เอดส์คืออะไร
เอดส์
หมายถึง กลุ่มอาการที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมลงมาก เนื่องจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสที่เรียกว่า เอช ไอ วี HIV) หรือเชื้อเอดส์
ทำให้เม็ดโลหิตขาวที่เป็นภูมิคุ้มกันถูกทำลายลงจนร่างกายติดเชื้อโรคอื่น
ๆ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสหรือโรคแทรกซ้อน และมะเร็งบางชนิดซึ่งไม่พบหรือพบได้น้อยในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันปกติ
ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยเอดส์จึงมีอาการแสดงออกของโรคต่าง ๆ เช่น ปอดบวม โรคผิวหนังและอื่น
ๆ เป็น ๆ หาย ๆ ถ้าไม่รู้จักปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ภูมิคุ้มกันจะเสื่อมลงเรื่อย
หากไม่ได้รับการรักษาโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ให้ทันท่วงทีผู้ป่วยจะเสียชีวิต
ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อเอดส์ หรือวัคซีนที่ป้องกันรักษาเอดส์ให้หายได้
อาการและวงจรของเอดส์
เมื่อได้รับเชื้อเอดส์เข้าไปในร่างกายในระยะแรกอาจจะยังตรวจไม่พบ เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือนแล้ว
จะตรวจได้ว่ามีร่องรอยการได้รับเชื้อเอดส์หรือมีเลือดบวกเอดส์จนถึงระยะนี้จะยังไม่ปรากฏอาการ
กล่าวคือ การสังเกตลักษณะภายนอกจะบอกไม่ได้ว่าใครได้รับเชื้อเอดส์
ดังนั้น คนที่ดูแข็งแรงอาจมีเชื้อเอดส์อยู่ในตัวและแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ประมาณ
5 ปีหลังจากติดเชื้อเอดส์ บางคนก็จะเริ่มมีอาการของเอดส์บ้าง
หรือมีอาการเอดส์อ่อนอยู่ราว 3-5 ปี
ก่อนจะกลายเป็นเอดส์เต็มขั้น
คนที่เป็นเอดส์เต็มขั้นจะมีอาการของโรคติดเชื้อต่าง
ๆ และโรคแทรกซ้อนหลังจากวินิจฉัยว่าเป็นเอดส์เต็มขั้นแล้ว ผู้ป่วยจะเสียชีวิตภายใน 2-3 ปี แต่อย่าไปวิตกกังวลว่า
อาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่เราทุกคนเป็นกันเป็นครั้งคราวจะเป็นอาการของเอดส์ ถ้าสงสัยให้ปรึกษาแพทย์


ภูมิคุ้มกันมีความสำคัญต่อร่างกายของเราอย่างไร
ถ้าเปรียบเชื้อเอดส์และเชื้อโรคอื่น
ๆ เสมือนเม็ดฝน เราอาจเปรียบภูมิคุ้มกันเป็นเสมือนร่มที่คอยป้องกันไม่ให้เราเปียกฝนจนเจ็บป่วย ถ้าร่มของเราแข็งแรงไม่รั่ว ไม่ซึมจะสามารถปกป้องเราจากฝนได้ดีแต่ถ้าร่มขาดหรือรั่ว น้ำฝนย่อมผ่านลงมาถูกตัวเราและทำให้เราเจ็บป่วยได้ง่าย
ในร่างกายเรามีเม็ดเลือดขาวที่เป็นตัวสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เมื่อได้รับเชื้อเอดส์ เชื้อเอดส์จะเข้าไปอยู่ในเม็ดเลือดขาว จากนั้นไวรัสจะแบ่งตัวสร้างเชื้อเอดส์ตัวใหม่อีกมากมาย เชื้อเอดส์ก็จะแพร่กระจายออกไปทำลายเม็ดเลือดขาวตัวต่อ ๆ ไป ในที่สุดเมื่อเม็ดเลือดขาวถูกทำลายไปมาก
ๆ ร่างกายก็จะไม่มี
ภูมิคุ้มกันโรคเลย คราวนี้เชื้อโรครอบ ๆ ตัวเราก็ฉวยโอกาสทำให้เราเจ็บป่วย และเสียชีวิต

ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำเกิดจากอะไรบ้าง
ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากเชื้อเอดส์เท่านั้น อาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคขาดอาหาร โรคมะเร็ง การใช้ยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน เช่น
ยาบำบัดรักษามะเร็ง ยาสเตอรอยด์ที่มีขายกันเกลื่อนท้องตลาด
เป็นต้น ดังนั้นบุคคลที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และเกิดโรคต่าง
ๆ โดยไม่มีเลือดบวกเอดส์ จึงไม่ใช่ผู้ป่วยเอดส์
การติดต่อแพร่เชื้อเอดส์
เชื้อเอดส์แพร่ได้
2 ทาง คือ
1. ทางเพศสัมพันธ์
การมีเพศสัมพันธ์สำส่อนระหว่างชายกับชาย และชายกับหญิงจะมีโอกาสติดเชื้อโรคเอดส์ได้ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีเชื้ออยู่ในตัว เพราะเชื้อโรคเอดส์จะออกมากับน้ำกามของผู้ชาย
และออกมากับน้ำเมือกในช่องคลอดของผู้หญิงที่เป็นโรค
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในเม็ดโลหิตขาวที่ปะปนออกมากับน้ำกามและน้ำเมือก ดังนั้นถ้ายิ่งมีเลือดออก เช่น
การร่วมเพศขณะมีประจำเดือนหรือขณะที่ประจำเดือนยังไม่หมดดีหรือถ้ามีบาดแผล
เช่น การมีแผลกามโรคมีเลือด
หรือ
น้ำเหลืองไหลเยิ้มมาก็ยิ่งถ่ายทอดโรคให้คนอื่นได้ง่ายขึ้น หรือถ้าฝ่ายผู้รับเชื้อมีบาดแผลเช่นบาดแผลที่เกิดจากการฉีดขาดระหว่างการร่วมเพศ (เช่น
การถูกร่วมเพศทางทวารหนักหรือการร่วมเพศที่รุนแรงเกินไป) หรือที่เกิดจาการที่มีแผลกามโรคอยู่เดิม ก็จะยิ่งทำให้รับเชื้อเอดส์ได้ง่ายขึ้น
ดังนั้นการรักษาแผลกามโรคและการใส่ถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศกับคนที่ไม่ใช่เป็นภรรยาหรือสามีของตนจึงเป็นทางหนึ่งที่จะป้องกันโรคเอดส์ได้
อย่างไรก็ตาม การมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวโดยไม่ได้ป้องกัน หรือโดยไม่มีบาดแผล ก็สามารถติดเอดส์ได้
และการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสมัครเล่น (ไม่ใช่หญิงบริการ)
ก็สามารถติดเอดส์ได้เช่นเดียวกัน เพราะไม่ทราบว่าเขาไป
"สมัครเล่น" กับคนอื่นอีกกี่คนก่อนมาถึงเรา!
2.
