ไม่ซื้อก็ต้องจ่ายเงิน
ปัญหาหลักเรื่องท่อก๊าซไทย-มาเลย์
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ
เมื่อท่านนายกฯทักษิณ
ชินวัตร ได้เสนอให้ลองพิจารณาแนวทางใหม่ซึ่งห่างจากที่เดิมเพียง
20
กิโลเมตร เป็นที่ขึ้นท่อก๊าซแทนที่เดิม
สื่อมวลชนได้รายงานว่า
แกนนำชาวบ้านที่เคยคัดค้าน
ก็จะตามไปคัดค้านต่อ
ความดังกล่าวได้สร้างความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีของคนในเมืองจำนวนหนึ่ง
ต่อชาวบ้าน
คือรู้สึกว่าชาวบ้านกลุ่มนี้เป็น
คนพาลหาเรื่อง
นี่เป็นความรู้สึกที่สามารถเข้าใจได้
เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีโอกาสได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน
จะได้รับแต่เฉพาะด้าน
ที่เจ้าของโครงการอยากให้ทราบเท่านั้น
บทความนี้จะนำเสนอว่าหากนำก๊าซจากโครงการ
ไทย-มาเลเซียขึ้นมาไม่ว่าท่อก๊าซจะขึ้นที่ใดก็ตามแล้ว
คนไทยทั้งประเทศจะเสียหายอย่างไร
ในอนาคต
2. สถานการณ์การใช้ก๊าซในปัจจุบัน
เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เราจำเป็นต้องปูพื้นกันสักนิด
2.1 การใช้ก๊าซ
ในปี 2544 ทั้งปี
คนไทยเราทั้ง
63 ล้านคนใช้ก๊าซเฉลี่ยแล้ววันละ
2400 ล้านลูกบาศก์ฟุต
(http://www.nepo.go.th ตาราง 25) หรือเฉลี่ยคนละประมาณ
38 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
ก๊าซจำนวนนี้ส่วนใหญ่
(76%) ถูกใช้ไปกับการผลิตกระแสไฟฟ้า
ที่เหลือใช้ในภาคอุตสาหกรรม
(19%) และใช้เป็นเชื้อเพลิงอีก
5% ก๊าซธรรมชาติเป็นสินค้าที่เป็นไอเมื่อขุดขึ้นมาแล้วจะไม่
สามารถเก็บ
หรือกักตุนไว้ใช้ในภายหน้าได้
เพราะภาชนะที่บรรจุเก็บมีราคาแพงกว่าก๊าซ
หลายเท่าตัว
ไม่เหมือนกับสินค้าอื่น
เช่น ทองคำ กระแสไฟฟ้าเราก็เก็บไว้ใช้ในภายหน้าไม่ได้
เช่นกัน ดังนั้นการผลิตก๊าซรวมทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าจำเป็นจะต้องผลิตให้เท่ากับที่จำเป็น
ต้องใช้เท่านั้น
2.2 ปัญหา
ประเทศเราได้ก๊าซมาจากสองแหล่งใหญ่
คืออ่าวไทยประมาณ
79% (ซึ่งเป็นของไทยแต่
สัมปทานโดยบริษัทต่างชาติเป็นส่วนใหญ่)
และจากประเทศพม่า
(21%) ซึ่งเราได้ทำ
สัญญาซื้อขายกับเขามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
ปี 2541 นับจากวันนั้นจนถึงสิ้นปี
2544
รวม 3 ปีครึ่ง
เราได้ใช้ก๊าซจากแหล่งพม่าไปเพียง
1 ใน 3 ของที่ได้ตกลงกันไว้เท่านั้น
เพราะความจำเป็นของเรามีแค่นั้นตามที่กล่าวแล้ว
ด้วยลักษณะพิเศษของธุรกิจก๊าซ
ที่เก็บไม่ได้และการลงทุนที่มีสูง
การใช้ก๊าซไม่ครบตามข้อตกลงในสัญญา
ผู้ซื้อคือ
ประเทศไทยก็ต้องจ่ายเงินให้ครบตามที่ตกลงไว้เดิม
หรือที่เรียกว่า
ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย
ที่ผ่านมา เราได้จ่ายค่า
ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย
ซึ่งมีถึง 2 ใน
3 ของแผนการไปแล้วประมาณ
4 หมื่นล้านบาท
(เฉลี่ยคนไทยทุกคนๆละ
635 บาท) เงินจำนวนนี้ประมาณ
75% เป็นเงิน
งบประมาณแผ่นดินคือรัฐบาลจ่าย
ส่วนที่เหลือเป็นของ
ปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
ซึ่งก็
ส่งผลให้ค่าก๊าซและค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นนั่นเอง
จริงอยู่เรามีสิทธิ์ที่จะเรียกคืน
หรือ
(make up) ส่วนที่ ฝากไว้ในหลุมได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินอีก
แต่ปัญหามีอยู่ว่า
ปัจจุบัน
เรายังไม่มีปัญญาจะใช้ก๊าซเพิ่มขึ้นได้
อย่าว่าแต่ส่วนที่จะเรียกคืนเลย
เฉพาะส่วนที่ต้อง
ซื้อแต่ละวันเราก็ยังซื้อได้ไม่ครบ
ทุกวันนี้นอกจาก
4 หมื่นล้านบาทที่จ่ายไปโดยไม่ได้
สินค้าแล้ว
เรายังต้องจ่ายค่า
ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย
อีกเฉลี่ยเดือนละ
680 ล้านบาทเป็นอย่าง
น้อย หรือเฉลี่ยคนละเกือบ
11 บาททุกเดือนและจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานนับ
40-50 ปี
หากการใช้ก๊าซต่อวันยังคงเท่ากับปัจจุบัน
ครอบครัวใดมีกี่คนก็ลองคูณออกมาดูซิครับว่า
เราต้องเสีย
ค่าโง่ ที่เราไม่ได้ร่วมก่อนี้เดือนละเท่าใด
รวม 50 ปีคิดเป็นดอกเบี้ยเท่าใด
อนึ่ง อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ
(สพช.) ได้รายงานต่อทีมงาน
ท่านนายกรัฐมนตรีบ้านพิษณุโลก
(31 มกราคม 44) ว่า
เราจะเรียกคืนก๊าซจากพม่าให้หมด
ภายใน 10 ปี โดยเริ่มต้นจากปี
2544 เป็นต้นไป
ไม่ทราบว่าท่านนายก
ฯ ทราบหรือไม่ว่า
คำรายงานดังกล่าวเป็นเท็จ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี
2544 และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
(ข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยถึงเดือนมกราคม
2545) เรายังคงต้องจ่ายค่าโง่ทุกเดือน
นอกจากท่านเลขาฯ
สพช.ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ตนได้ทำผิดพลาดไว้ในอดีตไม่ได้แล้ว
เขายังอุตส่าห์มาหลอกคนไทยทั้งชาติอีก
นี่คือปัญหาในปัจจุบัน
ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่ทราบ
ความคิดและความรู้สึกของคนทั่วไปจึงติดอยู่ที่ว่า
ถ้าชาวบ้านค้านก็หลีกไปขึ้นที่อื่น
หรือชาวบ้านส่วนน้อยควรจะเสียสละ
บ้านเมืองต้องมีกฎหมาย
ต้องพัฒนา ฯลฯ
ก็ว่ากันไป
ดังนั้น ใครกันแน่คือผู้ที่คนในเมืองควรจะเกิด ความรู้สึกไม่ดี
3. การใช้ก๊าซในอนาคต
เหตุผลหลักที่หน่วยราชการอ้างในโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
ก็คือนำก๊าซขึ้นมาเป็นฐาน
