อีกแล้วในสภาพปัจจุบัน
ซึ่งหากไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนทฤษฎีของธุรกิจให้ทันเวลาแล้ว ก็จะไม่สามารถประคององค์กรนั้นให้รอดพ้นวิกฤติและก้าวไปสู่ความสำเร็จอีกได้
นั่นก็คือผู้บริหารจำเป็นที่ต้องตรวจสอบว่าทฤษฎีองค์กรหรือข้อสมมติที่ยึดถือไว้ในการดำเนินงานนั้นยังคงเหมาะสมหรือไม่กับสภาพปัจจุบัน
โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากและรวดเร็ว ในแนวคิดเช่นนี้เทคโนโลยีสารสนเทศจะมีส่วนช่วยผู้บริหารเป็นอย่างมากในกระบวนการตรวจสอบความเหมาะสมของทฤษฎีการดำเนินงานของตนเมื่อเวลาผ่านไป
ว่ายังคงความสอดคล้องกับสภาพความจริงในปัจจุบันหรือไม่รวมทั้งการเป็นเครื่องมือหรือกลไกหนึ่งในการช่วยปรับเปลี่ยนทฤษฎีธุรกิจเมื่อมีความจำเป็นต้องปรับด้วบ
นอกจากนี้ หากพิจารณาผลของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อกิจการโดยทั่วไป อาจกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศอาจมีผลในด้านต่าง
ๆ ต่อไปนี้
? ช่วยให้มีการตัดสินใจที่ดีขึ้นจากการมีสารสนเทศ ประกอบการตัดสินใจและการพิจารณาทางเลือกภายใต้เงื่อนไขต่าง
ๆ
? ลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ประหยัดเวลาการทำงานหรือลดค่าใช้จ่ายในการทำงานลง
? เพิ่มคุณภาพ/บริการต่อประชาชน เช่น ทำให้ประชาชนมีข้อมูลเกี่ยวกับบริการนั้น
ๆ มากขึ้น สามารถติดต่อกับศูนย์บริการหรือรับบริการได้สะดวกขึ้น พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนโดยมีการค้นคว้าผ่านระบบเครือข่าย
? สร้างพันธมิตร (alliances) ในการดำเนินงาน เช่น การร่วมมือในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกัน
เป็นต้น
? เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
? ช่วยในการรื้อปรับระบบ (reengineering) ด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือการปรับระบบ
นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศยังช่วยผู้บริหารในบทบาททั้งสามด้านของการบริหารไม่ว่าจะเป็นในด้านบุคลากร
ด้านข่าวสดหรือด้านการตัดสินใจ การใช้ประโยชน์เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการบริหาร
จึงเป็นการใช้เพื่อเสริมบทบาททั้งสามด้านของผู้บริหาร เช่น โดยการใช้การติดต่อสื่อสารด้วยระบบเครือข่ายในองค์กร
การจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานระดับต่าง ๆ การมีระบบสำนักงานอัตโนมัติเพื่อช่วยให้การสื่อสารข้อมูลสารสนเทศเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นรวมทั้งการใช้ระบบเฉพาะเพื่อช่วยในการทำงานหรือการบริหารงาน
และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยการตัดสินใจด้วยระบบสนับสนุนการตัดสินใจ เป็นต้น
ในกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศ ผู้ใช้ระบบซึ่งอาจเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือระดับรองลงมา
จะต้องเป็นผู้กำหนดความต้องการและวัตถุประสงค์ของการพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยให้มีสารสนเทศที่ทันเวลาหรือทันต่อความต้องการอย่างมีประสิทธิภาพและมีความถูกต้องเชื่อถือได้
และผลที่เกิดขึ้นกับองค์กรโดยรวมด้วยว่า เมื่อนำระบบสารสนเทศมาปฏิบัติแล้วจะก่อให้เกิดผลอย่างไรบ้างกับองค์กร
ทั้งในส่วนของกระบวนการตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในองค์กรด้วยแต่หากระบบสารสนเทศนั้นประสบความล้มเหลวในทางใดทางหนึ่ง
ย่อมสร้างปัญหาในหน่วยงานหรือองค์การนั้น จึงต้องทำการพัฒนาระบบสารสนเทศด้วยความระมัดระวัง
และมีการทดสอบระบบเป็นอย่างดีรวมทั้งการพิจารณาขั้นตอนการนำไปปฏิบัติอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อมิให้เกิดความบกพร่องขึ้นทั้งในแง่การปฏิบัติตามข้อกำหนดและการสนองความต้องการของผู้ใช้ในระดับคุณภาพที่พึงประสงค์ด้วย
การพัฒนาระบบสารสนเทศนั้น ข้อมูลในระบบสารสนเทศนับได้ว่าเป็นหัวใจของระบบสารสนเทศ
เนื่องจากข้อมูลเป็นวัตถุดิบของการสร้างสารสนเทศ สารสนเทศที่ดีย่อมต้องเกิดจากข้อมูลที่มีคุณภาพ
ข้อมูลที่นำมาจัดเก็บในระบบก็ควรเป็นเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการสร้างสารสนเทศที่ต้องการเพื่อมิให้ระบบต้องจัดการข้อมูลปริมาณมากจนเกินไป
อันจะช่วยจำกัดปริมาณทรัพยากรที่ต้องใช้ทั้งด้านการพัฒนาฐานข้อมูล และการบำรุงรักษาให้อยู่ในกรอบที่สมควร
การกำหนดว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลที่จำเป็นจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งนี้ต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของระบบที่ต้องสนองตอบความต้องการของผู้ใช้ระบบเป็นหลัก
หลักการบริการข้อมูล (Major issue in data management)
ประกอบด้วย
1. ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล (Access) ได้ง่าย รวดเร็ว และถูกต้อง โดยจะต้องมีการกำหนดสิทธิในการเรียกใช้ข้อมูลตามลำดับความสำคัญของผู้ใช้
2. มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Security) ข้อมูลที่จัดเก็บไว้จะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการจารกรรมข้อมูล
3. สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในอนาคตได้ (Edit) ทั้งนี้เนื่องจากแผนที่วางไว้อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์จึงทำให้ต้องมีการจัดระเบียบข้อมูล
แก้ไขข้อมูล พร้อมทั้งจัดหาข้อมูลมาเพิ่มเติม
4. ข้อมูลที่จัดเก็บอาจจะต้องมีการจัดแบ่งเป็นส่วนหรือสร้างเป็นตาราง เพื่อง่ายแก่การปรับปรุงข้อมูล
ในลักษณะการจัดการฐานข้อมูลแบบสัมพันธ์ (Relational database)
ระบบสารสนเทศเพื่อการวิจัยและพัฒนา
ระบบสารสนเทศเพื่อการวิจัยและพัฒนา (Research and development information systems)
เหมือนขอบเขตธุรกิจทั่วไป โดยเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นสูงมีผลกระทบกับกิจกรรมของการวิจัยและพัฒนา
โดยมีการใช้ข้อมูล R&D ในการวิเคราะห์วิจัยและพัฒนาเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมทั้งการศึกษาถึงสาเหตุการเกิดอาชญากรรม
การศึกษาตัวจำเลย, ผู้กระทำผิด, ผู้ต้องขัง, ผู้เสียหาย, เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
ทั้งนี้จนสามารถจะสร้างตัวแบบหรือวิธีการที่เหมาะสมที่จะใช้ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมต่าง
ๆ ให้ได้ผล จึงเป็นกรณีที่จำเป็นต้องดำเนินการเป็นอย่างยิ่ง อันจะก่อให้เกิดการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย
ผู้เคราะห์ร้าย ให้มีที่พึ่งพาและบรรเทาความเสียหาย นอกจากการวิจัยและพัฒนาเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมแล้ว
ยังต้องมีการวิเคราะห์วิจัย และพัฒนาด้านบุคลากรขององค์กรกระบวนการยุติธรรมให้บุคลากรที่มีความรู้
ความสามารถ ให้มีคุณธรรมเพื่อให้เกิดมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร และเกิดค่านิยมการรับใช้ประชาชน
และบุคลากรเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชนอีกทอดหนึ่ง
การเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม และข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรม
การให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการมากขึ้น
ในระบอบประชาธิปไตย การให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่าง
ๆ ของรัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้องตรงกับความเป็นจริง
อันเป็นการส่งเสริมให้มีความเป็น รัฐบาลโดยประชาชนมากยิ่งขึ้น เช่น การที่ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดประชาชนควรจะต้องมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นั้น
เพื่อประกอบการพิจารณาในการเลือกตั้งผู้นั้นเข้ามาเป็นผู้แทนของตนในสภา เป็นต้น
เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่งคง สิทธิดังกล่าวนี้มีความสำคัญมากในปัจจุบัน
เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้เพิ่มสิทธิให้แก่ประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองหลายประการ
เช่น สิทธิในการเข้าชื่อกันร้องขอให้วุฒิสภาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 304 สิทธิในการเข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 หรือการออกเสียงลงประชามติในกิจการที่อาจกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศหรือประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 214 ซึ่งหากประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวางย่อมใช้สิทธิดังกล่าวได้ดีขึ้น
กฎหมายก็ได้กำหนดข้อยกเว้นที่ไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการที่แจ้งชัดและจำกัดเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ
หรือต่อประโยชน์ที่สำคัญของเอกชน
การรับรองและคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของ ราชการ
