รายงานสถานการณ์ ฉบับที่
16
การชุมนุมคัดค้านโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย
จากลานหอยเสียบ
9 - 10 กรกฎาคม 2546
วันที่
๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖
ศาลรับฟ้อง
: ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม
๑๓:๐๐ น. นายดนัย
อนันติโย อุปนายกคณะกรรมการพิเศษ
สภาทนายความ
เดินทางมายังศาลจังหวัดสงขลา
เพื่อฟังคำสั่งศาล
สรุปว่าศาลรับฟ้องไว้ไต่สวนมูลฟ้องในข้อหา
เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ
และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ,ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย
ไม่รับฟ้องโจทก์ในข้อหา
มั่วสุมกันตั้งแต่
๑๐ คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย
กระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
โดยมีอาวุธ
โดยมีผู้กระทำผิดเป็นหัวหน้า
หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น
หรือเป็นผู้ร่วมกระทำการ
วันที่
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖
ท้า(อีกครั้ง)
: เมื่อไรรัฐบาลจะกล้าเปิดเวทีสาธารณะ
?!?
๑๐:๐๐น. กลุ่มผู้คัดค้านโครงการร่วมกันอ่านและวิเคราะห์ข่าวต่อกรณีที่นายประเสริฐ
บุญสัมพันธ์
รองกก.ผจก.ใหญ่กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติบริษัทปตท.
ให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องสัญญานั้น
ใครอยากดูให้มาขอดูได้
กลุ่มผู้คัดค้านเห็นว่าไม่ควรพูดให้เป็นข่าวเพื่อสร้างภาพต่สาธารณะแต่เพียงอย่างเดียวเพราะที่ผ่านมาเคยขอไปแล้วแต่ไม่เป็นจริง
ส่วนเรื่องที่ประชุมครม.อนุมัติร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม
ว่าจะไม่มีการก่อสร้างโรงงงานอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านปิโตรเคมี
ที่อำเภอจะนะนั้น
ชาวประมงพื้นบ้านหลายคนแสดงความคิดเห็นว่าที่ผ่านมา
เคยเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องเครื่องมือประมงที่ทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำ
เช่น เรือปั่นไฟมาแล้ว
และรัฐบาลก็แก้ปัญหาด้วยการใช้ประกาศกระทรวงฯเช่นกัน
ซึ่งนอกจากจะไม่มีผลในทางปฏิบัติแล้ว
ประกาศกระทรวงยังเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา
ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงได้แต่อย่างใด
นางอลิษา หมานหล๊ะ
กล่าวว่าขณะนี้มีการซื้อที่ดินเตรียมการขยายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแล้ว
และมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไปแล้วด้วย
โดยกำหนดขอบเขตพื้นที่ระยะเริ่มต้น
๒,๔๐๐ ไร่ ในตำบลนาทับ
อำเภอจะนะ จึงไม่มีประโยชน์ที่รัฐบาลจะออกมาแก้ตัวด้วยวิธีนี้
นายสุริยา หวะหลำ
เพิ่มเติมว่า
คำถามของกลุ่มผู้คัดค้าน
ที่รัฐบาลไม่เคยตอบให้ตรงประเด็นมีหลายคำถาม
รัฐบาลไม่ควรเบี่ยงเบนหยิบมาพูดทีละเล็กทีละน้อย
ให้ดูเหมือนว่าผู้คัดค้านเป็นอันธพาลเสนออะไรมาก็ไม่เอา
แต่เราต้องการให้รัฐบาลตอบทุกคำถามให้ตรงประเด็น
เพื่อให้คนในสังคมได้รับรู้ข้อเท็จจริงและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของประเทศ
เพราะหากโครงการนี้ไม่ทำลายผืนแผ่นดินเกิด
และประเทศชาติได้ประโยชน์อย่างแท้จริงพวกตนไม่คัดค้านแน่นอน
จึงอยากเรียกร้องให้เปิดเวทีสาธารณะมีการถ่ายทอดให้ประชาชนรับฟังพร้อมกันทั่วประเทศ
พูดกันให้ครบทุกประเด็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องมลพิษทีจะตามมา
การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม
พลังงานสำรองซึ่งล้นเกินความจำเป็น
สัญญาระหว่างประเทศที่ทำไว้เป็นอย่างไร
รวมไปถึงกระบวนการตัดสินใจดำเนินโครงการซึ่งไม่สนใจกลไกตามรัฐธรรมนูญ
มอบบันทึก
ความจริง ณ
ลานหอยเสียบ
ให้เพื่อน
๑๗:๐๐น. เครือข่ายป่าภาคใต้ ภูบรรทัด โดยตัวแทนประมาณ ๒๐ คน เดินทางมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มผู้คัดค้านโครงการฯ
ณ ลานหอยเสียบ โดยนายเอก แซ่จุ่ง เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยสัญญา ทั้ง
๔ ฉบับที่ทำเอาไว้ เพราะที่ผ่านมาประชาชนไม่มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลใด ๆ
มาก่อนเลย และรัฐบาลควรดำเนินการตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้มาด้วยความยากลำบาก
เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ควรเมินเฉยดังที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชน
นอกจากนั้นตัวแทนคนอื่น ๆ ก็กล่าวเพิ่มเติมว่าหากประชาชนเพิกเฉยปล่อยให้รัฐบาลตัดสินใจไปตามผลประโยชน์ของนายทุน
หรือผลประโยชน์ต่างชาติ ต่อไปประเทศไทยก็จะล่มสลายเหมือนกับที่ประเทศอาร์เจนติน่ากำลังประสบอยู่ในขณะนี้
และยืนยันว่าจะกลับมาอีกครั้งพร้อมเสบียงอาหาร รวมทั้งจะร่วมมือกับพี่น้องที่นี่ในการต่อสู้ตามแนวทางที่ถูกต้องต่อไป
ก่อนที่เครือข่ายป่าฯจะเดินทางกลับ นายสุริยา หวะหลำ ได้มอบสมุดบันทึกบอกเล่าสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ตั้งแต่วันที่ตำรวจจำนวนมากเข้ามาเพื่ออารักขาให้บริษัทของเอกชนเริ่มไถปรับพื้นที่
จนกระทั่งถึงวันนี้ ซึ่งตนได้เขียนบันทึกไว้ตลอดเวลา เพื่อให้พี่น้องที่มาเยี่ยมได้นำความจริงกลับไปบอกเล่ากันต่อ
ๆ ไป
รายงานโดย
ศุภวรรณ ชนะสงคราม และไอดา อรุณวงศ์