" เมื่อกระเช้าเถาไม้ได้ไกวแกว่ง
ก็เห็นแรงดลบรรดาลสะท้านไหว
ภูมิธรรมะ ภูมิปัญญา ที่ภูมิใจ
สะท้อนไกลไปให้เห็นจิตวิญญาณ
ที่สั่งสมสืบเนื่องต่อต่อมา
อย่างสอดคล้องกับเวลาที่ผันผ่าน
เป็นหนึ่งเดียวกับดิน ฟ้า มาเนิ่นนาน
แนบสายธาร ทะเล ทราย และคลื่นลม
นกเขา ไก่ป่า ปลา ดอกไม้
กุ้ง ปู หอย ให้ชีวิตที่สุขสม
ป่าสันทรายชายหาดที่รื่นรมย์
เป็นฐานทรัพยากรอันอุดมของพี่น้อง
ขอเพียงรับรู้ “ใจ” ใสสะอาด
เพราะขัดเกลาด้วยธรรมชาติอันผุดผ่อง
อย่าปรับเปลี่ยนให้เป็นทาสทุนครอบครอง
จะต้องหมองร้องไห้ทุกครัวเรือน "

ป่าสันทรายชายหาดแห่งสุดท้ายของสงขลา
พญ. รัชนี บุญโสภณ
 
     
ดูรูปเพิ่มเติมได้ที่แฟ้มภาพ    
       

กลอนข้างต้นนี้ ดิฉันเขียนขึ้นอ่านให้ท่านนายกรัฐมนตรีฟังเมื่อพลบค่ำ
วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๕ วันที่ท่านนายกฯ ไปพบพี่น้องที่คัดค้าน
โครงการท่อก๊าซ-โรงแยกก๊าซ ไทย-มาเลเซีย ณ “ลานหอยเสียบ”
ชายทะเลบ้านโคกสัก ต. สะกอม อ. จะนะ จ. สงขลา

อ่านกลอนขณะมอบกระเช้าที่สรรค์สร้างด้วยกิ่งไม้และเถาไม้
เป็นกระเช้าชิงช้า ด้วยฝีมือของ “บังกีม” ชาวบ้านป่างาม ต. ตลิ่งชัน
อ. จะนะ จัดกระเช้าด้วยดอกไม้และใบไม้จาก ป่าสันทรายชายหาด
แห่งอำเภอจะนะล้วน ๆ มีเอื้องม้าวิ่งสีม่วงเข้ม ม่วงอ่อน และโทะสีชมภู
เป็นดอกไม้หลัก มีดอกเล็ก ๆ สีขาวอมฟ้าของหญ้าหนูที่ในช่อของมัน
จะมีดอกแก่ร่วงแล้วติดเมล็ดสีน้ำเงินอมม่วงด้วย เป็นดอกไม้แซม
ใบไม้ขนาดใหญ่ที่รองเป็นฐานใช้ใบสีน้ำตาลอมเหลืองเหมือนใบแห้ง
ของส่วนที่เรียกว่า “ว่าว” ของเฟินกระแตไต่ไม้, สลับร่วมกับใบฝอยละเอียด
แผ่เป็นแผงของเฟินนาคราช, ส่วนใบที่แซมระหว่างช่อดอกไม้ใช้ตานกิ่ง
หรือที่เรียกกันจนคุ้นว่า “ชิสเซีย” ที่ใบเป็นเส้น ๆ วางตัวเหมือนก้านร่ม
ทั้งสีเขียวอ่อน เขียวแก่ และสีน้ำตาลแดงของกิ่งที่ติดสปอร์ พันโครงสร้าง
ของชิงช้า ด้วยไม้เถาเล็ก ๆ บอบบางที่มีทั่วไปในป่า แล้วยังแถมนกเล็กๆ
อีกคู่หนึ่งเกาะบนคอนชิงช้า เป็นตัวแทนของนกนับร้อยชนิด ณ ชายทะเล
แห่งนี้ที่ขันคูเสียงหวานระงมทั้งป่าแทบจะทั้งวัน ที่จริงยังมีดอก ใบ และ
เมล็ด สีสันและรูปร่างสวยงามจากป่าสันทรายอีกมากมาย แต่กระเช้าเล็ก
ไม่พอจะจัดใส่ได้ทั้งหมด

