รายงานสถานการณ์ ฉบับที่ 4
จากพื้นที่ก่อสร้างโครงการโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย
ประจำวันอังคารที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖

อนาถสมุนตร.ขี้หลี หมิ่นหญิงค้านท่อ
ชาวบ้านจับพิรุธบริษัทลักไก่ก่อสร้างทั้งไม่มีใบอนุญาต
พันธมิตรภาคใต้แห่เยี่ยมให้กำลังใจ
ด้านแกนนำท้าดวลหลักวิชาดีกว่าหาเรื่องชวนตี
นักวิชาการจี้ซ้ำ จะเอาก๊าซขึ้นมาทำอะไร

ทนายให้กำลังใจ ประกาศพร้อมปกป้องสิทธิ
วันนี้เวลาประมาณ ๑๒.๐๐ น. นายดนัย อนันติโย อุปนายกสภาทนายความและหัวหน้าคณะทำงานให้ความช่วยเหลือในคดีเหตุการณ์สลายการชุมนุมคัดค้านโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซฯ ได้เดินทางมาเยี่ยมและพูดคุยกับกลุ่มผู้คัดค้านที่ชุมนุมกันอยู่ที่ลานหอยเสียบ นายดนัยได้เล่าให้ผู้ชุมนุมฟังว่า ตนอยู่ระหว่างเดินทางไปปฏิบัติภารกิจของสภาทนายความที่จ.ปัตตานี เมื่อทราบข่าวว่ามีการส่งกำลังตชด.ลงพื้นที่ก่อสร้าง ก็รู้สึกเป็นห่วง จึงแวะมาเยี่ยมผู้ชุมนุมและมาดูสภาพข้อเท็จจริง “เห็นแล้วรู้สึกเหมือนที่นี่เป็นสนามสู้รบ เพราะมีการตั้งบังเกอร์ มีกองกำลังตำรวจ แต่ถึงอย่างไร หากเกิดความรุนแรงขึ้น ทางสภาทนายความก็จะลงมาช่วยอีก เพราะประชาชนมีสิทธิที่จะปกป้องทรัพยากรและชุมชน” ทั้งนี้นายดนัยกล่าวว่าการให้ความช่วยเหลือในคดีนี้ที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าสภาทนายความมาช่วยเหลือผู้กระทำผิด เพราะไม่ใช่แค่ตำรวจหรืออัยการฟ้องแล้วก็สรุปได้ว่าผิด ไม่ใช่ว่ารัฐจะมีอำนาจทำอะไรก็ได้ “ท่านนายกฯน่าจะกลับไปอ่านรัฐธรรมนูญใหม่” นายดนัยยังได้บอกกับชาวบ้านผู้คัดค้านว่าขอให้อดทนต่อการยั่วยุ ต่อสู้อย่างสันติ เพื่อให้สังคมได้เห็นว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายใช้ความรุนแรง และฝากไปยังรัฐบาลว่าอย่านำกองกำลังมาตั้ง เพราะทำให้เกิดบรรยากาศที่สุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรงอย่างยิ่ง

อบต.มึน ก่อสร้างได้ทั้งไม่มีใบอนุญาต
วันเดียวกันในเวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น. กลุ่มผู้คัดค้านโครงการโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย ได้ส่งตัวแทนประมาณ ๑๕ คน นำโดยนายสอและ หมันจู โต๊ะอิหม่ามมัสยิดบ้านป่างาม ต.ตลิ่งชัน ไปยื่นหนังสือที่อบต.ตลิ่งชัน เพื่อขอดูใบอนุญาตก่อสร้างโรงแยกก๊าซของโครงการฯเนื่องจากบริษัทได้เริ่มเข้ามาดำเนินการก่อสร้างแล้ว นายเกษม และหีม ประธานกรรมการบริหารอบต.ตลิ่งชันพร้อมด้วยกรรมการบริหารของอบต.อีก ๒ คน ได้ออกมารับหนังสือ และได้ชี้แจงว่าทางบริษัท TTM ได้ยื่นหนังสือขออนุญาตก่อสร้างโรงแยกก๊าซมาที่อบต.เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ แต่ทางอบต.ยังไม่ได้มีการทำหนังสือตอบรับหรืออนุญาตแต่อย่างใด เมื่อชาวบ้านถามว่าเหตุใดบริษัทจึงเข้ามาเร่งดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ได้ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาต ประธานอบต.ตลิ่งชันตอบเพียงว่าไม่ทราบ

ต่อกรณีนี้ นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้ให้ความเห็นว่า หากฝ่ายเอกชนดำเนินการก่อสร้างทั้งที่อบต.ยังไม่ได้ให้ใบอนุญาตจริงๆ ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิและหน้าที่แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้มีการก่อสร้างโครงการที่อาจก่อผลกระทบต่อชุมชน “ถ้าดำเนินโครงการไปทั้งที่อบต.ยังไม่ตอบอนุญาต ก็ถือว่าเป็นการวางอำนาจเหนือกฎหมายไทย”


