โปรแกรม Adobe Photoshop 7.0
การเริ่มต้นการใช้งานเบื้องต้น การเข้าสู่โปรแกรม Adobe Photoshop 7.0 สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1. Click mouse ที่ปุ่ม Start
2. เลื่อนเม้าท์ เลือกคำสั่ง Programs
3. แล้วเลือก Adobe Photoshop 7.0
4. จะปรากฏหน้าจอแรกของโปรแกรม Photoshop 7.0
การออกจากโปรแกรม Adobe Photoshop 7.0
1. Click mouse ที่คำสั่งเมนู File
2. แล้วเลือก Close ในกรณีที่ยังมีงานค้างอยู่ แล้วตอบ NO
3. แล้วเลื่อน mouse ไปที่เมนู File อีกครั้ง
4. และเลือกคำสั่ง EXIT
หน้าต่างแรกของโปรแกรม Adobe Photoshop 7.0
สัญลักลักษณ์ Title Bar
โปรแกรม Tool Option bar ปุ่มควบคุม
Menubar การทำงาน
Tool Box พื้นที่การทำงาน แถบสถานะ Palette
Toolbox กล่องเครื่องมือ
เป็นกล่องสี่เหลี่ยมที่ปรากฏทุกครั้งเมื่อเปิดโปรแกรม สำหรับเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ
ที่ใช้ในการทำงาน Toolbox จะมีลักษณะเป็นไอคอน รูปภาพ สามารถเรียกใช้งานได้ง่ายเพียงการ
Click mouse ที่ไอคอนคำสั่งที่ต้องการเท่านั้น
Palette เป็นที่รวบรวมคุณสมบัติการทำงาน Option ของเครื่องมือต่าง ๆ เราสามารถเลือกปรับแต่งการใช้งานได้โดยง่าย
โดยไม่ต้องเปิดหาแถบคำสั่งอีกต่อไป ในโปรแกรม Photoshop จะมี 16 Palette
การใช้งาน Palette
เราสามารถเรียกใช้งาน Palette ได้โดย Click mouse ที่ Tab หัวเรื่องของ Palette
นั้น ๆ
การเคลื่อนย้าย Palette
เราสามารถแยก รวม เคลื่อนย้ายแต่ละ Palette ได้โดย Click mouse ที่ Tab หัวเรื่องและลากไปไว้ในตำแหน่งที่ต้องการ
การเปิด ปิด Palette
เราสามารถเปิด ปิด Palette แต่ละ Palette ได้โดยการใช้คำสั่งที่แถบเมนู Window
และเลือก Palette ที่ต้องการแสดงหรือไม่แสดง โดยการเลือก Palette ที่ต้องการแสดงให้มีเครื่องหมายถูกเกิดขึ้น
และหากไม่ต้องการแสดง Palette ให้คลิกเลือกที่ Palette นั้นอีกครั้ง เพื่อเอาเครื่องหมายถูกออกหรือ
Clickmouseที่ปุ่ม
เมนูคำสั่งของPalette
แต่ละ Palette จะมีเมนูคำสั่งของตัวเอง เพื่อควบคุมการทำงาน เราเรียกดูเมนูในแต่ละ
Paltte ได้ โดยการคลิก Click mouse ที่ปุ่ม และ Click mouse เลือกคำสั่งที่ต้องการ
การทำงานกับไฟล์รูปภาพ
การเรียกไฟล์รูปภาพขึ้นมาใช้งาน โดยใช้คำสั่ง Open
1. เลือกคำสั่ง File>Open ที่แถบเมนูจะปรากฏหน้าต่าง Open
2. Click mouse ที่ปุ่ม เพื่อเลือกชนิดของไฟล์รูปภาพที่จะเปิด
3. Click mouse เลือกไฟล์รูปภาพที่ต้องการเปิด
4. สามารถดูภาพที่เลือกได้ที่พื้นที่ด้านล่างของหน้าต่าง Open
5. Click mouse ที่ปุ่ม Open โปรแกรมจะทำการเปิดไฟล์ภาพที่ต้องใช้งาน
6. แสดงไฟล์รูปภาพที่เราเลือก
ส่วนประกอบของหน้าต่าง Open
ทำความเข้าใจชนิดของไฟล์รูปภาพ
.PSD Photoshop File เป็นไฟล์พื้นฐาน และสามารถนำมาแก้ไขได้อีก
.BMP Bitmap File เป็นไฟล์มาตรฐานของระบบปฏิบัติการ Windows
.TIF Tagged Image File (TIFF) เป็นไฟล์ที่สามารถใช้ได้ทั้งในเครื่อง PC และเครื่องMAC
.GIF Graphic Interchange (Gif) เป็นไฟล์ที่ใช้กันมากในเครือข่าย Internet
.JPG (JPGE) Join Photographic Experts Group เป็นอีกไฟล์หนึ่งที่ทำการบีบอัดไฟล์ให้เล็ก
.PCT PICT File เป็นไฟล์ที่ใช้กับงานพิมพ์บนเครื่อง Mac เท่านั้น
.PNG Portable Network Graphicเป็นไฟล์ที่สามารถยืดหยุ่นได้ดี
.Raw Raw Format เป็นไฟล์ที่ถูกพัฒนาต่อจาก Format Gif เกิดการสูญเสียน้อยมากเมื่อมีการบีบอัดข้อมูล
.EPS File Encapsulated PostScript เป็นไฟล์ที่บรรจุข้อมูลเป็นได้ทั้งแบบ Vector
และ Bitmap
.Photoshop DCS1.0 และ 2.0 จะทำหน้าที่ช่วยบันทึกค่าสีโหมด CMYK
.EPS TIFF or EPS Pict Preview เป็นไฟล์รูปแบบหนึ่งที่ช่วยแสดงภาพตัวอย่าง
.Filmstrip ไฟล์แบบ Filmstrip เป็นไฟล์ภาพเคลื่อนไหวที่ใช้โหมดสี RGB
PCX เป็นไฟล์ที่ใช้กันเป็นมาตรฐานของเครื่อง PC
Pixar เป็นไฟล์ที่ถูกออกแบบให้ทำงานโดยการแลกเปลี่ยนไฟล์ภาพกับคอมพิวเตอร์แบบ Pixar
Scitex CT ซึ่งเป็นไฟล์จะทำงานกับกราฟิกระดับสูง
PDF Portable Document Format เป็นไฟล์อเนกประสงค์ที่สามารถทำงานข้ามโปรแกรม
การเรียกไฟล์รูปภาพใหม่ โดยใช้คำสั่ง NEW
1. เลือกคำสั่ง File > New ที่เมนูบาร์จะปรากฏหน้าต่าง New ขึ้นมา
2. ใส่ชื่อไฟล์ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
3. กำหนดขนาดของภาพ
4. คลิกเม้าท์ เลือก OK
ส่วนประกอบของหน้าต่าง NEW
การกำหนดชิ้นงาน
1. ในช่อง Present Sizes เป็น Custom ขนาดปกติ
2. กำหนดความกว้าง ความยาว ความละเอียดของภาพ โหมดสี
3. Resolution ความละเอียดของภาพ เช่น 72 Pixel/inch เหมาะกับงานกราฟิกสำหรับใช้บนเวป
200 - 300 Pixel/inch เหมาะกับงานสิ่งพิมพ์
4. Mode กำหนดโหมดสีของภาพ RGB (งานเวป) CMYK(งานพิมพ์)
5. Contents กำหนดพื้นหลัง
- White พื้นสีขาว
- Background Color พื้นเป็นสี Background ที่กำหนดไว้
- Transparent ไม่มีพื้นหลัง แต่เป็นพื้นโปร่งแสง
การบันทึกไฟล์ (Save)
1. เลือกคำสั่ง File>Save เป็นการบันทึกงานในแบบปกติ
Save as เป็นการบันทึกงานเดิมชื่อใหม่
Save for web เป็นการบันทึกเพื่อใช้ในเวปเพจ
2. Click mouse เพื่อกำหนดตำแหน่งของไฟล์ที่ต้องการเก็บ
3. Click mouse เลือกนามสกุลของไฟล์
4. เลือกคุณสมบัติการจัดเก็บไฟล์ใน Save Options
หมายเหตุ As a copy เป็นการบันทึกไฟล์ให้เป็นชื่ออื่น
ส่วนประกอบของหน้าต่าง Save as
ส่วนประกอลของหน้าต่าง Save for web
เมื่อกดปุ่ม Save ในหน้าต่าง Save for web แล้วจะปรากฏอีกหน้าต่าง
Save optimized As
กำหนดมุมมอง และการ Selection
