...โรคอะไรเอ่ย พึ่งพบมา 20 กว่าปีแต่ทั่วโลกต่างหวาดกลัวมัน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ เริ่มคุ้น ๆ แล้วใช่ไหมครับ ถ้าใครยังนึกไม่ออก เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง
...ก่อนอื่นคงต้องพูดถึงปีค.ศ.1909 Carlos Ribeiro Justiniano Chagas(1879-1934) แพทย์ชาวบราซิล ค้นพบเชื้อที่ตอนนั้นคิดว่าเป็นโปรโตซัวชื่อ Pneumocystis carinii ซึ่งก่อโรคปอดบวม(Pneumonia) ในหนูและคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง(Immunodeficiency) โรคปอดบวมนี้เรียกว่า Pneumocystis carinii Pneumonia(PCP) ต่อมา Otto Jirovec(1907-1972) นักปรสิตวิทยาชาวเช็กเสนอว่าเชื้อนี้ที่ก่อโรคในคนกับสัตว์เป็นคนละชนิดกัน แต่ไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่นอน
...ค.ศ.1981 Michael Gottlieb แพทย์ชาวอเมริกันรายงานว่าพบผู้ป่วยที่เป็นชายรักร่วมเพศ 5 คนป่วยเป็นโรค PCP และอีก 5 เดือนต่อมาทั้งหมดก็ติดเชื้อไวรัส CMV ซึ่งมักจะเป็นในคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่หาสาเหตุไม่เจอว่าภูมิคุ้มกันของคนเหล่านี้บกพร่องจากอะไรจึงเชื่อว่าเป็นโรคใหม่ เนื่องจาก 4 ใน 5 คนนี้ตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วยซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงคาดว่าโรคที่พบใหม่นี้น่าจะติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เช่นกัน
...ค.ศ.1982 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของอเมริกา(CDC) ตั้งชื่อโรคนี้ว่า Acquired Immunodeficiency Syndrome หรือโรคเอดส์(AIDS) นั่นเอง
...ค.ศ.1983 Luc Montagnier และทีมวิจัยจากสถาบัน Pasteur ใน Paris ค้นพบเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้โดยใช้ชื่อว่า Lymphadenopathy Associated Virus(LAV) อีกหนึ่งปีต่อมา Robert Gallo และทีมวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาใน Baltimore ก็ค้นพบเชื้อไวรัสนี้เช่นกันโดยเรียกว่า Human T-cell Lymphotrophic Virus-III(HTLV-III) แต่ Gallo อ้างว่าตนเป็นผู้ค้นพบเชื้อนี้เป็นคนแรกทำให้เกิดการถกเถียงกัน ท้ายที่สุดพิสูจน์ได้ว่าทั้งสองเป็นเชื้อเดียวกันจึงให้ใช้ชื่อเดียวกันว่า Human Immunodeficiency Virus(HIV) และถือว่าทั้งสองเป็นผู้ค้นพบร่วม
...ค.ศ.1985 Mitsuya และ Broder คิดค้นยาต้านไวรัสชื่อ Azidothymidine(AZT) ซึ่งเป็นยาตัวแรกของกลุ่ม NRTI ยา AZT นี้ได้รับการรับรองให้ใช้รักษาผู้ป่วยเอดส์ในปีค.ศ.1987 แต่การใช้ยาเพียงตัวเดียวไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพมากนัก จึงมีการคิดค้นยาใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
...ค.ศ.1990 E. De Clercq ค้นพบยากลุ่ม NNRTI และในปีเดียวกันนั้นเอง Joe A. Martin และ Noel Roberts ก็ค้นพบยา Saquinavir ซึ่งเป็นยาตัวแรกของกลุ่ม PI ทำให้ปัจจุบันมียารักษาเอดส์อยู่ 3 กลุ่ม
...ค.ศ.1995 เริ่มใช้ยา 3 ตัวร่วมกันเป็นครั้งแรก โดยให้ยา NRTI 2 ตัวร่วมกับยา NNRTI หรือ PI 1 ตัว เรียกการรักษาแบบนี้ว่า HAART พบว่าได้ผลดีมากแต่ค่าใช้จ่ายสูงคือ 20,000 � 35,000 บาทต่อเดือน