ซึ่งสอดคล้องกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2540 มาตรา 58 ได้รับรองไว้ โดยมีข้อความว่า
มาตรา 58 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ
ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
เนื่องจากกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนหลักการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการได้มากที่สุด
กฎหมายจึงกำหนดวิธีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ และให้หน่วยงานของรัฐมีอำนาจปฏิเสธได้เฉพาะเมื่อเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น
ดังนั้น ประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิตามกฎหมายนี้ จึงจำต้องศึกษาถึงวิธีการที่กฎหมายกำหนดในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ
และประเภทของข้อมูล ข่าวสารของราชการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งไม่เปิดเผย
ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้วางหลักการที่สำคัญประการหนึ่งว่า
เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น ดังนั้น โดยหลัก เมื่อเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานรัฐ
หน่วยงานของรัฐสมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าว หากหน่วยงานของรัฐประสงค์จะปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบนั้น
หน่วยงานของรัฐต้องให้เหตุผล และเหตุผลดังกล่าวต้องอยู่ในข้อยกเว้นที่เจ้าหน้าที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ซึ่งกฎหมายกำหนดแยกไว้เป็น 2 กรณีใหญ่ ๆ ได้แก่
(1) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
(2) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะตามที่กำหนดในมาตรา 15
โดยมีรายละเอียดดังนี้
(1) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 14 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปิดเผยมิได้
โดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ
(2) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะตามที่กำหนดในมาตรา 15
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้กำหนดข้อยกเว้นที่ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารไว้ในมาตรา
15 ว่า
มาตรา 15 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้
โดยคำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน
(1) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หรือความมั่งคงในทางเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ
(2) การเปิดเผยจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ก็ได้
ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการฟ้องคดี การป้องกัน การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู้แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารหรือไม่ก็ตาม
(3) ความเห็นหรือคำแน่นำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใดแต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ
รายงายข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว
(4) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด
(5) รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผย จะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร
(6) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย หรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ประสงค์ให้ทางราชการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น
(7) กรณีอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ แต่ต้องระบุไว้ด้วยว่า
ที่เปิดเผยไม่ได้เพราะข้อมูลข่าวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด และให้ถือว่าการมีคำสั่งเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการเป็นดุลพินิจโดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ตามลำดับสายการบังคับบัญชา แต่ผู้ขออาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 15 นี้ เป็นมาตราหลักหรือมาตรที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดมาตราหนึ่งของกฎหมายฉบับนี้เนื่องจากมาตรานี้ได้วางหลักเกณฑ์กว้าง
ๆ ในเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่ไม่อาจเปิดเผยได้ ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นปัญหาในการปรับใช้กับเรื่องต่าง
ๆ ค่อนข้างมากกว่าเรื่องใดเข้าเงื่อนไขตามอนุมาตราใด เช่น เรื่องใดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่งคงของประเทศ
เรื่องใดที่เปิดเผยไปแล้วจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ เพราะเมื่อหน่วยงานของรัฐจะไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ก็มักพิจารณาว่า จะอ้างเหตุผลใดได้บ้างตามที่มาตรานี้ได้กำหนดไว้
เมื่อพิจารณาเหตุต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจอ้างขึ้นเพื่อไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรานี้แล้ว
จะเห็นได้ว่า อาจแยกเหตุดังกล่าวออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
(1) เหตุที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ เช่น เหตุตาม (1) (2) และ (3) เรื่องความมั่งคงของประเทศ
การบังคับใช้กฎหมาย และความเห็นและคำแนะนำภายในหน่วยงาน เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวอาจกระทบต่อประโยชน์ที่สำคัญของประเทศ
(2) เหตุที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องเช่น เหตุตาม (4) (5) และ
(6) เรื่องความปลอดภัยต่อชีวิตของบุคคล ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล และข้อมูลข่าวสารที่กฎหมายคุ้มครองหรือเอกชนที่ให้มาไม่ประสงค์จะให้เปิดเผยต่อบุคคลอื่น
เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวอาจกระทบต่อประโยชน์ที่สำคัญของเอกชนที่เกี่ยวข้อง
เพราะว่าข้อมูลข่าวสารของราชการนั้นมีความหมายกว้าง รวมถึงข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับบุคคลอื่นหรือที่บุคคลอื่นนำมามอบให้แก่หน่วยงานของรัฐครอบครองหรือเก็บรักษาไว้
ดังจะได้พิจารณารายละเอียดในแต่ละอนุมาตรต่อไป
(2.1) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่งคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หรือความมั่งคงในทางเศรษฐกิจ หรือการคลังของประเทศ
ความมั่งคงของประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดจะกระทบต่อความมั่งคงของประเทศย่อมจะไม่เหมาะสม
กฎหมายจึงกำหนดให้ไม่เปิดเผยได้ อย่างไรก็ดี สิ่งใดเป็นความมั่งคงของประเทศ ยากที่จะให้คำจำกัดความแน่นอน
จึงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ครอบครองข้อมูลข่าวสารนั้นต้องเป็นผู้พิจารณาในเบื้องต้น
อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงของรัฐนั้นมีความหมายแตกต่างจากคำว่า การมีเสถียรภาพของรัฐ
เช่น ข้อมูลข่าวสารบางอย่างเมื่อเปิดเผยไปแล้ว แม้อาจมีผลให้มีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน
หรือเป็นผลให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในรัฐสภานั้นก็ตาม ก็อาจไม่ใช่เรื่องความมั่งคงของรัฐ
เพราะความมั่งคงของรัฐนั้นเน้นในเรื่องของสถาบันรัฐหรือประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่ประโยชน์ของกลุ่มบุคคลที่ได้รับเลือกมาเป็นรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐบาลในแต่ละสมัย
เนื่องจากประโยชน์ของรัฐมนตรีแต่ละคนหรือของคณะรัฐมนตรีชุดนั้น อาจไม่สอดคล้องกับประโยชน์ของประเทศชาติหรือความมั่งคงของประเทศก็ได้
ในเรื่องนี้ ขอยกตัวอย่างกรณีเกี่ยวกับการไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานของรัฐอ้างเหตุความมั่งคงในทางเศรษฐกิจในการไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ
3 กรณี ได้แก่
(1) คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจ และการคลังของประเทศ
ที่ ศค.1/2541 เรื่อง การขอข้อมูลรายชื่อผู้ที่เข้าร่วมการประมูลจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน
[ผู้อุทธรณ์ คือ นางสาวจิตติมา ใต้แสงทวีธรรม หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน
(ปรส.)]
(2) คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจ และการคลังของประเทศ
ที่ ศค.1/2542 เรื่อง ขอทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับชื่อผู้ประมูลและราคาประมูลที่ผู้ประมูลทุกรายยื่นเสนอซื้อสินเชื่อธุรกิจ
[ผู้อุทธรณ์ คือ นางสาวจิตติมา ใต้แสงทวีธรรม หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน
(ปรส.)]
(3) คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจ และการคลังของประเทศ
ที่ ศค.2/2542 เรื่อง ขอสำเนาสัญญาซื้อขายสินเชื่อธุรกิจที่ทำขึ้นระหว่าง ปรส.
