ภาระที่ไม่จำเป็นด้านพลังงาน ถ้าไม่ทบทวนภาระจะเพิ่มอีก

ประสาท มีแต้ม


ท่านนายกฯทักษิณได้กล่าวว่า“ในช่วงที่ผ่านมามีการคำนวณการใช้พลังงานผิดพลาดทำให้ลงทุน
สูงเกินไป โดยปัจจุบันนี้มีการลงทุนเกินตัวไปถึง 400,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในภาระค่า
ไฟฟ้าของประชาชน” เงินลงทุนจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้จากต่างประเทศ ถ้าเราคิดดอกเบี้ย
8% ต่อปีและค่าบำรุงรักษา รวมทั้งค่าเสื่อมราคาของโรงไฟฟ้าอีก 3% ดังนั้นภาระจากการลงทุน
เกินตัวคิดเป็นเงิน 44,000 ล้านบาทต่อป ทำให้ค่าไฟฟ้าทุกหน่วยแพงขึ้นโดยไม่จำเป็นถึงหน่วย
ละ 44 สตางค์ เกือบสามในสี่ของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ แต่การจัดการซื้อก๊าซ
จากพม่าก็มีปัญหาทั้งเรื่องราคาที่แพงกว่าในอ่าวไทย ถึงครึ่งหนึ่งและทั้งที่เกิดจาก “การคำนวณ
ผิดพลาด” อีก ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าทั้งประเทศต้องแพงขึ้นอีกหน่วยละ 12 สตางค์ รวมเฉพาะความ
ผิดพลาดที่กล่าวมาแล้วนี้ทำให้เกิด “ภาระที่ไม่จำเป็น” สูงถึง 1 ใน 3 ของที่ควรจะเป็น หรือคิด
เป็นมูลค่าปีละ 55,000 ล้านบาทซึ่งเกือบ เท่ากับงบประมาณ 30 บาทรักษาทุกโรคที่กำลัง
มีปัญหาขาดแคลน

ที่กล่าวมาแล้วเป็นเรื่องอดีตที่ไม่อยากจะฟื้นฝอยหาคนผิดมาลงโทษ แต่สำหรับโครงการท่อก๊าซ
ไทย-มาเลเซียซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตก็กำลังเดินไปในทางเดียวกับอดีต ทั้งๆ ที่หัวหน้า
พรรครัฐบาลได้เคยประกาศก่อนการเลือกตั้งว่า “เราต้องแก้ไขความผิดพลาดที่ผ่านมา
มิฉะนั้นเราจะแก้วิกฤติชาติไม่ได้”

จากการตรวจสอบในโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ผมพบว่า

(1) ก๊าซจากพม่าซึ่งใช้ทำไฟฟ้าส่งไปตามสายไฟให้คนทั่วประเทศใช้นั้น ขณะนี้มีเหลืออยู่เป็น
จำนวนมาก นับจนถึงสิ้นปี 2545 ก๊าซที่ไทยได้เสียเงินซื้อไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับก๊าซ
(เพราะได้ทำสัญญาไว้ว่าจะรับซื้อในจำนวนที่มากเกินไป-เพราะการคำนวณผิดพลาด)
ไปเป็นจำนวนมากกว่าที่ฝ่ายไทยจะได้รับจากท่อก๊าซที่ผ่านจะนะ-มาเลเซียตลอดทั้งโครงการ
เสียอีก ถ้าเปรียบกับการบริโภคข้าวของก็เหมือนกับคำเตือนที่ว่า “ใช้ของเก่าให้หมดก่อนซิ
แล้วค่อยซื้อของใหม่”

(2) ภาครัฐจะสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 700 เมกะวัตต์ขึ้นในสงขลาด้วยเหตุผลดื้อๆ ว่า
“ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการวางท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย” นี่เป็นการสะท้อน
ให้เห็นแล้วว่าความจำเป็นจริงๆ เรื่องท่อก๊าซยังไม่มีหรือยังไม่ถึงเวลา รัฐบาลตอบคำถามไม่ได้
ว่าจะเอาก๊าซไปทำอะไร ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็ผิดพลาดมากพออยู่แล้ว แต่ก็จะยอมผิดพลาด
ต่อไปอีกด้วยการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ทั้ง ๆ ทีเรามีเกินอยู่คิดเป็นมูลค่าถึง 4 แสนล้านบาท

