ลำดับเหตุการณ์โดยย่อ
โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติและโรงแยกก๊าซฯ
ไทย-มาเลเซียและการคัดค้าน
| ก่อนปี พ.ศ. 2541 | ปี พ.ศ. 2544 |
| ปี พ.ศ. 2541 | ปี พ.ศ. 2545 |
| ปี พ.ศ. 2542 | ปี พ.ศ. 2546 |
| ปี พ.ศ. 2543 |
21 กุมภาพันธ์ 2522
ประเทศไทยและมาเลเซียยุติข้อพิพาทและสามารถตกลงกันได้เรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์บนพื้นที่ชายแดนที่เหลื่อมล้ำกันในอ่าวไทย หรือที่ต่อมาเรียกกันว่า Joint Development Area (JDA) โดยพล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีไทย และนายดาโต๊ะ ฮุสเซ็นออน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะก่อตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia-Thailand Joint Authority, MTJA) เพื่อดูแลการสำรวจและแสวงหาประโยชน์ร่วมกันบนพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนแห่งนี้
30 พฤษภาคม 2533
รัฐบาลทั้งสองประเทศลงนามอนุมัติบันทึกความเข้าใจจัดตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย
22 มกราคม 2534
ทั้งสองประเทศออกพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย มาเลเซีย พ.ศ. 2533
21 เมษายน 2537
องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิตกับผู้ประกอบการ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ
แปลง A 18 ได้แก่บริษัทไตรตัน ออยล์ จากประเทศไทย (50%) และบริษัทปิโตรนาส ชาลิการี่
จากมาเลเซีย (50%); กลุ่มที่สองคือ แปลง B 17 & C 19 ได้แก่ บริษัท ปตท.สผ.
จากประเทศไทย (50%) และบริษัทปิโตรนาส ชาลิการี่ จากมาเลเซีย (50%) และมีเงื่อนไขว่าจะเสนอขายก๊าซ
แก่ประเทศไทยและมาเลเซียก่อนประเทศอื่น
19 กันยายน 2540
ปตท. และปิโตรนาสบรรลุข้อตกลงและลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นในการซื้อก๊าซฝ่ายละ 50
: 50 และร่วมศึกษาความเป็นไปได้ของการร่วมทุนในโครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย และโครงการใช้ประโยชน์ก๊าซเจดีเอใน
5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย และรัฐทางตอนเหนือของมาเลเซีย
1 ธันวาคม 2540
ปตท. ว่าจ้างบริษัททีม คอนซัลติ้ง เอ็นจิเนียร์ จำกัด ร่วมกับคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ ให้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) เพื่อเลือกแนวท่อก๊าซส่วนบนบก
ปี พ.ศ. 2541
12 มีนาคม 2541
คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ จัดรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) เปิดเผยว่ามีการศึกษาทางเลือกแนวทางท่อก๊าซขึ้นบก 7 แนวทาง และอ้างว่าแนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือ แนว 5 เหนือ ที่บ้านโคกสัก ต. ตลิ่งชัน อ. จะนะ จ. สงขลา ซึ่งจะต้องวางท่อในทะเลยาว 270 กม. และท่อบนบกก่อนถึงมาเลเซีย 88 กม.
22 เมษายน 2541
นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีไทย และดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงเบื้องต้นของสัญญาซื้อขายก๊าซเจดีเอ
ที่อาคารเอนกประสงค์ สวนพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต. เกาะยอ อ. เมือง จ. สงขลา
ในวันเดียวกันสมัชชานักศึกษาภาคใต้ร่วมกันประท้วงโครงการนี้เป็นครั้งแรก ด้วยการลอยเรือไปในทะเลสาบสงขลาพร้อมป้ายผ้าคัดค้านโครงการ
และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำประชาพิจารณ์ก่อน ขณะที่เครือข่ายพลเมืองสงขลาได้ออกแถลงการณ์เตือนรัฐบาลว่า
การจะอนุญาตหรือดำเนินการใด ๆ ในโครงการนี้จะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
พ.ศ. 2540 โดยเฉพาะมาตรา 59
4 กรกฎาคม 2541
ครม. มีมติให้ทำการศึกษาแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการการพัฒนาเขตเศรษฐกิจปีนัง สงขลา โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้รับไปดำเนินการ ซึ่งต่อมามีการเซ็นสัญญาว่าจ้างบริษัทเอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด (สัญชาติไทย) และบริษัทวิลเบอร์ สมิธ แอสโซสิเอ็ดส์ จำกัด เมื่อ 15 กันยายน 2541 ให้เป็นผู้ศึกษาจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการดังกล่าว ด้วยงบประมาณ 23 ล้านบาท การมีมติให้ศึกษาและจัดทำแผนดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่ผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า ต้องการนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาทำอะไร
31 กรกฎาคม 2541
มีการจัดเวทีระดับหมู่บ้านขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้ฝ่าย ปตท. มาชี้แจงข้อมูลให้ชาวบ้านฟัง
โดยชาวบ้านปากบาง ต. สะกอม อ. จะนะ จ. สงขลา ร่วมกับ อบต. สะกอม ได้เชิญผู้แทน
ปตท. มาให้ข้อมูลและมีตัวแทนจากกลุ่มคัดค้านร่วมอภิปราย-ซักถาม
ท 11 ตุลาคม 2541 กลุ่มนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ และผู้ที่มีความห่วงใยในปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมในจังหวัดสงขลาร่วมกันจัดตั้ง
"กลุ่มศึกษาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สงขลา" เพื่อศึกษาและติดตามโครงการนี้
1 ธันวาคม 2541
ปตท. ว่าจ้างคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศึกษาผลกระทบ
สิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย และมีการลงนามในสัญญาจ้างเหมาเมื่อ
16 ธันวาคม 2541 ด้วยวงเงิน 20.7 ล้านบาท ในสัญญามีเงื่อนไขว่า รายงานดังกล่าวต้องผ่านการเห็นชอบจาก
สผ. และ/หรือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ ปตท. จึงจะชำระเงินค่าจ้างจนครบ
มิถุนายน 2542 เป็นต้นไป ชาวบ้านกลุ่มคัดค้านฯ และเอ็นจีโอจัดเวทีข้อมูลแก่ชุมชนต่าง
ๆ ในพื้นที่อำเภอจะนะอย่างต่อเนื่อง มีการเชิญผู้แทน ปตท. และสภาพัฒน์มาให้ข้อมูลหลายครั้ง
แต่ในระยะหลังได้รับการปฏิเสธที่จะมาร่วมงาน
-- กลับไปที่เริ่มต้น--
กันยายน 2542
ชาวบ้านหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านโคกสัก บ้านในไร่ บ้านป่างาม บ้านสวนกง ในตำบลตลิ่งชัน
อำเภอจะนะ รวมกันขึ้นป้ายคัดค้านโครงการที่หน้าทางเข้าชุมชนโดยพร้อมเพรียงกัน
ท 14 กันยายน 2542 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ ปตท. ร่วมลงทุนกับเปโตรนาสในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดำเนินโครงการตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ
โดยถือหุ้นในสัดส่วน 50:50 ภายใต้วงเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,034 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเห็นชอบในร่างสัญญา
4 ฉบับ ได้แก่ สัญญาซื้อขายก๊าซกับกลุ่มผู้ขายจากแปลง A 18, ร่างสัญญาการให้ยืมคืน,
ร่างสัญญาผู้ถือหุ้นบริษัทร่วมทุน และร่างสัญญาแม่บทการร่วมทุน
29 ตุลาคม 2542
ตัวแทนประชาชน อ. จะนะ และ อ. สะเดา ยื่นหนังสือที่สำนักงานกงสุลมาเลเซียประจำประเทศไทย
จ. สงขลา ขอให้มาเลเซียทบทวนโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย
30 ตุลาคม 2542
นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาร่วมทุนระหว่าง ปตท.
กับปิโตรนาสและสัญญาที่เกี่ยวข้องรวม 3 ฉบับได้แก่ 1) สัญญาซื้อขายก๊าซเจดีเอจากแปลง
A-18 ระหว่างองค์กรร่วม ฯ (MTJA), เปโตรนาส ชาริกาลี่ (เจดีเอ), ไตรตัน ออยล์ คอมเพนี
ออฟ ไทยแลนด์ และ ไตรตัน ออยล์ คอมเพนี ออฟไทยแลนด์ (เจดีเอ) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ขาย
กับ ปตท. และเปโตรนาส ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อ, 2) สัญญาให้ยืมคืนระหว่างเปโตรนาสกับ
ปตท. และ 3) สัญญาแม่บทการร่วมทุนระหว่างเปโตรนาสกับ ปตท. ที่เมืองอลอร์สตาร์ รัฐเคดาห์
ประเทศมาเลเซีย ขณะเดียวกันกลุ่มคัดค้าน ฯ ประมาณ 500 คน ชุมนุมกันที่ด่านสะเดา
อำเภอสะเดา เพื่อยื่นหนังสือและยับยั้งไม่ให้นายกรัฐมนตรีไปเป็นพยานลงนามในสัญญาครั้งนี้
แต่ไม่สำเร็จ นายชวน หลีกภัย ชี้แจงต่อสื่อมวลชนท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องรัฐบาลทำผิดรัฐธรรมนูญว่า
ถ้าทำประชาพิจารณ์แล้วไม่ได้รับการอนุมัติ การเซ็นสัญญาก็ไม่มีผล และที่ว่าประชาชนบางส่วนออกมาคัดค้านนั้น
เป็นส่วนที่ยังไม่เข้าใจ คิดว่าไปตกลงครั้งนี้แล้ว ผลจะเสร็จทั้งหมด..สมมติว่าไม่เอามาที่ประเทศไทยก็ไม่เป็นปัญหา
สามารถขายให้มาเลเซียได้ วันนี้เป็นเพียงการลงนามที่ปากหลุม ไม่เกี่ยวกับการเดินท่อก๊าซเลย
การเดินท่อเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขอเวลาอีกก 5-6 เดือน
ถ้ามีปัญหาไม่รับก็ได้
-- กลับไปที่เริ่มต้น --
4 กุมภาพันธ์ 2543
ปตท. และเปโตรนาสจดทะเบียนจัดตั้งบริษัททรานส์
ไทย มาเลเซีย
(ประเทศไทย) จำกัด
(Trans Thai-Malaysia (Thailand) Limited : TTM) เพื่อดำเนินโครงการขนส่งและใช้ประโยชน์ก๊าซธรรมชาติแหล่งเจดีเอในพื้นที่ฝั่งประเทศไทย
ด้วยทุนจดทะเบียน
940 ล้านบาท ปตท.และเปโตรนาสถือหุ้นฝ่ายละ
50%
ท 17 กุมภาพันธ์
2543 ภายหลังจากกำหนดให้มีการทำประชาพิจารณ์โครงการท่อก๊าซในวันที่
29-30 กรกฎาคม 2543 กระทรวงอุตสาหกรรมได้แต่งตั้งคณะกรรมการประชาพิจารณ์จำนวน
10 คนตามที่ปตท.เสนอ
มีพล.อ. จรัล กุลละวณิชย์
อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
เป็นประธาน มีการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีความเป็นกลางและไม่เป็นธรรมกับผู้ที่จะได้รับผลกระทบ
เพราะคณะกรรมการส่วนมากมาจากข้าราชการหรืออดีตข้าราชการและนักธุรกิจระดับใหญ่
โดยไม่มีบุคคลที่มาจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ปตท.
ยังเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วย
10 กรกฎาคม 2543
เครือข่ายพลเมืองสงขลาเข้าพบแม่ทัพภาคที่
4 ขอให้ทบทวนนโยบายโดยเลิกส่งทหารไปช่วยประชาสัมพันธ์โครงการท่อก๊าซ
ฯ ในหมู่บ้านต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน
เนื่องจากชาวบ้านกลัว
19 กรกฎาคม 2543
กลุ่มรักษ์ทะเลสงขลา,
ตัวแทนชาวบ้านที่คัดค้านจาก
4 อำเภอ และเครือข่ายพลเมืองสงขลาแถลงข่าวโดยเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยข้อเท็จจริงและรายละเอียดข้อสัญญาเกี่ยวกับโครงการท่อก๊าซฯ,
ให้ยกเลิกการทำประชาพิจารณ์ที่จะมีขึ้นในวันที่
29-30 กรกฎาคม พร้อมทั้งให้มีการศึกษาผลกระทบทุกด้านที่จะเกิดขึ้นจากแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้
25-26 กรกฎาคม 2543
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
(สนนท.) และสหพันธ์นักศึกษาทักษิณออกแถลงการณ์ร่วมคัดค้านโครงการและขอให้ยกเลิกการทำประชาพิจารณ์
หลังจากนั้นกลุ่มนักศึกษาและสหพันธ์ศิลปินเพื่อประชาชนภาคใต้ร่วมกันรณรงค์คัดค้านโครงการในเมืองหาดใหญ่
29 กรกฎาคม 2543
วันแรกของการทำประชาพิจารณ์ครั้งที่
1 ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่
รัฐบาลรายงานว่ามีผู้ลงทะเบียนร่วมประชาพิจารณ์
13,000 คน มีข่าวระบุว่ามีการจ้างชาวบ้านมาร่วมประชาพิจารณ์จากหลายพื้นที่โดยได้รับค่าจ้างคนละ
200 บาท อย่างไรก็ดีกลุ่มคัดค้านฯ
ประมาณ 2,000 คนเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่จัดการประชุม
เพื่อขัดขวางและกดดันจนการทำประชาพิจารณ์ต้องยกเลิกไปก่อนเที่ยงของวันเดียวกัน
30 กรกฎาคม 2543
คณะกรรมการประชาพิจารณ์
ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา
และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีมติให้ยกเลิกการประชาพิจารณ์ไปก่อน
31 กรกฎาคม 2543
นายชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
ยืนยันว่าจะต้องทำประชาพิจารณ์อีกครั้ง
ขณะเดียวกันกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แผนการพัฒนาพื้นที่
5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องล่าช้า
แต่ยืนยันว่าจะไม่ยกเลิกโครงการ
1 สิงหาคม 2543
พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์
รายงานผลการจัดประชาพิจารณ์แก่คณะรัฐมนตรี
และครม. มีมติให้เดินหน้าโครงการต่อ
ขณะเดียวกันสถานการณ์ความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิในพื้นที่รุนแรงขึ้น
นักวิชาการและฝ่ายคัดค้านถูกคุกคามหนักขึ้นในหลายรูปแบบ
เช่น การออกใบปลิวโจมตี
การข่มขู่ทางโทรศัพท์
เป็นต้น
29 กันยายน 2543
ที่ประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการจัดประชาพิจารณ์
กระทรวงอุตสาหกรรม
กระทรวงมหาดไทย
ผู้แทนจากกองทัพภาคที่
4 และผู้แทนจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติมีมติให้จัดประชาพิจารณ์ครั้งที่สองในวันที่
21-22 ตุลาคม 2543
12 ตุลาคม 2543
สภาพัฒน์ทำหนังสือถึง
ปตท. ยืนยันว่า
แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจปีนัง-สงขลาไม่มีการกำหนดให้มีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในพื้นที่อำเภอจะนะ
และ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ส่วนอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามแผน
ที่จะใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงคือ
อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคเกษตร
เช่น ผลิตภัณฑ์ประมง
ต่อมากลุ่มผู้คัดค้านตอบโต้ว่า
ในแผนพัฒนาดังกล่าวมีการเปลี่ยนคำว่า
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
มาใช้คำว่าอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำแทน
ซึ่งความจริงก็คือกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเช่นกัน
และมีการขอให้หยุดหลอกลวงข้อมูลคน
ตอนแรกสภาพัฒน์พูดชัดเจนว่า
โครงการนี้จะส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและทำให้คนมีงานทำ
แต่เมื่อพบว่าชาวบ้านไม่ต้อนรับอุตสาหกรรมประเภทนี้
จึงเที่ยวอ้างว่า
จะไม่มีปิโตรเคมี
17 ตุลาคม 2543
กลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
หาดใหญ่ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา
โดยขอให้เลื่อนการทำประชาพิจารณ์ออกไปเพื่อความสันติสุขของคนในพื้นที่
ขณะที่คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม
วุฒิสภาได้แถลงข่าวในวันเดียวกันเพื่อเรียกร้องให้เลื่อนการทำประชาพิจารณ์ออกไปเช่นกัน
กระแสความไม่เห็นด้วยที่เกิดขึ้นทำให้นายอาซีส
พิทักษ์คุ้มพล
ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลาและหนึ่งในคณะกรรมการประชาพิจารณ์
ตัดสินใจลาออกจากการเป็นกรรมการ
21 ตุลาคม 2543
รัฐบาลจัดการประชาพิจารณ์ครั้งที่
2 ที่สนามกีฬาจิระนคร
เทศบาลเมืองหาดใหญ่
กลุ่มคัดค้านฯ
เคลื่อนขบวนเข้าปิดล้อมพื้นที่เพื่อขัดขวางไม่ให้มีการทำประชาพิจารณ์
แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังนำคณะกรรมการประชาพิจารณ์ฝ่าการปิดล้อมของกลุ่มคัดค้านฯ
จนเกิดการปะทะและมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน
การประชาพิจารณ์ดำเนินไปอย่างรวบรัดในเวลาเพียง
25 นาที คณะกรรมการประกาศว่าประชาพิจารณ์เสร็จสิ้นแล้วพร้อมกับพากันหลบหายไปในช่วงที่กลุ่มผู้คัดค้านพากันเข้ายึดสถานที่ประชุม
/ ขบวนรถของกลุ่มคัดค้านถูกลอบยิงระหว่างเดินทางกลับอำเภอจะนะ
ตำรวจไม่ยอมจับกุมคนร้ายที่เข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในสำนักงานชั่วคราวของ
ปตท. ทำให้กลุ่มคัดค้านไม่พอใจ
จึงเกิดเหตุชุลมุนและมีการเผาสถานีตำรวจอำเภอจะนะ
12 ธันวาคม 2543
คณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งผลการตีความต่อกระทรวงอุตสาหกรรมที่ขอความเห็นถึงข้อกฎหมายการทำประชาพิจารณ์โครงการท่อก๊าซฯ
และโรงแยกก๊าซฯ
ไทย-มาเลเซีย
ว่าโครงการนี้ไม่ต้องทำประชาพิจารณ์เพราะเป็นของบริษัทเอกชน
และกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญมาตรา
59 ยังไม่ออกจึงยังไม่มีหน้าที่ผูกพันทางกฎหมาย
ในวันเดียวกันคณะกรรมการประชาพิจารณ์สรุปผลการประชาพิจารณ์ว่าเห็นควรก่อสร้างท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซเพราะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
การคัดค้านเป็นความเห็นของคนส่วนน้อย
ในวันเดียวกัน
สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม
(สผ.) แถลงว่าคณะกรรมการผู้ชำนาญการโครงการโครงสร้างพื้นฐานและอื่นๆ
(คชก.) ซึ่งทำหน้าที่พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
(EIA) โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์
ไม่ผ่านความเห็นชอบ
EIA โดยให้มีการศึกษาเพิ่มเติม
9 ประเด็น อาทิ
ผลกระทบจากการวางท่อ
ปัญหาทางสมุทรศาสตร์
ความเสี่ยงภัย
ปัญหาทางสังคม
และมาตรการจัดการสิ่งแวดล้อม
เป็นต้น ขณะที่ฝ่ายคัดค้านยืนยันว่าการทำ
EIA ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกับแผนการทำประชาพิจารณ์
เพราะมีการ
ตัดตอน โดยไม่นำแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคใต้ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันมาทำ
EIA ด้วย ผลการศึกษาที่ทำขึ้นจึงไม่สามารถบอกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริงได้
19 ธันวาคม 2543
คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินโครงการต่อตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา
-- กลับไปที่เริ่มต้น --
ปี พ.ศ. 2544
23 - 24 กุมภาพันธ์ 2544
กลุ่มคัดค้าน
ฯ เดินทางยื่นหนังสือแก่
3 หน่วยงาน ได้แก่
กระทรวงมหาดไทย
เรื่องขอให้ยกเลิกหมายจับแกนนำชาวบ้าน
ที่ถูกกลั่นแกล้งและถูกจับกุมในช่วงเหตุการณ์ชุลมุนระหว่างการเลือกตั้งทั่วไป,
ถึงกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อขอให้ทบทวนโครงการ
และถึงรัฐบาลมาเลเซียผ่านสถานทูตมาเลเซียเพื่อขอให้ยกเลิกการร่วมทุนโครงการที่อำเภอจะนะ
24 เมษายน 2544
นายกฯ ทักษิณ
ชินวัตร เดินทางไปมาเลเซียเพื่อหารือกับ
ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด
นายกฯ มาเลเซีย
เกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
นายไซเอด ฮามิ
อัลบาร์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศมาเลเซีย
แถลงหลังการประชุมในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียว่า
ทางไทยให้คำมั่นว่าจะพยายามแก้ปัญหาทั้งหมดให้ได้ภายใน
3 เดือน
26 เมษายน 2544
กลุ่มคัดค้านออกแถลงการณ์เพื่อชี้ให้เห็นความไม่ชอบธรรมของโครงการว่า
เป็นการพัฒนาแหล่งก๊าซเพื่อสนองความต้องการของมาเลเซียเป็นสำคัญ,
มีการเซ็นสัญญาก่อนทำประชาพิจารณ์,
ปตท.พยายามโฆษณาชวนเชื่อและบิดเบือนข้อเท็จจริงในการประชาสัมพันธ์โครงการ
โดยไม่เปิดเผยว่ามีโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องระบุไว้ในแผนแม่บท,
มีการใช้กลไกรัฐ
(ทหาร-ตำรวจ) ในพื้นที่ช่วยประชาสัมพันธ์และคุกคามแกนนำกลุ่มคัดค้าน
ท วันเดียวกัน
กลุ่มคัดค้านได้ก่อตั้ง
ศูนย์รวมการคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์
ที่บริเวณลานหอยเสียบ
บ้านโคกสัก ต.ตลิ่งชัน
อ.จะนะ จ.สงขลา ต่อมาได้จัดตั้งเป็น
มหาวิทยาลัยลานหอยเสียบ
เพื่อเป็นแหล่งให้การศึกษาและความรู้แก่สมาชิกในชุมชน
11 พฤษภาคม 2544
คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม
วุฒิสภา ส่งรายงานสรุปความเห็นกรณีปัญหาโครงการท่อก๊าซฯ
และโรงแยกก๊าซฯ
ไทย-มาเลเซีย
ส่วนที่ 1 ถึงวุฒิสภา
โดยมีสาระสำคัญว่า
โครงการนี้ยังมีข้อบกพร่อง
ซึ่งต้องระงับไว้ก่อนและเร่งททบทวนให้รอบคอบ
ทั้งเหตุผล ข้อมูล
และกระบวนการตัดสินใจ
ดังต่อไปนี้
1) แนวทางใช้ประโยชน์ก๊าซธรรมชาติ
ในรายงานสรุปว่า
รัฐบาลและ ปตท.
ยังไม่มีแนวทางชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติ
กล่าวคือจะใช้เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
การใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อเป็นพลังงานโดยทั่วไป
และการใช้ก๊าวธรรมชาติสมทบในโครงการอุตสาหกรรมภาคตะวันออก
ที่มีการลงทุนไปแล้วนับแสนล้านบาท
ซึ่งและทางเลือกมีขนาดการลงทุน
ประโยชน์และความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ
รวมถึงขนาดของผลกระทบต่างกัน
2) ตำแหน่งโรงแยกก๊าซธรรมชาติตามโครงการพัฒนาภาคใต้ตอนล่าง
เมื่อรัฐบาลไม่มีความชัดเจนในข้อแรก
จึงยากที่จะชี้ลงไปว่า
โรงแยกก๊าซควรอยู่ฝั่งไทยหรือมาเลเซีย
หากมีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่อาศัยก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ
โรงแยกฯ ก็ควรอยู่ฝั่งไทย
หากใช้ก๊าซเป็นเพียงพลังงาน
โรงแยกฯ อาจอยู่ฝั่งมาเลเซียก็ได้
เมื่อแนวทางไม่ชัดเจน
แล้วจะตั้งโรงแยกฯ
บนฝั่งไทย และส่งก๊าซให้มาเลเซียใช้ก่อนหลายปี
ซ้ำยังเป็นการลงทุนเท่ากัน
จึงเห็นว่าประเทศไทยต้องรับภาระในการลงทุนต่อเนื่องด้านโครงสร้างพื้นฐาน
และภาระในการควบคุมมลพิษจากโรงแยกฯ
รวมถึงผลกระทบต่าง
ๆ จึงมีความไม่ชัดเจนว่า
เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่
3) นโยบายขยายฐานพลังงานไปสู่ก๊าซธรรมชาติ
เนื่องจากแนวทางการใช้ประโยชน์จากก๊าซไม่ชัดเจน
กอปรกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน
ประเทศไทยมีพลังงานล้นเกินไปถึง
10 ปี การลงทุนวางโครงข่ายท่อก๊าซเพื่อเชื่อมโยงกับท่อก๊าซของภูมิภาคทั้งหมดเป็นช่องทางสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวที่ดี
แต่ก็เป็นการลงทุนที่สูงมาก
ดังนั้นการลงทุนนี้จึงอาจจะไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ
4) สถานภาพเอกชน
เอกชน ของโครงการ
โดยการร่วมทุนและการก่อตั้งบริษัท
TTM มีสถานะเป็นบริษัทเอกชนธรรมดา
และรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่ต้องผ่านการชี้ขาดจากคระรัฐมนตรี
แต่โครงการนี้มีขั้นตอนที่ล่วงสิทธิราษฎร
ทั้งสิทธิในสิ่งแวดล้อมและที่ดิน
เช่น รัฐจะเวนคืนที่ดินให้เอกชนใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
ประเด็นเหล่านี้รัฐต้องเข้ามาเกี่ยวข้องและยังไม่มีฐานทางกฎหมายมารองรับ
จึงควรต้องมีการทบทวนแก้ไขเพิ่มเติมแนวทางทั้งหมด
5) กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
โครงการนี้นอกจากขาดการตรวจสอบภายในกลไกของรัฐด้วยกันเองเป็นพิเศษแล้ว
ยังมีความผิดพลาดลึกซึ้งถึงรากฐานในส่วนของการเปิดรับการมีส่วนร่วมของประชาชน
กล่าวคือ หากมีโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมระดับภูมิภาคที่อาศัยก๊าซธรรมชาติเป็นฐานโดยตรงแล้ว
จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเดิมหลายมิติ
ทั้งการประมง
การเกษตรและการบริการ
ที่พึ่งพิงอยู่กับคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายฝั่งอันซับซ้อน
ดังนั้นการบอกราษฎรว่าให้คิดแต่เพียงโรงแยกและการวางท่อเท่านั้น
ไม่ให้ถามถึงเขตพัฒนาอุตสาหกรรม
จึงเป็นทั้งความไม่รับผิดชอบของรัฐและเป็นข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้
ยิ่งเมื่อผนวกกับตัวอย่างทางลบของโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกที่เกิดขึ้นแล้ว
จึงไม่แปลกที่มีกระแสท้วงติงอย่างร้อนแรงในพื้นที่และเรียกร้องขอทราบถึงโครงการพัฒนาทั้งหมด
6) การทำประชาพิจารณ์
คณะกรรมาธิการฯ
เห็นว่า โจทย์ที่ให้พิจารณาเป็นโจทย์ที่
บังคับเลือก
คือ บังคับให้ยอมรับก่อนว่า
ต้องมีโครงการพัฒนาภาคใต้ตอนล่างโดยก๊าซธรรมชาติ
ที่ไม่มีราษฎรใดเคยพบเห็นศึกษามาก่อน
และบังคับต่อไปว่า
ต้องมีโรงแยกก๊าซในฝั่งไทย
และตั้งอยู่ที่อำเภอจะนะ
จังหวัดสงขลา
จากนั้นจึงมาขอข้อพิจารณ์จากประชาชน
ปตท. บกพร่องเองมาแต่แรก
โครงการนี้จึงไม่มีความสมบูรณ์เพียงพอต่อการจัดทำประชาพิจารณ์
เพราะขาดข้อมูลและความสมเหตุสมผลมาตั้งแต่ต้นจนปลาย
30 มิถุนายน 2544
กลุ่มคัดค้านและสหพันธ์ศิลปินภาคใต้เพื่อประชาชนจัดคอนเสิร์ตคัดค้านโครงการที่ลานหอยเสียบและร่วมกันปลูกต้นไม้ประมาณ
2,000 ต้นริมถนนบ้านโคกสัก-ตลิ่งชัน
21 กรกฎาคม 2544
กลุ่มคัดค้านเปิด
มหาวิทยาลัยลานหอยเสียบ
เป็นแหล่งเรียนรู้ของสมาชิกในชุมชน
12 สิงหาคม 2544
กลุ่มคัดค้านจัดงานวันแม่ที่ลานหอยเสียบ
มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ
นกเขาชวา วางปะการังเทียม
มีคนเข้าร่วมงานกว่า
2,000 คน
27 สิงหาคม 2544
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม
(สผ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์
ฯ อนุมัติรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม
(อีไอเอ) โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย
ภายหลังจากที่พยายามเร่งรัดให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการอนุมัติภายในการประชุมเมื่อวันดังกล่าว
ก่อนหน้านี้คณะกรรมการผู้ชำนาญการได้ตีกลับผลการศึกษาและขอให้มีการแก้ไขและศึกษาเพิ่มเติมรวม
6 ครั้ง
21 กันยายน 2544
ที่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ
(คชก.) (ครั้งที่
12/2544) ไม่ผ่านความเห็นชอบ
EIA โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์
ได้ขอให้บริษัท
TTM ทำรายงานให้สมบูรณ์เรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล,
กากและของเสีย,
ความเสี่ยงอันตราย
และผลกระทบด้านสังคม
มีการประชุมอีกครั้งในวันที่
26 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นการประชุมที่มีปัญหามาก
เพราะ คชก. ส่วนใหญ่ทักท้วงว่าฝ่ายเลขานุการ
(สผ.) บันทึกรายงานการประชุมครั้งที่
12/2544 ไม่ตรงความจริง
โดยบันทึกว่าคณะกรรมการฯ
เห็นชอบ EIA แล้ว
ทั้งที่คณะกรรมการฯ
ยังไม่เห็นชอบ
โดยเฉพาะด้านสังคม
ในที่สุดได้มีการแก้ไขรายงานการประชุม
โดยไม่ให้เขียนคำว่า
รับรองการผ่านรายงาน
26 กันยายน 2544
ประชุม คชก. ครั้งที่
13/2544 กรรมการทางด้านสังคมส่งบันทึกต่อ
คชก. แสดงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรว่ารายงานทางด้านสังคมไม่ผ่าน
ท 26 ตุลาคม 2544 สผ.เสนอให้ที่ประชุม
คชก. ครั้งที่
14/2544 รับรอง EIA โดยมีเงื่อนไขให้บริษัท
TTM ส่งข้อมูลเพิ่มเติม
แต่กรรมการฯ
ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
โดยให้เหตุผลแย้งว่า
หากรับรอง EIA
ไปแล้ว บริษัทไม่ยอมดำเนินการแก้ปัญหา
ต่อไปจะทำอย่างไร
14 พฤศจิกายน 2544
สผ.พยายามผลักดันให้ที่ประชุม
คชก. ครั้งที่
16/2544 หาข้อยุติเรื่อง
EIA จนที่ประชุมได้ประนีประนอมโดยให้ใช้คำว่า
เห็นชอบรายงานด้านเทคนิคยกเว้นทางด้านสังคม
และ สผ. ได้เสนอให้ส่งประเด็นปัญหา
ผลกระทบด้านสังคม
เข้าสู่การพิจารณาของ
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
โดยมีเสียงคัดค้านจากกรรมการฯ
และบันทึกเป็นข้อสังเกตไว้ว่า
มติดังกล่าวขัดต่อกฎหมายสิ่งแวดล้อม
(ม.48 ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พ.ศ.2535)
ที่ประชุม คชก.
(14 พฤศจิกายน 2544) มีข้อสรุปเสียงส่วนใหญ่ให้ส่งประเด็นด้านสังคมต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ
ตามข้อเสนอของประธานฯ
แม้จะมีเสียงคัดค้านว่า
ถึงจะเป็นมติเสียงส่วนใหญ่
แต่เป็นมติที่ขัดต่อกฎหมาย
(ม.48 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พ.ศ.2535 ให้อำนาจการอนุมัติเป็นของคชก.
มิใช่ให้นำเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้วไปอนุมัติที่คณะรัฐมนตรี)
23 พฤศจิกายน 2544
นายอภิชัย ชวเจริญพันธุ์
รองเลขาธิการ
สผ. ลงนามในหนังสือ
ถึงบริษัท TTM โดยแจ้งว่า
คณะกรรมการผู้ชำนาญการมีมติเห็นชอบต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
(EIA) โครงการท่อก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย
โดยแนบรายงานการประชุม
คชก. ครั้งที่
16/2544 ที่ยังติดปัญหาด้านสังคม
และยังไม่ผ่านการรับรองรายงานการประชุม
คชก. ในที่ประชุม
อีกทั้งก็ยังไม่มีการพิจารณาประเด็นทางด้านสังคมในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
จึงเท่ากับให้ผ่านเอง
29 พฤศจิกายน 2544
ที่ประชุม คชก.
ครั้งที่ 17/2544 ถึงจะมีการรับรองบันทึกรายงานการประชุมครั้งที่
16/2544 ในที่ประชุม
ว่าเห็นชอบ EIA
โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์
เฉพาะด้านเทคนิค
และเสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้ส่งประเด็นปัญหาด้านสังคมให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ
เป็นผู้พิจารณา
6 ธันวาคม 2544
นายสนธยา คุณปลื้ม รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เปิดเผยว่าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
พิจารณาแล้วเห็นว่า สผ.ไม่ควรเสนอ EIA ด้านสังคมของโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ
พิจารณา เพราะคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา EIA โครงการของรัฐ
นอกจากนี้ยังแสดงความเห็นอีกด้วยว่าโครงการของเอกชนก็มีจำนวนมาก หากต้องพิจารณาเป็นบางโครงการจะเป็นการไม่ยุติธรรม
-- กลับไปที่เริ่มต้น --
ปี พ.ศ. 2545
2 มกราคม 2545
กลุ่มชาวบ้านในนามตัวแทนเครือข่ายคัดค้านโครงการท่อก๊าซฯ โรงแยกก๊าซธรรมชาติและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
จังหวัดสงขลา เดินทางยื่นหนังสือถึงรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อชี้แจงข้อมูลและเหตุผลรวม
4 ข้อของการคัดค้านโครงการนี้ให้ทางรัฐบาลมาเลเซียรับทราบ พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียยกเลิกการลงทุนที่อำเภอจะนะโดยเร็ว
เพื่อประโยชน์ของมาเลเซียเอง
4 มกราคม 2545
นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ลงเยี่ยมพื้นที่ลานหอยเสียบเพื่อรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มคัดค้าน
ฯ มีคนร่วมรับฟังหลายพันคน ตัวแทนกลุ่มคัดค้านหลายคนร่วมชี้แจงเหตุผลของการคัดค้าน
5 มกราคม 2545
นายกรัฐมนตรีรับฟังความเห็นของฝ่ายสนับสนุนที่ค่ายเสนาณรงค์ หาดใหญ่ จากนั้นในช่วงค่ำได้พบกลุ่มนักวิชาการที่คัดค้านโครงการ
หลังจากรับฟังทั้งสองฝ่าย นายกฯ สรุปว่าจะกลับไปศึกษาและชั่งน้ำหนักว่า โครงการนี้มีประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่
หากมีการก่อสร้างจะต้องดูแลข้อเรียกร้องของฝ่ายคัดค้านหมดทุกข้อ และรับปากว่าจะตัดสินใจให้เร็วที่สุดภายใน
3 เดือนข้างหน้า และจะตัดสินใจพร้อมกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งที่จังหวัดประจวบฯ
5 กุมภาพันธ์ 2545
พล.อ. ชัยศึก เกตุทัต ประธานคณะกรรมการติดตามและประสานงานตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี
ขอความร่วมมือนักวิชาการ 6 สถาบันศึกษาข้อมูลโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกและบ้านกรูด
เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี โดยให้เวลานักวิชาการแต่ละสถาบันในการศึกษาทั้งหมด
4 สัปดาห์
7 กุมภาพันธ์ 2545
ที่ประชุม คชก.ครั้งที่ 1/2545 ยืนยันการไม่ผ่านความเห็นชอบ EIA ด้านสังคมของโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์
ซึ่งถือได้ว่ากระบวนการพิจารณา EIA โครงการนี้ของ คชก.ได้ยุติลงโดยสิ้นเชิงแล้ว
โดยมีการบันทึกในรายงานการประชุมด้วยว่า ...ที่ประชุมรับทราบรายละเอียดที่ฝ่ายเลขานุการ
(สผ.) ทำมาในเอกสารประกอบการประชุม โดยมีข้อท้วงติงถึงความบกพร่อง ไม่ชัดเจน อันมีผลต่อการสรุปผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ
ประจำปี 2544 โดยมีมติให้ทำการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาต่อไป และในเรื่องโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย
ของบริษัท ทรานส์ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด นั้น คณะกรรมการมีความเห็นว่า
สผ.เอง มิใช่คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ เป็นผู้ให้ผ่านรายงาน EIA กรณีนี้กระบวนการพิจารณาไม่สมบูรณ์ชัดเจน
และการให้ผ่านไม่เป็นไปตามกฎหมาย คณะกรรมการจึงขอให้มีการบันทึกความเห็นคัดค้านวิธีการให้ผ่านรายงาน