กับบริษัทโกลด์แมนซาคส์ (เอเชีย) จำกัด [ผู้อุทธรณ์ คือ นางสาวกรรณิกา วิริยะกุล
หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)]
(2.2) การเปิดเผยจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์
กฎหมายนั้นมีขึ้นก็เพื่อให้สังคมสงบสุข หากการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดทำให้กฎหมายที่มีอยู่เสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้
ข้อมูลข่าวสารนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเปิดเผย ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะเกี่ยวกับการฟ้องคดี
การป้องกัน การปราบปราม การทดสอบ หรือการรู้แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารหรือไม่ก็ตาม
ตัวอย่างเช่น ข้อมูลเกี่ยวกับสายลับของทางราชการในการล่อซื้อยาเสพติด เป็นต้น
ผู้พิพากษา Lord Reid เคยกล่าวในคำพิพากษาคดีระหว่าง Conway กับ Rimmer ไว้ตอนหนึ่งว่า
ตำรวจกำลังดำเนินสงครามที่ไม่สิ้นสุดกับอาชญากร ซึ่งในปัจจุบันมีความเฉลียวฉลาดมาก
ดังนั้น จึงไม่ควรมีการเปิดเผยข้อมูลใดที่จะเป็นประโยชน์แก่กลุ่มบุคคลที่ก่ออาชญากรรม
กล่าวคือ รัฐจะต้องมีอำนาจในการเก็บความลับหรือไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อบุคคลที่ก่ออาชญากรรมหรือจะละเมิดกฎหมายได้
การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวย่อมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายในการให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
(2.3) ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐ
ในการทำงานของหน่วยงานของรัฐก่อนที่จะมีการตัดสินใจ หรือวินิจฉัยดำเนินการใด ๆ
ลงไป ย่อมต้องมีการหารือภายในหน่วยงาน ซึ่งในขณะที่ยังไม่เป็นที่ยุติ อาจมีความไม่ครบถ้วนหรือขาดตกบกพร่อง
ซึ่งผู้ที่แสดงความคิดเห็นในตอนต้นอาจเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นหรือการตัดสินใจของตนเองได้
เมื่อได้ฟังความคิดเห็นของผู้อื่นหรือมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในการตัดสินใจ ดังนั้น
เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ และอาจเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของตนในระหว่างที่พิจารณาหรือจัดทำเรื่องดังกล่าว
รวมตลอดทั้งไม่ถูกกดดันจากบุคคลภายนอก กฎหมายจึงให้หน่วยงานของรัฐอาจปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม การตีความข้อยกเว้นนี้ ต้องไม่ตีความให้มีความหมายกว้างจนเกินไปมิฉะนั้นอาจเป็นอุปสรรคต่อการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการทั้งหมด
เพราะหากตีความอย่างกว้างจนเกินไปแล้ว จะทำให้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ
จำกัดเฉพาะที่เป็นมิตรหรือผลของการพิจารณาเท่านั้น เนื่องจากข้อมูลข่าวสารต่าง
ๆ ในขั้นตอนก่อนการลงมติหรือก่อนการมีคำสั่งหรือมีผลการพิจารณานั้น อาจถูกตีความหมายว่าเป็นเรื่องความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐไปหมดและโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต่อมาเรื่องดังกล่าวได้พิจารณาเสร็จแล้ว
ความเห็นหรือคำแนะนำใดที่ไม่มีผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานก็ย่อมเป็นสิ่งที่ควรเปิดเผยได้
เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายข้อมูลข่าวสารนี้
อนึ่ง แม้กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการนี้ให้สิทธิที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานก็ตาม
แต่ข้อมูลข่าวสารที่จะไม่เปิดเผยนี้ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง
หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอ
และครบถ้วนที่จะสามารถพิจารณาและใช้วิจารณญาณของตนเองได้ว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่นั้นถูกต้องหรือเหมาะสมเพียงใด
(2.4) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัย
ในกรณีที่ข้อมูลข่าวสารใด หากเปิดเผยออกไปจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด
หน่วยงานของรัฐไม่ต้องเปิดเผย เช่น สถานที่อยู่ของพยานสำคัญในคดีอาญาที่อยู่ในความครอบครองของตำรวจ
เป็นต้น
ในการปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ มักมีการหยิบยกข้อยกเว้นนี้ขึ้นอ้างบ่อยครั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องขอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับสำเนาการสอบสวนข้อเท็จจริงหรือสำเนาการสอบสวนคดีวินัย
เช่น
(ก) คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน
และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค.2/2542 เรื่อง การอุทธรณ์คำสั่งมิให้เปิดเผยสำเนาการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนายดำรงศักดิ์
พรหมบุ ของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมไม่อนุญาตให้เปิดเผย เพราะการเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใดตลอดจนเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล
และเป็นข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้โดยไม่ประสงค์ให้ทางราชการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น
ตามมาตรา 15(4) (5) และ (6) ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยฯ วินิจฉัยให้เปิดเผยสำนวนการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว
เนื่องจากเป็นข้อมูลข่าวสารที่มิได้มีกฎหมายคุ้มครองมิได้เปิดเผยทั้งยังเป็นสิทธิของนายดำรงศักดิ์
พรหมบุ ที่จะได้ตรวจดูข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ
พ.ศ. 2540 มาตรา 15(6) และมาตรา 25
(ข) คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน
และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค.16/2542 เรื่อง นายชลัท ประเทืองรัตนา อุทธรณ์คำสั่งมิให้เปิดเผยเอกสารรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและรายงานการประชุมของคณะกรรมมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้เหตุผลว่า
ในรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการฯเป็นการประชุมเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาจจะมีการใช้คำพูดพาดพิงถึงหน่วยงานหรือบุคคลอื่น
ซึ่งการเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด
คณะกรรมการวินิจฉัยฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่า การเปิดเผยมิได้กระทบสิทธิของบุคคลหรือไม่ทำให้บุคคลใดได้รับความเสียหายหรือเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด
อีกทั้งมิได้เป็นการประชุมลับที่จะถือได้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารที่มีกฎหมายคุ้มครอง
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมิให้เปิดเผย ตามมาตรา 15(6) และวินิจฉัยให้เปิดเผยรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ
ดังกล่าวตามที่ขอมา
(2.5) รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร
สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรายงานการแพทย์ หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร
หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล ข้อมูลข่าวสารในอนุมาตรานี้ก็คือ
ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลทั้งหมด ซึ่งรวมถึงรายงานการแพทย์ด้วยอยู่แล้ว นอกจากนั้น
ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลก็รวมถึงข้อมูลข่าวสารดังต่อไปนี้ด้วย เช่น ประวัติข้าราชการของส่วนราชการต่าง
ๆ ที่บันทึกไว้ตามแบบ ก.พ. 7 ประวัติอาชญากรรมที่เก็บไว้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร เช่น ข้อมูลตัวบุคคลเกี่ยวกับที่อยู่สถานะการสมรส วุฒิการศึกษา
เป็นต้น ดังนั้น หากข้อมูลข่าวสารที่ขอนั้นเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลหรือมีข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลรวมอยู่าด้วยเจ้าหน้าที่ก็อาจจะปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลข่าวสารนั้นหรืออาจจะลบหรือตัดทอนข้อมูล
(2.6) ข้อมูลข่าวสารที่มีกฎหมายคุ้มครองไม่ให้เปิดเผย หรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ประสงค์ให้ทางการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น
ในกรณีที่ข้อมูลข่าวสารนั้นมีกฎหมายคุ้มครองไม่ให้เปิดเผย หน่วยงานของรัฐก็อาจจะไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น
ซึ่งในปัจจุบันได้มีกฎหมายได้บัญญัติคุ้มครองไม่ให้เจ้าหน้าที่เปิดเผยไว้หลายฉบับ
เช่น
? ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2522 มาตรา 21 ห้ามเจ้าหน้าที่เปิดเผยรายละเอียดในการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ก่อนที่อธิบดีจะสั่งให้ประกาศโฆษณาคำขอนั้นได้
? ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 17 ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรต้องถือว่าเป็นความลับและให้นายทะเบียนเป็นผู้เก็บรักษาและใช้เพื่อการปฏิบัติตามที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้เท่านั้น
ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยข้อความหรือตัวเลขนั้นแก่บุคคลใด ๆ ซึ่งไม่มีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้หรือแก่สาธารณชน
เว้นแต่ผู้มีส่วนได้เสียขอทราบเกี่ยวกับสถานภาพทางครอบครัวของผู้ที่ตนจะมีนิติสัมพันธ์ด้วย
หรือเมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การสถิติหรือเพื่อประโยชน์แก่การรักษาความมั่งคงของรัฐ
หรือการดำเนินคดีและการพิจารณาคดี หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และไม่ว่ากรณีใด
จะนำข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรไปใช้เป็นหลักฐานที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูลมิได้
? ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 10 เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ได้รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากร
หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใดหรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด
เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
? ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518
มาตรา 25 ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
เว้นแต่คณะกรรมการจะมอบหมายหรือเป็นการกระทำตามหน้าที่ราชการ หรือเพื่อประโยชน์แก่การตรวจสอบหรือพิจารณาสอบสวน
เป็นต้น
? ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 วรรคแรก ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่น
โดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ แล้วเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนั้น ในพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509 ยังได้เขียนให้ความคุ้มครองในเรื่องที่เกี่ยวกับฐานะการเงินของเอกชนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมีข้อมูลอยู่ไว้เป็นพิเศษในมาตรา
12 วรรคแรก ของกฎหมายดังกล่าวว่า
รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของธนาคาร เพื่อประโยชน์ในการนี้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ธนาคารชี้แจงข้อเท็จจริง
แสดงความคิดเห็นหรือทำรายงานเกี่ยวกับกิจการของธนาคาร และมีอำนาจตั้งบุคคลเพื่อตรวจสอบและรายงานกิจการและทรัพย์สินของธนาคาร
แต่ไม่ว่ากรณีใดรัฐมนตรีจะสั่งให้ตรวจสอบหรือรายงานเพื่อทราบกิจการหรือทรัพย์สินของเอกชนคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะที่มีหรือปรากฎอยู่ในธนาคารมิได้
นอกจากข้อมูลข่าวสารที่มีกฎหมายคุ้มครองแล้ว เจ้าพนักงานอาจไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ผู้มาไม่ประสงค์ให้ทางการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่นด้วย
เช่น ข้อมูลทางการเงินของเอกชนที่มอบให้แก่หน่วยงานของรัฐ โดยขอให้อย่าเปิดเผยต่อบุคคลอื่น
เป็นต้น การไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารในเรื่องนี้คงเนื่องมาจากเหตุผล 2 ประการ คือ
ประการแรก คงเป็นเรื่องความไว้วางใจหรือความเชื่อถือ เนื่องจากรัฐได้ข้อมูลดังกล่าวโดยเอกชนมอบความไว้วางใจว่า
รัฐจะไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวให้แก่เอกชนคนอื่นทราบ ดังนั้น เมื่อรัฐได้รับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวมา
รัฐก็ไม่ควรจะเปิดเผยแก่บุคคลอื่น ประการที่สอง คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแหล่งข่าว
เนื่องจากหากรัฐเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ผู้อื่นให้มาโดยไม่ประสงค์ให้เปิดเผยต่อนั้น
ก็อาจมีผลให้ผู้นั้นไม่ประสงค์ให้ข้อมูลข่าวสารอื่นแก่รัฐต่อไป ดังนั้นกฎหมายหลายประเทศจึงให้ความคุ้มครองไม่ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวนี้
กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการกับกฎหมายเฉพาะที่ห้ามการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
เนื่องจากข้อมูลข่าวสารของราชการนั้น มีความหมายกว้างและครอบคลุมข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานของรัฐต่าง
ๆมีไว้ในครอบครอง หรือควบคุมดูแลอยู่ ซึ่งข้อมูลข่าวสารของราชการบางอย่างก็มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะไม่ให้เปิดเผย
เช่น
? พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518
มาตรา 25 ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
เว้นแต่คณะกรรมการจะมอบหมายหรือเป็นการกระทำตามหน้าที่ราชการหรือเพื่อประโยชน์แก่การตรวจสอบหรือพิจารณาสอบสวน
ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
? พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมประพฤติ ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522
มาตรา 21 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีตำแหน่งหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้และได้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่น
เพราะการปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ นำความลับนั้นไปเปิดเผยนอกอำนาจหน้าที่ของตน
โดยประการที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
? พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535)
มาตรา 21 ห้ามมิให้เจ้าพนักงานผู้ใดซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการขอรับสิทธิบัตร เปิดเผยรายละเอียดการประดิษฐ์ไม่ว่าโดยวิธีใด
ๆ ก่อน มีการประกาศโฆษณาตามมาตรา 28 เว้นแต่จะมีอำนาจทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือได้รับความยินยอมจากผู้ขอรับสิทธิบัตร
หรือผู้ขอรับสิทธิบัตรละทิ้งคำขอรับสิทธิบัตร
ในกรณีมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายเฉพาะต่าง ๆ นี้ เป็นข้อยกเว้นของกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไป
กล่าวคือ กฎหมายข้อมูลข่าวสารถือว่าเป็นกฎหมายทั่วไป ดังนั้นหากมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ
ก็ย่อมมีผลยกเว้นกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยหลักที่ว่ากฎหมายเฉพาะย่อมยกเว้นกฎหมายทั่วไป
ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามกฎหมายเฉพาะจึงควรต้องเป็นไปตามกฎหมายนั้น ๆ
เช่น ในเรื่องผลสอบสวนการทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องเป็นอำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ป.
ในการพิจารณาว่าจะเปิดหรือไม่ ไม่ใช่อำนาจของคระกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
เป็นต้น
การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร จะเป็นเครื่องมือของประชาชนที่จะตรวจสอบความถูกต้องของทางราชการ
ว่าการบริหารงานของทางราชการนั้นโปร่งใส ถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ อันจะเป็นหนทางหนึ่งในการป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิด
ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วสิ่งที่ผู้กระทำผิดหรือผู้ที่คิดมิชอบกลัวมากที่สุด คือ กลัวการถูกเปิดโปงเปิดเผย
การกระทำที่ไม่ถูกต้องนั้น ๆ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจะเป็นแนวทางที่จะทำให้ลดปัญหาอาชญากรรมได้เป็นอย่างดีส่วนหนึ่ง
ซึ่งหากกระบวนการยุติธรรมมีความโปร่งใส ถูกต้องเป็นธรรม กระบวนการยุติธรรมย่อมได้รับความเชื่อถือ
และเป็นเสาหลักส่วนหนึ่งของประเทศ และประชาชนจะให้ความร่วมมือมากยิ่งขึ้น เมื่อประชาชนให้ความร่วมมือทางราชการมากขึ้นผู้กระทำผิดก็จะลดลงไปตามหลักตรรกะอย่างแน่นอน
กรณีของทนายความต่อข้อมูลข่าวสาร
สำหรับทนายความก็ต้องการความร่วมมือประสานงานกัน เพื่อทราบข้อมูลข่าวสารในสำนวนคดีที่พนักงานสอบสวนได้สอบสวนไว้
หรือบางครั้งก็ต้องการข้อมูลข่าวสาร ประวัติบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ทนายความนั้น
ๆ ดำเนินอยู่ ส่วนประชาชนรวมทั้งสื่อมวลชนก็สนใจข้อมูลข่าวสารทางคดีต่าง ๆ มากเช่นกัน
แต่มักจะถูกปฏิเสธ โดยอ้างเป็นความลับของทางราชการ ซึ่งทนายความหรือประชาชนสื่อสารมวลชนบางส่วนก็ได้พยายามต่อสู้ในเรื่องการจะขอทราบข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลา
โดยบางครั้งถึงกับขอต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารแห่งชาติ เช่น คดีนางอุบล บุญยชโลธร