ทางเลือด
2.1
การรับเลือด ผลิตภัณฑ์เลือดหรือการผ่าตัดเปลี่ยนรับอวัยวะจากผู้ติดเอดส์ ปัจจุบันการติดทางวิธีนี้น้อย
เพราะมีการตรวจเอดส์ในเลือดที่ได้รับบริจาคทุกขวดก่อนที่จะให้กับผู้ต้องรับเลือด
2.2
การใช้เข็มและกระบอกฉีดยาเสพติดร่วมกัน
ทั้งนี้เนื่องจากมีเลือดค้างอยู่และไม่ได้ทำความสะอาดก่อน
2.3 จากมารดาสู่ทารก
แม่ที่ติดเชื้อเอดส์จะทำให้ลูกคลอดมาติดเอดส์และเป็นเอดส์ประมาณร้อยละ 50
(รายงานต่างประเทศ ร้อยละ 13-73)
แม่สามารถแพร่เชื้อเอดส์ไปสู่ลูกได้ในระยะตั้งครรภ์ ขณะคลอด และขณะเลี้ยงดูด้วยนมมารดา ในเมืองไทยเด็กติดเอดส์จากมารดามีอัตราสูงขึ้นอย่างน่าวิตก ทุกคนน่าจะช่วยกันป้องกันโดยด่วน ปัจจุบันประมาณร้อยละ 8 ของผู้ติดเอดส์และผู้ป่วยเอดส์เป็นเด็กทารก ทารกเหล่านี้ได้รับเชื้อเอดส์จากแม่ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้รับเชื้อ
เอดส์มาจากสามี
เอดส์กับกามโรค
แม้ว่าไม่เป็นกามโรค ท่านก็ติดเอดส์ได้จากการมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียว การติดเชื้อกามโรคต่าง ๆ จะทำให้ติดเอดส์ได้ง่าย 5-10 เท่า
ยิ่งเป็นกามโรคบ่อยครั้ง แม้ว่าจะรักษาหายขาดทุกครั้ง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเอดส์ เพราะภูมิคุ้มกันเสื่อมลง โอกาสรับเชื้อเอดส์ก็ยิ่งมากขึ้น
กามโรคไม่แสดงอาการในทุกคนที่ติดเชื้อกามโรค บางคนอาจไม่มีอาการเลยบางคนอาจมีอาการเล็กน้อยเป็น ๆ หาย ๆ
ดังนั้นหากสงสัยว่าติดกามโรค ควรรีบไปปรึกษาแพทย์
เพื่อรับการตรวจและรักษาที่ถูกต้อง
กามโรคบางชนิดยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ มีแต่เพียงยาที่ควบคุมอาการได้เท่านั้น
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ไม่มีเพศสัมพันธ์กับใครอื่น
นอกจากกับสามีหรือภรรยาของตนที่ไม่มีเลือดบวกเอดส์เท่านั้น
ข้อควรจำก็คือ อย่าซื้อยารักษากามโรคด้วยตนเอง
เพราะจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ กามโรคอาจดื้อยาทำให้รักษาได้ยาก
การตรวจหาร่องรอยการได้รับเชื้อเอดส์
ร่องรอยของการได้รับเชื้อเอดส์ (HIV
antibody) สามารถตรวจพบได้จากเลือด น้ำลาย ประชาชนสามารถรับการตรวจได้ตามโรงพยาบาลเกือบทุกแห่ง
และสถานบริการทางการแพทย์ของทางราชการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ตลอดจนคลีนิคนิรนาม ถ้าตกลงใจจะตรวจควรจะตรวจหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง
เช่น หลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการแล้วอย่างน้อย 3 เดือน ถ้าหากการตรวจเป็นผลลบก็แสดงว่าคุณไม่ได้ติดเอดส์
ถ้าหากผลเป็นบวก เรียกว่าคุณมีเลือดบวกเอดส์
ซึ่งแสดงว่าในเลือดหรือน้ำลายคุณมีร่องรอยของการได้รับเชื้อเอดส์เท่านั้น
ไม่ได้แปลว่าขณะนี้คุณเป็นเอดส์ (ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยเอดส์เต็มขั้น) เรื่องนี้ควรจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องระหว่าง
"ผู้ติดเชื้อ" เอดส์กับ "ผู้ป่วยเอดส์"
หลังจากได้รับเชื้อเอดส์เป็นอย่างไรบ้าง
1. ผู้ติดเชื้อเอดส์ ถ้าได้รับเชื้อเอดส์
หรือ เอชไอวี เชื้อไวรัสนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างร่องรอยของการได้รับเชื้อ
ตรวจเลือดจะพบร่องรอยเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่ามีเลือดบวกเอดส์
และร่องรอยเหล่านี้สามารถตรวจพบในน้ำลายได้ ร่างกายอาจจะปกติทุกอย่าง ดูจากภายนอกก็คือ
หนุ่มหล่อ สาวสวย หรือคนธรรมดาทั่วไป ถ้าไม่ตรวจเลือดหรือน้ำลายก็จะไม่ทราบว่าติดเอดส์มาแล้ว
คนเหล่านี้ภายใน 10 ปี จะเป็นเอดส์เต็มขั้นประมาณร้อยละ 50
2. เอดส์อ่อน หรือผู้ติดเชื้อที่มีอาการ
คือ พวกที่มีเลือดบวกเอดส์
และไม่รู้จักปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง จะมีอาการแสดง
ผลจากภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อมลง เช่น
มีเชื้อราที่ลิ้น งูสวัด ต่อมน้ำเหลืองโต เริม มีอาการอ่อนเพลียหรือน้ำหนักลด ไข้เรื้อรัง
หรือเหงื่อออกกลางคืน เป็น ๆ
หาย ๆ ถ้าไม่รู้จักปฏิบัติตัวให้ดีจะกลายเป็นเอดส์เต็มขั้น
3. เอดส์เต็มขั้น ผู้ป่วยเหล่านี้จะเคยเป็นเอดส์อ่อนมาก่อน มีภูมิคุ้มกันเสื่อมลงมากและมีอาการติดเชื้อโรคอื่น ๆ ที่รุนแรง
เช่น เชื้อราในสมอง วัณโรคของระบบต่าง ๆ ปวดบวม ท้องเดินเรื้อรัง
โทรมมากและอื่น ๆ ถ้าไม่ไปหาแพทย์ให้รักษาทันท่วงทีก็จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
แต่ถ้ารู้จักปฏิบัติตัวตาม

แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด จะมีชีวิตไปอีกประมาณ 2-3 ปี
โรคเอดส์ไม่ติดต่อกันทางใด
ในปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่พอจะรู้แล้ว่าโรคเอดส์ติดต่อได้อย่างไรและป้องกันได้อย่าง
แต่ที่ยังไม่ค่อยรู้ หรือรู้แล้วแต่ก็ไม่ค่อยมั่นใจหรือไม่ค่อยจะเชื้อก็คือวิธีที่จะไม่ติดเอดส์
ทำให้เกิดความกลัวไปต่าง ๆ นานา ดังนั้น
แนวทางการให้สุขศึกษาเกี่ยวกับโรคเอดส์ในอนาคตจะต้องเน้นให้รู้อย่างถ่องแท้ว่าโรคเอดส์ไม่ติดต่อกันทางใด
เพื่อจะช่วยลดความแตกตื่นหรือความกลัวอย่างไม่มีเหตุผลต่อโรคเอดส์ลง
ซึ่งจะทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น ไม่เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในสังคม
ในที่ทำงานหรือในสถานพยาบาล และยอมรับในการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์
ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในบ้านเร
1. โรคเอดส์ไม่ติดต่อกัน โดยผ่านทางน้ำลาย
น้ำมูก น้ำตา เสมหะ ปัสสาวะ อุจจาระ
หรือเหงื่อ แม้ว่าอาจพบเชื้อโรคเอดส์ในน้ำคัดหลั่งเหล่านี้ได้ก็ตาม
แต่ปริมาณเชื้อมีไม่มาก และโอกาสที่ผู้รับจะมีบาดแผลให้เชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายเลยมีน้อย
โอกาสจะติดจึงยาก มีผู้ประเมินเล่น ๆ ว่าการที่จะติดเชื้อเอดส์จากน้ำลายได้นั้นคงต้องกินน้ำลายกันทีละหลายสิบลิตรทีเดียว
! ดังนั้นการพูดจา การร่วมรับประทานอาหาร
การทำงานใกล้ชิด การจับเนื้อต้องตัว
การพยาบาล การใช้แก้วน้ำ การใช้ส้วมหรือสระว่ายน้ำร่วมกับคนที่ติดเชื้อโรคเอดส์จึงไม่เป็นการเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์
เพราะมิฉะนั้นแล้วคนรอบข้างของผู้ป่วยโรคเอดส์กว่าสองแสนคนทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา
ก็คงจะมีการติดเชื้อเข้าไปแล้วล้าน ๆ คน ซึ่งหาเป็นเช่นนั้นไม่ สาเหตุอีกประการหนึ่งที่คนรอบข้างของผู้ป่วยโรคเอดส์ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเอดส์ก็เพราะไวรัสโรคเอดส์ง่ายต่อการถูกทำลายด้วยความร้อน ความแห้ง สบู่ และน้ำยาฆ่าเชื้อต่าง
ๆ มากกว่าเชื้อวัณโรค เชื้อไวรัสตับอักเสบ
และเชื้ออื่น ๆ อีกหลายชนิด
ช่วงปลายปี 2543 มีข่าวทางสื่อมวลชนว่า พบมีไวรัสตัวใหม่ ซึ่งติดต่อทางน้ำลาย
ชื่อ HHV-8 (human herpes virus type 8) ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่มเดียวกันกับไวรัสเริม
และงูสวัด ซึ่งติดต่อกันได้โดยน้ำลายและสิ่งคัดหลั่ง
เมื่อไวรัสนี้เข้าไปในคนที่ติดเชื้อเอดส์โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นชายรักร่วมเพศ
จะทำให้ผู้ติดเชื้อเอดส์คนนั้นมีโอกาสจะเกิดมะเร็งของผนังหลอดเลือดที่เรียกว่า
แคโปซีซาร์โคม่า ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรคเอดส์ได้ ไม่ได้แปลว่าไวรัสตัวนี้ หรือน้ำลายจะทำให้ติดเอดส์ได้
เพรามีประชาชนหลายคนเริ่มตื่นกลัว
2. ยุ่งไม่นำโรคเอดส์ แม้ว่าจะพบเชื้อโรคเอดส์ในตัวยุงได้ถ้ายุงไปกัดคนที่เป็นเอดส์
แต่เชื้อโรคเอดส์ในตัวยุงไม่แบ่งตัว โดยจะอยู่ในตัวยุงได้ไม่กี่ชั่วโมงก็จะตายไป
เลือดผู้ป่วยที่เปื้อนอยู่ที่ปากยุงก็มีไม่มาก และอาจถูกทำลายโดยน้ำย่อยที่อยู่ในน้ำลายยุง ดังนั้นจึงยังไม่พบมีการระบาดของโรคเอดส์ภายในบ้านหรือหมู่บ้านที่มีคนไข้โรคเอดส์อยู่และยุงมากในบ้านหรือหมู่บ้านนั้น
มิฉะนั้นแล้วเด็กซึ่งมักถูกยุงกัดบ่อยกว่าผู้ใหญ่จะต้องติดเชื้อโรคเอดส์ตามคนในบ้านไปมากมายแล้ว
3. การทำฟันในปัจจุบัน
ซึ่งทันตแพทย์ นึ่ง แช่ หรือทำความสะอาดเครื่องมือและเปลี่ยนถุงมือก่อนที่จะบริการคนไข้คนต่อไป
ฉะนั้น จึงไม่ต้องกังวลที่จะไปทำฟัน
หมอฟันเองก็กลัวติดเอดส์จากคนไข้มากกว่า เพราะต้องสัมผัสกับเลือดของคนไข้
4 การโกนผม ตัดเล็บ ดูเผิน ๆ จะเป็นทางแพร่เชื้อเอดส์
แต่เวลาโกนผมเลือดออกหลังจากใบมีดผ่านไปแล้ว และกว่าจะโกนผมหรือตัดเล็บคนถัดไปก็กินเวลานาน หากมีเลือดติดใบมีดเลือดก็จะแห้งเชื้อเอดส์ก็แพร่ไม่ได้ ปัจจุบันช่างตัดผมยังล้างทำความสะอาดใบมีด และเช็ดด้วยแอลกอฮอล์
5. อยู่ในชุมชน เช่น โรงภาพยนต์
โรงละคร สโมสร
เราอยู่ร่วมกันได้

การอยู่ร่วมกับสังคมและครอบครัวของผู้ติดเชื้อ
คนที่ติดเชื้อ เอชไอวี สามารถอยู่ร่วมกับสังคมและครอบได้ รวมทั้งสามารถทำงานได้เหมือนกับคนทั่วไป เพราะเชื้อ เอชไอวี ไม่ได้ติดต่อกันโดยการสัมผัส การกอดจูบ การรับประทานอาหาร การขับถ่าย การใช้ของร่วมกัน การทำงานด้วยกัน การอยู่ใกล้กัน การสนทนากัน หรือโดยยุง ดังนั้นจึงไม่ต้องแยกวงรับประทานอาหาร ไม่ต้องแยกห้องนอน ห้องน้ำ อุปกรณ์ ของใช้ต่าง ๆ หรือห้องทำงาน สิ่งที่ต้องระวัง คือการมีเพศสัมพันธ์
นอกจากนี้ถ้าผู้ติดเชื้อ
เอชไอวี มีอาการไอเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอดหรือไม่ ถ้าเป็นให้รีบรักษา จะได้ไม่แพร่เชื้อวัณโรคให้คนอื่นโดยการไอ ขณะเดียวกันต้องใช้กระดาษหรือผ้าเช็ดหน้าปิดปากทุกครั้งเวลาไอ
รู้จักเข้าใจเอดส์
ผู้ที่มีเชื้อ เอชไอวี อยู่ในร่างกาย
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่
กลุ่มที่ 1
ผู้ที่ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลยเหมือนคนทั่วไปที่ไม่เคยได้รับเชื้อ
เอชไอวีทุกอย่าง ถ้าไม่ไปตรวจเลือดก็จะไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ
เอชไอวี แล้วและยังไม่มีอาการของโรคเอดส์
เพราะภูมิคุ้มกันยังดีอยู่เป็นส่วนใหญ่
กลุ่มที่ 2
ผู้ป่วยเอดส์ คือ
ผู้ติดเชื้อ เอชไอวี ที่มีอาการแล้ว และอาจจะเริ่มมีอาการที่บ่งบอกว่าภูมิคุ้มกันต่ำลง
(ระดับ ซีดี๔ มักจะต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร)
เช่น งูสวัส น้ำหนักลด เป็นไข้ และท้องเสียเรื้อรัง
เชื้อราในช่องปาก หรือเป็นริ้วขาวข้าลิ้น
และถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างดี รวมทั้งกินยาป้องกันการป่วยจากโรคแทรกซ้อน
เช่น โรคปอดอักเสบจากเชื้อ พีซีพี
วัณโรค หรือเชื้อราเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจจะทำให้ป่วยง่าย และถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ดีอาจทำให้เสียชีวิตได้
ดังนั้นถ้าผู้ติดเชื้อ เอชไอวี มีอาการเหล่านี้ควรรีบไปปรึกษาแพทย์
แต่การรอให้มีอาการเหล่านี้ขึ้นมาอาจจะสายเกินแก้ได้ทางที่ดีควรป้องกันและดูแลไม่ให้มีโรคแทรกซ้อนต่าง
ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นโดยการไปพบแพทย์ และตรวจวัดระดับซีดี 4 ทุก
6 เดือน นังตั้งแต่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ
เอชไอวี ถ้าซีดี 4 ต่ำกว่า 200
แพทย์จะได้เริ่มให้ยาป้องกันโรคแทรกซ้อน และยาต้านไวรัสเอชไอวีจะได้ไม่ป่วยขึ้นมา
กลุ่มอาการโรคแทรกซ้อนต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้นเราเรียกว่า โรคเอดส์ ซึ่งถ้าผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ป่วยเอดส์เริ่มดูแลตนเองและกินยาป้องกันหรือเข้ารักษาตัว
เมื่อรู้ว่าเจ็บป่วย จะสามารถรักษาโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ให้หายดี และป้องกันการกลับมาป่วยซ้ำอีกได้
อย่างไรก็ตาม
การป้องกันและรักษาโรคแทรกซ้อนจะไม่สามารถทำให้ภูมิคุ้มกัน
(ซีดี4) เพิ่มขึ้นได้ และอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนใหม่
ๆ ขึ้นได้ดังนั้นแนวทางการรักษาที่ดีที่สามารถยือชีวิตให้ยาวขึ้น
ไม่เกิดอาการเจ็บป่วยคือ การได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส
เอชไอวี เพื่อลดจำนวนและควบคุมจำนวนไวรัช เอชไอวี ให้เหลือน้อยที่สุด และช่วยให้ภูมิคุ้มกัน (ซีดี4) เพิ่มขึ้น
ส่วนผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าติดเชื้อ
เอชไอวี หรือเป็นผู้ป่วยเอดส์แล้วมักจะระมัดระวังตัว ไม่ทำพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้ได้รับเชื้อเพิ่ม
และสามารถลดการแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ เนื่องจากทราบแล้วว่าตนเองมีเชื้อ
เอชไอวีอยู่ในร่างกาย
อย่างไรก็ตาม
การดูแลผู้ป่วยเอดส์ เช่น การเช็ดตัว การป้อนอาหารการทำความสะอาดบาดแผล ฯลฯ ให้ผู้ป่วยเอดส์จะไม่ทำให้ผู้ดูแลต้องติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากการทำกิจกรรมดังกล่าว
ไม่ทำให้ผู้ดูแลได้รับเชื้อ เอชไอวีเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง
เว้นแต่กรณีที่ไปมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกับผู้ป่วยเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ควรกังวลเรื่องการได้รับเชื้อ
เอชไอวี จากผู้ป่วยโรคเอดส์
จนทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกัน
การที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
จะป่วยช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น
-
ภูมิคุ้มกันพื้นฐาน
ถ้าร่างกายมีภูมิต้านทานเริ่มต้นที่แข็งแรง เชื้อไวรัสเอชไอวี ก็จะใช้เวลานานในการทำลายภูมิคุ้มกัน
-
ปริมาณและคุณภาพของเชื้อ
เอชไอวี ที่ร่างกายได้รับ
-
การดูแลสุขภาพของผู้ติดเชื้อ
-
การดูแลรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส
-
การใช้ยาต้านไวรัส เอชไอวี
ประโยชน์ของการตรวจเลือด
ประโยชน์ของการตรวจเลือด
ที่สำคัญคือ เพื่อลดความวิตกกังวลต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นหลังจากได้กระทำพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัส
เอชไอวี หากผลการตรวจเลือดออกมา ปรากฏว่าเราไม่ติดเชื้อไวรัส เอชไอวี จะได้กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติโดยไม่ต้องกังวล
และถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราให้เสี่ยงน้อยลง แต่หากผลการตรวจเลือด พบว่าเราติดเชื้อไวรัส เอชไอวี จะทำให้เราสามารถ
ป้องกันคนที่เรารักหรือผู้อื่นไม่ให้ติดเชื้อ เอชไอวี
ตามเรา
![]()
ป้องกันตนเองไม่ให้รับเชื้อ เอชไอวี เพิ่มขึ้น
หรือ รับเชื้อโรคอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้เชื้อเอชไอวี ในร่างกายเพิ่มปริมาณมากขึ้น
ไปพบแพทย์เพื่อตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกันและรับยาป้องกันรวมทั้งรักษาโรคแทรกซ้อนแต่เนิ่น
ๆ ดีกว่ารอให้เป็นมากจนเยียวยาไม่ทัน
รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี ได้ทันท่วงทีซึ่งจะได้ผลดีกว่าเมื่อเริ่มใช้ยาตอนเป็นมากแล้ว
เมื่อรู้ว่าติดเชื้อ เอชไอวี ควรทำอย่างไร
ทำความเข้าใจเรื่องการติดเชื้อ เอชไอวี ใหม่ เปลี่ยนความคิดที่ว่าเอดส์เป็นแล้วตาย
ไปสู่ความรู้ใหม่ว่า เอดส์เป็นเพียงโรคเรื้อรังที่ควบคุมป้องกันและดูแลรักษาได้ เพียงแต่ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ในขณะนี้
การจะบอกกับคนใกล้ชิดหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมและการตัดสินใจว่าอย่างไรจะมีข้อดีข้อเสียมากกว่ากัน
ควรคิดถึงคู่นอนหรือคู่ชีวิต เพราะโอกาสที่เขาจะติดจากเรามีสูงแต่ขณะนี้เขาอาจจะยังไม่ได้รับเชื้อ
จึงควรหาวิธีแก้ปัญหาและวิธีการป้องกันร่วมกัน
ข้อมูลยาต้านไวรัส เอชไอวี
ยาต้านไวรัส เอชไอวี
หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า "ยาต้นฯ"
เป็นกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเชื้อเอชไอวี เมื่อเชื้อไม่เพิ่มจำนวน ในขณะที่เชื้อเก่าจะค่อย ๆ ตายไปเอง ภูมิคุ้มกันของร่างกาย (ซีดี๔)
ก็ไม่ถูกทำลายจะค่อย ๆ ฟื้นกลับสู่ระดับปกติ
เมื่อภูมิต้านทานดีขึ้นก็ไม่ติดเชื้อฉวยโอกาส ไม่เจ็บไม่ป่วย ร่างกายแข็งแรง ทำงานทำการได้ มีคุณภาพชีวติที่ดี และมีอายุยืนยาวเหมือนหรือใกล้เคียงกับคนทั่วไป
ผู้ติดเชื้อ เอชไอวี ควรเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี เมื่อ
1.
ระดับซีดี ๔ ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
2.