EIA โดยมีรายละเอียดการให้ความเห็นและเหตุผลเรื่องกระบวนการพิจารณาไว้เป็นหลักฐานในรายงานการประชุมครั้งนี้ด้วย
18 มีนาคม 2545
กลุ่มชาวบ้านในนามตัวแทนเครือข่ายคัดค้านโครงการท่อก๊าซฯ โรงแยกก๊าซธรรมชาติและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
จังหวัดสงขลายื่นจดหมายถึงรัฐบาลมาเลเซียผ่านสถานเอกอัครราชทูตเป็นครั้งที่สอง
เพื่อขอร้องให้มาเลเซียถอนโครงการนี้ออกจากอำเภอจะนะ หากทั้งสองรัฐบาลเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปอาจเกิดการปะทะรุนแรงกับชาวบ้านได้
22 มีนาคม 2545
สมาชิกวุฒิสภา 163 คน นำโดย นายคำนวณ เหมาะประสิทธิ์ ส.ว. อุตรดิตถ์ ประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและพลังงาน เข้าชื่อทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อสนับสนุนรัฐบาลและเร่งรัดโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
มี ส.ว. หลายคนถูกอ้างชื่อว่าสนับสนุนโครงการ
26 มีนาคม 2545
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดย ศ. เสน่ห์ จามริก และคุณหญิงอัมพร มีศุข แถลงผลสรุปการตรวจสอบปัญหาการละเมิดสิทธิเสรีภาพกรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากถ่านหิน
หินกรูด-บ่อนอก และโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย พร้อมทั้งรายงานข้อเสนอต่อรัฐบาลทั้ง
3 กรณี โดยทำหนังสือลงวันที่ 26 มีนาคม 2545 กราบเรียนนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการสิทธิฯ
กล่าวว่า การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากถ่านหินทั้งสองโครงการ และโครงการท่อก๊าซฯ
ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงทั้งในระดับบุคคลและชุมชน; ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาภูมิภาค
และการวางแผนภาคพลังงาน ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายของผลกระทบจากการดำเนินโครงการ;
ประชาชนที่เกี่ยวข้องกับทั้งสามโครงการได้พยายามใช้สิทธิของตนที่มีตามกฎหมายด้วยการยื่นหนังสือถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทุกระดับ
รวมถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี การชุมนุม การจัดเวทีสาธารณะ การศึกษาข้อมูลและเสนอทางเลือกในการดำเนินนโยบาย
คณะกรรมการสิทธิฯ จึงมีข้อเสนอถึงรัฐบาล สรุปโดยย่อว่า
1) เห็นควรให้รัฐบาลทบทวนการดำเนินโครงการทั้งสามและให้มีมาตรการปกป้องและขจัดความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดำเนินโครงการโดยทันที
2) เห็นควรให้รัฐบาลเร่งรัดการออกกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา
59 และกฎหมายเกี่ยวกับองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน และสิทธิในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 46 และ 56 ทั้งนี้การร่างกฎหมายดังกล่าวต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
และมีหลักการพื้นฐานคือ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมกำหนดทั้งกระบวนการและองค์ประกอบของการประชาพิจารณ์
และต้องมีการจัดตั้งองค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยให้เพิ่มบทบาทของประชาชนในการร่วมกำหนดขอบเขตแลแนวทางการประเมินผลกระทบ
ฯลฯ
3) เห็นควรให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาภูมิภาคและนโยบายรายสาขาที่มีอยู่ในปัจจุบัน
รวมถึงสถานะปัจจุบันของโครงการเหล่านั้น
4) รัฐบาลต้องปฏิบัติตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ด้วยการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยไม่อ้างว่ายังมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ฯ
28 มีนาคม 2545
คณะกรรมาการสิทธิฯ โดยนายเสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการฯ ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเรื่องข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพิ่มเติม
กรณีโครงการท่อก๊าซ และโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียเพื่อการพิจารณาเร่งด่วนดังต่อไปนี้
1) ขอให้พิจารณาสั่งการมิให้หน่วยงานใด ๆ ของรัฐมีท่าทีในการสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอันจะเป็นการทำให้สถาน
การณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น รวมทั้งกำชับมิให้ใช้มาตรการรุนแรงใด ๆ ต่อการชุมนุม อันจะยิ่งทำให้โอกาสที่จะแก้ไข
ปัญหามีลดน้อยลงไปอีก
2) ขอให้มีการชี้แจงและอธิบายเหตุผลและข้อมูลที่รัฐบาลได้ศึกษาประกอบการพิจารณาตัดสินใจครั้งนี้อย่างชัดเจน
เพื่อทำให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสเข้าใจข้อมูลและเหตุผลอย่างแท้จริง อันจะก่อประโยชน์และมีการแลกเปลี่ยนหารือ
บนพื้นฐานข้อมูลและเหตุผลที่ถูกต้องร่วมกันในสังคมต่อไป
3) ในประการสำคัญยิ่ง ขอให้พิจารณาทบทวนดำเนินการให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
29 มีนาคม 2545
คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม
วุฒิสภา ส่งสรุปรายงานการพิจารณาศึกษาโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย
และโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย
จังหวัดสงขลา
ส่วนที่ 2 ต่อประธานวุฒิสภา
รายงานดังกล่าวเป็นส่วนเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการ
ซึ่งแบ่งการศึกษาออกเป็น
4 หัวข้อ โดยมีสาระสำคัญคือ
1) ข้อวิเคราะห์ในทางสัญญา
คณะกรรมาธิการได้แบ่งพัฒนาการของข้อตกลงโครงการนี้เป็น
3 ช่วงคือ
ช่วงต่างคนต่างให้สัมปทาน
เป็นช่วงก่อนปี
2522 ที่ทั้งสองประเทศต่างก็ให้สัมปทานสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซไปตามแผนการของตน
จนเกิดปัญหาการซ้อนทับของพื้นที่สัมปทานในที่สุด
ช่วงตกลงพัฒนาร่วม
เริ่มตั้งแต่ปี
2522 ที่ทั้งสองประเทศเริ่มเจรจาเพื่อร่วมกันพัฒนาและแบ่งปันผลประโยชน์จากแหล่งก๊าซในพื้นที่ทับซ้อน
และยุติลงด้วยข้อตกลงจัดตั้งองค์กรร่วมเมื่อปี
2533 แล้วหาคู่สัญญามาร่วมพัฒนาแหล่งก๊าซโดยสัญญาสัมปทานต่าง
ๆ มอบให้ผู้รับสัมปทานจำหน่ายก๊าซในตลาดเป้าหมาย
ช่วงตกลงใช้ก๊าซร่วมกัน
ช่วงจากปี 2539 ที่ทั้งสองประเทศเปลี่ยนใจ
ตกลงร่วมกันใช้ก๊าซเอง
โดย ปตท. และเปโตรนาสร่วมกันสร้างโครงการใช้ก๊าซทั้งหมดนี้ขึ้นมาในทั้งสองฝั่ง
จึงเกิดสัญญาร่วมทุนตั้งบริษัท
TTM เพื่อรับผิดชอบพัฒนาโครงการและสัญญาแบ่งสิทธิการใช้ก๊าซฝ่ายละครึ่งพร้อมด้วยกลไกยืมคืนก๊าซในที่สุด
2) ข้อวิเคราะห์ภาระอันเกิดขึ้นจากข้อตกลงใช้ก๊าซร่วมกัน
คณะกรรมาธิการพบว่า
ช่วงที่สอง ประเทศไทยไม่ได้มีภาระต้องใช้ก๊าซจากแหล่งนี้
หรือหากต้องใช้ก็มีอิสระที่จะลงทุงสร้างระบบท่อนำก๊าซไปใช้ที่ระยองหรือขนอม
ที่มีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว
แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงที่สามที่ตกลงใช้ก๊าซร่วมกันตามโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ
ทางเลือกเหล่านี้ได้หายไปโดยสิ้นเชิง
และเกิดเป็นภาระใหม่ขึ้นมาคือ
- ประเทศต้องร่วมลงทุนอีกประมาณ
2.5 หมื่นล้านบาทกับมาเลเซีย
เพื่อพัฒนาระบบท่อและโรงแยก
- โรงแยกตั้งอยู่บนฝั่งไทย
แต่โดยสัญญา
ต้องส่งก๊าซชุดแรกให้มาเลเซียใช้ก่อนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมตอนเหนือที่รัฐกลันตัน
- เมื่อถึงกำหนดที่ไทยต้องใช้ก๊าซ
ไทยมีหน้าที่ต้องใช้ตามพันธะ
Take or Pay ที่หากยังไม่พร้อมใช้ก็ต้องจ่ายเงินจริง
ไทยมีภาระต้องใช้ก๊าซให้ได้ในอัตราวันละ
400 ล้านลูกบาศก์ฟุต
คณะกรรมาธิการยังศึกษาพบปัญหาว่า
โครงการอุตสาหกรรมและการพัฒนาต่อเนื่องเพื่อใช้ก๊าซที่สภาพัฒน์จัดทำขึ้นเป็นเพียงจินตนาการด้านการผลิตที่ยังไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ทางการลงทุนและการตลาด
ความพร้อมของฐานทรัพยากรธรรมชาติและแรงงาน
และการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งภูมิภาค
หากประเทศไทยไม่สามารถใช้ก๊าซได้ตามพันธะต้องแบกรับภาระซื้อก๊าซจากปากหลุมเกิดเป็นดอกเบี้ยนับหมื่นล้านบาท
เช่นที่เกิดขึ้นแล้วจากสัญญาการซื้อก๊าซจากแหล่งยาดานาของพม่า
ทำให้เกิดผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นและกลายเป็นภาระของผู้บริโภค
ขณะเดียวกันทางคณะกรรมาธิการได้พยายามสำรวจลู่ทางทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาระที่อาจเกิดขึ้น
ก็พบทางตันทางกฎหมายในทุกประเด็น
คือ
- การเปลี่ยนเส้นทางวางท่อไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมใช้ก๊าซที่ขนอมหรือภาควันออก
ไม่สามารถทำได้เพราะติดข้อตกลงลงทุนเพื่อใช้ก๊าซร่วมกัน
- การถอนตัวจากภาระรับก๊าซ
คือให้ผู้รับสัมปทานขายให้ใครก็ได้
ประเทศไทยขอรับเพียงส่วนแบ่งเท่านั้น
ก็ทำไม่ได้เพราะมีข้อตกลงกับผู้รับสัมปทานว่าทั้งสองประเทศจะรับเหมาซื้อก๊าซทั้งหมด
- เลื่อนกำหนดเวลารับก๊าซโดยขอให้มาเลเซียรับก๊าซไปก่อน
ก็พบว่าต้องเจรจาตามสัญญายืมคืน
ซึ่งขึ้นกับว่ามาเลเซียมีศักยภาพใช้ก๊าซเพียงใด
หากใช้ไม่ไหว
มาเลเซียก็ไม่ยินยอมแน่
- การย้ายโรงแยกก๊าซไปอยู่ฝั่งมาเลเซีย
ก็พบว่าไทยได้ทำสัญญาไว้ชัดเจนว่าต้องสร้างโรงแยกก๊าซที่สงขลา
หรือตำแหน่งอื่นในฝั่งไทย
3) ข้อมูลที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม
คณะกรรมาธิการฯ
พบว่า ปตท. ได้ลบข้อมูลสำคัญในสัญญาที่เป็นเอกสารส่งให้คณะกรรมาธิการฯ
จนไม่สามารถศึกษาสรุปกำหนดเวลาและปริมาณก๊าซที่ฝ่ายไทยจะต้องรับ
และสูตรกำหนดราคาก๊าซจากปากหลุม
นอกจากนี้ยังลบตัวเลขส่วนประมาณการความต้องการใช้ก๊าซในฝั่งไทยออกด้วย
อย่างไรก็ดี
คณะกรรมาธิการฯ
พบว่า ในสัญญาร่วมทุนมีข้อความระบุว่า
เหตุสุดวิสัยที่จะยังผลให้สัญญายังไม่มีผลใช้บังคับนั้นหมายรวมถึงความล่าช้าอันเกิดขึ้นจากการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
หรือการประท้วงขัดขวางของประชาชนในพื้นที่ด้วย
ดังนั้นโดยสัญญาแล้วเหล่านี้จึงล้วนเป็นข้อที่ทั้งสองฝ่ายได้เล็งเห็นและยอมรับไว้ล่วงหน้าแล้ว
ฝ่ายไทยจึงยังมีเวลาและความชอบธรรมที่จะใช้เวลาสะสางปัญหา
โดยมิต้องกังวลว่าจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่อย่างใด
4) ข้อเสนอให้ชะลอและทบทวนโครงการ
คณะกรรมาธิการฯ
ยืนยันให้มีการทบทวนโครงการเหมือนรายงานส่วนที่
1 เพราะเห็นว่า
- โครงการท่อก๊าซนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้ที่พลังงานเข้มข้น
- ในมิติการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมนั้น
โครงการนี้คือการจัดการทั้งภูมิภาคที่ถูกผลักดันโดยการนำอุปสงค์
(supply) คือ ก๊าซธรรมชาติ
400 ล้าน ลบ.ฟ ต่อวัน
เป็นตัวตั้ง
แล้วบังคับให้สร้างอุปทาน
(demand) คือโครงการต่าง
ๆ ติดตามมา ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนว่าโครงการเหล่านี้คืออะไร
สังคมและสิ่งแวดล้อมของสี่จังหวัดภาคใต้จะรองรับได้หรือไม่อย่างไร
-ในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจ
นอกจากต้องร่วมทุน
2.5 ล้านบาทแล้ว
หากประเทศไทยไม่พร้อมใช้ก๊าซ
พันธะตามเงื่อนไขสัญญา
ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย
สมทบกับแหล่งก๊าซยาดานา
จะทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นเท่าไหร่
ภาระจะตกแก่ผู้บริโภคหรือราคาสินค้าส่งออกอย่างไรบ้าง
และจัดการแก้ปัญหาผลกระทบได้หรือไม่
อย่างไร เหล่านี้เป็นคำถามที่ไม่ความชัดเจนโดยสิ้นเชิง
11 เมษายน 2545
น.พ. พรหมินทร์
เลิศสุริย์เดช
เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเลื่อนผลการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
และโรงไฟฟ้า
2 แห่งที่ประจวบฯ
ออกไป เนื่องจากได้สั่งให้นักวิชาการจากหลายสถาบันไปศึกษาเพิ่มเติมและให้รายงานข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลกลับมาในวันที่30
เมษายน 2545
18 เมษายน 2545
มีการรายงานผลการศึกษาเพิ่มเติมของนักวิชาการบางสถาบันสู่สาธารณะ
เช่น
1) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยสถาบันเอเชียศึกษา
สรุปการศึกษาโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย
ว่า
ท ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
มีความเห็นว่า
ข้อบกพร่องที่รัฐได้ดำเนินการไปมี
3 ประการ ได้แก่
