พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ)
ประเทศไทยและมาเลเซียได้เริ่มทำการเจรจาแบ่งเขตทะเลอาณาเขต และไหล่ทวีปในด้านอ่าวไทย ในปี พ.ศ. 2515 สามารถตกลงกันได้ในการแบ่งเขตทะเลอาณาเขต แต่ไม่อาจตกลงกันได้ในการแบ่งเขตไหล่ทวีปที่อยู่ห่างจากชายฝั่งสงขลาออกไป ทำให้ยังคงมีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันเป็นเนื้อที่ 7,250 ตารางกิโลเมตร ต่อมาในปี พ.ศ. 2522 รัฐบาลทั้งสองประเทศได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อก่อตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) เพื่อบริหารจัดการพื้นที่อ้างสิทธทับซ้อนนี้ และเรียกพื้นที่ทับซ้อนนี้ว่า "พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย" (Joint Development Area) หรือ เจดีเอ
![]() |
ในปี พ.ศ. 2537 องค์กรร่วมฯ ลงนามให้สิทธิสัญญาสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 ฉบับ แก่บริษัทเอกชนผู้ประกอบการในพื้นที่เจดีเอ ซึ่งแบ่งพื้นที่สำรวจเป็น 2 พื้นที่ คือ แปลง A-18 ซึ่งพื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตร และแปลง B-17 และ C-19 ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 4,250 ตารางกิโลเมตร
กลุ่มบริษัทผู้ประกอบการในแปลง A-18 คือ บริษัท Triton Oil (JDA) จากประเทศไทย (50%) กับบริษัท Petronas Carigali จากประเทศมาเลเซีย (50%) ในส่วนของบริษัท Triton Oil (JDA) ซึ่งเกิดจากบริษัท Triton Oil หุ้นกับบริษัท ARCO ฝ่ายละ 25% ภายหลัง ARCO รวมกับ BP ส่วนบริษัท Triton Oil รวมกับบริษัท Amarada Hess เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2544 ภายหลัง ได้แลกเปลี่ยนหุ้นกันระหว่าง BP กับ Amarada Hess โดย BP ยกหุ้นส่วนนี้ให้ Amarada Hess จึงทำให้ผู้ประกอบการในปัจจุบันเป็น Amarada Hess 50% และ บริษัท Petronas Carigali 50%
กลุ่มบริษัทผู้ประกอบการในแปลง B-17 และ C-19 คือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จากประเทศไทย (50%) กับ บริษัท Petronas Carigali จากประเทศมาเลเซีย (50%)
นับจากปี พ.ศ. 2537 จนถึงปี พ.ศ. 2543 กลุ่มบริษัทผู้รับสัญญาฯ ในแปลงสำรวจ A-18 ได้เจาะหลุมสำรวจและหลุมประเมินผลรวม 16 หลุม พบแหล่งก๊าซธรรมชาติ 8 แหล่ง คาดว่ามีปริมาณสำรองก๊าซรวมกันไม่ต่ำกว่า 6.8 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ส่วนในแปลงสำรวจ B-17 และ C-19 ได้เจาะหลุมสำรวจและประเมินผลรวม 13 หลุม พบแหล่งก๊าซธรรมชาติ 7 แหล่ง คาดว่ามีปริมาณสำรวจก๊าซรวมกันไม่ต่ำกว่า 2.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต นอกจากนี้ยังพบก๊าซธรรมชาติเหลวรวมกันประมาณ 57 ล้านบาเรล
ปี พ.ศ. 2541 องค์กรร่วมฯ และผู้ประกอบการทั้งสองแปลงลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นของสัญญาซื้อขายก๊าซ กับ ปตท.และเปโตรนาส
ปี พ.ศ. 2542 ได้มีการลงนามในสัญญาสำคัญ 2 ฉบับ คือ สัญญาซื้อขายก๊าซฯ แปลง A-18 จากพื้นที่เจดีเอ ระหว่างองค์กรร่วม, เปโตรนาส การิกาลี, Triton Oil กับ ปตท.และเปโตรนาส และสัญญาร่วมทุนระหว่าง ปตท. กับเปโตรนาส ในการใช้ประโยชน์ก๊าซฯ จากเจดีเอ ในโครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย (TTM) และโรงแยกก๊าซ (GSP) ในเขต 5 จังหวัดภาคใต้และรัฐตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย
ในปี พ.ศ. 2543 ปตท. และ Petronas บริษัทน้ำมันแห่งประเทศมาเลเซีย ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด และ Trans Thai-Malaysia (Malaysia) Sdn. Bhd. ขึ้นในประเทศไทยและประเทศมาเลเซียตามลำดับ โดยถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50 เท่ากันในทั้งสองบริษัท โดยบริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด จะดำเนินธุรกิจให้บริการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อที่ได้จากแหล่งเจดีเอมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย และส่งไปยังชายแดนไทย-มาเลเซีย ให้บริการแยกก๊าซธรรมชาติ และขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม) ทางท่อไปยังชายแดนไทย-มาเลเซีย อีกด้วย ส่วน Trans Thai-Malaysia (Malaysia) Sdn. Bhd. จะดำเนินธุรกิจให้บริการขนส่งก๊าซธรรมชาติและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม) ทางท่อจากชายแดนไทย-มาเลเซียไปใช้ประโยชน์ในประเทศมาเลเซีย
ทั้งนี้ โครงการที่บริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด และ Trans Thai-Malaysia (Malaysia) Sdn. Bhd. จะดำเนินงาน ได้แก่ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย และโครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย