ภาระที่ไม่จำเป็นด้านพลังงาน ถ้าไม่ทบทวนภาระจะเพิ่มอีก
ประสาท มีแต้ม
ที่กล่าวมาแล้วเป็นเรื่องอดีตที่ไม่อยากจะฟื้นฝอยหาคนผิดมาลงโทษ
แต่สำหรับโครงการท่อก๊าซ
ไทย-มาเลเซียซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตก็กำลังเดินไปในทางเดียวกับอดีต
ทั้งๆ ที่หัวหน้า
พรรครัฐบาลได้เคยประกาศก่อนการเลือกตั้งว่า
เราต้องแก้ไขความผิดพลาดที่ผ่านมา
มิฉะนั้นเราจะแก้วิกฤติชาติไม่ได้
จากการตรวจสอบในโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ผมพบว่า
(1) ก๊าซจากพม่าซึ่งใช้ทำไฟฟ้าส่งไปตามสายไฟให้คนทั่วประเทศใช้นั้น
ขณะนี้มีเหลืออยู่เป็น
จำนวนมาก นับจนถึงสิ้นปี
2545 ก๊าซที่ไทยได้เสียเงินซื้อไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับก๊าซ
(เพราะได้ทำสัญญาไว้ว่าจะรับซื้อในจำนวนที่มากเกินไป-เพราะการคำนวณผิดพลาด)
ไปเป็นจำนวนมากกว่าที่ฝ่ายไทยจะได้รับจากท่อก๊าซที่ผ่านจะนะ-มาเลเซียตลอดทั้งโครงการ
เสียอีก ถ้าเปรียบกับการบริโภคข้าวของก็เหมือนกับคำเตือนที่ว่า
ใช้ของเก่าให้หมดก่อนซิ
แล้วค่อยซื้อของใหม่
(2) ภาครัฐจะสร้างโรงไฟฟ้าขนาด
700 เมกะวัตต์ขึ้นในสงขลาด้วยเหตุผลดื้อๆ
ว่า
ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการวางท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
นี่เป็นการสะท้อน
ให้เห็นแล้วว่าความจำเป็นจริงๆ
เรื่องท่อก๊าซยังไม่มีหรือยังไม่ถึงเวลา
รัฐบาลตอบคำถามไม่ได้
ว่าจะเอาก๊าซไปทำอะไร
ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็ผิดพลาดมากพออยู่แล้ว
แต่ก็จะยอมผิดพลาด
ต่อไปอีกด้วยการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
ทั้ง ๆ ทีเรามีเกินอยู่คิดเป็นมูลค่าถึง
4 แสนล้านบาท
(3) หน่วยงานของรัฐใช้ทุนจำนวนมากเพื่อให้ข้อมูลด้านเดียวต่อสาธารณะ
ขณะเดียวกันก็
ปิดกั้นความจริงบางประการ
เช่น ก๊าซจำนวน
50% ที่เป็นของประเทศไทยยังคงถูกส่งไป
มาบตาพุด ถึง
40% เพียง 10% เท่านั้นที่รัฐบาลในปี
2540-41 ได้ขยักมาขึ้นที่จะนะ
ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะนำก๊าซไปใช้ทำอะไร
เจ้าของโครงการทำให้คนไทยสับสนระหว่าง
แหล่งก๊าซในทะเลกับท่อก๊าซ
แหล่งก๊าซนั้นเป็นของไทยครึ่งหนึ่งอยู่แล้วเมื่อถึงคราว
จำเป็นก็ต้องนำมาใช้
ของใครของมัน
แต่รัฐบาลในขณะนั้นได้นำก๊าซของทั้งสองประเทศ
มาผ่านท่อเดียวกันโดยยึดเอาความต้องการของมาเลเซียเป็นหลัก
ส่งผลให้ไทยขาด
ความเป็นอิสระในการนำก๊าซขึ้นมาใช้ให้ถูกสถานที่และเวลาที่เหมาะสม
(4) ผลประโยชน์ที่จะเกิดจากการเปลี่ยนท่อก๊าซมาขึ้นที่จะนะแทนที่จะเป็นแบบเดิม
(คือของไทยไปมาบตาพุดของมาเลเซียไปทางทะเลไม่ผ่านแผ่นดินไทย)
ก็คือผลประโยชน์
ของบริษัท ปตท.