1) ละเลยไม่ให้ข้อมูลและความเข้าใจต่อสาธารณและชุมชน,
2) อ้างอิงแต่กรอบกฎหมายเก่า
และ 3) ไม่พยายามทำความเข้าใจกับบริบทใหม่ของประชาสังคมไทย,
- ด้านความต้องการพลังงาน
การมีโครงการจะทำให้ประเทศมีความมั่นคงทางพลังงาน
- ด้านสิ่งแวดล้อม
เห็นว่าไม่ควรศึกษาอีไอเอแบบแยกส่วน
ต้องรอบด้าน
และครอบคลุมพื้นที่ที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด
- ด้านสังคม ผลกระทบรุนแรงมาก
มีการคัดค้านทั้งในระดับพื้นที่,
ประเทศ และนานาชาติ
2) มหาวิทยาลัยบูรพา
ได้ศึกษาด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเล
มีข้อเสนอว่า
- ควรชะลอการก่อสร้างโครงการ
จนกว่าจะมีการศึกษาอีไอเอ
ณ แหล่งเจดีเอโดยละเอียด
และต้องมีการวิเคราะห์
Process Evaluation Economic Analysis ให้ชัดเจนโดยยึดถือประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
- กระบวนการใช้ประโยชน์ทรัพยากรจากแหล่งเจดีเอจะต้องเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเกียรติของชาติเป็นหลัก
- ควรวิเคราะห์ผลประโยชน์ทางการเงินและเศรษฐกิจของชาติในการดำเนินโครงการต่าง
ๆ
23 เมษายน 2545
ครม. มีมติเห็นชอบในหลักการและแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในการชุมนุมเรียกร้องตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ
โดยสรุปคือ 1)
ให้ข้าราชการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ยึดหลักเมตตาธรรมควบคู่หลักนิติธรรมในการจัดการกับการชุมนุม
หากผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมาย
ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของราชการและเอกชนเป็นการกระทำเกินกว่าการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ให้ใช้วิธีการรุนแรงหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือเงื่อนไขที่ได้เจรจาตกลงไว้แล้ว
ก็อาจไม่ต้องเจรจาใด
ๆ อีก หากกระทำผิดกฎหมายก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง
และขอให้หัวหน้าส่วนราชการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ
ได้กำชับข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาตำรวจในระดับจังหวัดและพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถือปฏิบัติตามหลักการและแนวทางดังกล่าวโดยเคร่งครัด
30 เมษายน 2545
ทีม 53 นายพล ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการติดตามและประสานงานการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
ซึ่งมีพล.อ. ชัยศึก
เกตุทัต เป็นประธานได้เชิญบรรณาธิการและผู้บริหารข่าวของสื่อต่าง
ๆ ทั้งหนังสือพิมพ์
วิทยุและโทรทัศน์เข้าพบเพื่อรับฟังข้อมูลโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียที่บ้านพิษณุโลก
และอ้างว่าจะย้ายแนวท่อก๊าซไปขึ้นบกที่บ้านในไร่
ต. ตลิ่งชัน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเดิม
4.8 กิโลเมตร เพื่อจะได้ไม่ต้องทำอีไอเอและประชาพิจารณ์ใหม่
10 พฤษภาคม 2545
สำนักนายกรัฐมนตรีออกแถลงการณ์เรื่องการพิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการท่อส่งก๊าซและสถานีแยกก๊าซไทยมาเลเซีย
โครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอกและโครงการโรงไฟฟ้าบ้านหินกรูด
รวมสามโครงการ
(ฉบับที่ 2) ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการท่อก๊าซฯ
สรุปว่า รัฐบาลตกลงให้ดำเนินการต่อไปตามสัญญา
และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาส่งผลกระทบต่อสังคมและชุมชน
จะให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเปลี่ยนจุดวางท่อขึ้นฝั่งจากจุดเดิมไปในรัศมีไม่เกิน
5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว
และให้ทำความเข้าใจกับราษฎรในพื้นที่ด้วย
28 พฤษภาคม 2545
คณะรัฐมนตรีได้รับทราบมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
ครั้งที่ 3/2545 กรณีที่กรรมการในคณะกรรมการผู้ชำนาญการ
(คชก.) คัดค้านวิธีการให้ผ่านรายงาน
EIA โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ของ
สผ. โดยเห็นควรมอบหมายให้
คชก. ร่วมกันพิจารณาประเด็นของมติที่เป็นข้อขัดแย้งให้เป็นที่ยุติ
30 พฤษภาคม 2545
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแถลงข่าวกรณีการตัดสินใจของรัฐบาลต่อกรณีโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียว่า
การตัดสินใจเช่นนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ดำเนินการตามเจตนารมย์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ
อันจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดและการกระทำที่ละเมิดรัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น
5 - 7 กรกฎาคม 2545
นายมหาเธร์
มูฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
โดยรัฐบาลไทยจัดรับรองที่จังหวัดเชียงใหม่
ในการหารือครั้งนี้
พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ
ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยได้ยืนยันเดินหน้าโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
/ เครือข่ายคัดค้านโครงการท่อก๊าซฯ
ได้ยื่นหนังสือถึงผู้นำมาเลเซียผ่านสถานทูตในกรุงเทพฯ
และสถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา
เรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียถอนการลงทุนจากพื้นที่จะนะ
เนื่องจากโครงการนี้กระทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายไทยหลายประการ
รวมทั้งประชาชนท้องถิ่นไม่เห็นด้วยรุนแรง
8 กรกฎาคม 2545
ม.ล.วัลย์วิภา
บุรุษรัตนพันธุ์
กรรมการผู้ชำนาญการฯ
เปิดเผยในที่ประชุมสัมมนาเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน
(คปต.) ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา
(ครั้งที่ 5/2545) ถึงการกระทำอันมิชอบในกระบวนการพิจารณา
EIA โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ว่า
ได้มีการบิดเบือนว่า
EIA โครงการนี้ผ่านความเห็นชอบแล้ว
ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง
กล่าวคือ ที่ประชุม
คชก.ครั้งที่
1/2545 เมื่อวันที่
7 กุมภาพันธ์
2545 ยืนยันไม่ผ่านความเห็นชอบ
EIA ด้านสังคมของโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์
และแม้เสียงส่วนใหญ่จะให้เสนอประเด็นปัญหาด้านสังคมสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ
แต่ก็ได้มีการแย้งว่าเป็นมติที่ผิดกฎหมาย
ต่อมาคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ
จึงได้มีการเสนอให้
ครม. มีมติผลักดันให้
คชก. ประชุมหารือกันเองเรื่องนี้อีกครั้งเมื่อวันที่
2 เมษายน 2545 ซึ่งตนไม่เห็นด้วยจึงได้วอล์กเอาท์จากที่ประชุม
คชก. เพราะข้อสรุปของการหารือจะถือว่านำมาหักล้างมติการประชุม
คชก. หาได้ไม่
หากให้มีการกระทำดังกล่าวจะเสมือนเป็นการ
ฟอกมติ คชก.
ซึ่งตนได้ทักท้วงและยืนกรานมาตลอดว่า
EIA โครงการนี้ยังไม่ผ่าน
และที่ผ่านมา
สผ.ได้กระทำการละเมิดอำนาจและกระบวน
การพิจารณาของ
คชก. ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ
มาตรา 48 และน่าจะเป็นความผิดทางกฎหมายปกครองด้วย
10 กรกฎาคม 2545
พลเอก ดร. ชัยศึก
เกตุทัต ประธานคณะกรรมการติดตามและประสานงานตามการสั่งการของนายกรัฐมนตรีมีหนังสือลงวันที่
10 กรกฎาคม 2545 ถึงปลัดทบวงมหาวิทยาลัย
เรื่อง ขอส่งแผนการอำนวยการและประสานงานในโครงการท่อส่งก๊าซและสถานีแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย
หนังสือดังกล่าวมีคำสั่งให้หน่วยงานราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง
ๆ สนับสนุนช่วยเหลือการประชาสัมพันธ์โครงการนี้
โดยให้ ทำความเข้าใจกับสาธารณะว่าโครงการท่อส่งก๊าซและสถานีแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย
มีผลประโยชน์ต่อประเทศไทยและประชาชน
31 กรกฎาคม 2545
ม.ล.วัลย์วิภา
บุรุษรัตนพันธุ์
เปิดเผยว่า
การที่ สผ.ออกหนังสือแจ้งผลการพิจารณา
EIA โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์
ถึงบริษัท TTM , ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา
และสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค
12 เมื่อวันที่
23 พฤศจิกายน 2544 โดยอ้างว่า
คชก.มีมติเห็นชอบ
EIA แล้ว เป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม
(พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
พ.ศ.2535) เพราะเป็นการละเมิดอำนาจคณะกรรมการผู้ชำนาญการ
และถือเป็นการแจ้งคำสั่งทางปกครองโดยเท็จด้วย
ทำให้บริษัท
TTM ได้โอกาสนำหนังสือแจ้งผลการอนุมัติ
EIA ไปดำเนินการขอใบอนุญาตต่างๆ
จากหน่วยงานรัฐอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
เช่น การขอรับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
(BOI) ขณะนั้น EIA ของโครงการยังไม่ผ่านความเห็นชอบจาก
คชก. อย่างไรทั้งสิ้น
ไม่ว่าด้านเทคนิคหรือสังคม
และยังไม่มีการรับรองรายงานการประชุมอย่างถูกต้อง
รวมทั้งยังไม่มีการเสนอประเด็นสังคมให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ
พิจารณาตามมติของ
คชก.
5 สิงหาคม 2545
ทบวงมหาวิทยาลัยทำหนังสือถึงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เพื่อแจ้งให้ทราบคำสั่งของรัฐบาลเรื่องให้สนับสนุนโครงการท่อก๊าซฯ
และช่วยประชาสัมพันธ์โครงการให้คนเข้าใจ
20 กันยายน 2545
บริษัททีทีเอ็มทำหนังสือถึงกรมโรงงานอุตสาหกรรม
เพื่อขอรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน
(โรงแยกก๊าซฯ)
ที่อำเภอจะนะ
27 กันยายน 2545
กรมโรงงงานอุตสาหกรรมออกใบอนุญาตให้บริษัททีทีเอ็มจัดตั้งโรงแยกก๊าซฯ)
ที่อำเภอจะนะ
24 พฤศจิกายน 2545
นักวิชาการทั่วประเทศจำนวน
1,384 คน ร่วมกันลงนามในแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้
ด้วยเหตุผล 6
ประการ พร้อมกับจัดแถลงข่าวพร้อมกัน
4 ภูมิภาคคือ
กรุงเทพฯ เชียงใหม่
ขอนแก่น และสงขลา
ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1) ความไม่ชอบธรรม
ไม่ชอบมาพากล
และไม่ชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการตัดสินใจที่นำมาสู่โครงการนี้
2) พลังงานก๊าซและไฟฟ้าของประเทศไทยยังมีล้นเหลือน่าจะนำเงินลงทุนในโครงการนี้ไปลงทุนกับพลังงานทางเลือกแทน
3) ความไม่คุ้มทุนทางเศรษฐกิจ
4) ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับโครงการ
5) ทิศทางในการพัฒนาภาคใต้ในแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน
6) การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
และเพื่อเป็นการสนับสนุนสิทธิชุมชนและการพัฒนาที่ยั่งยืน
มีชุมชนต่าง
ๆ ทั่วประเทศรวม
...... ที่ประกาศความจำนงให้ท้องถิ่นของตนเป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป็นธรรมและสมดุลในวาระเดียวกัน
25 พฤศจิกายน 2545
นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ตอบโต้นักวิชาการว่า
จะไม่ทบทวนโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียอีก
เนื่องจากนักวิชาการที่เรียกร้องให้ทบทวนไม่มีข้อมูลใหม่
20 ธันวาคม 2545
กลุ่มผู้คัดค้านฯ
เตรียมชุมนุมที่บริเวณโรงแรมเจบี
หาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่จัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรระหว่างวันที่
21-22 ธันวาคม เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งสองประเทศที่จะพบปะกันในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมสองประเทศอย่างไม่เป็นทางการ
ยกเลิกโครงการ
แต่การชุมนุมดังกล่าวถูกกองกำลังตำรวจหลายพันนายใช้กำลังสลายด้วยความรุนแรงเมื่อเวลาประมาณ
20.45 น. ห่างจากโรงแรมเจบีราว
500 เมตร ทำให้ขบวนชาวบ้านเกือบสองพันคนแตกกระจาย
ได้รับบาดเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่ายเกือบร้อยคน
ส่วนที่เหลือต้องถอยร่นไปชุมนุมประท้วงต่อที่ตลาดสีเขียวในเมืองหาดใหญ่
ระหว่างการสลายการชุมนุมตำรวจได้จับกุมเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนรวม
12 คน และนำไปกักขังที่ค่ายท่านมุก
ซึ่งเป็นค่ายของตำรวจตระเวนชายแดน
โดยไม่แจ้งข้อหา
ไม่ให้พบญาติและทนาย
และยังมีการทำลายรถยนต์และยึดทรัพย์สินของกลุ่มคัดค้านไปจำนวนมาก