...เมื่อเทคโนโลยีการตรวจ DNA พัฒนาขึ้นก็พิสูจน์ได้ว่าเชื้อ Pneumocystis นั้นไม่ใช่โปรโตซัวแต่น่าจะเป็นเชื้อรา และเชื้อที่ก่อโรคในคนกับสัตว์เป็นคนละสายพันธ์กันจริง ๆ ค.ศ.1999 เชื้อที่ก่อโรคในคนจึงได้รับการตั้งชื่อว่า Pneumocystis jiroveci เพื่อเป็นเกียรติแก่ Jirovec ส่วนชื่อโรคนั้นให้เรียกว่า Pneumocystis pneumonia เพื่อให้ใช้อักษรย่อ PCP ได้ตามเดิม(จริง ๆ แล้ว Frenkel เสนอให้ใช้ชื่อ P. jiroveci ตั้งแต่ค.ศ.1976 แต่ไม่ได้รับการยอมรับในขณะนั้น)
...เมื่อพูดถึงโรคนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงวัคซีน ปัจจุบันมีโครงการทดลองวัคซีนเอดส์ 33 โครงการทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะสะดุดอยู่ที่ phase II-III ค.ศ.1999 มหาวิทยาลัยมหิดลทดลองวัคซีนชื่อ AIDSVAX B/E ของบริษัท VAXGEN INC. ของอเมริกา ซึ่งเป็นการทดลอง phase III ที่กรุงเทพ มีอาสาสมัคร 2,500 คน โดยจะสรุปผลในปีค.ศ.2003
...ค.ศ.2002 องค์การเภสัชกรรมของไทยก็โด่งดังไปทั่วโลกเมื่อสามารถรวมยาต้านไวรัส 3 ตัวไว้ในเม็ดเดียวกันได้สำเร็จ มีชื่อทางการค้าว่า GPO-vir ซึ่งลดค่าใช้จ่ายเหลือเพียง 1,200 บาทต่อเดือน กระทรวงสาธารณสุขจึงสนับสนุนยานี้ให้ทุกโรงพยาบาลของรัฐฟรี
...ค.ศ.2003 AIDSVAX B/E ได้ข้อสรุปว่าไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค หลังการประกาศผลวิจัยหุ้นของ VAXGEN INC. ร่วงลงทันที เมื่อการใช้วัคซีนตัวเดียวไม่ได้ผล มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับกรมแพทย์ทหารบกจึงทดลองใช้วัคซีน 2 ชนิดร่วมกัน โดยตัวแรกคือ ALVAC ของบริษัท Aventis Pasteur ของฝรั่งเศสเป็นวัคซีนปูพื้น(Prime) และใช้ AIDSVAX B/E เป็นวัคซีนกระตุ้น(Booster) ซึ่งผ่าน phase I และ II ไปแล้ว ปัจจุบันกำลังทดลอง phase III ที่จังหวัดชลบุรีและระยอง โดยมีอาสาสมัครมากถึง 16,000 คน(นับเป็นโครงการที่มีอาสาสมัครมากที่สุด) แต่คงต้องรอกันสักหน่อยเพราะโครงการนี้จะสรุปผลในปีค.ศ.2008
...อย่างไรก็ตามสิทธิบัตรของวัคซีนดังกล่าวก็เป็นของบริษัทผู้ผลิต นักวิจัยไทยจึงร่วมมือกับญี่ปุ่นคิดค้นวัคซีนขึ้นมาเองคือ rBCG-Gag E และ rVaccinia-Gag E ผลการทดสอบในหนูพบว่าได้ผลดี ปัจจุบันกำลังทดสอบในลิงโดยจะสรุปผลในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2005 ถ้าได้ผลดีก็จะทดลองในมนุษย์ต่อไป วัคซีนนี้เกิดจากการคิดค้นร่วมกันแต่ญี่ปุ่นกลับไปจดสิทธิบัตรเพียงผู้เดียว ไทยจึงทำการประท้วงจนในที่สุดก็ยินยอมให้จดสิทธิบัตรร่วมกัน
...วัคซีนเอดส์ยังคงเป็นเพียงความหวัง ดังนั้นทางที่ดีอย่าไปเสี่ยงดีกว่าครับ ทำได้โดยไม่สำส่อนทางเพศและไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น สำหรับผู้ที่มีประวัติเสี่ยงก็ขอให้รีบไปตรวจกับแพทย์ ส่วนผู้ที่ติดเชื้อแล้วก็ควรไปรับการรักษาแต่เนิ่น ๆ และที่สำคัญคือขอให้มันหยุดที่ตัวท่านเถิด อย่าไปแพร่ให้คนอื่นอีกเลย
เขียนเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547