เมื่อมีอาการบ่งชี้ถึงภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น มีเชื้อราในปาก มีริ้วขาวข้างลิ้น เกิดตุ่มพีพีอี (ตุ่มเอดส์)
เป็นงูสวัดที่รอยแผลกินบริเวณกว้างมากกว่า 2 นิ้วมือทาบ เป็นต้น
การเริ่มกินยาต้านไวรัส เอชไอวี เร็วเกินไป พบว่าไม่ได้ประโยชน์ มากนัก แต่ถ้าเริ่มให้ยาช้าเกินไป การตอบสนองอาจไม่ดีพอ เช่น ซีดี 4 อาจสูงขึ้นไม่มากนัก
ในปัจจุบันมียาต้านไวรัส เอชไอวี ในท้องตลาด 15 ขนาน
และมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปีละ 1-2 ขนาน ซึ่งถ้าจะใช้ยาต้านไวรัส เอชไอวี จะให้ทีละ 3
ขนานร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลในการยับยั้งเชื้อ เอชไอวี
มากที่สุด และป้องกันการดื้อยากล่าวคือ ถ้าให้ยาแล้วยังมีเชื้อไวรัส เอชไอวี เหลืออยู่มาก เชื้อก็จะแบ่งตัวการแบ่งตัวจะทำให้ได้เชื้อไวรัสตัวใหม่ที่ดื้อยา
การดื้อยาอาจเกิดขึ้นถ้าคนไข้กินยาไม่สม่ำเสมอ
ระดับยาไม่พอเชื้อก็แบ่งตัว และเกิดเชื้อดื้อยา ดังนั้นการกินยาต้านไวรัส เอชไอวี จำเป็นต้องกินสม่ำเสมอ เพราะถ้าเกิดดื้อยาขึ้นมา อาจดื้อต่อยาทั้งกลุ่ม ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้กลุ่มอื่น หรือในที่สุดอาจไม่มียาต้านไวรัส เอชไอวี ที่ได้ผลให้ใช้เลยก็ได้ ทั้งนี้
การรับประทานยาควรต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

การมีเพศสัมพันธ์ในผู้ติดเชื้อ
ผู้ติดเชื้อสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แต่การมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้งต้องใส่ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์
การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และป้องกันการรับเชื้อ เอชไอวี
เพิ่ม
คู่สามีภรรยาที่ติดเชื้อ เอชไอวี ทั้งคู่หรือติดเชื้อคนใดคนหนึ่ง สามารถมีลูกได้แต่ทั้งนี้ทารกในครรภ์ของแม่ที่มีเชื้อ เอชไอวี มีโอกาสได้รับเชื้อ เอชไอวีได้สูงถึงร้อยละ 30 แต่หากได้รับยาต้านไวรัส เอชไอวี
จะสามารถลดโอกาสการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้เหลือร้อยละ 8 หรืออาจจะลดลงเหลือร้อยละ
1-2 ถ้าแม่ได้รับยาต้านไวรัส เอชไอวี
หลายตัวร่วมกัน
กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายการลดโอกาส การติดเชื้อ เอชไอวี จากแม่สู่ลูกด้วยการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวี กับหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องการ
โดยสามารถรับบริการได้ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง
ประชาชนทั่วไปจะมีวิธีป้องกันเอดส์ได้อย่างไร
1. ควรมีความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับโรคเอดส์ว่าติดต่อกันได้อย่างไรและติดต่อไม่ได้อย่างไรและนำมาคิด
นำมาปฏิบัติกับตัวเองเพื่อละเว้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเอดส์
เนื่องจากโรคเอดส์เป็นโรคที่ป้องกันได้ สาเหตุที่ติดเชื้อโรคเอดส์ส่วนใหญ่เป็นเพราะทำตัวเองหรือพาตัวเองให้ไปรับเชื้อมาและจากสถานการณ์ในปัจจุบันทุกคนในสังคมเสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์หมดถ้าขาดความระมัดระวังตัวในการป้องกัน
โรคเอดส์เป็นโรคที่ใกล้ตัวของทุก ๆ คน และการที่รู้ว่าโรคเอดส์ไม่ติดต่อโดยวิธีใดจะช่วยลดความวิตกกังวลอันไม่จำเป็นเกี่ยวกับโรคเอดส์ลงไป
อันจะนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสังคมและสถานประกอบการ
2. สามีภรรยาที่แต่งงานกันแล้วนาน ๆ ต้องรักษาความรัก และความซื่อสัตย์ต่อกันและกันเหมือนตอนแต่งงานกันใหม่ ๆ ต้องรักษาชีวิตสมรสให้สดชื่นและตื่นเต้นตลอดเวลา
ต้องหันหน้าคุยและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์ต้องมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวโดยไม่นำตัวเองไปรับเชื้อเอดส์
และไม่นำเชื้อเอดส์มาแพร่ให้คู่ครอง โดยถ้าเกิดพลั้งเผลอนอกใจต่อภรรยา
ต้องกล้าบอกความจริงและต้องรับผิดชอบโดยใส่ถุงยางเวลานอนกับภรรยาจนกว่าจะตรวจแล้วไม่ติดเอดส์แน่นอน
3. พ่อแม่ควรอบรมสั่งสอนลูกชายไม่ให้ระรานผู้หญิง
ควรให้เกียรติผู้หญิงการหลอกผู้หญิงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
การเที่ยวผู้หญิงเป็นสิ่งที่น่าละอาย การเป็นผู้ชายไม่ใช่จะต้องสูบบุหรี่
กินเหล้า เที่ยวผู้หญิง หรือมีแฟนมาก ๆ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรสเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
เพราะอาจเกิดท้องขึ้นมา ติดกามโรคและติดเอดส์
ถ้าติดเอดส์ พ่อแม่จะเสียใจ
4. พ่อแม่ควรสอนลูกสาวให้รู้จักพฤติกรรมทางเพศของเด็กผู้ชาย
รู้จักวิธีหลีกเลี่ยงการกระทำที่ "เปิดโอกาส"
ให้กับเด็กผู้ชาย เช่น การไปไหนต่อไหนเพียงลำพังสองคน หรือการอยู่ในที่ลับตาคน
การจับมือถือแขนและการพลอดรักซึ่งมักนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ในท้ายที่สุด
วิธีที่ลูกสาวจะปฏิเสธ (Say No) อย่างนุ่มนวลกับผู้ชาย
อีกทั้งชี้ให้เห็นโทษของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานหรือในขณะที่สภาพเศรษฐกิจและสังคมยังไม่พร้อม
ประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกของผู้หญิงมักจะไม่ได้มีการเตรียมตัวป้องกันมาก่อน
( เช่น การใช้ถุงยางอนามัย) จึงอาจนำไปสู่การตั้งครรภ์ การติดเชื้อกามโรคและเชื้อเอดส์ เพราะไม่มีทางแน่ใจว่าแฟนของตนจะไม่ไปยุ่งกับคนอื่นมาก่อน
และอาจมีเชื้อเอดส์อยู่ในตัวแล้วก็เป็นไปได้ ในปัจจุบัน ต้องแนะนำว่าชายหญิงที่รักกันต้องซื่อสัตย์ต่อกันอย่าไปชักนำความตายหรือโรคเอดส์มาให้คนรัก
และก่อนที่จะแต่งงานหรือร่วมเพศกัน ควรไปตรวจเอดส์ทั้งคู่อย่างน้อย