เพียงอย่างเดียว
ด้วยเงินลงทุนเบื้องต้นจำนวน
21,000 ล้านบาทกับรายได้
จากค่าผ่านท่อประมาณ
75,000 ล้านบาทที่ค่อยทยอยมาในช่วง
20 ปี (ถ้าไม่นำท่อมาสงขลา
ปตท.ก็ยังคงได้รับผลประโยชน์เหมือนเดิม
ยกเว้นค่าผ่านท่อ
ซึ่งต้องแลกกับค่าดอกเบี้ยและ
ความขัดแย้งของชุมชน)
ส่วนผลประโยชน์ที่จะนำก๊าซไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนภาคใต้
ยังเป็นปัญหาที่ตอบได้ไม่ชัดเจน
เช่นผลิตสินค้าอะไร
นำไปขายใคร ศักยภาพในการแข่งขัน
เป็นอย่างไร
ในช่วง 5 ปีประเทศไทยไม่รับก๊าซ
ให้มาเลเซียรับไปก่อน
ซึ่งมาเลเซียก็ทำ
อุตสาหกรรมประเภทเดียวกับที่เรา
ฝัน ไว้นั่นเอง
สำหรับเรื่องโรงไฟฟ้า
ผลการคำนวณความต้องการไฟฟ้าซึ่งใช้ในการวางแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าของคนไทย
จะเพิ่มขึ้นในอัตราสูงที่สุดในโลก
กล่าวคือเขาบอกว่าความต้องการไฟฟ้าของไทยจะเพิ่มขึ้น
เป็น 2.6 เท่าในเวลาเพียง
15 ปี ในขณะที่ความต้องการของเฉลี่ยทั้งโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น
2
เท่าตัวในเวลา
50 ปี หรือถ้าคิดให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันคือ
50 ปีข้างหน้า ความต้องการ
ไฟฟ้าทั้งโลกจะเพิ่มเป็น
2 เท่า แต่ของไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ
8-10 เท่าตัว คิดแล้วน่า
หวาดเสียวจริงๆ
อเมซิ่งไทยแลนด์
โดยสรุป นอกจากรัฐบาลจะไม่
แก้ไขความผิดพลาดที่ผ่านมาแล้ว
ยังจะทำให้เกิดภาระ
ที่ไม่จำเป็นด้านพลังงานอีกมาก
เฉพาะในปี 2554 เพียงปีเดียวภาระค่า
ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย
จากค่าก๊าซที่มีการวางแผนกันอย่างฉาบฉวยระหว่าง
ปตท. กับ กฟผ. จะส่งผลให้เกิด
ภาระที่ไม่จำเป็นถึงปีละ
35,000 ล้านบาท อย่างอื่นยังไม่ได้คิดนะครับ
สาเหตุสำคัญของภาระดังกล่าวเกิดจากการไม่เคารพต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญใหม่
ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและตรวจสอบโครงการของรัฐ
แต่รัฐบาลก็บ่ายเบี่ยงสารพัดโดยมีสื่อส่วนมากเป็นเครื่องมือ
การทำความจริงในโครงการ
ขนาดใหญ่ของรัฐให้กระจ่างจึงเป็นภาระกิจที่จำเป็นของภาคประชาชน
มิฉะนั้นประชาชน
ทั้งประเทศก็จะต้องแบกรับภาระที่ไม่จำเป็นเช่นนี้ตลอดไป
ไม่ใช่ภาระของชาวจะนะตาม
ลำพังตามที่รัฐบาลพยายามทำเลย.