การกำหนดการมองภาพทั้งหมดโดยใช้ Toolbox Options
เป็นการกำหนดมุมมอง เพื่อจะมองเห็นภาพทั้งภาพอย่างชัดเจนโดยการ Click mouse ที่
Toolbox ซึ่งประกอบด้วย 3 รูปแบบดังนี้คือ
Standard Screen Mode
เป็นหน้าจอปกติของ Photoshop จะแสดงภาพทั้งหมดให้เห็นภายในกรอบหน้าต่าง
Full Screen Mode with Menu Bar
ไม่มีกรอบหน้าต่าง รูปทั้งหมดจะถูกแสดงเต็มหน้าจอ แต่ยังเหลือเมนูบาร์อยู่
Full Screen Mode รูปทั้งหมดถูกแสดงเต็มหน้าจอ ไม่มีกรอบหน้าต่าง ไม่มีเมนูบาร์
และพื้นที่ที่เหลือของหน้าต่างจะถูกแทนที่ด้วยสีดำ
การย่อ-ขยาย โดยใช้ Zoom Tool
จะช่วยให้เราสามารถตกแต่งภาพได้ง่าย และมีความละเอียดมากขึ้นสามารถขยายภาพและตกแต่งภาพได้จนถึงส่วนที่ย่อยที่สุดของภาพ
คือ พิกเซลต่อพิกเซล
Zoom tool เป็นเครื่องมือหนึ่งที่อยู่ใน Toolbox มีรูปร่างเหมือนเป็นแว่นตาขยาย
ใช้ในการย่อหรือขยายภาพ มีขั้นตอนการทำงานดังนี้ คือ
1. Click mouse ที่ไอคอน ใน
Toolbox
2. เมื่อเมาส์เข้าไปบริเวณรูปภาพ ตัวชี้เม้าท์จะเปลี่ยนเป็นรูป
Zoom Option ดังที่ทราบมาแล้วว่า เราสามารถกำหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ของเครื่องมือใน Toolbox โดยการเลือกที่ Tool Options bar มีรายละเอียดดังนี้
Navigator Palette ศูนย์รวมการกำหนดมุมมองภาพ
เราสามารถเรียกดู Navigator Palette ได้โดยการ Click mouse ที่ Window > Navigator
ให้มีเครื่องหมายถูกเกิดขึ้นหน้าคำสั่งนี้ หรือถ้ามีอยู่แล้วก็เพียงแต่ Click mouse
ทื่ Tap ที่มีชื่อว่า Navigator
Click mouse เพื่อแสดง Navigator Palette
กำหนดมุมมองของภาพโดยใช้ Hand
Tool เลื่อนดูภาพ
1. Click mouse ที่ไอคอน บน Tool box
2. Click mouse ค้างไว้และลากไปยังทิศทางต่าง ๆ ที่ต้องการดูมุมมอง
3. จะปรากฏรูปภาพที่เลื่อนดูมุมมองที่หน้าต่าง Navigator Palette
การ Selection เลือกพื้นที่
เพื่อแก้ไข และตกแต่งภาพ
การใช้งานเครื่องมือวัดตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อช่วยความสะดวกในการจัดวางงานโดยเริ่มตั้งแต่
1. การใช้งาน Ruler เพื่อบอกตำแหน่งของตัวชี้เม้าท์ โดยเลือกคำสั่งจาก View >
Rulers
2. การใช้งาน Guide lมารถสร้างได้ 2 วิธี คือ
2.1 สร้างโดยการเลื่อนเม้าท์ไปที่ไม้บรรทัดแนวตั้งแนวนอนก็ได้
2.2 เมื่อได้ตำแหน่งแล้วปล่อยเม้าส์จะปรากฏเส้นสีฟ้า เราเรียกว่าเส้น Guide
สร้างโดยกำหนดตำแหน่งอย่างเจาะจง
เลือกคำสั่ง View > New Guide จากนั้นจะปรากฎหน้าจอและกำหนดค่าต่างดังนี้
Orientation กำหนดแนวของเส้น
Guide ได้แก่ แนวนอน Horizontall แนวตั้ง Vertical
Position กำหนดตำแหน่ง โดยยึดระยะห่างจากขอบไม้บรรทัด
การเคลื่อนย้ายเส้น Guide
1. การย้ายตำแหน่งเส้น Guide ให้ Click mouse ที่ไอคอน
2. เลื่อนเม้าท์ไปยังเส้นที่ต้องการย้ายาตำแหน่ง ตัวชี้เม้าท์ ตัวชีเม้าท์จะเปลี่ยนเป็นรูป
3. Click mouse ค้างไว้แล้วลากไปยังตำแหน่งใหม่ที่ต้องการ
การลบเส้น Guide สามารถทำได้โดยเลือกคำสั่ง
View > Clear Guides
การซ่อนและแสดงเส้น Guide สามารถทำได้โดยเลือกคำสั่ง View > Show > Guides
การใช้งาน Grid คือการอ้างอิงตำแหน่งพิกัดของรูปภาพ โดยใช้คำสั่ง View > Show
> Grid
การ Selection โดยใช้ Marquee Tool แบ่งตามลักษณะการใช้งานเป็น 4 รูปแบบ คือ
1. สามารถสร้างการเลือกเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส
2. สามารถสร้างการเลือกที่เป็นวงกลม และวงรี
3. เป็นการเลือกพื้นที่เป็นแนวเส้นตรงในแนวนอน ความกว้าง 1 พิกเซล
4. การเลือกพื้นที่เป็นแนวเส้นตรงในแนวตั้งความกว้าง 1 พิกเซล
Marquee Options
การเลือกพื้นที่ใหม่ กำหนดความฟุ้ง Style ของ Marquee ความกว้าง ความสูง
เพิ่ม ตัด และลด เบลอของภาพ Marquee Options
การตัด (cut) ภาพในพื้นที่ที่เลือก
1. Click mouse ที่ไอคอน ที่ Toolbox
2. ลาก Mouse ผ่านพื้นที่ที่เลือก ตัวชี้เม้าท์เป็นรูป
3. Click mouse ค้างไว้และลากส่วนที่ตัดไปยังตำแหน่งอื่น
การ Selection โดยใช้ Lasso
Tool
1. เป็นการเลือกแบบ FreeHand คือเลือกโดยอิสระ
2. เป็นการเลือกแบบสร้างขอบเป็นเส้นตรงหลายเหลี่ยม
3. เป็นการเลือกที่ทำได้อย่างรวดเร็ว
การใช้คำสั่ง Crop Tool
1. Click mouse เลือกไอคอน ที่ Toolbox
2. Drag mouse บริเวณพื้นที่ภาพ เพื่อเลือกบริเวณที่ต้องการ
3. ให้กำหนดค่าของการตัดภาพใน Tool Option bar โดยมีตัวเลือกดังนี้
Cropped Area : เลือกผลลัพธ์ของภาพที่ตัด
Delete ตัดเอาภาพที่เลือกไว้ โดยลบส่วนที่ไม่ต้องทิ้งไป
Hide ตัดเอาภาพที่เลือกไว้ แต่ซ่อนส่วนที่ไม่ต้องใช้
Shield เติมสีลงบริเวณภายนอกพื้นที่ภาพที่จะตัด
Color เลือกสีที่จะเติมลงในบริเวณภายนอกพื้นที่ภาพที่จะตัด
Opacity ค่าความโปร่งแสงของแสงสีที่จะเติมลงในบริเวณภายนอกพื้นที่ที่จะตัด
Perspective ปรับพื้นที่การตัดให้ได้ภาพที่มีมิติ
ความรู้เรื่องสี
รูปแบบการมองเห็นสีทั่วไป
1. HSB Model หลักการมองเห็นสีด้วยสายตามนุษย์ ประกอบ 3 ลักษณะ
1.1 HUE คือ สีที่สะท้อนมาจากสีของวัตถุ
1.2 Saturation คือความเข้มข้นและความจางของสี
1.3 Brightness เป็นเรื่องของความสว่าง
2. RGB Mode หลักการมองเห็นสีของเครื่อง Computer เกิดจากรวมตัวของ Spectum ของแสงสี
แดง (Red) เขียว (Green) และน้ำเงิน (Blue) ถูกใช้ในจอทีวีและComputer มากที่สุด
3. CMYK Mode หลักการมองเห็นสีของเครื่องพิมพ์ เป็นการใช้สีให้เหมาะกับงานพิมพ์
โดยมีพื้นฐาน คือ สี Cyan Magenta และเหลือง สีทั้งสามสีข้างต้นรวมกันเป็นสีดำ
เป็นสีที่ได้จากการพิมพ์
4. Lab Model เป็นสีที่ถูกกำหนดขึ้นให้เป็นมาตรฐานการวัดสีทุกรูปแบบ
Mode รูปแบบการมองเห็นสีในโปรแกรม
1. กลุ่ม Mode ที่อ้างอิงเห็นสีในโปรแกรม
1.1 RGB โดยกำหนดความเข้มข้นของสีแดง เขียว และน้ำเงิน
1.2 CMYK โดยกำหนดเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของสี
1.3 LAB Mode โดยกำหนดให้สีมาตรฐานทุกรูปแบบ
2. กลุ่ม Mode ที่ถูกกำหนดขึ้นพิเศษเหรือที่เราเรียกว่า Specialized Mode
2.1 Bitmap mode ประกอบด้วยค่าเพียง 2 สี คือสี ขาวและสีดำ เหมาะกับงานประเภทลายเส้น
2.2 Gray Scale mode ประกอบด้วยทั้งหมด 256 สี โดยไล่สีจากสีขาว สีเทา ไปจนถึงสีดำ
2.3 Duotone mode เป็นโหมดที่เกิดจากการใช้ Channel สีเพียงบาง Channel เท่านั้น
2.4 Multichamel mode ที่ถูกแสดงด้วย Channel ตั้งแต่ 2 Channel ขึ้นไป แยก Channel
ได้หลาย Channel เหมาะใช้กับงานพิมพ์
3. กลุ่ม Layer Blending mode เป็นโหมดพิเศษที่ใช้เฉพาะใน Option Palette เป็นตัวกำหนดว่าพิกเซลแต่ละพิกเซลเปลี่ยนแปลงอย่างไร
การเปลี่ยนภาพจาก Mode หนึ่งไปยังอีก Mode หนึ่ง
หลักการเปลี่ยนโหมดสีภาพ
1. ปรับเปลี่ยนภาพที่เราอยู่ในโหมดเดิม ให้สมบูรณ์
2. ควร Save ภาพเป็นแบบ Save as เพื่อจะได้แก้ไขได้
3. ควรทำการ Flatten ไฟล์ รวมเลเยอร์ทั้งหมดเพียง Laler เดียว
4. มีข้อจำกัด ของการเปลี่ยน Mode สีที่ทำไม่ได้ มีดังนี้ต่อไปนี้ คือ
- จาก RBG ไปเป็น indexed Color หรือ Multichanned Mode
- จาก CMYK ไปเป็น Multichannel Mode
- จาก Lab ไปเป็น Multichannel , Grayscale , Bitmap Mode
- จาก Doutone ไปเป็น Bitmap , Grayscale , Multichannel Mode
วิธีการเปลี่ยนโหมดภาพ
1. เลือกคำสั่ง Image > Mode
2. เลือก Mode ที่ต้องการ สังเกตจะมีเครื่องหมาย ถูก อยู่หน้าโหมดสีหมายถึง กำลังใช้งานอยู่ในหมวดนั้นอยู่
3. กาเรปลี่ยนโหมดสีภาพ ไม่ได้หมายความว่า เราสามารถเปลี่ยนโหมดสีที่เรามีอยู่ไปยังโหมดสีใดก็ได้ตามใจชอบ
หากมีข้อจำกัดเรื่องการเปลี่ยนไปสู่โหมดนั้นได้ จะเป็นตัวอักษรสีดำ หากเลือกไม่ได้จะเป็นตัวหนังสือสีจาง
การเปลี่ยนภาพจาก Mode อื่นไปสู่
Bitmap Mode
1. หลังจากได้ภาพ Grayscale Mode ให้เลือกคำสั่ง Image>Mode>Bitmap จะปรากฏหน้าต่าง
Bitmap
2. กำหนดค่าความละเอียด (Resolution) ของภาพผลลัพธ์ที่ต้องการ
3. กำหนดวิธีการแปลภาพ แบ่งเป็น 4 แบบ คือ
3.1 50% Threshold จะแปลงภาพโดยช่วงค่าสีเทาตั้งแต่
0-128 (ขาวถึงสีเทาปานกลาง) จะปรับเป็นสีขาว ตั้งแต่ค่า 127-256 (สีเทาปานกลาง)
3.2 Pattern Dither จะแปลงภาพโดยแปลงเป็นจุดดำและสีขาวที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบเหมาะสำหรับใช้งานพิมพ์มากกว่างานบนหน้าจอ
3.3 Diffusion Dither จะแปลงภาพโดยแปลงเป็นจุดสีขาวและสีดำ ที่เรียงกระจายกันอย่างไม่เป็นระเบียบ
3.4 Halftone Screen จะแปลงภาพโดยพยายามเปลี่ยนภาพให้ใกล้เครียงกับสีเทามากที่สุด
3.5 Custom Pattern จะแปลงภาพให้เป็นลวดลายต่าง ๆ ตามแบบอย่างที่โปรแกรมมีมาให้เราเลือก
4. Click mouse ที่ปุ่ม OK
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สีที่อยู่ในภาพเราสีใดอยู่นอกขอบเขตของ
Gamut Color
1. เลือกคำสั่ง View > Gamut Warning หรือกดปุ่ม Shift + Ctrl + Y
2. บริเวณที่เป็นสีที่อยู่นอกขอบเขตของ Gamut Color จะเปลี่ยนเป็นสีเทาเมื่อเรา
Click ที่ View > Gamut Warning อีกครั้ง เพื่อยกเลิกการดู Gamut Color สีเทาจะหายไป
กำหนด Option ของ Gamut warning
1. เลือกคำสั่ง Edit > Prefernces > Transparency&Gamut จะปรากฎหน้าต่าง
Preferences
2. กำหนด Option ต่าง ๆ ดังนี้
คือ
2.1 กำหนดสีของบริเวณที่นอกเหนือจากสีของ Gamut
2.2 กำหนด Opactiy ของสีบริเวณที่นอกเหนือจากสีของ Gamut
2.3 Click mouse ที่ ปุ่ม OK
การตั้งค่า Monitor Resolution
Monitor Resolution หมายถึงจำนวนพิกเซลที่ถูกแสดงใน 1 หน่วยพิกเซลของหน้าจอ ซึ่งโดยทั่วไปเรามักใช้ให้เท่ากับขนาดของภาพที่ปรากฏบนจอ
วิธีการเปลี่ยนการตั้งค่า Monitor Resolution
1. Click mouse ที่ปุ่มขวาและเลือก Properties
2. Click mouse เลือก Settings
3. Click mouse เลื่อนแบบสไลด์เลือกค่า Monitor Resolution
(800 by 600 pixels)
4. Click mouse เลือก OK
การทำงานกับสี
การดูค่าสีด้วย Info Palette
สี่ต่าง ๆ ที่เราเลือกใช้งานอยู่ เราสามารถดูรายละเอียดของสีนั้น ๆ ได้ที่ Info
Palette โดยที่ค่าของสีจะเปลี่ยนไปในแต่ละจุดตามตำแหน่งของตัวชี้เมาส์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
คือ
วิธีการเลือกใช้สีที่มีอยู่ได้อย่างไร
ซึ่งการใช้สีใน Photoshop เราสามารถเลือกใช้สีได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้
การเปลี่ยนสีของ Foreground และ Background จะปรากฏหน้าต่าง Color Picker เพื่อจะให้เลือกสีที่เราต้องเปลี่ยน
การวาดและการระบายสี Painting
กระบวนการที่เปลี่ยนสีภาพในแต่ละพิกเซล ฉะนั้น เมื่อเราลงสีภาพไปแล้วเราไม่สามารถใช้การ
Selection หรือการเคลื่อนย้ายสีนี้ไปลงยังตำแหน่งใหม่ได้ เราสามารถระบายสีภาพด้วยเครื่องมือต่าง
ๆ ดังต่อไปนี้
การวาดภาพ Drawing เป็นวาดให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ หรือจะกำหนดให้เป็นรูปทรงเรขาคณิตก็ได้
ลายเส้นที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลต่อพิกเซลของภาพ ดังนั้นเราจึงสามารถย่อ และปรับขนาดของภาพนี้โดยที่ภาพไม่แตก
ฉะนั้นเราสามารถใช้การ Selection หรือเคลื่อนย้ายลายเส้นต่าง ๆ เหล่านี้ ได้
เราสามารถวาดภาพได้ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