เสียงหัวเราะครืน เมื่อดิฉันไกวชิงช้าเบา ๆ ให้ดูขณะอ่านประโยคแรก
ของกลอน…... ตั้งใจจะให้เห็นฝีมือ เห็นภูมิปัญญาของพี่น้องเราที่ใช้วัสดุ
ใกล้ตัวจากป่าละเมาะ แถวบ้านเขาสร้างสรรค์งาน บ้านป่างามนั้นอยู่ลึก
เข้าไปจากฝั่งทะเลบริเวณ เป็นที่ลุ่มหลังสันทรายสูงชายฝั่ง เป็นที่ลุ่ม
สลับพรุ ชาวบ้านทำนา ทำไร่ ที่เรียกกันว่า “หม้อข้าว” ของชุมชน
ขณะที่ทะเลคือ “หม้อแกง” ประดิษฐกรรมของ บังกีม สอดใส่ภูมิธรรมะ
ของเขาที่สั่งสมสืบเนื่องต่อต่อมาจริงๆ จนสะท้อนความสงบ สันติ
ที่บ่มเพาะจนเป็นจิตวิญญาณของคนมุสลิมที่นั่น ออกมาเป็นงานของเขา

ป่านนี้ท่านนายกฯ ยังเก็บกระเช้าอันนี้ไว้หรือเปล่า? หรือโยนทิ้งไปแล้ว?

ดิฉันบอกท่านนายกฯ ว่า ป่าสันทรายชายหาดแห่งนี้เป็นป่าปฐมภูมิ
อยู่ห่างจากลานหอยเสียบขึ้นไปทางเหนือราว ๕ กิโลเมตร
ดร. กิตติเชษฐ์ ศรีดิษฐ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
บอกพวกเราหลังจากเข้าไปศึกษาแล้ว และยังบอกว่า ชิสเซีย
(Schizaea dichotoma) หรือตานกิ่งนี่เป็นเฟินโบราณ…น่าจะเหลือที่นี่
แห่งเดียวในประเทศไทย ทั้งที่เมื่อท่านยังเด็ก เห็นที่ชุมพรด้วย


ป่าปฐมภูมิหมายถึงป่าที่ตั้งแต่เกิดและพัฒนาตามกระบวนการสืบเนื่อง
ทดแทน (Process of Succession) มาเนิ่นนาน ยังไม่ได้ถูกทำลาย
แล้วฟื้นใหม่ ซึ่งถ้าถูกทำลายแล้วฟื้นใหม่ก็จะกลายเป็นป่าทุติยภูมิ
ตติยภูมิไป

สำหรับป่าสันทรายชายหาดที่นี่ก็พัฒนาตามกระบวนการดังกล่าว เกือบ ๆ
จะพร้อมกับที่สันทรายเริ่มก่อตัวและมีขนาดสูงขึ้น ใหญ่ขึ้น เป็นแนวขนาน
ไปกับชายฝั่ง และเกิดเพิ่มหลายแนว


จากการเคลื่อนตัวของแนวแรกหน้าทะเล ไปเป็นแนวใน ๆ ลึกเข้าไป
ใช้เวลานับพันนับหมื่นปี นานกว่ากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีหลายพันปีทีเดียว
(ไม่ได้บรรยายละเอียดแบบนี้ให้ท่านนายกฯ ฟังในค่ำนั้นหรอกนะคะ)
ท่านนายกฯ พยักหน้าหงึก ๆ และยังชี้ชวนให้คนข้าง ๆ ดู แต่ป่านนี้คงลืม
ไปแล้ว แต่ก็ไม่น่าลืม ถ้า…ท่านนายกฯ ได้อ่านจดหมายส่วนตัวที่ประกอบ
รายงานเรื่องป่าสันทรายชายหาด ที่บ้านในไร่ ต. ตลิ่งชัน อ. จะนะ จ. สงขลา
ที่ดิฉันส่งลงทะเบียนไปที่บ้านท่านโดยตรง หวังจะไม่ให้ผ่าน “ด่าน” ต่าง ๆ
ส่งไปก่อนที่ท่านนายกฯ จะเดินทางไปอังกฤษตั้งหลายวัน

ดิฉันลงมือทำรายงานเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียด ทันทีที่ทราบว่าท่านกำลัง
จะตัดสินใจตามคำแนะนำของ “๕๓ นายพล บ้านพิษ” ให้ย้ายแนวท่อไปขึ้น
ที่บ้านในไร่ สถานที่ที่พวกท่าน ๆ อ้างว่ามันเหมาะมาก โดยดูจากภาพถ่าย
ทางอากาศ พวกท่าน ๆ อ้างว่าท่านเชื่อเรื่องเทคโนโลยีในการสำรวจพื้นที่
ของพวกท่านมาก ไม่ต้องลงไปดูพื้นที่หรอก โดยเฉพาะเทคนิค GIS
ของท่าน ละเอียดมาก เห็นแม้กระทั่งขนในรูจมูก อันที่จริง ชิสเซีย นี่ใหญ่
กว่าขนในรูจมูกแยะ คงเห็นหรอก แต่…ไม่รู้จัก และยังมีอะไรอีกแยะที่พวก
ท่าน ๆ ไม่รู้จัก มองไม่เห็นทั้ง ๆ เป็นของใหญ่ ๆ เห็นง่าย จึงไม่แปลกที่
ท่านไม่รู้จัก ไม่สามารถสัมผัสได้กับของที่เป็นนามธรรมอย่างจิตใจของ
คนเรา จิตวิญญาณ ศักดิ์ศรีความเป็นคน สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน อะไร
พวกนี้ ในป่าสันทรายชายหาดปฐมภูมิหนึ่งเดียวในประเทศแห่งนี้ มีเอื้อง
(เอื้อง ก็คือ Orchid ไงคะท่านนายพล) ถึง ๕ ชนิดเท่าที่ค้นพบ เฉพาะ
เอื้องม้าวิ่ง Doritis pulcherima ที่สันทราย (ทรายล้วน ๆ ชายทะเล
นี่แหละ) มีสีต่างๆ ตั้งแต่ม่วงเข้มปากแดง ม่วงเข้มปากสีชมพู ม่วงอ่อน
ม่วงอ่อนมากๆ ขาวปากชมภู ขาวปากแดง นอกจากนี้ยังมี Dendrobium
crumenatum เอื้องนกกระยาง ที่เวลาบานจะบานพร้อมหอมไปทั้งป่า
ช่อดอกขาวพราวค้อมลงลำต้นเกาะกันเป็นพุ่มใหญ่ บนดินก็มี บนคาคบก็มี
สำหรับ Dendrobium secundum เอื้องแปรงสีฟันสีชมภูเข้ม จะออกดอก
ในฤดูร้อน เพิ่งโรยหมดไปเดือนนี้เอง ยังมีเอื้องหางไหล หรือ Cymbidium simulans และ Trichoglottis sp. ดอกสีขาว ไม่รู้เรียกเอื้องอะไร
เอื้องที่ป่านี้ทุกชนิด อยู่ตั้งแต่บนพื้นทราย โคนไม้ และคาคบล่าง ๆ จนคาคบสูง ๆ ห่างจากถนนนิดเดียว พอมุดเข้าราวป่าก็เจอกล้วยไม้แล้ว
ถ้าท่อก๊าซขึ้นเขาก็ต้องขยาย ถนนให้เครื่องจักรหนัก ๆ วิ่งผ่าน
สาธุชนคิดเอาเองก็แล้วกันค่ะ ว่าจะเหลืออะไร ทุรชนคงคิดว่า เฟินไม่กี่ต้น
เอื้องไม่กี่กอ ก็ต้องหลีกทางให้กับความเจริญ ก็หลีกมาหลายหน
จนเหลือแค่นี้แล้ว…ไม่หลีกล่ะที่นี้ เป็นไงเป็นกัน ! นี่ดิฉันใช้มาตรา ๕๖
แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนะคะ

สำหรับคนรักเฟิน นอกจากชิสเซียแล้วมีเฟินอีกนับสิบชนิด ซึ่งรวมทั้งเฟิน
แววแมลงทับ (Microsorium sp.) ที่สวยงาม และนาคราช (Davallia)
ที่ชาวเมืองใช้เป็นเฟินไม้ประดับ ชิสเซียนี่เป็นเฟินโบราณชนิดหนึ่ง อยู่ใน
วงศ์เดียวกับพวกลิเภา (Ligodium) ที่ว่าเป็นเฟินโบราณ ก็หมายความว่า
เวลาเขาเจอฟอสซิลของมัน รูปร่างไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อหลาย
ล้านปีก่อนเลย เด็กๆ นักเรียนหลายคนฟังดิฉันพูดแล้ว แกจินตนาการไป
ไกลว่าที่ป่าสันทรายแห่งนี้เคยมีไดโนเสาร์วิ่งเล่นด้วย จินตนาการก็คล้าย
ฝัน คนเรามีสิทธิฝัน ดิฉันฝันว่าป่าสันทรายผืนนี้จะไม่มีใครมาทำลาย
จะกลายเป็นห้องเรียนที่สวยที่สุด และดีที่สุดแห่งหนึ่ง