21 22 ธันวาคม 2545
รัฐบาลจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรและการประชุมร่วมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐบาลไทยและมาเลเซียที่โรงแรมเจบี
หาดใหญ่ จ. สงขลา
โดยในวันที่
21 ธ.ค. เป็นการประชุมเฉพาะ
ครม. ไทย และมีมติอนุมัติยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้
ในวงเงิน 29,211.34 ล้านบาท
/ ภายหลังความรุนแรงที่เกิดขึ้น
เครือข่ายประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนทั่วทุกภูมิภาคได้ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
และเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการใช้ความรุนแรงกับประชาชน
หยุดบิดเบือนข่าวสาร
และขอให้มีการปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข
ขณะที่ชาวบ้านกลุ่มผู้คัดค้านฯ
ยังคงรวมตัวประท้วงที่ตลาดสีเขียวในหาดใหญ่และออกแถลงการณ์ยืนยันความถูกต้องในการชุมนุมที่เป็นไปตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ
ย้ำเจตนาว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างสันติและสงบ
ต้องการเพียงการยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ทบทวนโครงการ
แต่ฝ่ายรัฐกลับใช้ความรุนแรงปราบปราม
และบิดเบือนข้อเท็จจริง
พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมกันตรวจสอบโครงการนี้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
22 ธันวาคม 2545
ขณะเดียวกันกลุ่มนักวิชาการภาคใต้ก็เปิดแถลงข่าวประณามการกระทำของรัฐบาลครั้งนี้ว่ารุนแรงกว่าเหตุ และขอให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมด พร้อมขอให้จัดแพทย์เข้าตรวจรักษาผู้ถูกจับกุมที่เจ็บป่วยและได้รับบาดเจ็บโดยด่วน
25 ธันวาคม 2545
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น
โดยมีนายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี กรรมการสิทธิมนุษยแห่งชาติ เป็นประธาน
-- กลับไปที่เริ่มต้น
--
ปี พ.ศ. 2546
23 มกราคม 2546
นายพงศ์เทพ
เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์
รุจิเกียรติกำจร
ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ
บริษัท ปตท. จำกัด
(มหาชน) และนายประเสริฐ
บุญสัมพันธ์
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่
ปตท. เข้าชี้แจงเกี่ยวกับโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
ต่อคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม
วุฒิสภา ทุกฝ่ายที่เข้าชี้แจงยืนยันว่าจะต้องเดินหน้าโครงการต่อและจะไม่มีการทำประชาพิจารณ์อีก
29 มกราคม 2546
เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายสะกรียา
มะหวังเอียด
ซึ่งถูกจับเป็นคนแรกใน
17 คนที่ถูกออกหมายจับ
ระหว่างจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดโทรศัพท์มือถือและทรัพย์สินอื่นๆ
ไป โดยไม่ยอมให้ติดต่อญาติพี่น้อง
เจ้าหน้าที่ไม่ยอมเปิดเผยที่กักขังว่าอยู่โรงพักไหนเมื่อมีการติดต่อจากญาติมิตร
และบ่ายเบี่ยงการให้ประกันตัวในวันแรก
จนถึงวันรุ่งขึ้น
1 กุมภาพันธ์ 2546
กลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
และกลุ่มนักศึกษา
ร่วมกันตั้งกองทุนพิทักษ์สิทธิมนุษยชน
เพื่อเป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัวชาวบ้านจำนวน
17 คน ที่ถูกหมายจับเพิ่ม
และสร้างมิติใหม่ในการพึ่งตนเองของภาคประชาชน
โดยระดมทุนจากบุคคลทั่วไปและนำทุนที่ได้ไปซื้อสลากออมสิน
เป้าหมายเริ่มต้นของกองทุนประมาณ
1 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถประกันชาวบ้านได้
17 คน
12 กุมภาพันธ์ 2546
พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์
ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(ผบ. ตร.) เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการชุดการมีส่วนร่วมของประชาชน
วุฒิสภา กรณีตำรวจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้คัดค้านฯ
โดยกล่าวว่าตนเป็นผู้สั่งให้ตำรวจจับกุมผู้ชุมนุมที่สั่งการและทำร้ายตำรวจ
13 กุมภาพันธ์ 2546
ผู้ใหญ่นายสาลี
หมะประสิทธิ์
ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ
3 คน เข้ามาจับกุมขณะที่กำลังจะไปทำงานก่อสร้างที่ตำบลน้ำขาว
ผู้ใหญ่สาลีเป็นคนที่สองใน
17 ที่ถูกจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธคำขอให้แจ้งพ่อแม่ลูกเมียได้ทราบว่าถูกจับกุม
ไม่ยอมให้ดูหมายจับ
และไม่ยอมให้แจ้ง-พบทนายตามที่ร้องขอ
รวมถึงปฏิเสธที่จะให้ประกันตัวในวันนั้น
จนกระทั่งต้องมีการติดต่อขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติช่วยเจรจาจึงประกันตัวได้
กุมภาพันธ์ 2546
เครือข่ายคัดค้านฯ
ชาวบ้านบ้านกรูด
และบ่อนอก จ. ประจวบคีรีขันธ์
ที่คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า
ร่วมกันลงนามพันธกิจเพื่อร่วมกันต่อสู้กับรัฐบาลที่ดำเนินโครงการต่างๆ
โดยไม่ชอบธรรม
และมีเป้าหมายหลักเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายลูกรองรับสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ
ซึ่งจะมีการล่ารายชื่อชาวบ้านกว่า
100,000 คน เพื่อยื่นต่อวุฒิสภา
(ผู้จัดการรายวัน
17 ก.พ. 46)
14 กุมภาพันธ์ 2546
นายเพิ่มศักดิ์
ชีวาวัฒนานนท์
ผู้จัดการใหญ่บริษัทบริษัท
ทีทีเอ็ม ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน
อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
เรื่องขออนุญาตก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ
โดยอ้างว่า
โครงการนี้ได้ผ่านการอนุมัติอีไอเอจาก
สผ. แล้ว
13 มีนาคม 2546
นางมลิยะ หีมมุเด็น
หนึ่งในชาวบ้าน
17 คน ที่อยู่ในหมายจับ
จากบ้านสะกอม
ตำบลสะกอม อำเภอจะนะถูกตำรวจนอกเครื่องแบบจับกุมระหว่างออกไปขายของที่ตลาดตอนเช้ารุ่ง
เป็นชาวบ้านรายที่สามที่ถูกจับ
17 มีนาคม 2546
ชาวบ้านจำนวนกว่า
200 คนได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายอำเภอจะนะ
เพื่อคัดค้านการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและตรวจสอบผลกระทบโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
ซึ่งรัฐบาลแต่งตั้งขึ้นโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด
เป็นประธาน และกรรมการประกอบด้วยสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งละ
1 คน ผู้ใหญ่บ้านตำบลละ
1 คน ชาวบ้านตำบลละ
1 คน และกำนันเป็นโดยตำแหน่ง
โดยกลุ่มผู้คัดค้านยืนยันว่าโครงการท่อก๊าซฯ
ยังไม่มีการทำประชาพิจารณ์และการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมยังไม่ผ่านความเห็นชอบโดยเอกฉันท์จากคณะผู้ชำนาญการ
20 มีนาคม 2546
ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าจับกุมนายมูฮัมหมัด
คดดารี มะหะจิ
ชาวบ้านสะกอม
พร้อมกับชาวบ้านอีกหนึ่ง
แต่ได้ปล่อยตัวไปหนึ่งคนระหว่างทางเนื่องจากจับกุมผิดตัว
นายมูฮัมหมัดเป็นชาวบ้านรายที่สี่ที่ถูกจับตัว
เจ้าหน้าที่กระทำต่อนายมูฮัมหมัดเช่นกับแกนนำชาวบ้าน
3 รายที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้คือ
ถ่วงเวลาเรื่องการประกันตัวโดยไม่ยอมเปิดเผยว่าอยู่โรงพักไหนเมื่อมีการติดต่อจากญาติและพันธมิตร
หรืออ้างว่ายังไม่ได้สอบปากคำ
รวมทั้งไม่ให้ผู้ถูกจับกุมติดต่อญาติพี่น้อง
นายมูฮัมหมัดถูกจับคุกหนึ่งคืนกว่าจะได้รับการประกันตัวในชั้นศาลของวันรุ่งขึ้น
26 มีนาคม 2546
ตัวแทนชาวบ้านจากเครือข่ายคัดค้านโครงการท่อก๊าซฯ
โรงแยกก๊าซธรรมชาติ
และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
จังหวัดสงขลา
เดินทางเข้ากรุงเทพฯ
เพื่อยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน
วุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนกรณีโครงการท่อก๊าซฯ
และขอให้คณะกรรมาธิการฯ
ช่วยเหลือให้มีการหยุดการละเมิดสิทธิทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จะนะ
และขอให้มีการตรวจสอบการทำสัญญาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
/ ในวันเดียวกันมีกระแสข่าวจากอำเภอจะนะว่า
รัฐบาลได้ระดมกำลังตำรวจชายแดนจำนวนประมาณ
200 นาย มาอยู่ที่สะพานไม้แก่น
ห่างจากลานหอยเสียบประมาณ
50 กิโลเมตร เพื่อเตรียมการสลายศูนย์กลางลานหอยเสียบของกลุ่มผู้คัดค้าน
รวมถึงเริ่มมีการส่ง
ตชด. กระจายตัวไปตามหมู่บ้านต่าง
ๆ
27 มีนาคม 2546
กลุ่มตัวแทนชุดเดียวกันเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในตอนเช้าผ่านสถานทูตในกรุงเทพฯ
เพื่อเรียกร้องอีกครั้งหนึ่งให้มาเลเซียถอนตัวจากการลงทุนที่จะนะ,
จากนั้นได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิบุคคล
การละเมิดอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจับกุมชาวบ้าน
ในบ่ายวันเดียวกันได้ไปยื่นหนังสือและให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม
วุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบการกระทำที่ไม่ถูกต้องของหน่วยงานรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการนี้โดยเฉพาะเรื่องการอ้างว่าคณะกรรมการผู้ชำนาญการได้อนุมัติอีไอเอแล้ว
รวมถึงขอให้ผลักดันให้มีการเปิดสัญญาที่เกี่ยวข้อง
28 มีนาคม 2546
กลุ่มตัวแทนฯ
ได้เดินทางยื่นหนังสือถึงกระทรวงต่าง
ๆ คือ กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณาเรื่องการคืนรถยนต์ที่ถูกตำรวจยึดไปตั้งแต่วันที่
20 ธันวาคม 2545 จำนวน
8 คัน โดยคืนอย่างไม่มีเงื่อนไข
นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจสอบและควบคุมเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้เข้มงวดต่อกฎหมายและเคร่งครัดอย่าได้ละเมิดสิทธิบุคคลในการจับกุม
นอกจากนี้ยังได้ยื่นหนังสือถึงกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน
เพื่อยืนยันการคัดค้านโครงการจนถึงที่สุด
/ ในวันเดียวกันนายตอเหด
เสนอาลามีน ชาวบ้านตำบลสะกอม
ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าจับกุม
ที่บริเวณหมู่บ้านบ่อโชนขณะเดินทางกลับบ้านหลังเสร็จพิธีละหมาดวันศุกร์
นายตอเหดถูกจับเป็นรายที่ห้า
และเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำต่อนายตอเหดเช่นเดียวกับชาวบ้านรายก่อนหน้า
เขาถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจสงขลาและถ่วงเวลาการประกันตัว
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าไม่มีพนักงานสอบสวน
นายตอเหดถูกจับขังคุกหนึ่งคืนและได้รับการประกันตัวในชั้นศาลของวันรุ่งขึ้น
2 เมษายน 2546
นายสะมะแอ พรหมอินทร์
ชาวบ้านตำบลสะกอม
ถูกตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าจับกุมช่วงเวลาประมาณ
10 โมงเช้า ขณะกำลังขับรถโดยสารที่บริเวณ
ต. บ้านนา อ. จะนะ
นายสะมะแอถูกจับเป็นรายที่หก
เขาเป็นคนขับรถหนึ่งใน
8 คันที่ถูกยึดไว้เมื่อคืนวันที่
20 ธันวาคม 2545 นายสะมะแอถูกกุมขังในคุกและได้รับการประกันตัวในชั้นศาลของช่วงบ่ายวันเดียวกัน
เหตุที่ได้รับการประกันตัวเร็วเนื่องจากมีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์พอดี
ทางเครือข่ายฯ
จึงได้ทราบข่าวโดยเร็วและเร่งดำเนินการประกันตัวโดยด่วน
อย่างไรก็ดีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กล่าวกับเครือข่ายฯ
ว่า จับๆ ซะให้หมดๆ
จะได้หมดเรื่อง
8 เมษายน 2546
นายสมหมาย คงแข็ง
นายอำเภอจะนะส่งหนังสือถึงผู้ว่าฯ
จ. สงขลา เลขที่
สข. 0318/1235 เรื่องขอรับการสนับสนุนชุดทักษิณพัฒนาปฏิบัติงานในพื้นที่อำเภอจะนะ
ตั้งแต่เดือน
พฤษภาคม 2546 โดยหนังสืออ้างว่าเพื่อนำไปแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดและโดยเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาการชุมนุมของกลุ่มคัดค้านฯ
จึงมีความจำเป็นต้องมีผู้ปฏิบัติการจิตวิทยามวลชนอย่างมากและเตรียมแผนรองรับการก่อสร้างท่อส่งก๊าซฯ
และโรงแยกก๊าซฯ
ในพื้นที่ อ.
จะนะ (หนังสือที่
สข 0318/1235 ลงวันที่
8 เมษายน 2546 จากนายสมหมาย
คงแข็ง นายอำเภอจะนะ
ถึงผู้ว่าฯ จ.
สงขลา)
22 เมษายน 2546
เครือข่ายคัดค้านฯ
จัดงานเลี้ยงน้ำชา
(วัฒนธรรมของชาวใต้
ในการขอความช่วยเหลือกัลยาณมิตรในคราวทุกข์ยากและไม่สามารถแก้ปัญหาตามลำพังตนเองได้)
เพื่อระดมทุนให้กับกลุ่มผู้คัดค้านฯ
โดยจัดขึ้นที่
ตลาดสีเขียว
ถ. ปุณกัณฑ์ อ.