ในการพัฒนา
5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่มีการใช้เชื้อเพลิงเข้มข้น
เช่น เซรามิก
ปูนซิเมนต์ ยิบซัม
และ อุตสาหกรรมยางพารา
เป็นต้น ปริมาณก๊าซเฉพาะส่วนที่
ฝ่ายไทยต้องรับซื้อคือ
400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
(ซึ่ง ปตท.วางแผนว่าจะรับในปี
พ.ศ. 2552)
ถ้าเราคิดคร่าวๆ
ว่า ประชากรใน
5 จังหวัดดังกล่าวมีประมาณ
4 ล้านคน ดังนั้นโดยเฉลี่ยแล้ว
โครงการนี้กำลังบีบบังคับให้คนไทยในเขต
5 จังหวัดชายแดนต้องใช้ก๊าซเพิ่มขึ้นอีก
100
ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
ทั้งๆ ที่ขณะนี้เราใช้อยู่เพียงวันละ
38 ลูกบาศก์ฟุตเท่านั้น
หรือต้องใช้เพิ่ม
ขึ้นจากปัจจุบันอีก
3 เท่าตัว เมื่อใช้ก๊าซไม่หมดก็ต้องเสียค่า
ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย
อีก
ถามว่าจะต้องจ่ายอีกเท่าใด
เรื่องนี้มีรายละเอียดมาก
แต่ถ้าคิดกันคร่าวๆ
บนหลักความจริง
ที่สำคัญว่า
เราสามารถใช้ก๊าซได้ตามที่จำเป็นเท่านั้น
ก๊าซจากไทย-มาเลเซีย
จึงเป็นส่วนเกิน
เกือบทั้งหมด
ค่า ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย
จึงมีประมาณ
2 เท่าของที่กำลังเสียให้กับโครงการไทย-
พม่า นั่นคือต้องจ่ายอีกปีละ
14,000 ล้านบาท หรือเดือนละเกือบ
1,200 ล้านบาท
ถามว่าใครเป็นจะผู้จ่าย
ก็คนไทยทั้งประเทศนั้นแหละ
แม้บริษัทปตท.จำกัด
(มหาชน)ได้แปรรูป
ไปแล้ว แต่กระทรวงการคลังคือผู้ถือหุ้นถึง
75% (ในขณะนี้) าระนี้ก็เป็นของคนไทยทั้งประเทศ
อยู่ดี ยังมีโครงการท่อก๊าซอื่นๆ
อีกมากที่จะมาเป็นภาระให้เกิดความเสี่ยงต่อค่า
ไม่ใช้ก็ต้อง
จ่าย เช่น แหล่งไพลิน
330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
แหล่งก๊าซอาทิตย์ที่ใหญ่มาก
(ประมาณ
250 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันโดยจะเริ่มในปีอีก
4 ปีข้างหน้า)
และจากอินโดนีเซียอีกมหาศาล
แต่โครงการเหล่านี้
ไม่มีใครคัดค้านเพราะไม่ผ่านหมู่บ้านใด
เรื่องราวจึงไม่แดงออกมาให้คน
ไทยได้รับทราบ
นอกจากนี้เรายังมีโครงการซื้อกระแสไฟฟ้าจากประเทศลาว
พม่า จีน และ
กัมพูชาอีกจำนวนจำนวนมากซึ่งล้วนทำให้ความต้องการใช้ก๊าซลดลงและนำไปสู่สภาพ
ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย
ทั้งสิ้น ไม่ว่าท่อก๊าซจะขึ้นที่ใด
4. สรุป
ต้องถามกันตรงๆ
ว่าที่เศรษฐกิจเราพังอย่างยับเยินเมื่อปี
2541 นั้นไม่ใช่เพราะเรากู้เงิน
ต่างประเทศมาลงทุนมากเดินไปหรือ
เราสร้างสนามบินเกือบทุกจังหวัด
เรามีโรงพยาบาล
เอกชนล้นเกิน
ฯลฯ แล้วก็ถูกต่างชาติยึดจนแทบไม่เหลืออะไร
มาวันนี้ คนไทยเรายังสรุป
บทเรียนไม่ได้อีกหรือจะให้คนรุ่นหลังร้องด่าว่า
ปู่จัญไร