พันธมิตรภาคใต้ทยอยยกขบวนเยือนลานหอยเสียบ

เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. ตัวแทนจากชุมชนวัดเกาะเสือ อ.หาดใหญ่ นำโดยนางพรจิต บรรจงรัตน์ ประธานชุมชน ได้เดินทางมาเยี่ยมผู้ชุมนุมที่ลานหอยเสียบ และได้แสดงความเป็นห่วงต่อพี่น้องที่ชุมนุมอยู่ โดยนางพรจิตกล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเป็นเรื่องที่โหดร้าย ทางชุมชนได้ส่งตัวแทนมาเยี่ยมเพื่อดูว่าจะสามารถช่วยเหลือในเรื่องใดบ้าง เพราะไม่อยากเห็นชาวบ้านโดนรังแก จากนั้นตัวแทนจากเครือข่ายวิทยุชุมชนจ.สตูล และพันธมิตรจากจ.ตรังก็เดินทางมาร่วมสมทบให้กำลังใจและร่วมพูดคุยกับผู้ชุมนุมด้วย

ชาวบ้านท้าเปิดสัญญาดีกว่าหาเรื่องชวนตี
ในวันเดียวกัน ที่ลานหอยเสียบ นายสุไลมาน หมัดยูโส๊ะ ชาวบ้านผู้คัดค้านโครงการฯได้ให้สัมภาษณ์ว่า โครงการท่อก๊าซไทยมาเลเซียเป็นโครงการที่ไทยเสียเปรียบชัดเจนเพราะเท่าที่ทราบจากนักวิชาการ ก๊าซที่ได้มาไทยจะได้ใช้เพียง 10% แต่มาเลเซียเอาไป 90% ทั้งๆที่ลงทุนกันฝ่ายละครึ่งเท่ากัน โครงการนี้จึงเป็นการต่อท่อเอาก๊าซไปให้มาเลเซียใช้ นอกจากนี้ ฝ่ายไทยเรายังให้สิทธิมาเลเซียนำก๊าซไปใช้ก่อน 5 ปี ซึ่งเห็นได้ว่าเรายังไม่มีความจำเป็นต้องเอาก๊าซจากแหล่งเจดีเอมาใช้ แต่ทั้งหมดนี้ ปตท.ไม่เคยบอกกับพี่น้องคนไทยเลย ดังนั้น หากบริษัท ปตท.บริสุทธิ์ใจ โปร่งใสพอ ต้องเปิดเผยสัญญาเพื่อให้สาธารณะช่วยกันตรวจสอบก่อนที่จะเดินหน้าโครงการ เพราะก๊าซธรรมชาติเป็นสมบัติส่วนรวมของคนไทยทุกคน ปตท.ไม่มีสิทธิตัดสินตามอำเภอใจ “เราได้เห็นบทเรียนคำโกหกของ ปตท.มาแล้วจากโครงการท่อก๊าซไทยพม่า ซึ่งตอนแรก ปตท.บอกว่าคนไทยจะได้ใช้ก๊าซราคาถูก แต่ผลปรากฏว่า ก๊าซพม่าราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทยเป็นอย่างมาก แล้วยังต้องเสียค่าโง่จ่ายเงินโดยไม่ได้เอาก๊าซมาใช้อีกหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งคนที่เสียหายคือประชาชนไม่ใช่ ปตท. วันนี้ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเดิม ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นการสูญเสียผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างที่ไม่ควรจะเป็น สาเหตุสำคัญคือการไปสมยอมทำสัญญาแกล้งโง่เอาไว้ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกตรวจสอบจากสาธารณะชน ดังนั้นสิ่งที่ ปตท.กำลังทำอยู่ขณะนี้จึงเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของมาเลเซียและบริษัทขุดเจาะจากอเมริกา”
นายสุไลมานกล่าวต่อว่า เราขอยืนยันว่า ความขัดแย้งจากโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ไม่สามารถยุติได้จากการใช้อิทธิพลที่เหนือกว่าในการบัญชาการด้านกองกำลังติดอาวุธ เรามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความอนาถใจ เราอยากเห็นการเผชิญหน้าบนเวทีทางวิชาการ เพื่อแก้ปัญหา มากกว่าการใช้กองกำลังติดอาวุธมาข่มขู่ชาวบ้านอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