ทนายความได้พยายามขอตรวจสอบดูสำนวนสอบสวนในคดีดังกล่าว หรือ สื่อสารมวลชนขอข้อมูลข่าวสารเรื่องทุจริตยา,
การดำเนินการขายทรัพย์สินของ ป.ร.ส. หรือข้อมูลข่าวสารการดำเนินคดีกับบุคคลต่าง
ๆ ในธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของการขอทราบข้อมูลข่าวสารจะมีมากขึ้นจนยากที่ทางราชการจะปฏิเสธไม่ยอมให้ข้อมูลข่าวสารได้
องค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมจึงต้องปรับตัวเพื่อรับสภาพปัญหาดังกล่าวว่าควรจะให้ข้อมูลข่าวสารแก่บุคคลภายในและภายนอกองค์กรได้ระดับใดแค่ไหน
เพียงใด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนโดยรวมไว้เพื่อมิให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมเสียไปในที่สุด
จึงควรจะได้จัดชั้นมูลข่าวสารให้สามารถจะเปิดเผยข้อมูลแก่ทนายความเพื่อให้สามารถดำเนินการในทางคดีเกิดความเป็นธรรมที่จะใช้ดำเนินการทางคดีให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
โดยต้องพิจารณาจากกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นหลักและต้องยึดหลักการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลการป้องกันอาชญากรรมควบคู่กันไปด้วย
ในกรณีทนายความผู้ดำเนินคดีทางศาล มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้ข้อมูลข่าวสารที่จะใช้ในการดำเนินคดีไม่ว่าจะเพื่อการฟ้องร้อง
หรือต่อสู้คดี แต่จากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ทนายความที่ไปดำเนินคดีอาญาให้แก่
จำเลยหรือผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน แทบจะไม่มีข้อมูลใด ๆ อยู่ในมือของทนายความผู้นั้น
การว่าความหรือดำเนินคดีจึงไม่มีการวางแผนการดำเนินคดีล่วงหน้า ทำให้ประสิทธิภาพการค้นหาความจริงของทนายความไม่ดีเท่าที่ควร
อาจสร้างความเสียหายต่อคดีได้ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชน ผู้มีอรรถคดี
ผู้ซึ่งพึ่งพาทนายความจึงควรที่ทางราชการต้องให้ความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารแก่ทนายความผู้ต้องปฏิบัติงานดำเนินคดี
โดยอย่างน้อยต้องเป็นข้อมูลเบื้องต้น เช่น ข้อมูลในสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับคดีในส่วนของยื่นพักประจำวันคดีอาญาและบันทึกการร้องทุกข์กล่าวโทษ,
คำให้การของผู้ต้องหา, คำให้การของผู้ร้องทุกข์ กล่าวโทษ หรือทางสำนักงานทะเบียนราษฎร์ต้องให้ความร่วมมือให้ข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์
ในการค้นหาบุคคลที่จะเป็นพยานหรือการให้ความสะดวกในการเข้าตรวจดูเอกสารทางราชการ
เมื่อมีกรณีจำเป็นเฉพาะเรื่องได้ แต่ทั้งนี้ต้องจำกัดเพียงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการดำเนินคดีเท่านั้น
และต้องไม่ใช่กรณีมีข้อมูลเพื่อการใช้ประโยชน์ในทางที่มิขอบ เช่น การไปขู่พยาน
การจ้างวานพยานให้หลบหนีไม่ไปศาลหรือจ้างวานให้พยานกลับคำให้การใหม่ที่มิชอบ อันเป็นการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยาน
จึงต้องระมัดระวังต้องไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับพยานบุคคลที่จะต้องใช้สืบพยานในชั้นศาล
เพราะมิฉะนั้นแล้ว อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่พยานบุคคลดังกล่าวได้ จำเป็นต้องปกปิดข้อมูลในส่วนนี้ไว้เพื่อมิให้เสียหายต่อรูปคดี
บทที่ 5
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
5.1 สรุปสภาพปัญหาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
สภาพปัญหาในกระบวนการยุติธรรมของไทย จากการรวบรวม สัมมนาของนักวิชาการ และบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมรวมทั้ง ประชาชนและฝ่ายต่าง ๆ พบสาเหตุโดยสรุป ดังนี้
1. การขาดนโยบายระดับชาติในการบริหารงานยุติธรรม และขาดผู้รับผิดชอบในทางการเมือง
ในการดำเนินการตามนโยบาย
การที่องค์กรในกระบวนการยุติธรรมต่างแยกกันอยู่กระจัดกระจายในที่ต่าง ๆ ทำให้ขาดการวางนโยบายระดับชาติที่นำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
นอกจากนั้นยังขาดผู้รับผิดชอบในทางการเมือง ที่จะต้องตอบต่อรัฐสภาในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับบัญชาใช้กฎหมายและการบริหารงานยุติธรรม
ปัจจุบัน เนื่องจากมีหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายหน่วยและแต่ละหน่วยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของต่างกระทรวง
ต่างองค์กร ที่ควบคุม ทำให้ต่างฝ่ายต่างทำงานไปโดยไม่มีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน
และไม่มีผู้รับผิดชอบในทางการเมือง ที่ต้องตอบคำถามและรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรงในกรณีที่กระบวนการยุติธรรมไร้ประสิทธิภาพหรือเกิดความผิดพลาดบกพร่อง
2. ขาดเอกภาพในการบริหารงาน
แม้องค์กรในกระบวนการยุติธรรมจะมีหลายหน่วยงาน และแม้ความรับผิดชอบอาจจะแตกต่างกันไป
แต่ทุกหน่วยงานมีเป้าหมายในการปฏิบัติงานเหมือนกัน คือ การอำนวยความยุติธรรมตามกฎหมาย
และการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม แต่ในปัจจุบันองค์กรในกระบวนการยุติธรรมนั้นยังขาดความเข้าใจถึงเป้าหมายร่วมกันที่ต้องร่วมมือร่วมใจประสานงานกันในการทำงาน
และขาดทัศนคติในการทำงานร่วมกัน โดยต่างฝ่ายต่างทำงานของตนไป อันมีลักษณะเป็นการทำงานภายในอาณาจักรของตนเอง
ขาดการประสานงาน ซึ่งส่งผลทำให้งานมีความซ้ำซ้อนสูงและขาดประสิทธิภาพ บางครั้งก็ขัดแย้งกันเองในทางปฏิบัติ
อีกทั้งยังเป็นการบริหารงานที่ไม่ได้ประโยชน์สูงสุดในเชิงงบประมาณอีกด้วย การขาดเอกภาพในการทำงานนี้เป็นปัญหาหลักที่ส่งผลถึงการขาดประสิทธิภาพของกระบวนการ
และทำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีการจัดโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมเสียใหม่ให้มีเอกภาพมากขึ้น
3. ขาดการตรวจสอบและถ่วงดุลย์ (check and balance) ที่เหมาะสมระหว่างองค์กรในกระบวนการยุติธรรม
ขาดความโปร่งใส (transparency) ขาดระบบที่จะเป็นหลักประกันความอิสระและขาดระบบตรวจสอบความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตย
(accountability) ที่เหมาะสม
ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดความบกพร่องผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนการใช้อำนาจโดยมิชอบ
การฉ้อราษฎรบังหลวงและการละเมิดสิทธิพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลยนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปิดโอกาสให้องค์กรในกระบวนการยุติธรรม
โดยเฉพาะองค์กรที่ทำหน้าที่สืบสวนและสอบสวนในชั้นต้นมีอำนาจผูกขาดในการบังคับใช้กฎหมายมากเกินไปโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลย์จากองค์กรอื่น
ๆ ในกระบวนการยุติธรรมด้วยกัน และขาดกระบวนการที่โปร่งใสที่ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของแต่ละองค์กรได้
นอกจากนั้น ยังไม่มีการสร้างระบบการตรวจสอบความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตย (accountability)
ที่เหมาะสม ทำให้บางครั้งอาจเกิดการแทรกแซงจากทางการเมืองมากเกินสมควร หรือในทางตรงกันข้ามอาจเกิดการ
ผูกขาดอำนาจ หรือ การครอบงำ จากภายในองค์กรมากเกินไปจนทำให้การทำงานของกระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือนไป
4. ขาดศักยภาพในการพัฒนาเพื่อให้เท่าทันต่อภารกิจการบริหารงานยุติธรรมในยุคปัจจุบัน
ในการบริหารกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ในยุคโลกไร้พรมแดน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กระบวนการยุติธรรมจะต้องมีการพัฒนาทั้งตัวองค์กรและบุคลากร
เพื่อให้มีความสามารถเท่าทันภารกิจซึ่งมีความยากลำบากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภารกิจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่มีความสลับซับซ้อน
ที่มีการดำเนินงานเป็นองค์กรอาชญากรรม (organized crime) หรือมีลักษณะที่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ
(transnational crime) และภารกิจในการสร้างระบบการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัยเพื่อหาคำตอบทางวิชาการอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งต้องมีระบบข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนระบบในการพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้สามารถเพิ่มพูนศักยภาพในการบริหารงานยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด
โดยปัญหาต่าง ๆ ที่พบภายในองค์กรและระหว่างองค์กรในกระบวนการยุติธรรมของไทย จากการศึกษายังปรากฏว่า
ขาดการร่วมกันในการวิเคราะห์วิจัยพื้นฐานและการวิจัยประยุกต์ เกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรม
โดยการบริหารงานยุติธรรมของไทยในปัจจุบันยังยึดติดกับความเชื่อ และกฎระเบียบอย่างเหนียวแน่น
จนขาดความสนใจที่จะประยุกต์วิทยาการใช้ข้อมูลข่าวสารในเชิงประจักษ์เพื่อการวางแผนป้องกันและการปราบปรามอาชญากรรม
อย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของอาชญากรรมที่ก้าวล้ำไปอย่างมากในปัจจุบัน
ขาดการสร้างระบบข้อมูลสารสนเทศ เพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพที่มีเครือข่ายการนำข้อมูลนั้นมาใช้ร่วมกัน
ข้อมูลและสารสนเทศที่แต่ละระบบย่อยของกระบวนการยุติธรรมที่จัดไว้ในปัจจุบัน มักเป็นเพียงข้อมูลรวมอย่างกว้าง
ไม่ละเอียดและมากเพียงพอ และมีเฉพาะของแต่ละองค์กร การประสานงานระบบข้อมูลและสารสนเทศของกระบวนการยุติธรรมจึงต้องจัดเป็นระบบของฐานข้อมูลระดับชาติ
ขาดการประสานงานในการแสวงหาความรู้ และการฝึกอบรมร่วมกันระหว่างบุคลากรในระดับเดียวกันของกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะการจัดการฝึกอบรมร่วมกันเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะสร้างความเข้าใจ
ความรู้จักมักคุ้น และความสามารถในการประสานงานทั้งระดับบุคลากรและองค์กรต่อไปในอนาคต
(กระทรวงยุติธรรมเพิ่งมีหลักสูตรการศึกษานักบริหารงานยุติธรรมเมื่อ 3-4 ปี มานี้เอง
และได้อบรมบุคลากรไปได้ไม่มาก)
ขาดการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และข้อที่บังคับต่าง ๆ ที่ล้าสมัย และใช้มานาน
ให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ดังนั้น แทนที่กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับต่าง
ๆ ของกระบวนการยุติธรรมจะเป็นเครื่องมือในการอำนวยประโยชน์ต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อประชาชน
แต่กลับปรากฏว่า กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับดังกล่าวกลับกลายเป็นเครื่องพันธนาการผูกมัดไม่ให้หน่วยงานต่าง
ๆ ทำงานไปในทิศทางที่พึงประสงค์ หรือรับใช้ประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น
5.2 ข้อเสนอแนะ
1. รวมหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้อยู่ในระบบเดียวกัน เพื่อให้มีการพัฒนางานกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้มีความสอดคล้องประสานกันทั้งระบบนั้น
จะต้องมีแนวทางหรือนโยบาย การวางแผน-กลยุทธ์ และการพัฒนาทางด้านกระบวนการยุติธรรมร่วมกันและปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของแต่ละองค์กรให้เหมาะสมและสัมพันธ์กัน
ทั้งนี้มีจุดประสงค์สำคัญเพื่อปรับแนวคิดในการปฏิบัติให้ การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ
ของประชาชนได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
2. การสร้างกลไกที่เข้มแข็งในการประสานงานยุติธรรมแห่งชาติ หรือสถาบันยุติธรรมแห่งชาติ
ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพโดย องค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่ว่าจะเป็นตำรวจ
อัยการ ศาล หรือราชทัณฑ์ จะต้องจัดให้มีหน่วยงานย่อยในองค์กรทำหน้าที่ประสานงานในเรื่องกระบวนการยุติธรรมโดยตรง
และเพื่อรองรับนโยบายขององค์กรประสานงานยุติธรรมแห่งชาติหรือสถาบันยุติธรรมแห่งชาติ
และหน่วยงานย่อยต่าง ๆ นี้จะต้องมีการแลกเปลี่ยนหรือระดมความคิดร่วมกัน เช่น โดยจัดสัมมนากันบ่อยครั้ง
เพราะวิธีการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเป็นที่มาของนโยบายต่าง
ๆ อีกด้วย อาจจะมีการรวบรวมปัญหา เพื่อขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อกฎหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ระบบความยุติธรรมด้วย
3. จัดตั้งองค์กรหรือสถาบันยุติธรรมแห่งชาติขึ้นในรูปแบบและโครงสร้างขององค์กรใหม่ที่มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางและเชื่อมโยงต่อศูนย์ข้อมูลข่าวสารย่อยของ
แต่ละองค์กรรวมทั้งการเชื่อมโยงศูนย์ข้อมูลข่าวสารกับองค์กรภายนอกอื่นที่มีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวเนื่องกันจะทำให้ระบบการประสานงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาระหว่างองค์กรต่าง
ๆ จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางนับตั้งแต่การดำเนินคดีตลอดจนถึงการควบคุมการฝึกอบรม
ฝึกอาชีพ การบำบัดผู้ต้องขัง ในขณะต้องโทษ หรือการเตรียมการปล่อยตัวนักโทษ ลดโทษ
อันจะส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมสามารถอำนวยความยุติธรรมให้สังคมได้มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ข้อมูลข่าวสารอาจใช้ป้องกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด
หรือการป้องกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับทางเศรษฐกิจ การล่วงละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ต่าง ๆ เป็นต้น
4. ต้องปรับองค์กรยุติธรรมให้มีลักษณะโปร่งใส ให้สามารถตรวจสอบอำนาจหน้าที่ของแต่ละองค์กรจากหน่วยงานหรือองค์กรภายนอกได้
ให้มีการตรวจสอบการบริหารงานบุคคลจากอำนาจฝ่ายอื่นได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบจากประชาชน
5. ควรให้มีระบบ ประเมินผล วิเคราะห์วิจัยค้นคว้าขององค์กรยุติธรรม โดยให้ทำหน้าที่วิเคราะห์แนะนำ
พัฒนาบุคลากรภายในองค์กรแต่ละองค์กร และสามารถตรวจสอบดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ขององค์กรที่กระทำผิดต่อกฎระเบียบหรือผิดต่อกฎหมายได้
6. การวางแผน และพัฒนาปรับปรุงองค์กรใด ในกระบวนการยุติธรรม จะต้องทำทั้งระบบ และในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมใด
จะต้องให้องค์กรข้างเคียงหรือองค์กรส่วนอื่นได้รับรู้และมีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะทำได้เพื่อให้เกิดความสมดุลย์กันไม่ล้ำหน้าหรือทิ้งท้ายมากจนขาดสมดุลย์เกินไป
เช่น ในการจัดตั้งศาลขึ้นใหม่นั้น กระทรวงยุติธรรมจะต้องแจ้งให้สำนักงานอัยการสูงสุด
กรมราชทัณฑ์ ตำรวจ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ได้รับทราบก่อนด้วย ตั้งแต่เริ่มมีแผนการจะสร้างศาลใหม่
เป็นต้น เพื่อให้โอกาสแก่องค์กรข้างเคียงได้ปรับตัวเปลี่ยนแปลงตาม โดยทั้งนี้ควรจัดทำแผนการปรับปรุงโดยองค์กรหรือคณะกรรมการระดับชาติ
7. ต้องพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่อยู่ตลอดเวลา
ต้องสอดแทรกความรู้ในลักษณะสหวิทยา เช่น ความรู้ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ภาษาต่างประเทศ
วิทยาการด้านเครื่องอีเล็คโทรนิค และอื่น ๆ เพื่อให้ก้าวทันต่อเหตุการณ์และต้องปรับตัวให้มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในองค์กรได้ดีอยู่ตลอดเวลา
อีกทั้งต้องจัดอุปกรณ์เครื่องเมือเครื่องใช้ที่มีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอแก่การปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
8. กระบวนการยุติธรรมจะต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานที่ล้าสมัย มีขั้นตอนเกินความจำเป็นโดยต้องดำเนินการโดยมิให้เกิดความล่าช้า
ต้องลดขั้นตอนการปฏิบัติงานอันไม่จำเป็นให้ขั้นตอนน้อยลง แต่ต้องไม่รวบรัดจนเสียความถูกต้องเป็นธรรม
ควรมีการกระจายอำนาจการบริหารงานยุติธรรมให้องค์กรยุติธรรมส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม
เพื่อจะได้นำไปสู่หนทางการยอมรับและการมีศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมมากยิ่งขึ้น
เป็นการสร้างหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคเป็นธรรมแก่ประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย
9. รัฐต้องจัดสรรงบประมาณในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ให้เพียงพอทั้งในด้านบุคลากร
เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาคุณภาพทั้งระบบและองค์กร รวมทั้งบุคลากร ให้มีมาตราฐานระดับสากล
มีความถูกต้องเป็นธรรม และควรให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการอย่างเหมาะสม การให้คุณและโทษต้องมีความเป็นธรรมถูกต้อง
ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้ผู้มีความสามารถเข้าสู่ระบบงานยุติธรรมให้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน
ก็ป้องกันมิให้บุคคลที่มีความรู้ มีคุณธรรมความสามารถและประสบการณ์ได้ออกจากระบบไปประกอบอาชีพอื่น
หรืออาจป้องกันให้มีการประพฤติตัวในทางที่มิชอบ
10. กระบวนยุติธรรมควรเน้นมาตรการบังคับคดีอาญาให้มีลักษณะเป็นการฟื้นฟู และเยียวยาผู้กระทำผิด
มากกว่าการลงโทษผู้กระทำผิดเพียงสถานเดียว และเน้นใช้มาตรการในการป้องกันอาชญากรรมมากกว่าการปราบปราม
แยกผู้กระทำผิดครั้งแรกที่ไม่มีจิตใจเป็นอาชญากร ให้ออกจากผู้กระทำผิดเป็นอาจิณ
มีจิตใจที่เป็นอาชญากรอาชีพ โดยมีมาตรการ การลงโทษที่แตกต่างกัน