(3) หน่วยงานของรัฐใช้ทุนจำนวนมากเพื่อให้ข้อมูลด้านเดียวต่อสาธารณะ ขณะเดียวกันก็
ปิดกั้นความจริงบางประการ เช่น ก๊าซจำนวน 50% ที่เป็นของประเทศไทยยังคงถูกส่งไป
มาบตาพุด ถึง 40% เพียง 10% เท่านั้นที่รัฐบาลในปี 2540-41 ได้ขยักมาขึ้นที่จะนะ
ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะนำก๊าซไปใช้ทำอะไร เจ้าของโครงการทำให้คนไทยสับสนระหว่าง
แหล่งก๊าซในทะเลกับท่อก๊าซ แหล่งก๊าซนั้นเป็นของไทยครึ่งหนึ่งอยู่แล้วเมื่อถึงคราว
จำเป็นก็ต้องนำมาใช้ ของใครของมัน แต่รัฐบาลในขณะนั้นได้นำก๊าซของทั้งสองประเทศ
มาผ่านท่อเดียวกันโดยยึดเอาความต้องการของมาเลเซียเป็นหลัก ส่งผลให้ไทยขาด
ความเป็นอิสระในการนำก๊าซขึ้นมาใช้ให้ถูกสถานที่และเวลาที่เหมาะสม

(4) ผลประโยชน์ที่จะเกิดจากการเปลี่ยนท่อก๊าซมาขึ้นที่จะนะแทนที่จะเป็นแบบเดิม
(คือของไทยไปมาบตาพุดของมาเลเซียไปทางทะเลไม่ผ่านแผ่นดินไทย) ก็คือผลประโยชน์
ของบริษัท ปตท. เพียงอย่างเดียว ด้วยเงินลงทุนเบื้องต้นจำนวน 21,000 ล้านบาทกับรายได้
จากค่าผ่านท่อประมาณ 75,000 ล้านบาทที่ค่อยทยอยมาในช่วง 20 ปี (ถ้าไม่นำท่อมาสงขลา
ปตท.ก็ยังคงได้รับผลประโยชน์เหมือนเดิม ยกเว้นค่าผ่านท่อ ซึ่งต้องแลกกับค่าดอกเบี้ยและ
ความขัดแย้งของชุมชน) ส่วนผลประโยชน์ที่จะนำก๊าซไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนภาคใต้
ยังเป็นปัญหาที่ตอบได้ไม่ชัดเจน เช่นผลิตสินค้าอะไร นำไปขายใคร ศักยภาพในการแข่งขัน
เป็นอย่างไร ในช่วง 5 ปีประเทศไทยไม่รับก๊าซ ให้มาเลเซียรับไปก่อน ซึ่งมาเลเซียก็ทำ
อุตสาหกรรมประเภทเดียวกับที่เรา “ฝัน” ไว้นั่นเอง

 

สำหรับเรื่องโรงไฟฟ้า


ผล“การคำนวณ”ความต้องการไฟฟ้าซึ่งใช้ในการวางแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าของคนไทย
จะเพิ่มขึ้นในอัตราสูงที่สุดในโลก กล่าวคือเขาบอกว่าความต้องการไฟฟ้าของไทยจะเพิ่มขึ้น
เป็น 2.6 เท่าในเวลาเพียง 15 ปี ในขณะที่ความต้องการของเฉลี่ยทั้งโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2
เท่าตัวในเวลา 50 ปี หรือถ้าคิดให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันคือ 50 ปีข้างหน้า ความต้องการ
ไฟฟ้าทั้งโลกจะเพิ่มเป็น 2 เท่า แต่ของไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8-10 เท่าตัว คิดแล้วน่า
หวาดเสียวจริงๆ อเมซิ่งไทยแลนด์

โดยสรุป นอกจากรัฐบาลจะไม่ “แก้ไขความผิดพลาดที่ผ่านมา”แล้ว ยังจะทำให้เกิดภาระ
ที่ไม่จำเป็นด้านพลังงานอีกมาก เฉพาะในปี 2554 เพียงปีเดียวภาระค่า “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย”
จากค่าก๊าซที่มีการวางแผนกันอย่างฉาบฉวยระหว่าง ปตท. กับ กฟผ. จะส่งผลให้เกิด
ภาระที่ไม่จำเป็นถึงปีละ 35,000 ล้านบาท อย่างอื่นยังไม่ได้คิดนะครับ

สาเหตุสำคัญของภาระดังกล่าวเกิดจากการไม่เคารพต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญใหม่
ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและตรวจสอบโครงการของรัฐ
แต่รัฐบาลก็บ่ายเบี่ยงสารพัดโดยมีสื่อส่วนมากเป็นเครื่องมือ การทำความจริงในโครงการ
ขนาดใหญ่ของรัฐให้กระจ่างจึงเป็นภาระกิจที่จำเป็นของภาคประชาชน มิฉะนั้นประชาชน
ทั้งประเทศก็จะต้องแบกรับภาระที่ไม่จำเป็นเช่นนี้ตลอดไป ไม่ใช่ภาระของชาวจะนะตาม
ลำพังตามที่รัฐบาลพยายามทำเลย.

Hosted by www.Geocities.ws

1