การลบโดยใช้ Eraser Tool เป็นเครื่องมือที่เราใช้ในการลบด้วยการ Drag mouse ลงบนส่วนของ เลเยอร์ ที่ต้องการลบโดยมีการลบอยู่ 3 รูปแบบ ดังน
เครื่องมือวาดภาพแบบ Shape
Tool
การวาดภาพที่มีรูปแบบตายตัว เช่น การวาดรูปสี่เหลี่ยม วงกลม รูปหลายเหลี่ยม เส้นตรงและคลิปอาร์ต
เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้งานให้ใกล้เคียงกับเครื่องมือวาดภาพของโปรแกรม IIustrator
, Freeland และ Coreldraw สามารถแบ่งตามลักษณะการใช้งาน เป็น 6 แบบ คือ
เทคนิคการซ้อนทับภาพ จาก tool bar option
การตกแต่งภาพถ่าย
เครื่องมือการตกแต่งภาพถ่าย (retouch) เช่นการทำให้ภาพมีความคมชัดขึ้น ดูกลมกลืนกันมากขึ้น
การทำให้ภาพสีสดใส
เครื่องมือเกี่ยวกับการ Retouch ภาพ แบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
1. Focus Tool เป็นอุปกรณ์ปรับค่าความคมชัดของภาพ แบ่งเป็นย่อย เป็น
2. Toning Tools เป็นอุปกรณ์สำหรับปรับโทนสีของภาพให้มืด หรือ สว่าง
รู้จักกับเครื่องมือใหม่สำหรับการตกแต่งภาพ
มี 2 ประเภท
1. Healing Brush Tool ใช้เกลี่ยสี เพื่อลบรอยย่น หรือจุดตำหนิบนภาพคล้ายกับการใช้
Clone Stamp Tool
ใช้กำหนดขอบเขตพื้นที่ที่เราจะเกลี่ยสีด้วย
Gealing Brush Tool
2. Healing Brush จะต่างกันที่ จะดึงเอาเนื้อที่ทั้งหมดมา ทำให้เมื่อวางพื้นที่ส่วนนั้นลงไปแล้วจะแตกต่างจากภาพที่แก้ไข
ซึ่งเราจะต้องมาเกลี่ยสีด้วย Smudge Tool อีกครั้งถึงจะทำให้ภาพกลมกลืน
การทำสำเนาภาพ
ภาพเดิมที่มีอยู่ เราสามารถทำสำเนาเพื่อคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพได้ทั้งในไฟล์ภาพเพียวกันหรือต่างไฟล์
ซึ่งมีวิธีการทำสำเนาในลักษณะนี้ได้ 2 วิธีดังนี้
1. Clone Stamp Tool การทำสำเนาแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
2. Pattern Stamp Tool การทำสำเนาภาพแบบหนึ่งต่อจำนวนมาก
การใช้ Clone Stamp Tool
วิธีการใช้งานโดย
1. Click mouse ที่ไอคอน บน Toolbox ตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป O
2. ทำตำแหน่งเริ่มต้นแม่แบบของ Stamper โดยกดปุ่ม Alt ค้างไว้ ตัวชี้เม้าส์เปลี่ยนเป็นรูป
แล้ว Click mouse ที่ตำแหน่งที่เราต้องการให้เป็นตำแหน่งเริ่มต้น
3. Click mouse ที่ Aligned ใน Tool Options bar เพื่อให้การทำสำเนาเป็นแบบต่อเนื่องไม่ว่าเราจะ
Drag mouse ครั้งที่เท่าไรก็ตามระยะห่างระหว่างภาพต้นแบบและตัวสำเนาจะเท่ากัน จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อเราจะย้ายไปทำสำเนาลงบนไฟล์ภาพอื่น
4. Drag mouse ระบายบริเวณที่เราต้องการให้ปรากฏภาพที่เราทำสำเนาไว้ จะปรากฏภาพบนไฟล์ภาพใหม่
เราสามารถทำงานข้ามไฟล์ได้โดยการเปิดทำงานหลายไฟล์ภาพพร้อมกัน
" ในกรณีที่เราต้องการทำสำเนาใหม่ โดยเปรียบเทียบอ้างอิงจากตำแหน่งเริ่มต้น
5. Click mouse ที่ Aligned อีกครั้งเพื่อเป็นการไม่เลือก Aligned
6. Drag mouse ที่ตำแหน่งใหม่ ที่เราต้องการแปะภาพที่ทำสำเนาไว้จะปรากฏภาพอีก 1
รูปที่บนไฟล์ภาพใหม่
การใช้ Pattern Stamp Tool
Pattern Stamp Tool เป็นเครื่องมือสำหรับทำสำเนา Pattern โดยมีวิธีคร่าว ๆ คือเราต้องสร้าง
Pattern ก่อนหลักจากนั้นจึงทำสำเนาภาพได้ตามความต้องการ ต้องการรูปห้เป็นแบบ Pattern
มีวิธีการทำงานดังต่อไปนี้
สร้าง Pattern
1. ทำ Pattern โดยการใช้ Marquee Select เลือกบริเวณ Selection ที่เราต้องการให้เป็นสำเนาของภาพ
2. ลือกคำสั่ง Edit > Define Pattern ที่เมนูบาร์ จะปรากฏหน้าต่าง Pattern name
3. พิมพ์ชื่อ Pattern หรือชื่อของรูปแบบของรูปภาพที่เราเลือกไว้
4. Click mouse ปุ่ม OK จะเป็นการบันทึกรูปแบบที่เลือกเก็บไว้
5. Click mouse ที่ไอคอน บน Tool box ตัวชี้เม้าท์จะเปลี่ยนเป็นรูป
6. Click mouse ที่ Pattern แล้วเลือกรูปแบบของเราที่บรรทึกเก็บไว้
7. เลือกพู่กันจากคำสั่ง Brush ที่อยู่ด้านบนจากนั้น Drag Mouse ระบายรูปแบบของรูปที่เราเลือก
บริเวณที่ต้องการทำสำเนาภาพรูปภาพจะปรากฎรูปภาพที่เราทำสำเนาไว้
การวาดภาพด้วยปากกา
กลุ่มคำสั่ง Pen Tool มีหลายคำสั่งที่จะอธิบายรายละเอียดทีละคำสั่งควบคู่ไปกับการสร้างงานอย่างต่อเนื่องดังต่อไปนี้
คือ
สำหรับการวาดเส้นด้วยปากกา
และสามารถสร้างเส้นแบบปราณีต
เป็นการสร้างเส้น Path ตามการลากเม้าส์อย่างอิสระของเรา
เป็นเครื่องมือสำหรับเพิ่มจุดในแนวเส้น Path
เป็นเครื่องมือสำหรับเพิ่มจุดแขนของเส้น Path
เป็นเครื่องมือสำหรับเปลี่ยนแขนของเส้น Path ให้เป็นเส้นโค้งหรือเส้นตรง
เป็นเครื่องมือในกาเรลือกเส้นที่วาดและเคลื่อนย้ายตำแหน่งของเส้น Path
เป็นเครื่องมือในการดัดและเคลื่อนย้ายตำแหน่งของจุดและเส้น Path
การวาดเส้น Path ด้วยปากกา
Pen tool เป็นคำสั่งที่ช่วยให้เราสามารถสร้างเส้นตรงและเส้นโค้งที่เรียบร้อยสวยงามเป็นระเบียบ
Free Form Pen Tool เพราะสามารถควบคุมความถูกต้องของส่วนโค้งได้มากกว่า
1. Click mouse ที่ไอคอน ที่อยู่ใน
Toolbox ตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป "ปากกาแล้วมีเครื่องหมายคูณข้าง ๆ"
2. เลือกลักษณะการสร้าง Path ใหม่ที่ Option bar ดังนี้
Shape Layers เส้น Path ใหม่สร้างขึ้น ปรากฏเป็นสี Foreground
Paths เส้น Path ใหม่ที่สร้างนี้จะปรากฏเฉพาะใน Path Palette เท่านั้น ในที่นี้ให้เรา
Click mouse ที่ Path
3. Click mouse ที่ตำแหน่งเริ่มต้น
4. Click mouse ที่ตำแหน่งปลายจะได้เส้นตรงที่ลากเชื่อมตั้งแต่ต้น จดปลาย โดยรอยต่อของจุดแต่ละจุดจะเป็นสัญลักษณ์
รูป และจุดปลายจะเป็นสัญลักษณ์รูป "ปากกา"
5. Click mouse ที่จุดต่อ ๆ ไปที่เราต้องการสร้างเส้นต่อเนื่อง สังเกตว่าเส้นจะลากต่อจุดจนกว่าจะสิ้นสุดเป็นวงปิดตำแหน่งเริ่มต้นเมื่อครบวงปิดตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป
"ปากกาเป็นรูปวงกลมอยู่ข้างๆ"
6. ผลลัพธ์ที่ได้
7. เส้น Path ที่สร้างขึ้นปรากฏหน้าต่าง Path Palete
C การเพิ่มจุดรอยต่อของเส้น
Path ด้วย Add Anchor Point Tool
สามารถทำได้ โดย
1. Click mouse ที่ไอคอน ตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป "ปากกามีเครื่องหมายบวกข้าง
ๆ"
2. Click mouse ที่ตำแหน่งที่เราต้องการเพิ่มจุดรอยต่อบนเส้น Path ของเรา
3. ผลลัพธ์ที่ได้คือ จุดรอยต่อที่เพิ่มขึ้น พร้อมแขนทั้งสองข้างสำหรับการปรับส่วนโค้ง
การเคลื่อนย้ายจุดรอยต่อของเส้น Path ด้วย Direct Selection Tool
4. Click mouse ที่ไอคอน ตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป "ลูกศร"
5. Click mouse ที่ตำแหน่งที่เราต้องการเคลื่อนย้ายจุดรอยต่อบนเส้น Path ของเรา
6. Drag mouse ไปยังตำแหน่งใหม่ที่เราต้องการ ขณะเลื่อนตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป
"ลูกศรสามเหลี่ยม"
7. จะได้ผลลัพธ์ออกมาตามที่ออกแบบ
การลบรอยต่อของเส้น Path ด้วย Delete Anchor Point Tool
8. Click mouse ที่ไอคอน ตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป "ปากกาแล้วมีเครื่องหมายลบ"
9. Click mouse ที่ตำแหน่งจุดรอยต่อบนเส้น Path ที่เราต้องการลบ
10. ผลลัพธ์ที่ได้คือ จุดรอยต่อนั้นหายไป
การปรับส่วนโค้งของเส้น Path
ด้วย
1. Click mouse ที่ไอคอน ตัวชีเม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป "สามเหลี่ยมตะแคง"
2. Click mouse ที่ปลายแขนของส่วนโค้ง ที่เราต้องการปรับ
3. Drag mouse ลากปรับไปตามตำแหน่งที่ต้องการ
4. สำหรับรอยต่อที่ไม่มีแขนของส่วนโค้งให้ Click mouse ที่รอยต่อนั้น และ Drag
mouse ลากส่วนโค้งนั้นออกมา
การปรับ Path ที่เราสร้างขึ้นให้เป็น Selection
1. Click mouse ที่ปุ่ม สามเหลี่ยม เพื่อเรียกดู Option ของ Path Palette
2. เลือกคำสั่ง Make Selection จะปรากฎหน้าต่าง Make Selection
3. กำหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ของ Selection แล้ว Click mouse ที่ปุ่ม OK โดยค่าต่าง
ๆ ที่กำหนดมีรายละเอียดดังนี้ คือ
- Feather Radius เป็นการกำหนดความฟุ้งเบลอของขอบ Selection
- Operation กำหนดลักษณะของ Selection
4. ผลลัพธ์ที่ได้เส้น Path จะกลายเป็น Selection (เส้นประ)
การเติมสี Path ที่ถูกเลือกด้วยสีของ
Foreground จาก Selection เดิมในหัวข้อที่ผ่านมา
1. Click mouse ที่ปุ่ม สามเหลี่ยม เพื่อเรียกดู Option ของ Path Palette
2. เลือกคำสั่ง Fill Path จะปรากฎหน้าต่าง Fill Path
3. Click mouse ที่ปุ่ม สามเหลี่ยม แล้วเลือกสีที่ใช้เติม ในตัวอย่างให้เลือกเป็นสีของ
Foreground สีที่เราเลือก
4. Click mouse ที่ปุ่ม OK
5. ผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็นรูปที่ออกแบบมา
การสร้างเส้น Path ใหม่
1. Click mouse เลือกคำสั่ง New Path ที่ Path Palette จะปรากฎหน้าต่าง New Path
ขึ้น
2. ตั้งชื่อ Path ใหม่
3. Click mouse ที่ปุ่ม OK
4. Path ใหม่ที่พร้อมให้เราใช้งาน ปรากฎที่ Path Palette
การใส่เส้นจริงของ Path
1. จากรูปเดิมที่ออกแบบ สร้างเส้น Path ขึ้นมาให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ
2. Click mouse เปลี่ยนสีของ Foreground
3. Click mouse เลือกคำสั่ง Stroke Path ที่ Option ของ Path palette จะปรากฎหน้าต่าง
Stroke Path ขึ้น
4. เลือกเครื่องมือที่เราต้องการ ใช้เพื่อลงสีสำหรับเส้น Path
5. Click mouse ที่ปุ่ม OK
6. จะได้ผลลัพธ์ที่ออกแบบไว้
การสร้างเส้น โดยใช้คำสั่ง
Freeform Pen Tool เป็นการสร้างเส้นตามการเลื่อนเม้าส์ของเราอย่างอิสระ
1. Click mouse ที่ไอคอน รูปปากกาที่ กล่องเครื่องมือ Tool box
2. Drag mouse ลากเส้น Path ตามอิสระของเรา
การรวม Path เราสามารถรวมหลายๆ
Path เข้าด้วยกันได้โดยการ Click mouse ที่ปุ่ม Combine ที่ Tool Options bar โดยเราสามารถเลือกการรวม
Path ได้หลายวิธี
Add to Shape Area รวมทั้ง 2 Path เข้าด้วยกัน
Subtract from shape area ลบส่วนที่ซ่อนทับออก
Intersect shape area เลือกไว้เฉพาะพื้นที่ซ้อนทับกัน
Exclude Overlapping shape area เลือกเฉพาะส่วนที่ไม่ถูกซ้อนทับ
การใช้ Layer
การทำงานโดยแยกส่วนต่าง ๆ ของภาพให้อยู่บนชั้น หลายๆๆ ชั้น เป็นลำดับขั้นการทำงาน
ทำให้เราสามารถตกแต่ง และประกอบภาพได้โดยง่าย ฉะนั้นอาจเรียกได้ว่าความเข้าใจเรื่องเลเยอร์เป็นเรื่องสำคัญที่ตามมา
เป็นอันดับสองของโปรแกรม Photoshop รองจากเรื่อง Selection
การใช้งาน Layers Palette
1. Click mouse ที่เมนู Windows
2. เลือกคำสั่ง Layers
เลเยอร์ที่เรากำลังทำงานอยู่ เราเรียกว่า Active layer ซึ่งใน Layers Palette
จะปรากฎเป็นแถบสีน้ำเงิน เพื่อแสดงให้รู้ว่าเรากำลังทำงานที่ Layers นั่นอยู่
การเปลี่ยนการทำงานไปในเลเยอร์ต่าง ๆ
เราสามารถเรียกเลเยอร์ ใดมาทำงานก็ได้ ตามที่เราต้องการโดยการ
1. Click mouse ที่ Layer ที่ต้องการ
2. เราจะได้ layer ที่ต้องการใช้งานในขณะนั้น
การซ่อน Layer และการแสดง Layer
1. ซ่อน layer โดยการคลิกเม้าส์ ที่ปุ่ม เพื่อซ่อนเลเยอร์ ซึ่งช่องสถานะนั้นจะ
เปลี่ยนเป็นรูป
2. ผลลัพธ์ที่ได้ คือเลเยอร์ Mashroom จะหายไป
3. แสดงเลเยอร์ โดยการ Click mouse ที่ อีกครั้งเพื่อแสดงเลเยอร์ช่องสถานะจะเปลี่ยนกับมาเหมือนเดิม
4. ผลลัพธ์ที่ได้ เลเยอร์ในภาพ จะปรากฎขึ้นมาอีกครั้ง
การล็อคเลเยอร์
เราสามารถล็อคเลเยอร์ได้ด้วยการ Click mouse เลือกรูปแบบการล็อคที่ Layer Palette