หาดใหญ่ จ. สงขลา
เหตุผลในการจัดนั้นสืบเนื่องจากเหตุการณ์วันที่
20 ธันวาคม 2545 พวกเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้าย
จับกุม ทรัพย์สินและรถถูกยึดไว้เป็นของกลาง
ซึ่งขณะนี้ยังเป็นคดีความในชั้นศาล
ทำให้พวกเขาไม่สามารถประกอบอาชีพดังเดิมได้
โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นสูงถึง
1,430,000 บาท
22 พฤษภาคม 2546
ตัน ชรีดาโต๊ะ
โมฮัมหมัด ฮัสซัน
มาริกัน ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัทเปโตรนาส
ประเทศมาเลเซีย
ได้เข้าพบ พ.ต.ท.
ทักษิณ ชินวัตร
นายกฯ เพื่อขอลดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน
(ไออาร์อาร์)
ของโครงการท่อส่งก๊าซฯ
และโรงแยกก๊าซฯ
ไทย-มาเลเซีย
ด้วยเหตุผลที่ว่า
หากต้นทุนทางการเงินถูกลง
อัตราผลตอบแทนไออาร์อาร์ควรลดลงด้วยเพราะธุรกิจท่อส่งก๊าซฯ
เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงไม่มาก
โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและ
ปตท. เป็นผู้เจรจา
25 พฤษภาคม 2546
นางฮีน่า จีลานี ผู้แทนพิเศษ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และคณะรวม 5 คน ได้เดินทางไปยังลานหอยเสียบ ต. ตลิ่งชัน อ. จะนะ ตามคำเชิญชวนของรัฐบาลไทย เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากกลุ่มคัดค้านฯ กรณีปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 พร้อมตรวจสอบว่าการดำเนินโครงการมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ โดยข้อมูลที่ได้นั้น จะเผยแพร่ต่อสาธารณชนและมีการทำรายงานให้รัฐบาลไทย รวมทั้งจะทำรายงานให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในเดือน เมษายน 2547
27 พฤษภาคม 2546
นางฮีน่า จีลานี
จัดแถลงข่าว
ณ อาคารสหประชาชาติ
ถึงผลการมาเยือนประเทศไทยในระหว่างวันที่
19-29 พ.ค. ว่าประเทศไทยยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนอยู่
นักสิทธิมนุษยชนทำงานลำบาก
และเสี่ยงอันตราย
เนื่องจากรัฐบาลสร้างความกดดันหวาดกลัวให้กลุ่มผู้คัดค้านและออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน
โดยเฉพาะเหตุการณ์ประท้วงโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
มีการใช้อำนาจรัฐปราบปรามชาวบ้านและเอ็นจีโออย่างรุนแรง
นอกจากนี้นางฮีน่ายังเรียกร้องให้มีการถอนฟ้องผู้ชุมนุมอีกด้วย
(ข่าวสด 28, 29 พ.ค. 46)
28 พฤษภาคม 2546
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
นายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีการแถลงข่าวของนางฮีน่า
จีลานี ผู้แทนยูเอ็นว่า
ขอให้ทุกคนรู้ว่าเราเป็นประเทศสมาชิกสหประชาชาติ
แต่ไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของสหประชาชาติ
ดังนั้นถ้าตัวแทนของสหประชาชาติโดยเฉพาะนางฮีน่า
จิลานี ซึ่งเป็นคนปากีสถาน
ออกมาพูดว่าประเทศไทยไม่ได้มาตรฐานเรื่องสิทธิมนุษยชน
ก็ต้องให้ไปถามประเทศที่เหลืออีก
150 ประเทศ ว่ามาตรฐานที่เป็นประชาธิปไตยคืออะไร
เราให้เวลานางจิลานีพูดคุยกับส่วนราชการน้อย
แต่ไปคุยกับเอ็นจีโอมากกว่า
ก็ล้วนแต่เป็นเอ็นจีโอที่ผิดหวังจากการที่รัฐบาลไม่เอาด้วยเป็นส่วนใหญ่
ผู้หญิงคนนี้ลำเอียงใช้ไม่ได้
ประชาธิปไตยมีไว้สำหรับคนทุกคน
ไม่ใช่มีไว้ให้สำหรับคนใดคนหนึ่ง
หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
สิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องที่คล้ายกับฟังความข้างเดียวในจุดหนึ่งแล้วออกมาพูดว่าเป็นลักษณะของคนทั้งประเทศ
วันนี้ไม่มีใครรู้จักประเทศไทยดีเท่ากับคนไทยด้วยกัน
ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง
ในแต่ละครั้งประชาชนจะเป็นคนตัดสิน
.ถ้าเขาเอาข้อมูลทั้ง
2 ฝ่ายมาพูดก็จะไม่เกิดปัญหา
แต่บังเอิญไปอารมณ์ค้างมา
ไปคุยข้างเดียวแล้วเอามาพูด
ผู้สื่อข่าวได้ซักเพิ่มว่าไม่กลัวนางฮีน่านำข้อมูลไปรายงานต่อที่ประชุมยูเอ็นหรือ
นายกฯ ตอบว่า
ไม่กลัว ไปกลัวอะไรกับยูเอ็น
ก็ยูเอ็นให้ข้าวเรากินที่ไหน
เราก็ยืนบนลำแข้งของตัวเอง
วันนี้ถามว่าผมไปทำร้ายใครที่เป็นเรื่องนอกกฎหมายบ้าง
ทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมาย
และไอ้พวกนี้ไม่ได้ดั่งใจก็เลยออกไปโวยวาย
และบางคนก็ไปกุข่าวขึ้นเองหาว่าถูกขู่ฆ่า
กลายเป็นเรื่องใหญ่
ทำให้ประเทศเสียหาย
แต่ความจริงใครจะฆ่า
ฆ่าแล้วเกิดอะไรขึ้น
อายุก็มากแล้ว
ใครจะไปฆ่า อีกไม่กี่วันก็เป็นไปตามสังขารแล้ว
(ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ,
ผู้จัดการรายวัน
29 พ.ค. 46)
ในวันเดียวกัน
28 พฤษภาคม 2546 เวลา
13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ
6 นาย เข้าล้อมธนาคารกรุงเทพ
สาขาจะนะ เวลา
13.30 น. เพื่อจะจับกุมตัวนายดลเลาะ
โต๊ะหวัง ชาวบ้านกลุ่มคัดค้านฯ
ขณะไปทำธุระที่ธนาคาร
แต่นายดลเลาะไหวตัวทันทำให้รอดพ้นจากการจับกุม
เขาเดินทางกลับบ้านโดยจอดรถกระบะที่ใช้เดินทางไว้ที่หน้าธนาคาร
หลังกลับถึงบ้านจึงให้เพื่อนบ้านไปขับรถกลับมาบ้าน
ขณะที่เพื่อนขับรถกลับพบว่าตำรวจชุดดังกล่าวได้ขับรถตามมาจนถึง
ต. สะกอม และหลังเพื่อนบ้านขับเข้าหมู่บ้าน
ตำรวจจึงเลี้ยวรถกลับไป
(ข่าวสด (ภาคบ่าย)
29 พฤษภาคม 2546)
29 พฤษภาคม 2546
หนังสือพิมพ์หลายฉบับ
อาทิ กรุงเทพธุรกิจ,
คม ชัด ลึก ฉบับวันที่
30 พฤษภาคม 2546 รายงานถึงกรณีที่มีคนงาน
2 คน ของบริษัท
สเตท คอนสตรัคชั่น
จก. ซึ่งเป็นบริษัทรับช่วงงานก่อสร้างโครงการท่อส่งก๊าซ
ไทย-มาเลเซียจากบริษัท
ซัมซุง (ประเทศไทย)
จำกัด ถูกรุมทำร้ายจนอาการบาดเจ็บสาหัสขณะลงสำรวจพื้นที่
หมู่ 8 บ้านตลิ่งชัน
บุคคลทั้งสองคือนายสกล
ไทนนท์ และนายสายลม
โทวณี คนงาน จ.
หนองคาย ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
อ. จะนะ ทางเจ้าหน้าที่เร่งสอบปากคำผู้เสียหายและได้ออกหมายจับบุคคลที่รุมทำร้ายกว่า
10 คน โดยมีความพยายามที่จะทำให้สาธารณชนเข้าใจว่าผู้กระทำนี้คือกลุ่มผู้คัดค้านฯ
30 พฤษภาคม 2546
เครือข่ายฯ
คัดค้านได้ออกแถลงการณ์เรื่อง
เปิดโปงหลักฐานรัฐบาลร่วมนายทุนสร้างภาพให้ชาวบานเป็นพวกหัวรุนแรงและป่าเถื่อน
เพื่ออ้างเหตุผลนำกำลังปราบผู้คัดค้านโครงการฯ
แถลงการณ์ดังกล่าวเกิดสืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่มีการรุมซ้อมพนักงานบริษัทรับช่วงก่อสร้างท่อก๊าซฯ
โดยมีการพยายามที่จะทำให้สาธารณชนเข้าใจว่ากลุ่มผู้คัดค้านฯ
เป็นผู้กระทำ
ซึ่งทางเครือข่ายฯ
ขอวิงวอนให้สื่อมวลชนและสาธารณชนเข้าใจว่าพวกตนมีความมุ่งมั่นในการต่อสู้คัดค้านโครงการ
เพื่อปกป้องชุมชนและวิถีชีวิตด้วยความสามัคคี
ด้วยวิถีแห่งสันติ
และไม่กระทำรุนแรงกับผู้หนึ่งผู้ใด
พร้อมเรียกร้องให้สังคมช่วยจับตาและตรวจสอบการกระทำของภาครัฐและกลุ่มนายทุนที่ละเมิดสิทธิชาวบ้านซึ่งมีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
และยังพยายามสร้างสถานการณ์ให้ชาวบ้านเป็นกลุ่มที่ไร้เหตุผลและนิยมความรุนแรงมาโดยตลอด
3 มิถุนายน 2546
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวว่า
กลุ่ม 53 นายพล
จะใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมว่า
ไม่มี เป็นเรื่องที่คิดเอาเอง
คิดมาก และเมื่อถูกถามว่าจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย
นายกฯ กล่าวว่า
ไม่สนใจหรอก
เราทำตามหน้าที่
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของเรา
ซึ่งเราไม่ได้ไปละเมิดอะไร
แต่ถ้าจะเที่ยวไปฟ้องพ่อ
ฟ้องแม่ กันที่ต่างประเทศ
ก็ช่วยไม่ได้
ฟ้องกันจัง ผมไม่สนหรอกครับ
ผมถือว่าเราเป็นประเทศเอกราช
พร้อมกล่าวย้ำว่าจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป
ในวันเดียวกัน
3 มิถุนายน 2546 พล.ต.ต.
สัณฐาน ชยนันท์
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลงขลาได้ทำหนังสือถึง
พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
รายงานเหตุการณ์การทำร้ายร่างกายของ
2 คนงานของบริษัทรับช่วงงานสร้างท่อก๊าซฯ
ระบุว่ามีลุ่มคัดค้านฯ
20 คน นั่งรถกระบะอีซูซุ
สีเขียว ทะเบียน
บฉ 769 ปัตตานี
และรถจักรยานยนต์ประมาณ
10 คน ใช้ไม้และมีดทำร้ายร่างกายนายสกลจนหมดสติ
และนายสายลมบาดเจ็บ
และมีการใช้ปืนยิงขู่ไล่นายสกลกับพวกให้ออกจากพื้นที่
หลังจากนั้นคนงานทั้งสองได้แจ้งความตามคดีอาญาเลขที่
130/2546 พนักงานสอบสวนสอบปากคำพยานบุคคลและพยานแวดล้อมรวม
9 ปาก และได้ออกหมายจับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
2 คน คือนายอ่าหลี
สันสุวรรณ และนายเผาซี
สะอุ ชาวบ้านหมู่
2 ต. ตลิ่งชัน ตามหมายจับเลขที่
1642 และ 1643/2546 ลงวันที่
2 มิ.ย. 46 ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ
มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต
และพกพาโดยไม่มีเหตุสมควร
(มติชนรายวัน
4 มิ.ย. 46)
ในวันเดียวกัน
คณะทำงานปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน
ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณี
ผบก. และ ผวจ. สงขลา
ร่วมมือกับ
ปตท. เพื่อเตรียมการสลายชาวบ้านหลายพันคน
โดยได้รับความร่วมมือจากทีม
53 นายพล เปิดไฟเขียวในความพร้อมสลายการชุมนุม
พร้อมกันนี้คณะทำงานยังได้เรียกร้องให้นายกฯ
แสวงหาทางออกเพื่อยุติความขัดแย้งและความรุนแรง
มิถุนายน 46
ข่าวสดรายงานว่ากลุ่มนักธุรกิจในในจังหวัดสงขลาไม่พอใจ
ปตท. เนื่องจาก
ปตท. ไม่จ้างพวกตนรับช่วงงานก่อสร้าง
แต่กลับให้งานแก่บริษัทรับเหมาแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกซึ่งเป็นของผู้กว้างขวาง
ทั้งๆ ที่ ปตท.