นักวิชาการจี้ซ้ำ จะเอาก๊าซขึ้นมาทำอะไร
อ.ประสาท มีแต้ม นักวิชาการจากกลุ่มศึกษาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สงขลา ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ในขณะนี้ว่า ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่สามารถชี้แจงข้อสงสัยในประโยชน์ของโครงการได้ รัฐบาลก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะเดินหน้าโครงการ ก๊าซที่จะนำมาขึ้นที่สงขลานั้น ประเทศไทยจะได้ใช้ไม่ถึง 10% ในขณะที่มากกว่า 90% เป็นของมาเลเซีย โครงการนี้จึงเป็นการต่อท่อเอาก๊าซไปให้มาเลเซียใช้ จึงอยากถามว่า ทำไมเราต้องไปร่วมลงทุนด้วย 50% โดยให้มาเลเซียรับประโยชน์ไป 90% และอยากถามว่า ก๊าซที่เอามาขึ้นที่สงขลาจะเอาไปใช้อะไร เพราะตามแผนเดิมของ กฟผ.คือ PDP 2001 เมื่อปี 2544 ซึ่งมีการวางแผนล่วงหน้าไปถึงปี 2559 จะไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มที่สงขลา ทั้งนี้เนื่องจากเรามีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอไปถึงปี 2559 อยู่แล้ว แต่จู่ๆ เมื่อเดือนเมษายน 2546 กฟผ.ก็เสนอแผนใหม่ว่าจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มที่สงขลาเพื่อให้โครงการท่อก๊าซไทยมาเลเซียดูสมเหตุสมผล “เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมาท่านนายกฯทักษิณ ก็ได้พูดในรายการนายกฯ คุยกับประชาชนว่า เราลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเกินไปคิดเป็นเงินกว่าสี่แสนล้านบาท เพราะการคำนวณผิดพลาด ทำให้ประชาชนเสียค่าไฟแพง ก็ในเมื่อเรามีโรงไฟฟ้าเกินมากมายอย่างนี้แล้วยังจะสร้างเพิ่มอีกทำไม” อ.ประสาทกล่าว

อนาถตำรวจหมิ่นศักดิ์ศรีผู้หญิงมุสลิม
บรรยากาศภายในบริเวณสถานที่ก่อสร้างโรงแยกก๊าซที่ทางบริษัท ปตท.กำลังปรับพื้นที่อยู่ โดยมีชาวบ้านผู้คัดค้านรวมกลุ่มกันอยู่ในที่ดินของชาวบ้านที่ไม่ยอมขายให้ ปตท.นั้น ปรากฏว่าชาวบ้านผู้คัดค้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ได้จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันถึงการยั่วยุ และการใช้กิริยา และคำพูดหยาบคายสองแง่สองง่ามของฝ่ายตำรวจ ซึ่งอยู่ห่างจากกลุ่มชาวบ้านผู้หญิงเหล่านี้แค่เส้นเชือกฟางสีเหลืองกั้น โดยกลุ่มชาวบ้านยืนยันตรงกันว่า มีนายตำรวจบางคน จงใจปัสสาวะโดยยืนหันหน้ามาทางกลุ่มผู้หญิง บางคนเดินปัสสาวะรดไปทั่วเหมือนเป็นการเย้ยต่อหน้า นอกจากนี้ยังมีบางคนจงใจพูดเสียงดังในลักษณะข่มขู่เช่น “เดี๋ยวจะเอาระเบิดมาวางตามแนวเส้นเหลือง” บางรายก็พูดด้วยกิริยายิ้มยั่วในลักษณะสองแง่สองง่าม เช่น “วันนี้ มีโทรศัพท์แต่ไม่มีที่จะเสียบ” หรือพูดโดยพยักเพยิดมาทางชาวบ้านผู้หญิงมุสลิมที่มีรูปร่างท้วมว่า “เดี๋ยวจะเชือดหมูให้ดู คืนนี้จะได้กินเนื้อสด” บางรายถึงขนาดพูดชวนท้าให้ข้ามเชือกเข้ามานอนด้วยกันในเต๊นท์ ทำให้ชาวบ้านทั้งที่เป็นเด็กสาววัยรุ่นและวัยกลางคนรู้สึกถูกหมิ่นศักดิ์ศรี และรู้สึกเอน็จอนาถใจที่เห็นผู้ชายในเครื่องแบบกระทำกิริยาอาการเช่นนี้ต่อผู้หญิง ทั้งนี้ชาวบ้านเล่าว่า ตำรวจที่ใช้กิริยาดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นนายตำรวจวัยกลางคน “ไม่รู้ว่าการกระทำแบบนี้ถือเป็นการคุกคามทางเพศได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือเป็นการคุกคามทางจิตใจอย่างรุนแรง” ทั้งนี้ในการมาชุมนุมในสถานที่ดังกล่าวนั้น ชาวบ้านผู้หญิงเป็นฝ่ายอาสามาอยู่เพราะเข้าใจว่าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดบรรยากาศเผชิญหน้า อันอาจนำไปสู่การต่อปากต่อคำหรือทะเลาะวิวาท จนเป็นชนวนให้ฝ่ายตำรวจอ้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงได้ “นี่แค่มาอยู่กันได้เพียงสามวันก็ทำถึงขนาดนี้ ถ้าอยู่กันต่อไปเรื่อยๆผู้หญิงในชุมชนนี้จะถูกหมิ่นศักดิ์ศรีอีกขนาดไหน”

รายงานโดย ศุภวรรณ ชนะสงคราม และ ไอดา อรุณวงศ์

Hosted by www.Geocities.ws

1