11. ต้องมีกระบวนการสื่อสารระหว่างองค์กร บุคลากรขององค์กร รวมทั้งการสื่อสารให้บริการแก่ประชาชนในด้านข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องทั่วถึง
ไม่เลือกปฏิบัติ โดยต้องคำนึงว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นหน้าที่หลัก การปกปิดเป็นข้อยกเว้นและต้องให้ปกปิดให้น้อยที่สุด
เพื่อจะได้แสดงถึงความโปร่งใสการตรวจสอบได้เพื่อสร้างศรัทธา ขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานใน
องค์กร และประชาชน
12. นอกจากนี้ปัจจุบัน สื่อสารมวลชนมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนเป็นอย่างมาก
องค์กรกระบวนการยุติธรรมจะต้องมีบทบาทในการร่วมมืออย่างแนบแน่นกับองค์กรสื่อสารมวลชน
ไม่ว่าจะเป็นสื่อทางโทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือสื่ออื่น
ๆ ทุกประเภท เท่าที่จะเป็นไปได้ ในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนทางด้านการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย
สิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคม การสอดแทรกความรู้ทางระเบียบวินัยต่าง ๆ การได้จัดให้มีโครงการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนหรือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในโครงการ
รวมทั้งข่าวสารทางอาชญากรรมเพื่อผลในการป้องการปราบปรามอาชญากรรม และในบางครั้งอาจมีการเผยแพร่บุคคลที่ต้องสงสัยการกระทำผิด
หรือผู้ต้องหาที่มีหมายจับที่กำลังหลบหนีทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือสื่อต่าง
ๆ ตามความจำเป็น เพื่อจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการช่วยชี้เบาะแสหรือช่วยติดตามจับกุมผู้กระทำผิด
มาดำเนินคดีตามกฎหมาย จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพทางหนึ่ง
ประการสุดท้าย ต้องพยายามส่งเสริมให้ประชาชนมีทัศนคติและค่านิยมที่ดีในการช่วยเหลือทางราชการโดยการเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมให้มากที่สุด
ต้องมีโครงการคุ้มครองพยาน คุ้มครองประชาชนผู้ชี้เบาะแส ชี้ช่องทางข้อมูลให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าปราบปรามผู้กระทำผิดทั้งหลายได้
มีระบบให้รางวัลแก่ประชาชนผู้ที่ร่วมมือชี้ช่องเบาะแสให้แก่ทางราชการด้วย รวมทั้งโดยการสร้างศรัทธาความเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่มีความซื่อสัตย์สุจริต
และมุ่งมั่งที่จะป้องกันปราบปรามอาชญากรรมอย่างจริงจัง เพื่อเสริมสร้างความสงบเรียบร้อย
และศีลธรรมอันดีอันจะก่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขแก่ประชาชน โดยรวม
________________________________________
บรรณานุกรม
กิตติพงศ์ กิตติยารักษ์, กระบวนการยุติธรรมบนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลง
โกเมน ภัทรภิรมย์, การฟ้องคดีอาญาในประเทศฝรั่งเศส , อัยการนิเทศ 32 (มิถุนายน
2513)
คณิต ณ นคร, กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2538)
จรัญ ภักดีธนากุล, ตุลาการกับกระบวนการยุติธรรม ดุลพาห เล่ม 1 ปีที่ 44 (มกราคม
มีนาคม 2540)
ชุบ กาญจนประกร, การประสานงาน , วารสารรัฐประศาสนศาสตร์ 5 (มีนาคม 2508)
นวลจันทร์ ทัศนชัยกุล, ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,
อาชญากรรม (การป้องกัน-การควบคุม)
นัทธี จิตสว่าง, แนวทางการปฏิรูปการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในประเทศไทย
ประสงค์ ปรารีตพลกรังและคณะ, ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์, การบริหารงานยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย (รายงานการวิจัยสำนักวิจัยสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์,
2535)
ฤทัย หงส์ศิริ , คำอธิบายกฎหมายข้อมูลข่าวสารทางราชการ (ตุลาคม 2542)
สุชาดา กีระนันท์, เทคโนโลยีสารสนเทศ สถิติ : ข้อมูลในระบบสารสนเทศ
สุพจน์ ณ บางช้าง, การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2540
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ. 2540
พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498
รายงานผลการศึกษา กลุ่มของนักศึกษาปกครองระดับสูง วิทยาลัยการปกครอง พ.ศ. 2540
รายงานการประชุมทางวิชาการและสรุปผลการพิจารณาศึกษาเรื่องกระบวนการยุติธรรม และเรื่องการพัฒนาการขององค์กรหรือหน่วยงานต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและแพ่ง ของคณะกรรมาธิการบริหารและการยุติธรรม
วุฒิสภา พ.ศ. 2538
รายงานการประชุมทางวิชาการและสรุปผลการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารงานและการ ยุติธรรม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
สรุปผลการสัมมนาโครงการเวทีความคิดเพื่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย เรื่อง วิกฤตยุติธรรมกับนวัตกรรมใหม่ในการบริหารงานยุติธรรมและการลงโทษผู้กระทำ
18 กันยายน พ.ศ. 2541
Alper ,Benedict S. and Nichols, Lawrence T. (Boston U.)
F. Drucker, Peter (1994)
Guick, Luther and Urwick, Lyndall (eds) , Papers on the Sciences of Administration,
(New York : Institute of Public Administration, 1937)
Laudon and Laudon, New Approaches to Organization & Technology 5th edition
Leinwand, A. and Faug Conroy, Karen : Network Management : A practiced Perspcetive
and ed. Addison Wesley Longmon, Inc 1996
Reide Lord (Judge)., case Conway Vs Rimmer.
Simon, Herbert A. , Administration Behavior (New Jersy : Prentice Hall Inc.,
1964)
ภาคผนวก
แบบสอบถาม
การสอบถามนี้ เป็นงานวิจัยงานหนึ่งในหัวข้อ ความร่วมมือระหว่างองค์การกระบวนการยุติธรรมต่อกรณีข้อมูลข่าวสาร
เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ของนายอัษฎางค์ เชี่ยวธาดา
ผู้เข้ารับการอบรมโครงการนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 4 ของกระทรวงยุติธรรมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาบริหารงานยุติธรรม
จึงขอความกรุณาจากท่านได้โปรดตอบแบบสอบถามนี้ เมื่อตอบเสร็จแล้วโปรดส่งคืน โดยได้แนบซองจดหมายที่ปิดแสตมป์เพื่อการส่งกลับด้วยแล้ว
(โปรดใช้เครื่องหมาย ? หรือ X หน้าข้อที่จะตอบ)
1. ท่านรับราชการในหน่วยใด
ก. ศาล ข. อัยการ ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ง. ราชฑัณฑ์
จ. อื่น ๆ
2. ท่านรับข้าราชการในตำแหน่งหรือระดับใด หรือ อื่น ๆ
3. ท่านปฏิบัติงานในหน่วยงานของท่านมาแล้ว .. ปี
4. ท่านคิดว่าหน่วยงานของท่านเป็นสถาบันที่ยอมให้หน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่ตรวจสอบ
สามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ตลอดเวลา และมีบุคคลอื่นสามารถเข้าเป็นคณะกรรมการบริหารในหน่วยงานของท่านได้มากน้อยเพียงใด
ก. มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย จ. น้อยที่สุด
5. ท่านคิดว่าหน่วยงานของท่านต้องการข้อมูลข่าวสารด้านต่าง ๆ เป็นต้นว่า งบประมาณที่จะ
ได้รับ หรือข่าวสารของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องที่กำลังมีแผนงานพัฒนา, ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
องค์กรที่เกี่ยวข้องนั้น ๆ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด และข่าวสารความก้าวหน้าของหน่วยงานได้มีนั้นเพียงใด
เพื่อที่จะใช้เปรียบเทียบกับแผนงาน และแผนงบประมาณของหน่วยงานท่านมากน้อยเพียงใด
ก. มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย จ. น้อยที่สุด
6. ปัจจุบันหน่วยงานของท่านขาดแคลน ข้อมูลข่าวสารในด้านใด ที่ท่านคิดว่าน่าจะมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการวางแผนและพัฒนางาน
พัฒนาคนในหน่วยงานของท่าน เฉพาะข้อมูลข่าวสารที่จะใช้บริหารงานภายในองค์การของท่าน
เช่น :- (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
ก. ข้อมูลด้านงบประมาณของหน่วยงาน และ
ข.
ค.
ง.
จ.
7. ในหน่วยงานของท่าน ได้มีการพัฒนาระบบสื่อสารสาระสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ใช้จัดเก็บข้อมูลเพื่อให้มีประสิทธิภาพที่จะใช้งานให้ได้ดีนั้น
ท่านคิดว่าหน่วยงานของท่านได้มีการพัฒนาไปมากน้อยเพียงใด
ก. มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย จ. น้อยที่สุด
8. ท่านคิดว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการโยกย้ายบุคลากรในหน่วยงานของท่านนั้น
ทุกครั้งมีความสำคัญหรือไม่ และท่านต้องการทราบข้อมูลข่าวสารนี้หรือไม่เพียงใด
ก. สำคัญมาก และต้องการข้อมูลข่าวสารนี้มาก
ข. ไม่สำคัญ แต่ต้องการข้อมูลข่าวสารนี้
ค. สำคัญ แต่ไม่ต้องการข้อมูลข่าวสารนี้
ง. ไม่สำคัญ และไม่ต้องการข้อมูลข่าวสารนี้
จ. อื่น ๆ
..