ซึ่งมีรูปแบบการล็อค 4 รูปแบบดังนี้คือ การล็อคบางส่วน (Partially Lock)
1. Transparency จะรักษาทุกพิกเซลในส่วนของภาพที่โปร่งแสงเอาไว้
2. Image จะป้องกันการปรับแต่งและแก้ไขภาพ
3. Position ป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายภาพในเลเยอร์นี้
4. Lock All จะป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายภาพในเลเยอร์นี้
การเชื่อมเลเยอร์เข้าด้วยกัน
(Link)
การสร้างความเกี่ยวโยงของเลเยอร์ 2 เลเยอร์ หรือมากกว่านั้น Link ใช้เพิ่มความสะดวกในการเคลื่อนย้ายภาพ
ในเลเยอร์ภาพที่ Link กันไว้จะเคลื่อนย้ายภาพได้พร้อม ๆ กัน
วิธีการสร้าง Link
1. Click mouse เลเยอร์ที่เราใช้งาน
2. Click mouse ที่ ของช่องแสดงสถานะเลเยอร์ที่เราต้องการ Link ด้วย (มากกว่า 1
Layer ก็ได้) จะปรากฎสัญลักษณ์ ขึ้นในที่นี้ให้ Click mouse ที่เลเยอร์ต่อไป
การเคลื่อนย้ายภาพในเลเยอร์ที่เชื่อมกัน
3. ลองใช้คำสั่ง Move
4. เคลื่อนย้ายภาพที่อยู่ในเลเยอร์ไปตามทิศทางที่กำหนด
5. จะสังเกตว่า ภาพที่ Link อยู่ก็จะเคลื่อนย้ายตามไปด้วย
การเปลี่ยนขนาดของภาพในเลเยอร์ที่เชื่อมกัน
1. เลื่อน Mouse มาที่เมนู Edit
2. เลือกคำสั่ง Free Transform
อีกเลเยอร์หนึ่ง Link กันอยู่จะมีการปรับเปลี่ยนขนาดในอัตราเดียวกัน
วิธีการยกเลิกการเชื่อมเลเยอร์ สามารถลบ Link ได้เพียงเรา Click mouse ที่ อีกครั้งเท่านั้น
การสร้างเลเยอร์ใหม่
1. สร้างโดยใช้ เมนู คำสั่งที่ แถบเมนู โดยเลือกคำสั่ง
Layer>New>Layer จะปรากฎหน้าต่าง New layer ให้กำหนดคุณสมบัติของเลเยอร์ดังนี้
- Name พิมพ์ชื่อเลเยอร์ใหม่
- Group With Previous Layer กำหนดให้เลเยอร์ตัวนี้ทำงานร่วมกับเลเยอร์ตัวอื่น
- Color กำหนดสีให้กับชั้นเลเยอร์ เพื่อง่ายต่อการสังเกตในการทำงาน
- Opacity กำหนดค่าความโปร่งแสงของเลเยอร์
2. Click mouse ที่ ใน Layers Palette จะปรากฎ Layers ใหม่ขึ้นมา
3. สร้างโดยใช้ Option ที่ ปุ่ม สามเหลี่ยม ที่หน้าต่างเลเยอร์ จะปรากฎหน้าต่าง
New layer
4. สร้างโดยการเปลี่ยนพื้นที่ Selection ให้เป็นเลเยอร์ใหม่ โดยมีวิธีดังนี้คือ
4.1เลือกพื้นที่ (Selection)
4.2เลือกคำสั่ง Layer>New>Layer via Copy (หากต้องการคัดลอกพื้นที่เลือกไปทำเป็นเลเยอร์ใหม่)
หรือ layer via Cut (หากต้องการตัดพื้นที่เลือกไปทำเลเยอร์ใหม่)
5. วิธีที่ 5 สร้างโดยเปลี่ยน Background เป็นเลเยอร์ใหม่
5.1 ใช้คำสั่ง Layer > Layer From Backgroud หรือ Double Click ที่เลเยอร์ Background
5.2 ใส่ชื่อเลเยอร์ใหม่ พร้อมกำหนดค่า Opacity และ Mode ของเลเยอร์
5.3 Click mouse ที่ปุ่ม OK
การลบเลเยอร์
1. ลบโดยใช้คำสั่งที่แถบเมนู Layer > Delete > Layer
2. ลบโดยใช้คำสั่ง Delete layer โดยการ Click mouse ที่ ปุ่ม สามเหลี่ยม ใน Layer
Palette
3. ลบโดยใช้ไอคอน ที่ Layers Palette โดยการ Drag mouse ลาก Layers ที่เราต้องการลบ
การคัดลอก layer
1. คัดลอกโดยใช้คำสั่งที่แถบเมนู layer>Duplicate layer
2. คัดลอกโดยใช้คำสั่ง Duplicate Layer Palette โดย Click ปุ่ม สามเหลี่ยม
3. คัดลอกโดยใช้ Click ขวาบนเลเยอร์ที่ต้องการ Copy เลือกคำสั่ง Duplicte
4. คัดลอกโดยใช้ไอคอน ที่Layers Palette
การสร้าง Effect สำหรับเลเยอร์
1. Click mouse เลือกเลเยอร์ที่ต้องการทำ Effect ในที่นี้คือ Layer
2. Click mouse ที่ปุ่ม หรือคำสั่ง Layer>Layer Style
3. เลือกรูปแบบของ Effect จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปดังนี้ คือ
3.1 Drop shadow เป็นลักษณะเหมือนการใส่เงาให้กับวัตถุ
3.2 Inner Shadow เป็นลักษณะการเกิดเงาที่รอบด้านในของวัตถุ
3.3 Outer Glow เป็นการเกิดรัศมีของวัตถุกระจายออกจากขอบของวัตถุ
3.4 Bevel and Emboss เป็นการใช้งานใส่เงาและการสร้างรัศมีเพื่อทำให้ภาพดูนูนมีมิติขึ้น
3.5 Inner Glow เป็นการเกิดรัศมีจากขอบวัตถุเข้ามาข้างใน
3.6 Satin เป็นลักษณะการเกิดเงาที่ด้านในของวัตถุ
3.7 Color Overlay เป็นการเติมสีที่ต้องการลงในเลเยอร์นั้น ๆ
3.8 Gradient Overlay เป็นลักษณะของการไล่โทนสี
3.9 Pattern Overlay เป็นการเติมลายพื้นของวัตถุ
3.10 Stroke เป็นการเกิดของสีรอบวัตถุ
4. เลเยอร์ที่ถูกใส่ Effect จะปรากฎสัญลักษณ์รูปตัว ที่เลเยอร์นั้น
การใช้ Channel
Channel สีใน Photoshop มีหน้าที่ 2 ประการ คือเก็บข้อมูลสีของภาพและเก็บ Selection
ความเข้าใจเรื่อง Channel สีจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับงานพิมพ์
ภาพทุกภาพของ Photoshop ประกอบไปด้วย Channel สีอย่างน้อยตั้งแต่ 1 Channel ขึ้นไป
ซึ่งในแต่ละ Channel จะเก็บรายละเอียดความเข้มของแต่ละพิกเซลของสีใน Channel นั้น
ๆ ซึ่งในแต่ละภาพจะมีกี่ Channel ขึ้นอยู่กับโหมดสีที่ใช้ในการพิมพ์จะมี Channel
สี 4 Channel ได้แก่
1. Channel สี Cyan (c )
2. Channel สี Magenta (M)
3. Channel สี Yellow (Y)
4. Channel l Black (K)
Channels Palette
1. Channel สีในโหมดต่าง ๆ เช่น RGB , CMYK , Index color
2. Channel สีพิเศษ เช่น Spot Color
3. Alpha Channel
เราสามารถเรียก Channel Palette ขึ้นใช้งาน โดยใช้คำสั่ง
Windows>Channels ให้มีเครื่องหมายถูกเกิดขึ้นหน้าคำสั่ง Channel
การเลือกคำสั่งย่อยจาก Channel Palette bar
การเพิ่มลดค่าสีในแต่ละ Channel
1. Click mouse เลือกเฉพาะสี Channel สีที่เราต้องการเพิ่มลดค่าสี
2. ใช้เครื่องมือเกี่ยวกับการลงสี หากต้องการเพิ่มความเข้มของ Channel สีนั้น ๆ
ให้ใส่สีดำ และหากต้องการลดสีใน Channel นั้น ๆ ให้ใส่สีขาว