6 เดือน ก่อนจะร่วมหอลงโรงกัน
5. พ่อแม่ในภาคเหนือของประเทศไทยต้องมีเจตคติใหม่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกสาว เพื่อหวังพึ่งพาลูกสาวให้กู้ฐานะของครอบครัว
การขายลูกสาวเป็นพฤติกรรมที่น่าละอาย และเท่ากับเป็นการส่งลูกสาวไปตายด้วยโรคเอดส์
การเอาอย่างความฟุ้งเฟ้อของเพื่อนบ้านโดยเอาชีวิตลูกสาวเข้าไปแลกเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่ากัน
ส่วนฝ่ายเด็กสาวก็ต้องปลูกฝังความรู้สึกนึกคิดที่ว่า การไปขายตัวเป็นสิ่งที่ไม่ดีอาจประสบภยันตรายต่าง ๆ จนถึงแก่ชีวิต
เรามีทางที่จะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่อีกหลาย ๆ วิธีนอกเหนือจากการขายตัว
6. ต้องมีการสอนเพศศึกษาอย่างถูกต้องในโรงเรียน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่เด็กวัยรุ่นก่อนอายุ 13-15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์
โดยถ้าจะให้ได้ประโยชน์ครอบคลุมเยาวชนกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด
ควรเริ่มสอนเพศศึกษาในชั้นประถม 5-6 ก่อนทีเด็กจะพ้นการศึกษาภาคบังคับ
การสอนเพศศึกษาไม่ใช่การสอนเทคนิคการร่วมเพศ หรือสอนให้รู้จักตำแหน่งหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์อย่างเดียว
แต่จะสอนสิ่งอื่น ๆ ร่วมไปด้วยตามวุฒิภาวะของเด็ก เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และวิธีป้องกัน
ปรัชญาของการมีชีวิตคู่ ความต้องการทางเพศอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์
และการตอบสนองที่ถูกต้อง เป็นต้น ยังต้องมีการอบรมครูและพ่อแม่ให้มีความรู้ด้านเพศศึกษาที่จะสอน
หรือให้ความรู้แก่ศิษย์และลูกหลานอย่างถูกต้องอีกมาก และจะต้องเลิกมัวแต่โต้แย้งกันว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอก
เพราะถึงแม้เราไม่สอนก็มีตัวอย่างเพื่อน สถานเริงรมย์ ภาพยนต์
วีดีโอ และสิ่งพิมพ์ที่เด็กจะเรียนรู้และนำไปปฏิบัติแบบผิด
ๆ จึงควรที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งสอน ให้ความรู้และคำแนะนำอย่างถูกต้อง
7. เพื่อนจะต้องช่วยเตือนเพื่อนไม่ให้มั่วเพศและมั่วเข็ม ไม่ใช่กลับสนับสนุนหรือชักชวนกันไปกระทำสิ่งดังกล่าว
หรือถือเป็นธุระไม่ใช่ เพื่อนที่ดีจะต้องเตือนสติเพื่อนแรง
ๆ เพราะเป็นห่วงชีวิตเพื่อน ต้องสร้างทัศนคติในสังคมว่าการเที่ยวผู้หญิง
หรือการมั่วเพศกับคนนั้นคนนี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจและเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้
8. ประชาชนทุกคนทุกหมู่เหล่า
จะต้องช่วยกันถ่ายทอดความรู้โรคเอดส์ไปสู่คนอื่น ๆ ให้ทุกคนมีความตระหนักในสถานการณ์
และในความจำเป็นที่จะป้องกันตนเองและครอบครัวให้ปลอดจากโรคเอดส์
สร้างหรือร่วมกิจกรรมกลุ่มที่จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ถูกต้อง
ในขณะเดียวกันก็มีความเข้าใจและเห็นใจผู้ติดเชื้อ ให้เขาอยู่กับครอบครัวและสังคมได้อย่างปกติสุขเพราะโรคเอดส์ไม่ได้ติดต่อกันง่าย
ๆ ในชีวิตประจำวันผู้ติดเชื้อจึงไม่ได้เป็นอันตรายกับใครถ้าไม่ไปร่วมเพศหรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับเขา
9. ผู้ประกอบการทุกสาขาที่ทำงานซึ่งเกี่ยวกับการใช้ของมีคม เช่น แพทย์
ทันตแพทย์
พยาบาล ช่างเสริมสวย ช่างตัดผมชาย คนที่รับจ้างสักหรือเจาะรูตุ้มหูควรมีมาตรการในการใช้ของคมให้สะอาด
ปลอดภัยจากเชื้อโรคเอดส์โดยถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน
1. จูบแบบธรรมดา ไม่รุนแรง ไม่แลกเปลี่ยนน้ำลายกัน
2. ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้ง บีบที่กระเปาะตรงปลายให้แฟบ
และให้ถุงยางหุ้มตลอด และใช้ตั้งแต่แรก
จนกระทั่งสิ้นสุดการมีเพศสัมพันธ์หากจะใช้สารหล่อลื่นช่วยควรใช้สารประเภท
gel ซึ่งล้างน้ำออกได้ อย่าใช้สารหล่อลื่นที่เป็นน้ำมัน
เช่น วาสลีน เพราะน้ำมันจะทำลายถุงยางให้แตกขาดเสียหายได้ง่าย
การใช้ถุงยางอนามัย ไม่ใช่การดูหมิ่นหรือการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แต่เป็นผลประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย ในการป้องกันการติดและแพร่เชื้อเอดส์และกามโรคอื่น
ๆ ด้วย
3. งดการใช้ปากกับอวัยวะเพศ
4. การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง
5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด
และน้ำหลั่ง

6. อย่าดื่มสุรา หรือของมึนเมา
เพราะจะคุมสติตนเองไม่ได้
ข้อแนะนำสำหรับผู้ติดเชื้อ
1. ควรบอกภรรยา สามี หรือคู่นอนให้ทราบเพื่อที่คู่นอนจะได้ไปตรวจดูว่าตัวเองติดเอดส์ด้วยหรือไม่ โชคดีเขาอาจจะยังไม่ติด จะได้หาทางป้องกันไม่ให้เขาติดขึ้นมาโดยการใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่ร่วมเพศ
การที่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อแล้วไม่กล้าบอกคู่นอนของตัวเองด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
และยังคงมีเพศสัมพันธ์ต่อไปโดยไม่ได้ป้องกัน โดยคิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งคงต้องติดด้วยแล้วแน่นอน ถือว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ และจงใจฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
2. ถ้ายังไม่มีอาการอะไรก็สามารถทำงานได้ตามปกติ ยกเว้นการขายบริการทางเพศนอกจากจะทำให้ลูกค้าทุกคนใส่ถุงยางอนามัยได้ทุกครั้ง
3. คนที่เพิ่งตรวจพบว่าตัวเองติดเชื้อเอดส์ ควรรีบไปพบแพทย์สักครั้งแม้จะยังไม่มีอาการอะไรก็ตาม
เพื่อที่แพทย์จะได้ซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด
เพื่อประกอบการแนะนำที่ถูกต้องต่อไป เพราะมีลักษณะของโรคบางอย่างที่ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการอะไรเลย
หรืออาจเข้าใจว่าไม่ใช่อาการสำคัญอะไร
4. ผู้ที่เพิ่งตรวจพบว่ามีการติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอตรวจระดับภูมิคุ้มกัน หรือซีดี -4 (CD4) สักครั้งหนึ่ง เพื่อประกอบการตัดสินใจของแพทย์ว่าผู้ติดเชื้อควรได้ยาต้านเอดส์
หรือยาป้องกันโรคติดเชื้อแทรกซ้อนแล้วหรือยังเพราะหลาย ๆ
คนอาจไม่มีอาการอะไรเลย แต่มีระดับ ซีดี-4 ต่ำมาก ๆ ถ้าตรวจครั้งแรก ระดับซีดี-4 ยังดีอยู่ ก็ควรตรวจซ้ำใหม่ในอีก 4-6 เดือน โรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศไทย
สามารถตรวจซีดี-4 ได้ โรงพยาบาลอื่น ๆ ก็สามารถส่งเลือดผู้ป่วยไปขอตรวจซีดี-4 ที่โรงพยาบาลศูนย์ได้ หรืออาจมาใช้บริการที่คลีนิคนิรนามของสภากาชาดไทย ทุกวันศุกร์เช้าเพื่อตรวจซีดี-4
ก็ได้
5. ถ้ามีอาการไม่สบายอะไร
ไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อโรคเอดส์ก็ตาม
ควรไปปรึกษาแพทย์ทันทีและบอกให้แพทย์ทราบถึงสภาวะของการติดเชื้อโรคเอดส์ของตัวเอง
เพื่อที่แพทย์จะได้เริ่มให้การบำบัดรักษาโดยไม่เสียเวลา
แต่บางครั้งการบอกความจริงเช่นนี้อาจกลับทำให้ตัวเองถูกปฏิเสธ
การรักษาจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ กรณีเช่นนี้ ให้ไปหาสถานบำบัดรักษาอื่นที่มีความพร้อมในการให้บริการแก่ผู้ที่ติดเชื้อโรคเอดส์โดยเฉพาะ
6. ห้ามบริจาคเลือด อวัยวะ หรือเชื้ออสุจิให้แก่ผู้อื่น
7. ใส่ถุงยางอนามัยหรือให้คู่นอนใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีการร่วมเพศแม้ว่าคู่นอนจะติดเชื้อด้วยแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแลกเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมเชื้อเอดส์แก่กันและกัน
และเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วย
8. สามารถกินอยู่ร่วมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกห้องนอน
แยกห้องน้ำห้องส้วม หรือแยกสำรับกับข้าวของตนเองอย่างดีก็ใช้ช้อนกลางก็เพียงพอแล้ว
ขบวนการซักล้างเสื้อผ้าหรือทำความสะอาดเครื่องกิน เครื่องใช้ที่ทำอยู่ตามปกติสามารถฆ่าเชื้อโรคเอดส์ได้แล้ว
9. ควรมีแปรงสีฟัน หวี และมีดโกนของตัวเองแยกจากผู้อื่น
10. ไม่ควรให้เลือด หรือน้ำเหลืองของตนเปรอะเปื้อนตามที่ต่าง ๆ อันอาจทำให้ผู้อื่นที่มีบาดแผลรับเชื้อเข้าไปได้
11. แม่ที่ติดเชื้อเอดส์ไม่ควรตั้งครรภ์ ถ้าเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็วเพื่อพิจารณาการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์
เช่น เอ-แซด-ที ในการช่วยลดโอกาสการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก
ถ้ามีปัญหาเรื่องค่ายาก็สามารถขอรับยาฟรีได้จากกระทรวงสาธารณสุข
หรือสภากาชาดไทย แต่ถ้าคู่สามีภรรยาและสภาพครอบครัวไม่พร้อมที่จะมีลูก
ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอยุติการตั้งครรภ์ได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความสมัครใจของคู่สามีภรรยาเอง
12. แม่ที่ติดเชื้อเอดส์เมื่อคลอดบุตรออกมาแล้วสามารถเลี้ยงดูบุตรได้แต่ไม่ควรให้นมบุตร เพราะบุตรอาจได้รับเชื้อทางน้ำนมได้
13. ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ไม่จำเป็นต้องบอกให้นายจ้าง ผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงานทราบ
ถ้าการบอกนั้นจะนำไปสู่ปัญหายุ่งยากตามมา ตราบเท่าที่งานการของเขาจะไม่ทำให้ผู้ร่วมงานเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามไปด้วย
ในทำนองเดียวกันผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ไม่จำเป็นต้องบอกให้สมาชิกอื่นในครอบครัวที่ไม่ใช่สามีหรือภรรยาทราบ
และหากการบอกนั้นจะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากในครอบครัวอาจขอให้แพทย์
หรือนักจิตวิทยาที่รู้เรื่องของตนดีร่วมในการบอกความจริง
อาจช่วยให้สถานการณ์ผ่อนจากหนักเป็นเบาได้
14. ควรเลิกพฤติกรรมเสี่ยงเดิม เพื่อจะได้ไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นและเพื่อจะได้ไม่รับเชื้อเอดส์และเชื้ออื่น ๆ เพิ่มเข้าไปอีก มิฉะนั้นแล้วอาจนำไปสู่การเร่งให้เกิดโรคเอดส์เต็มขั้นเร็วขึ้นก็ได้
มีผู้ติดยาเสพติดหลายคนสามารถหยุดพฤติกรรมเสี่ยงได้ด้วยเหตุผลข้อนี้
15. พักผ่อนให้พอ ทำจิตใจให้สบาย จะช่วยให้สุขภาพและระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นด้วย
16. ออกกำลังแต่พอควรเท่าที่สุขภาพจะอำนวย ร่างกายจะได้แข็งแรง
17. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้มาก ๆ ให้ได้สารอาหารครบแม้จะเบื่ออาหารบ้างก็ต้องพยายามฝืนทานให้มาก
ๆ อะไรที่ชอบ หรืออะไรที่ทานได้ก็พยายามทานให้มากและทานให้บ่อย
18. งดเว้นสิ่งเสพติด เช่น เหล้า บุหรี่ เพราะจะทำให้สุขภาพทรุดโทรมและภูมิคุ้มกันถดถอย
19. ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ทุกชนิด เช่น นก สุนัข แมว เพราะอาจติดเชื้อรา หรือเชื้อพยาธิในสิ่งปฏิกูลของสัตว์เหล่านี้ได้
20. งดอาหารที่ไม่สะอาด
ไม่ควรทานอาหารที่วางขายโดยไม่มีที่ปกปิดควรทานอาหารที่สุกใหม่
21. งดของดิบ ๆ สุก ๆ เช่น แหนม ลาบ ไข่ลวก เป็นต้น
(ควรนึ่งหรือต้มหรือทอดให้สุก)
22. ควรทานนมที่พาสเจอร์ไรส์แล้ว
23. ถ้ามีอาการผิดปกติ
ควรรีบไปปรึกษาแพทย์

|
กรุงเทพ และ
ปริมณฑล |
เบอร์โทรศัพท์ |
|
กองโรคเอดส์
กระทรวงสาธารณสุข |
โทร. 0-2591-8411-2 |
|
โรงพยาบาลบำราศนราดู |
โทร. 0-2590-3737 |
|
กองควบคุมโรคเอดส์ |
โทร 0-2860-8751-6 ต่อ 400, 401 |
|
ฝ่ายเผยแพร่อบรมและให้ คำแนะนำ กรุงเทพมหานคร
|
|
|
คลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทย |
โทร. 0-2256-4107-9 วันจันทร์-ศุกร์
เวลา12.00-19.00 น. และวันเสาร์ เวลา 09.00-16.00 น. |
|
ชมรมเพื่อนวันพุธ สภากาชาดไทย |
โทร 0-26431051, 0-2253-2666 |
|
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (แอคแซส) |
โทร. 0-2372-2222 ทุกวัน เวลา 15.00-20.00 น. |
|
บ้านพักใจ |
โทร 0-2234-8258, 0-2234-2381 |
|
หมอไร้พรมแดน (MSF) |
โทร. 0-2375-6491 |
|
องค์การสยาม-แคร์ |
โทร. 0-2530-5909, 0-2539-5299 |
|
มูลนิธิดวงประทีป |
โทร. 0-2249-3553, 0-2249-4880 |
|
บ้านพักฉุกเฉิน |
โทร. 0-2929-2222 |
|
ศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ (CAR) |
โทร. 0-2972-6738, 0-2972-6385 |
|
|
|
|
ต่างจังหวัด |
|
|
|
|
|
|
|
|
กลุ่มผู้ติดเชื้อและเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม |
|
|
กรุงเทพฯและภาคกลาง |
|
|
เครื่อข่ายผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์
ภาคกลาง |
โทร.0-2376-0176 |
|
ชมรมเพื่อวันพุธ |
โทร. 0-2643-1051, 0-2253-2666 |
|
สโมสรพิราบขาว |
โทร. 0-2372-2113-4 |
|
กลุ่มพลังชีวิต |
โทร. 0-2669-2805 |
|
ชมรมชีวิตและความหวัง |
โทร. 0-2318-5600, 0-2654-0194 |
|
ชมรมแสงเทียนเพื่อชีวิต |
โทร. 0-2590-3506 |
|
ชมรมชีวิตนี้ยังมีหวัง |
โทร. 0-3248-1145-6 |
|
ชมรมตาลโตนด |
โทร. 0-3248-2110 |
|
กลุ่มน้ำใจกาญจน์ |
โทร. 0-3451-8432 |
|
ชมรมฟ้าใส |
โทร. 0-3738-4833 ต่อ 1107 |
|
ชมรมแสงส่องใจ |
โทร. 0-3827-8545 |
|
|
|
|
ภาคตะวันออก |
|
|
เครือข่ายผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ภาคตะวันออก |
โทร. 0-3868-5480, 0-3869-1480 |
|
ชมรมพลังแห่งความรัก |
โทร. 0-3936-3760-3 ต่อ 138 |
|
ชมรมเพื่อนพึ่งเพื่อน |
โทร. 0-3951-1040-1 ต่อ 650 |
|
|
|
|
ภาคเหนือ |
|
|
เครื่อข่ายผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ภาคเหนือตอนบน |
โทร. 0-5330-4045 |
|
เครือข่ายผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์
ภาคเหนือตอนล่าง |
โทร. 0-1972-8140 |
|
ศูนย์เพื่อนชีวิตใหม่ |
โทร. 0-5380-8233 |
|
โครงการฟ้าสีขาว |
โทร. 0-5320-3839 |
|
เครื่อข่ายผู้ติดเชื้อเชียงราย |
โทร. 0-5371-6212, 0-5375-8707 |
|
ชมรมสายสัมพันธ์ |
โทร. 0-5371-6212, 0-5375-8707 |
|
กลุ่มมิตรภาพ |
โทร. 0-5379-9078 |
|
ชมรมไออุ่นรัก |
โทร 0-5365-5836 โทรสาร. 0-5365-5837 |
|
เครื่อข่ายผู้ติดเชื้อพะเยา |
โทร. 0-5448-0066 โทรสาร. 0-5441-3222 |
|
เครื่อข่ายผู้ติดเชื้อลำพูน |
โทร. 0-5351-1535 |
|
เครื่อข่ายผู้ติดเชื้อลำปาง |
โทร. 0-5421-7007 |
|
|
|
|
ภาคใต้ |
|
|
เครื่อข่ายผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ภาคใต้ |
โทร. 0-7421-2518 |
|
กลุ่มสุราษฎร์สานฝัน |
โทร. 0-7731-1385 |
|
กลุ่มกำลังใจ |
โทร. 0-7782-3816 |
|
|
|
|
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ |
|
|
เครือข่ายผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์
ภาคติวันออกเฉียงเหนือ |
โทร. 0-4322-0921 |
|
กลุ่มพลังรัก |
โทร. 0-9585-2262 |
|
กลุ่มสายใยสัมพันธ์ |
โทร. 0-4455-9002 |
|
กลุ่มเพื่อนรัตน์ |
โทร. 0-4459-9151, 0-4453-6203-6 |
|
กลุ่มมิตรภาพท่าตูม |
โทร. 0-4459-1126 ต่อ 132 |
|
กลุ่มบ้านร่มเย็น ๑ |
โทร. 0-4374-0993 ต่อ 158 |
|
กลุ่มเพื่อนขอนแก่น |
โทร. 0-4322-7509 |
|
กลุ่มเพื่อนชุมแพ |
โทร. 0-4331-1044, 0-4331-2044 |
|
กลุ่มเพื่อนกุฉินารายณ์ |
โทร. 0-4385-1291 |
|
กลุ่มเพื่อนยางตลาด |
โทร. 0-9577-1842 |
|
เครือข่ายเพื่อนกาฬสินธุ์ |
โทร. 0-1708-5656 |
|
กลุ่มทานตะวัน |
โทร. 0-4284-1101, 0-4284-1718 |
|
กลุ่มดอกแก้ว |
โทร. 0-4281-7132 |
|
เครือข่ายผู้ติดเชื้ออุดรธานี |
โทร. 0-4224-2835, 0-1717-9822 |
|
กลุ่มภูพานทอง |
โทร. 0-4236-0322 |
|
มิตรภาพศรีเชียงใหม่ |
โทร. 0-4241-2204 |
|
กลุ่มสว่างจิต |
โทร. 0-1572-9989 |
|
กลุ่มเพื่อชีวิตใหม่ |
โทร. 0-4560-7216, 0-1063-1535 |
|
ชมรมแบ่งใจสายใยรัก |
โทร. 0-9947-2518 |
|
กลุ่มเพื่อนรักและผูกพัน |
โทร. 0-4353-0301 |
รู้หรือไม่ว่า
ที่คลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทย
คิดค่าใช้จ่ายในการตรวจระดับเม็ดเลือดขาว (ซีดี
4) ครั้งละ 400 บาท
ขณะนี้โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ให้บริการดูแลปัญหาเอดส์โดยครอบคลุมการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสรวมถึงการป้องกันการแพร่เชื้อ
เอชไอวี
จากแม่สู่ลูก นอกจากนี้ยังมีโครงการนำร่องขยายการรักษาด้วยยาต้านไวรัสในโรงพยาบาลบางแห่งด้วยรายละเอียดสอบถามได้จากกองโรคเอดส์
กระทรวงสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดทุกแห่ง
แหล่งอ้างอิง
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประพันธ์
ภานุภาค. เรื่อง "รู้จักเข้าใจปลอดภัยกว่า".
จัดทำโดย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี. จำนวน 3000,000 เล่ม.
พิมพ์ครั้งที่ 1. โรงพิมพ์องค์การค้าของคุรุสภา
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประพันธ์
ภานุภาค. ศูนย์วิจัยโรคเอดส์
สภากาชาดไทย และ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เรื่อง "โรคเอดส์
และ ตัวท่าน". จำนวน 25,000
เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 1.
เรื่อง "เอดส์ ความรู้เบื้องต้นและการป้องกัน" โดย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
http://www.healthnet.in.th/text/forum1/hiv/manu.htm