นอกจากมีเฟินมากมายหลากหลายชนิด มีกล้วยไม้ดารดาษแล้ว ยังมีบุหรง
ไม้หายากตระกูลกระดังงาถึง ๒ สี คือ สีส้มอมชมพู และสีนวล ไม้ตระกูลนี้
มีอีกหลายชนิดในป่าสันทราย มีนมตำเรีย (สมัยนี้เขาถนัดเรียกกันว่า
Hoya) ถึง ๔ ชนิด รวมทั้งสีแดงจัดจ้าน ขึ้นอยู่ริมนอกสุดของสันทรายเลย
สู้ลม สู้แดด สู้ไอน้ำเค็ม มาชั่วนาตาปี ไม่นับรวมพรรณไม้นับร้อย ๆ ชนิด
ตั้งแต่ไม้เรือนยอด ไม้พุ่มกลาง พุ่มเตี้ย ไม้คลุมดิน ไม้เลื้อย ฯลฯ
ผลัดกันออกดอกติดเมล็ดสวยงามตลอดปี ที่มีหลากหลายขนาดนี้ก็เพราะ
เป็นเขตของพรรณไม้ ๒ เขต มาชนกันพอดีตรงจะนะนี่ เป็นเขต
Indo-Malayan

สันทรายที่จะนะนี้สูงโดยเฉลี่ย ๓-๔ เมตร สูงสุดราว ๖ เมตร ซึ่งหาได้
ยากในประเทศไทย เพราะบริเวณนี้มีเหตุปัจจัยพ้องพอดีกันอยู่หลาย
อย่าง ตั้งแต่เป็นหน้าทะเลเปิดกว้าง ไม่มีเกาะแก่งบัง ทะเลเปิดสู่ทะเลใหญ่
คือทะเลจีนใต้รับมรสุมเป็นฤดูกาลหลายเดือน กำลังลมที่จะพัดทรายปลิว
ขึ้นเป็นสันทรายได้ ต้องมีกำลังอยู่ระหว่าง ๑๕–๔๕ ไมล์/ชั่วโมง
มีแหล่งทรายจากคลองนาทับ คลองสะกอม ป้อนลงมา มีหาดกว้าง น้ำตื้น
ที่มีระยะน้ำขึ้น-ลงกว้าง และมีระยะ เวลาห่างพอที่เวลาน้ำลงทรายแห้งทัน
ทรายนั้นต้องสามารถปลิวขึ้นไปเป็นสันทรายได้ ซึ่งเม็ดทรายต้องมีขนาด
พอเหมาะที่ไม่เล็กจนฟุ้ง หรือไม่โตเกินจนปลิวไม่ขึ้นด้วย

ถ้าหากทำลายหาดตลิ่งชัน หาดสะกอม ลงด้วย “การพัฒนา” แบบของ
พวกท่านแล้ว จะเอาอะไรมาให้เยาวชนเราเรียนรู้ธรรมชาติที่พิเศษ
เป็นหนึ่งเดียว (unique) เหมือนเยาวชนในประเทศเจริญแล้วล่ะท่าน
สันทรายหลายแนวสลับลำราง มีป่าคลุมข้างบน เป็นแหล่งป้อนและเก็บ
น้ำจืดไว้กิน ไว้ใช้ ไว้ยันน้ำเค็มรุกล้ำเข้าไป ด้านหลังสันทรายมี พรุ
มีป่าพรุหลายแบบ ซึ่งก็เป็นแหล่งน้ำจืด แหล่งพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำ
นานาชนิด มีน้ำ มีป่า ก็มีสัตว์ป่ามากมาย นกนับร้อยชนิด ไก่ป่า
ตะกวด เหี้ย ชะมด กะรอก ลิง ปู ปลา เต่า ฯลฯ เป็นระบบนิเวศเฉพาะ
ลักษณะหนึ่งของระบบนิเวศชายฝั่ง เกิดห่วงโซ่อาหารอาศัยเกื้อกูลกัน
ทั้งสัตว์ ทั้งพืชพรรณไม้ และทั้งคน

นอกจากเป็นห้องเรียน ห้องยา ห้องอาหาร แล้ว ยังเป็นสถานที่พักผ่อน
สำหรับคนที่ต้องการความสุนทรีย์ของชีวิต เป็นฐานทรัพยากรอันอุดม
ของพี่น้องเราจริง ๆ มันไม่น่าจะเป็นแหล่งที่ท่อก๊าซจะขึ้นมาพร้อมกับ
โรงแยกก๊าซที่จะอยู่ไม่ห่างนัก เพราะนั่นคือการทำลายโดยแท้

 
Hosted by www.Geocities.ws

1