เคยรับปากกับพวกตนไว้ว่าจะให้งานต่อเนื่องเพราะห็นว่าจะเป็นการกระจายรายได้ให้กลุ่มธุรกิจในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้นักธุรกิจเริ่มหันมาสนับสนุนกลุ่มคัดค้านฯ
เพิ่มขึ้น
มิถุนายน 46
นายอำนวย รองเงิน
ผู้ว่าราชการจังหวัดยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่ใช้ความรุนแรงเด็ดขาดและจะไม่มีการปราบปรามกลุ่มผู้คัดค้าน
ฯ แต่จะใช้แนวทางสันติเข้าจัดการ
ด้านนายอำนวย
ลายไม้ ผู้บริหารระดับสูง
บ. ทรานส์ไทย-มาเลเซีย
จก. ก็ยืนยันว่าการก่อสร้างต้องดำเนินการต่อไป
(โฟกัสรายสัปดาห์ภาคใต้
7-13 มิ.ย. 46)
4 มิถุนายน 2546
ข่าวสดรายงานว่าสำนักข่าวกรองแห่งชาติได้จัดทำรายงานสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคัดค้านฯ
ส่งถึงรัฐบาล
โดยสรุปถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มคัคค้านหลังเหตุการณ์ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ช่วง ครม. สัญจร
ว่าเกิดจุดเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดหลายประการ
อาทิ บทบาทของกลุ่มแกนนำ
กิจกรรมและความฮึกเหิมของกลุ่มคัดค้านฯ
โดยระบุว่ากลุ่มคัดค้านที่เป็นแกนนำไม่กล้าแสดงบทบาท
กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่บางส่วนงดร่วมกิจกรรม
ผลการดำเนินงานของภาครัฐ
ได้แก่ อำเภอจะนะ
ตำรวจและผู้นำท้องถิ่น
สามารถทำความเข้าใจและปฏิบัติการจิตวิทยามวลชนได้
การคัดค้านลดความรุนแรงลง
และพวกเขาสามารถดึงกลุ่มมวลชน
ผู้นำท้องถิ่นให้หยุดคัดค้านและเคลื่อนไหวได้หลายกลุ่ม
รวมทั้งสามารถดำเนินการเชิงรุกในพื้นที่ได้
(ข่าวสด 5 มิ.ย. 46)
6 มิถุนายน 2546
เครือข่ายคัดค้านฯ
ได้ทำจดหมายถึงประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี
ในสภาความมั่นคงแห่งชาติ
เรื่องขอเชิญคณะกรรมการฯ
ทั้งคณะศึกษาและรับทราบสถานการณ์จริงในพื้นที่
เพื่อประโยชน์ทางวิชาการในการศึกษาปัญหาความขัดแย้งในสังคมอันเกิดจากการดำเนินนโยบายของรัฐและเพื่อการนำเสนอข้อเสนอแนะทางนโยบายแก่รัฐบาลได้อย่างตรงจุด
(จดหมายจากเครือข่ายคัดค้านฯ
ถึงประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี
ในสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ลงวันที่ 6 มิ.ย.
46)
8 มิถุนายน 2546
เวลา 10.00 น. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ออกแถลงการณ์เรื่อง แสดงความจริงใจจากรัฐบาล จัดการกลุ่มอิทธิพล 56 นายพล บ้านพิษณุโลก โดยระบุว่าการสั่งการและเตรียมกวาดล้างกลุ่มคัดค้าน ฯ ที่ลานหอบเสียบ เป็นการกระทำที่เข้าข่ายใช้อิทธิพล ต่อมาในช่วงบ่าย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับองค์กรพันธมิตรจัดเวทีอภิปราย เรื่อง ศักยภาพของรัฐกับการจัดการความรุนแรง กรณีโครงการท่อก๊าซไทย มาเลเซีย ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา นายสุวิทย์ วัดหนู ได้กล่าวถึงมาตรการแก้ไขปัญหาความรุนแรงทีเกิดขึ้นได้แก่ 1. ให้รัฐบาลชะลอโครงการออกไปก่อน เพราะรัฐบาลยังไม่ชี้แจงรายละเอียดของโครงการอย่างชัดเจน 2. ทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและประชาพิจารณ์ รวมทั้งการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้โปร่งใส 3. วิเคราะห์ผลได้ ผลเสีย ของโครงการอย่างแท้จริง 4. โครงการนี้ไม่จำเป็นเนื่องจากพลังงานก๊าซสำรองของไทยยังเพียงพอ
9 มิถุนายน 2546
ตัวแทนชาวบ้านที่คัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียยื่นหนังสือต่อ
พล.ต. มนูญกฤต รูปขจร
ประธานวุฒิสภา
ให้ติดตามความคืบหน้าเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจสลายการชุมนุมที่
จ. สงขลา เมื่อวันที่
20 ธันวาคม 2545 รวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงและหามาตรการแก้ไขกรณีที่มีข่าวว่า
1 ใน 53 นายพลจะใช้กำลังเข้ารื้อลานหอยเสียบ
สถานที่ชุมนุมของชาวบ้าน
11 มิถุนายน 2546
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
แถลงผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ในกรณีความรุนแรงอันเนื่องมาจากโครงการท่อก๊าซไทย
มาเลเซีย ที่
อ. หาดใหญ่ จ. สงขลา
เมื่อวันที่
20 ธันวาคม 2545 โดยมีความเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวคือ
ข้อ 1) การที่รัฐบาลไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมนุมมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ในการจัดการ
การบำรุงรักษา
และการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนจากโครงการที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
พ.ศ. 2540 มาตรา 46, 56, 58,
59, 60, 76 และ 79 ข้อ 2) การที่รัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม
ในขณะที่ผู้ชุมนุมใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
โดยปราศจากหลักฐานและเหตุผลรองรับว่าผู้ชุมนุมได้ใช้หรือจะใช้กำลังบุกฝ่าแนวกั้นของตำรวจแต่อย่างใดนั้น
เป็นการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมเกินกว่าความจำเป็น
จึงเป็นเหตุทำให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ
ทรัพย์สินเสียหาย
อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2540 มาตรา 31, 44 และ48
และข้อ 3) กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับ
ห้ามผู้ถูกจับกุมมิให้พบและปรึกษาทนายความ
รวมทั้งไม่ได้แจ้งให้ญาติผู้ต้องหาทราบในโอกาสแรก
และมิให้ญาติเยี่ยมผู้ต้องหา
และไม่อนุญาตให้ทนายความร่วมฟังการสอบปากคำผู้ต้องหานั้น
ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องหา
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2540 มาตรา 237, 239 และ
241 พร้อมทั้งได้เสนอมาตรการแก้ไขดังนี้
1. เพื่อเป็นการคลี่คลายความเสียหายเฉพาะหน้าให้แก่ผู้ชุมนุม
อันเป็นผลจากการละเมิดสิทธิของกลุ่มผู้ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ
ขอให้เยียวยาความเสียหาย
โดยการชดใช้ค่าเสียหาย
ทั้งทางร่างกาย
จิตใจ และทรัพย์สิน
ตลอดจนยุติการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุม
ภายใน 30 วัน 2. เพื่อเป็นการป้องปรามมิให้เกิดเหตุการณ์อันก่อให้เกิดความรุนแรงและล่วงละเมิดสิทธิ
และเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
เฉกเช่นกรณีนี้ขึ้นอีกในอนาคต
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง
ให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระ
เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เพื่อประกอบเป็นแนวทางที่พึงปฏิบัติโดยชอบต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ
และกำหนดบทบาทความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทุกระดับ
ตั้งแต่ระดับนโยบาย
ระดับสั่งการ
และระดับปฏิบัติการ
ในการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ว่านี้
อนึ่งในการสอบสวนหากปรากฏผู้กระทำผิด
ก็ชอบที่จะมีการแสดงความรับผิดชอบ
และลงโทษตามควรแก่กรณี
(สรุปรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน
กรณี ความรุนแรงอันเนื่องมาจากโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
อำเภอหาดใหญ่
จังหวัดสงขลา)
11 มิถุนายน 2546
เวลาประมาณ 20.30
น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจากสำนักงานตำรวจภูธรภาค
9 จำนวนหนึ่งเข้าจับกุมนายอาหลี่
สันสุวรรณ แกนนำชาวบ้านคัดค้านโครงการ
ฯ จากบ้านพักไปควบคุมตัวที่
สภ.อ.เมืองสงขลาและแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายและพกพาอาวุธปืน
โดยไม่ยอมแจ้งหลักทรัพย์วงเงินประกันตัว
จึงไม่สามารถประกันตัวได้
จากนั้นตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องศาลจังหวัดสงขลา
และนำไปฝากขังที่เรือนจำจังหวัดสงขลา
12 มิถุนายน 2546
พล ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา กล่าวถึงมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า เป็นการพิจารณาข้อมูลเพียงด้านเดียว และได้ท้วงติงว่าขณะนี้คดีขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาทางศาลแล้ว คณะกรรมการสิทธิ ฯ น่าจะยุติบทบาทตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 22 การดำเนินการใด ๆ อาจหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดอำนาจศาลหรือเป็นการชี้นำศาลได้
16 มิถุนายน 2546
คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน
วุฒิสภา แถลงข่าวและมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีแจ้งผลการสอบสวนและศึกษากรณีการใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
บริเวณหน้าโรงแรม
เจ บี อำเภอหาดใหญ่
จังหวัดสงขลา
เมื่อวันที่
20 ธันวาคม 2545 โดยมีข้อสรุปดังนี้
1) สาเหตุของความรุนแรงมิได้มาจากการก่อความไม่สงบของประชาชนผู้ชุมนุมประท้วงโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
2) การใช้ความรุนแรงโดยละเมิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เกิดจากความผิดพลาดสำคัญ
3 ประการคือ 1. เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาชั้นสูงและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องมีอคติต่อกลุ่มผู้ชุมนุม
2. ไม่มีการตระเตรียมมาตรการเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุม
และ 3. ผู้บังคับบัญชาสูงสุดสั่งให้ใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยขาดความไตร่ตรอง
ทั้งนี้คณะกรรมาธิการ
ฯ ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาและสั่งการดังต่อไปนี้
1) ให้มีการสอบสวนเอาผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
และ พล.ต.ต.สัณฐาน
ชยนนท์ ผู้บัญชาการในสถานที่เกิดเหตุ
ที่สั่งให้มีการจับกุมสลายการชุมนุมโดยขาดความรอบครอบ
และนายวันมูหะมัดนอร์
มะทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ที่ให้การรับรองหรือเห็นชอบในการออกคำสั่ง
2) ให้มีการสอบสวนดำเนินคดีแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐิ
พล.ต.ต.สัณฐาน ชยนนท์
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา
ที่จงใจรายงานเท็จแก่ผู้บังคับบัญชา
จนออกคำสั่งให้ใช้กำลัง
3) ให้มีการสอบสวนเอาผิดทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่บกพร่อง
ไม่จัดเตรียมความพร้อมในการจัดการกับการชุมนุมโดยสันติวิธี
4) แจ้งข้อเท็จจริงตามรายงานสอบสวนศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ
ให้อัยการสูงสุดทราบ
เพื่อจะได้พิจารณายุติการดำเนินคดีแก่กลุ่มผู้ชุมนุม
19 มิถุนายน 2546
คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสภาทนายความ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่อง การดำเนินการต่อผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย โดยมี พล. ต. มนูญกฤต รูปขจร ประธานวุฒิสภา เป็นผู้กล่าวเปิดงาน นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา และนายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี ประธานอนุกรรมการศึกษาและตรวจสอบกรณีเหตุการณ์รุนแรงเนื่องมาจากโครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย เป็นผู้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของแต่ละคณะ และ ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นผู้กล่าวปิดการประชุม ขณะเดียวกัน ชาวบ้านกลุ่มคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียได้กว่าพันคนได้มารวมตัวกันที่ลานหอยเสียบเนื่องจากมีข่าวว่าเจ้าหน้าที่อาจจะมากวาดล้างลานหอยเสียบและฟังการถ่ายทอดเสียงเวทีรัฟังความคิดเห็นจากวิทยุรัฐสภา วันเดียวกัน พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร. ได้เดินทางมาประชุมที่ สภ.อ. เมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อหาข้อยุติเรื่องโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
20 มิถุนายน 2546
เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งกองกำลังผสม
และตำรวจตระเวณชายแดนจำนวนรวมประมาณ 400 นายได้เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ก่อตั้งโครงการ
ฯ แห่งใหม่
พื้นที่ตั้งโรงแยกก๊าซแห่งใหม่อยู่ห่างจากพื้นที่โครงการเดิมประมาณ 800 เมตร ไม่ได้ห่างกัน
4.8 กิโลเมตร ตามที่ นพ.พรมมินทร์ เลิศสุริย์เดช ได้แถลงจากสำนักนายกฯ เมื่อวันที่
10 พ.ค. 45 และอยู่ห่างจากพื้นที่ลานหอยเสียบ ซึ่งเป็นจุดขึ้นบกของท่อจากทะเลประมาณ
700-800 เมตร บริษัท TTM ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ได้กว้านซื้อที่ดินสำหรับที่ตั้งใหม่ของโรงแยกไว้ทั้งหมดแล้ว
แต่พบว่า มีที่ดินบางแปลงของชาวบ้านที่ทางบริษัทส่งคนไปติดต่อขอซื้อหลายครั้งแต่ชาวบ้านไม่ขาย
-- กลับไปที่เริ่มต้น
--