การรวม Channel สีเพื่อสร้างเป็น Channel สีใหม่โดยใช้คำสั่ง Calculation สีใหม่ได้โดยดึงเอาค่าสีจาก Channel ของสี 2 แหล่ง อาจเป็น Channel สีจากภาพเดียวกัน หรือภาพต่างกันก็ได้
การใช้คำสั่ง Calculation
1. เลือกทำงานในไฟล์ที่เราเลือก ให้ Click mouse เลือกคำสั่ง Image > Calculation
2. Click mouse ที่ Preview เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงขณะทำงาน
3. เลือกสร้าง Channel ใหม่จาก Source ภาพอื่น ๆ ที่เปิดอยู่ โดยการเติมรายละเอียดต่าง
ๆ ดังนี้คือ
- กำหนด Source 1 และ Source
2 เป็นไฟล์ภาพทั้งหมดที่เปิดอยู่ในขณะนั้น ในที่นี้ให้เราเลือก Source1 เป็น "_____1.psd"และ
Source2 เป็น "____2.psd"
- Channel ให้เลือกใส่ Channel ของ Source 1 เป็น Yellow และเลือก Channel ของ
Source2 เป็น Black
4.กำหนดค่าต่าง ๆ ได้แก่ Blending Mode , Opacity
5. เมื่อกำหนดค่าต่าง ๆ ก็กด OK
6. Channel สีเพิ่มขึ้นมาอีก 1 Channel โปรแกรมจะตั้งชื่อให้อัตโนมัติว่า Alpha1
7. สังเกตผลลัพธ์ของภาพที่ได้ ภาพสองภาพนี้จะซ้อนกัน และสีจะผสมกัน
คำสั่งแยกสีในแต่ละ Channel
ให้เป็นไฟล์แต่ละไฟล์
เราสามารถแยก Channel สีแต่ละ Channel ให้เป็นไฟล์ภาพแต่ละไฟล์ตามจำนวน Channel
สีในหมวดได้ โดยใช้คำสั่ง Split Channel
1. Click mouse ที ปุ่ม สามเหลี่ยม
ที่ Channel Palette
2. เลือกคำสั่ง Split Channel
3. ผลลัพธ์ที่ได้ จะได้ไฟล์ภาพ 3 ไฟล์ซึ่งแต่ละไฟล์จะอยู่ในโหมด Grayscale
การใช้ฟิลเตอร์
ฟิลเตอร์ (Filter) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการตกแต่งภาพด้วยเทคนิคพิเศษที่หลากหลาย แทนที่จะต้องมาพยายามคิดขั้นตอนการทำงานต่าง
ๆ ขึ้นเอง เราสามารถใช้ฟิลเตอร์เพียงคำสั่งเดียว ในการทำงานหลาย ๆ ขั้นตอนนั้นได้
เช่น เราจะสร้างแสงให้ภาพ แทนที่เราต้องมาทำทีละขั้นตอน คือ สร้าง Layer Copy และ
Layer ลงสี ปรับค่า Opacity ฯลฯ แต่เมื่อเราเรียกใช้คำสั่ง Filter เพียงครั้งเดียว
ก็สามารถกำหนดค่าต่าง ๆ และได้ผลลัพธ์ออกมาในเวลาที่รวดเร็ว
ฟิลเตอร์ที่พบใน Photoshop
จะแบ่งตามลักษณะการใช้งานและที่มาได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. Layer Style สำหรับทำการปรับแต่งภาพในแต่ละเลเยอร์ ซึ่งเราจะพบเมื่อใช้คำสั่ง
Layer>Layer Style>ฟิลเตอร์ที่ต้องการ
2. Filter เป็น Filter ที่มีอยู่ในโปรแกรมให้เลือกโดยอัตโนมัติ
3. Plug-in เป็นฟิลเตอร์ที่ถูกพัฒนาจากที่อื่นให้สามารถใช้งานได้กับโปรแกรม Photoshop
ฉะนั้น Plug-in ประเภทนี้จึงมีอย่างไม่จำกัด
การใช้งานฟิลเตอร์
1. เลือกคำสั่ง Filter > Noise > Add Noise จะปรากฎหน้าต่างขึ้นมา
2. Click mouse ที่ปุ่ม Preview หากต้องการดูการปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับภาพจริง
3. ปรับค่าต่าง ๆ ตามความต้องการ
4. หลังจากปรับจนพอใจแล้ว Click mouse ที่ปุ่ม OK
องค์ประกอบที่ควรรู้ในหน้าต่าง ฟิลเตอร์
1. บริเวณแสดงผลการ Preview ภาพ
2. บริเวณของการปรับแต่ง ซึ่งจะประกอบไปด้วยลักษณะต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละฟิลเตอร์
เทคนิคในการใช้งานฟิลเตอร์กับภาพที่มีขนาดใหญ่
การทำงานโดยใช้ฟิลเตอร์ถ้าไฟล์ภาพมีขนาดใหญ่ จะกินเวลานานมากหรือบางทีอาจทำให้เครื่องเกิดอาการ
Hang ได้ ซึ่งเราสามารถประหยัดเวลาการทำงานกับฟิลเตอร์ได้หลายวิธี ดังนี้
1. Click mouse ที่ปุ่ม Preview ดูภาพ Preview ที่หน้าต่าง Filter ก่อนการสั่งให้
ฟิลเตอร์ทำงานจริง เพื่อประหยัดเวลา
2. พยายามแบ่งภาพที่จะทำฟิลเตอร์ออกเป็นส่วนย่อย โดยการเลือกที่ Section แล้วใช้คำสั่ง
Filter
3. แบ่งการทำฟิลเตอร์ทีละ Channel
4. ทดลองการใช้งานฟิลเตอร์โดยการแปลงภาพให้เป็น Resolution ต่ำ ๆ ก่อนที่จะใช้งานกับฟิลเตอร์จริง
เพื่อป้องกันความผิดพลาดเมื่อได้ภาพที่แน่นอนแล้วจึงใช้งานกับต้นฉบับจริง
5. Clear Memory ทั้งหมดก่อนที่จะใช้งานฟิลเตอร์หรือเพิ่ม RAM ถ้าจำเป็น
การใช้คำสั่ง Liquify ในการตกแต่งภาพ
เป็นคำสั่งใหม่ที่ใช้ในการทำ เอฟเฟ็คให้กับรูปภาพ โดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่สามารถทำเอฟเฟ็คได้หลากกหลาย
เช่นการทำภาพบิดเบี้ยว ภาพปูมบวม และทำภาพเงาสะท้อนบนกระจก โดยเริ่มจาก Click mouse
ที่ Filter>Liquify
รู้จักกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ใน Liquify
ก่อนที่เราจะทำการตกแต่งภาพด้วย เอฟเฟ็ค ต่าง ๆ เราควรจะรู้จักกับอุปกรณ์ต่าง ๆ
ที่มีอยู่ ดังนี้
Warp tool ใช้บิดภาพไปตามแนวที่เราลากเม้าส์
Turbulence tool ใช้บิดภาพสำหรับภาพไฟ ก้อนเมฆ และคลื่น หรือเอฟเฟ็ค
Twirl Clockwise tool บิดภาพให้หมุนไปตามเข็มนาฬิกา
Twirl Counter Clockwise tool บิดภาพให้หมุนทวนเข็มนาฬิกา
Pucker tool ใช้บีบส่วนของภาพที่เรากดเม้าส์ หรือลากเม้าส์
Bloat tool ใช้ขยายส่วนของภาพที่เรากดเม้าส์ หรือลากเม้าส์
Shift Pixels Tool เลื่อนส่วนของภาพให้ไปตามการลากเม้าส์
Reflection tool ใช้สร้างภาพสะท้อนในลักษณะของการส่องกระจกเงา
Reconstruct tool ยกเลิกให้ภาพที่ถูกปรับแต่งกลับสู่สภาพเดิม
Freeze tool ระบายสีลงในภาพบริเวณที่ต้องการให้ป้องกันการแก้ไขภาพ
Thaw tool ลบสีในบริเวณของการป้องกันการแก้ไขภาพออก
Zoom tool เพื่อขยายภาพ - ลดขนาดของภาพ
Hand tool เพื่อปรับเคลื่อนย้ายตำแหน่งของภาพ
กำหนดคุณสมบัติของเครื่องมือต่าง ๆ ใน Liquify
- ปุ่ม Load mesh ย้อนการทำงานกลับมาได้ หากมีการผิดพลาด
- ปุ่ม Save Mesh บันทึกการทำงานไว้ เพื่อจะเรียกย้อนกลับมาเพื่อผิดพลาด
- Tool Option คุณสมบัติของเครื่องมือ