9. ท่านคิดว่า ท่านควรมีสิทธิ์ที่จะทราบถึงข้อมูลข่าวสารของการบริหารระบบภายในหน่วยงานของท่านในทุกเรื่องมากน้อยเพียงใด
ก. มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย จ. น้อยที่สุด
10. ท่านอยากให้หน่วยงานยุติธรรมอื่นหรือบุคคลภายนอกรวมทั้งประชาชน ได้รับทราบถึงระบบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวข้องการบริหารงานภายในหน่วยงานของท่านด้วยหรือไม่
ก. มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย จ. น้อยที่สุด
11. กระบวนการยุติธรรมควรมีศูนย์ข้อมูลข่าวสารที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับ
พฤติกรรม อายุ ประวัติ สถานที่เกิดเหตุของผู้เสียหาย (เหยื่อผู้กระทำผิด) เพื่อใช้เป็นแหล่งวิเคราะห์วิจัย
ค้นคว้า เพื่อเป็นข้อมูลข่าวสารใช้แจ้งข่าวต่อประชาชนในการป้องกันปราบปรามการก่ออาชญากรรมหรือไม่
ก. ควรมากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย จ. ไม่ควรมี
12. ท่านคิดว่าหากหน่วยงานยุติธรรมอื่น เมื่อได้ทราบข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานท่านแล้ว
จะสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ในด้านการวางแผนพัฒนาแผนงาน กำลังคนและแผนปฏิบัติงานอื่นได้มากน้อยเพียงใด
ก. มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย จ. น้อยที่สุด
13. นอกจากข้อมูลข่าวสารด้านการบริหารงานภายในองค์การแล้ว สำหรับข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานโดยตรงของท่าน
ท่านคิดว่าข้อมูลข่าวสารในด้านใดที่ท่านต้องการ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติผู้กระทำผิด
(ตอบให้มากกว่า 1 ข้อ)
ก.
ข .
ค.
ง.
14. ท่านคิดว่าข้อมูลข่าวสารด้านลักษณะและพฤติกรรมการกระทำความผิดของอาชญากร ประวัติของผู้กระทำผิด
มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานด้านยุติธรรม มากน้อยเพียงใด
ก. มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย จ. น้อยที่สุด
15. นอกจากข้อมูลข่าวสารด้านประวัติของผู้กระทำความผิดด้านยาเสพติดให้โทษหรือความผิดอาญาอื่น
ๆ ท่านคิดว่าควรจะมีข้อมูลข่าวสารใดบ้างที่จำเป็นต้องมี เพื่อใช้ประกอบการปฏิบัติงานปราบปรามผู้กระทำผิด
(ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
ก.
ข .
ค.
ง.
16. ท่านคิดว่าหน่วยงานยุติธรรมในปัจจุบันทุกหน่วยงานนั้นได้มีระบบการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารของประวัติผู้กระทำผิด
พฤติกรรมลักษณะการกระทำผิดความผิดต่าง ๆ เป็นอย่างดีจนเกิดประสิทธิภาพถึงขั้นที่จะใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิดหรือไม่เพียงใด
ก. มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย จ. น้อยที่สุด
17. ท่านคิดว่าหน่วยงานยุติธรรมต่าง ๆ ควรจะปรับปรุงพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารในด้านใดที่เกี่ยวข้องและอย่างใดที่จะเป็นประโยชน์ต่อประสิทธิภาพในการป้องกัน
และปราบปรามผู้กระทำผิด (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
ก.
ข .
ค.
ง.
18. ท่านคิดว่าหน่วยงานยุติธรรม อันมี ศาล อัยการ ตำรวจ ราชฑัณฑ์ ทนายความ ได้ให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับประวัติผู้กระทำความผิด
พฤติกรรมและลักษณะการกระทำความผิดของอาชญากรรมมากน้อยเพียงใด
ก. มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย จ. น้อยที่สุด
19. อันสืบเนื่องจากข้อ 18. หากท่านคิดว่ามีความร่วมมือน้อย หรือน้อยที่สุดนั้น
ท่านคิดว่าอุปสรรคหรือปัญหาเกิดจากเหตุ หรือปัจจัยใดบ้าง (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
ก.
ข .
ค.
ง.
จ.
20. สืบเนื่องจากข้อ 19. ท่านจะเสนอแนะวิธีการให้หน่วยงานยุติธรรมทั้งหลาย ควรจะต้องปรับปรุงแก้ไข
เปลี่ยนแปลงเช่นไรหรืออย่างไรบ้าง (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
ก.
ข .
ค.
ง.
จ.
21. ท่านคิดว่าข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับหมายจับตัวบุคคล ที่มีการออกโดยชอบทางกฎหมายแล้ว
ควรจะต้องเป็นข้อมูลลับหรือข้อมูลเปิดเผย ให้สามารถทราบได้โดยทั่วกัน
ก. ข้อมูลลับ ข. ข้อมูลเปิดเผย
22. ทนายความผู้ดำเนินคดีแก้ต่างให้ผู้กระทำผิดควรมีสิทธิ์ที่จะได้ทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติผู้กระทำผิด
พฤติกรรมและลักษณะการกระทำผิดนั้น ๆ เพื่อใช้ต่อสู้คดีได้มากน้อยเพียงใด
ก. มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย
จ. อื่น ๆ
.
23. ท่านคิดว่าประชาชนทั่วไปควรจะได้สิทธิ์รับรู้ข้อมูลข่าวสารทางประวัติผู้กระทำผิด
พฤติกรรมและลักษณะการกระทำความผิดของอาชญากรรม เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายยุติธรรมหรือไม่
เพียงไร
ก. ควรมีสิทธิ์รับรู้มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย
จ. อื่น ๆ
.
24. ท่านเห็นด้วยหรือไม่ว่า ประชาชนโดยทั่วไปควรจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบุคคลซึ่งได้ถูกทางราชการออกหมายจับโดยชอบแล้ว
หรือเป็นบุคคลต้องห้ามของทางราชการหรือไม่เพียงใด
ก. มากที่สุด ข. มาก ค. ปานกลาง ง. น้อย จ. น้อยที่สุด
25. ท่านคิดว่าประชาชนต้องการ หรือควรจะได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดในด้านใดบ้าง
เพื่อจะได้ใช้เป็นประโยชน์ในด้านต่าง ๆ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
ก.
ข .
ค.
ง.
26. ท่านคิดว่าปัญหา และอุปสรรคที่ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือโดยไม่ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ทางราชการในการใช้ป้องกัน
และปราบปรามผู้กระทำผิดนั้น เกิดจากปัญหาและอุปสรรคใดบ้าง (ตอบมากกว่า 1 ข้อ)
ก.
ข .
ค.
ง.
27. อันเนื่องมาจากปัญหาข้อที่ 26. ขอท่านได้เสนอแนะวิธีการว่าควรให้ดำเนินการอย่างไร
(ตอบมากกว่า 1 ข้อ)
ก.
ข .
ค.
ง.
28. ท่านคิดว่าความร่วมมือกันจัดตั้งองค์การความร่วมมือทางข้อมูลข่าวสารกลาง เพื่อให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารแก่หน่วยงานยุติธรรม
เช่น อัยการ ศาล ตำรวจ ราชฑัณฑ์ รวมทั้งบางส่วนอาจให้แก่ทนายความด้วย เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องดำเนินการหรือไม่เพียงไร
ก. ควรอย่างยิ่ง ข. ควร ค. ไม่ควร ง. ไม่ควรอย่างยิ่ง
29. สืบเนื่องจากข้อ 28. ท่านคิดว่าองค์การความร่วมมือข้อมูลข่าวสารกลางนั้น ควรจัดตั้งในรูปแบบใด
ก. จัดเป็นศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารในสถานที่เดียวกัน รวมข้อมูลข่าวสารมาเป็นแหล่งเดียวกัน
โดยมีบุคลากรทุกหน่วยงานมาทำหน้าที่ แล้วรวบรวมข้อมูลข่าวสารรวมกัน แล้วค่อยป้อนข้อมูลข่าวสารให้แก่หน่วยงานยุติธรรมทั้งหลายที่ต้องการใช้ข้อมูลข่าวสารนั้น
ในลักษณะเช่นเดียวกับศูนย์บัตรประจำตัวประชาชนกระทรวงมหาดไทย หรือ
ข. ควรให้ทุกหน่วยงานมีศูนย์ข้อมูลเป็นการเฉพาะภายในองค์การนั้น ๆ โดยทุกหน่วยต้องได้ข้อมูลข่าวสารเหมือนกันเท่าเทียมกัน
ยกเว้นข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อความมั่งคงหรือความสงบ บางหน่วยงานอาจไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารนั้นเพียงบางส่วน
ค. รูปแบบอื่น ๆ
30. การรวบรวมข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น รัฐควรต้องมีมาตรการบังคับให้หน่วยงานยุติธรรมและหน่วยงานอื่นทุกหน่วยงานให้ป้อนข้อมูลทุกประเภทที่อาจเป็นข้อมูลข่าวสารที่จะใช้ในการดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดได้ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กระบวนการยุติธรรม
ท่านเห็นด้วยหรือไม่
ก. เห็นด้วยมาก ข. เห็นด้วยปานกลาง ค. ไม่เห็นด้วย