1. Brush Size เลือกขนาดของหัวพู่กัน
2. Brush Pressure ปรับให้เพิ่ม และลดแก้ไขภาพตามน้ำหนักของการกดเม้าส์
3. Turbulent Filler กำหนดค่าหนาแน่น ในการบิดภาพ
4. Stylus Pressure เลือกเมื่อเราใช้ Stylus Table ในการตกแต่งภาพเพื่อให้น้ำหนักในการใช้
Table มีผลต่อการตกแต่งภาพ
5. Reconstruction ยกเลิกการแก้ไขภาพ หรือกลับสู่ภาพก่อนการแก้ไข Mode เลือกรูปแบบของการแก้ไขภาพ
- ปุ่ม Reconstruction ย้อนกลับไปโดยการยกเลิกการปรับแต่งทีละส่วน
- ปุ่ม Revert ย้อนกลับสู่ภาพก่อนการปรับแต่ง
6. Freeze Area กำหนดคุณสมบัติของการป้องกันการแก้ไข Channel เลือก Channel เพื่อใช้กำหนดพื้นที่ที่จะป้องกันการแก้ไข
- ปุ่ม Invert กำหนดให้ป้องกันการแก้ไขภาพทั้งหมด
- ปุ่ม Thaw all กำหนดให้แก้ไขภาพได้ทั้งหมด
View Option กำหนดการแสดงมุมมองต่าง ๆ
- Frozen Areas แสดงสีที่บอกถึงพื้นที่ของการป้องกันแก้ไขภาพ
- Image แสดงให้เห็นภาพ
- Mesh แสดงเส้นตารางที่บอกตำแหน่ง และขนาดของการปรับแต่งภาพ
- Mesh Size กำหนดขนาดของตาราง
1. Small ตารางขนาดเล็ก
2. Medium ตารางขนาดกลาง
3. Large ตารางขนาดใหญ่
- Freeze Color เลือกสีพื้นในพื้นที่ที่ป้องกันการแก้ไขภาพ
- Back drop กำหนดให้สามารถเลือกเลเยอร์ที่จะแสดงอยู่ในขณะบิดภาพ
เทคนิคการปรับแต่งภาพอย่างเจาะจง และการบิดภาพด้วย Warp เราสามารถปรับแต่งภาพในเฉพาะบางส่วนของภาพ
โดยการกำหนดให้ภาพทุกส่วนเป็น Freeze ในส่วนของภาพที่ต้องการปรับแต่งออก ทำให้เราสามารถปรับแต่งภาพในส่วนนั้นได้อย่างเจาะจง
กำหนดพื้นที่ภาพที่ต้องการแก้ไขอย่างเจาะจงในหน้าต่าง Liquify
1. Click mouse ที่ปุ่ม Invert
2. Click ให้เกิดเครื่องหมาย ถูก Mesh
3. Click mouse ที่ปุ่ม
4. Drag mouse ลบเงาเฉพาะส่วนที่ต้องการแก้ไข
การบิดภาพด้วย Ward เมื่อได้ส่วนของภาพที่จะปรับแต่งแล้ว
1. Click mouse ที่
2. เลือกขนาดของพู่กัน
3. ปรับขนาดการบิดภาพ
4. Drag mouse ปรับภาพส่วนที่เราเลือก
5. Click mouse ยกเลิกการ Freeze
6. แสดงผลลัพธ์ของการบิดภาพ
การปรับแต่งภาพด้วยการหมุนภาพ (Twirl)
1. Click mouse แสดงตารางเพื่อดูขนาดการหมุนภาพ เครื่องหมายถูก Mesh
2. Click mouse เพื่อปรับการหมุนแบบตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกา
3. Click mouse ค้างไว้ในตำแหน่งจุดศูนย์กลางของภาพที่เป็นจุดหมุน
4. click mouse ยกเลิกการแสดง Mesh
5. แสดงภาพที่ถูกบิดการปรับภาพสมบูรณ์แล้ว
การบีบภาพด้วย Pucker tool
1. Click mouse แสดงตาราง เครื่องหมายถูกในช่องสี่เหลี่ยม Mesh
2. Click mouse
3. Click mouse ค้างไว้ในส่วนของภาพที่ต้องการบีบให้เล็กลง
4. Click mouse ยกเลิกการแสดงตาราง Mesh
5. แสดงผลลัพธ์
การขยายพื้นที่ภาพด้วย Bloat tool เป็นการขยายพื้นที่ภาพในส่วนที่เรา Click mouse
1. Click mouse แสดงตาราง สี่เหลี่ยมและมีเครื่องหมายถูก Mesh
2. Click mouse
3. Click mouse ค้างไว้ในส่วนของภาพที่ต้องการขยายให้โตขึ้น
4. Click mouse ยกเลิกให้เครื่องหมายถูกหายไป
5. แสดงผลลัพธ์
การเลื่อนพื้นที่ภาพด้วย Shift
Pixel Tool
1. Click mouse แสดงตาราง เครื่องหมายถูกในสี่เหลี่ยม Mesh
2. Click mouse
3. Drag mouse ในส่วนของภาพที่ปรับแต่งให้เลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการ
4. Click mouse ยกเลิกเครื่องหมายถูกออกไป
5. แสดงผลลัพธ์
การกู้ส่วนของภาพที่ปรับแต่งผิดพลาดให้กลับสู่สภาพเดิม
1. Click mouse
2. Drag mouse ในส่วนของภาพที่ต้องการกู้ภาพเดิมกลับมา
3. แสดงภาพก่อนทำการปรับแต่ง
การสร้างภาพสะท้อนด้วย Reflection tool
1. Click mouse
2. Drag mouse ให้ภาพสะท้อนออกไปในทิศทางที่เราต้องการ
3. แสดงผลลัพธ์เป็นภาพที่มีการสะท้อน
เทคนิคการบิดภาพที่ปราณีต
การบิดภาพคล้าย ๆ กับเอฟเฟคใน KaiPower Goo นั่นคือคำสั่ง Liquify โดยในเวอร์ชั่น
7 นี้ ได้เพิ่ม Zoom Tool , Pan Tool และ Turbulence Tool เพื่อให้ทำงานได้อย่างปราณีตขึ้น
นอกจากนี้เราสามารถบันทึกงานในแต่ละขั้นตอนเอาไว้ได้ เพื่อเวลาที่ทำงานพลาดจะสามารถเรียก
ย้อนกลับมาทำงานเดิมได้โดยไม่เสียเวลามาเริ่มใหม่ทั้งหมด(เรียกว่า Save Mesh) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกได้อีกว่าเราจะบิดภาพในเฉพาะบางเลเยอร์
หรือบิดพร้อมกันทั้งภาพก็ได้
เครื่องมือที่ช่วยให้บิดภาพได้ปราณีตมากขึ้น
Load Mesh , Save Mesh เพื่อย้อนกลับมาทำงานได้ใหม่เมื่อเกิดผิดพลาด
เป็นการเลือกจะบิดภาพได้แต่ละเลเยอร์หรือทั้งภาพ
การบิดภาพใน Liquify ด้วย
(Turbulence Tool) เป็นการบิดภาพอย่างเช่น สร้างภาพไฟ ก้อนเมฆ และคลื่น
1. เปิดและซ้อนภาพด้วยเทคนิคการใช้เลเยอร์
2. เลือก Filter > Liquify
3. เลือกพื้นหลังของภาพที่เราจะบิด โดยเลือกเลเยอร์หรือทั้งภาพ
4. Click mouse
5. Click mouse บิดภาพให้มีลักษณะเป็นคลื่นตามที่ออกแบบไว้
6. Click mouse ที่ปุ่ม OK แสดงผลลัพธ์ออกมา
เทคนิคการแต่งภาพ
การปรับภาพที่เบลอให้คมชัดด้วย Photoshop
1. เปิดภาพที่มีลักษณะเบลอ ๆ ไม่คมชัดขึ้นมาใน Photoshop แล้วคลิกเมนู Filter>Sharpen>Sharpen
More แล้วสังเกตดูว่าภาพชัดขึ้นแค่ไหน
2. ให้ใส่ Sharpen เข้าไปจนกว่าภาพจะชัดในระดับที่ต้องการด้วยการคลิกเมนู Filter>Sharpen>Sharpen
More หรือ Ctrl+F เพื่อเรียกใช้ Fiter ซ้ำอีกครั้ง
การสร้างกรอบไม้อย่างง่ายด้วย
Action
1. เปิดไฟล์รูปภาพที่ต้องการ
2. คลิกเมนู Window>Actions เพื่อเรียกพาเลท Action ขึ้นมา
3. คลิกที่ Wood Frame-50 Pixel
4. คลิกปุ่ม สามเหลี่ยม เพื่อสั่งให้ Action ทำงาน
5. คลิกปุ่ม Continue
6. จะได้กรอบไม้สวยงาม