กระบองที่ตีหัวชาวบ้านไม่ใช่คำตอบ

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

มีปัญหาเกี่ยวกับโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ซึ่งรัฐบาลไม่เคยตอบ ทั้งรัฐบาลนี้และรัฐบาลชุดก่อน ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับคนที่จะนะเท่านั้น แต่เกี่ยวกับคนไทยทั้งประเทศ และตราบเท่าที่ยังไม่ได้ตอบชี้แจงให้กระจ่าง ปัญหาก็จะยังค้างคาอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะตีหัวชาวบ้านหัวร้างข้างแตกไปสักเท่าไร

1) ปัญหาความคุ้มทุนของโครงการ
โครงการนี้นับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ใน พ.ศ.2522 สืบมาจน พ.ศ.2540 กำหนดว่าไทยจะต่อท่อจากหลุมขึ้นไปมาบตาพุด เพื่อใช้ส่วนแบ่ง 50% ของไทย ส่วนมาเลเซียก็จะต่อท่อก๊าซจากหลุมเข้าไปใช้ในประเทศของตนเอง ต่างคนต่างออกค่าก่อสร้างท่อเอาเอง

ใน พ.ศ.2539-40 โครงการถูกเปลี่ยนแปลง ก๊าซจากหลุมที่ไทยจะเอาไปใช้ที่มาบตาพุดถูกลดลงมาเหลือเพียง 40% ส่วนอีก 10% ที่เหลือ ไทยจะต่อท่อส่งเข้ามาสู่สงขลา ร่วมกันไปกับส่วนของมาเลเซียอีก 50% เป็น 60%

ฉะนั้นก๊าซที่จะขึ้นที่จะนะนั้นจึงเป็นก๊าซที่ไทยจะเอามาใช้ได้เพียง 20% ของทั้งหมด ที่เหลืออีก 80% ต้องส่งต่อไปให้มาเลย์

สำหรับก๊าซจำนวนน้อยที่ไทยจะได้ใช้นี้ ไทยต้องออกเงินค่าก่อสร้างครึ่งหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็ควรตราไว้ด้วยว่า ส่วนโครงการที่ไทยจะส่งก๊าซของไทยเองอีก 40% จากหลุมไปยังมาบตาพุดก็ยังมีอยู่ ซึ่งไทยต้องออกเงินสร้างเองทั้งหมด

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากสัญญาอัปลักษณ์นี้คือ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน (พูดอีกอย่างหนึ่งคือผู้ถือหุ้นของบริษัทนี้) แต่ประโยชน์หรือกำไรที่จะได้ก็ไม่สู้จะสูงมากนัก ปตท.ต้องลงทุนสร้างท่อครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 21,500 ล้านบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ยซึ่งคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 8% ต้องใช้เชื้อเพลิง 8% ของก๊าซทั้งหมดสำหรับโรงแยกก๊าซ ส่วนการขายบริการคือค่าผ่านท่อ(อัตรา 7.68 เหรียญต่อ 1,000 ลบ.ฟุต) นั้น ปตท.จะได้รับเงิน 75,000 ล้านบาท แต่เงินจำนวนนี้ทยอยจ่ายใน 20 ปี ส่วนค่าภาคหลวง 5% ที่รัฐจะได้รับจากการนี้มีมูลค่าเพียง 230 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น

ลองคิดดูเถิดว่าคุ้มหรือไม่ในแง่ธุรกิจ ยิ่งคิดทางการเมืองก็ต้องรวมเอาวิถีชีวิตของชาวบ้าน และระบบนิเวศชายฝั่งอันอุดมสมบูรณ์แต่เปราะบางของแถบนั้นด้วยแล้ว ก็อาจถือได้ว่าเป็นโครงการที่ขาดทุน แม้บริษัทมหาชนแห่งหนึ่งอาจเก็บเกี่ยวกำไรไปปันผลกันได้บ้างก็ตาม

และในที่สุด เราก็ต้องลงทุนต่อท่อจากหลุมเพื่อนำก๊าซมาใช้ที่ใดที่หนึ่งในเมืองไทยจนได้ เพราะจะปล่อยก๊าซอีก 40% ของเราไปเปล่าๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้ และส่วนนี้แหละที่เราต้องลงทุนเองทั้งหมด

2) ไม่มีโครงการใช้ก๊าซในภาคใต้
โครงการนี้เป็นการนำก๊าซขึ้นมาส่งผ่านไปยังมาเลเซียเกือบจะล้วนๆ เพราะก๊าซ 10% ของไทยที่จะนำขึ้นฝั่งพร้อมกันนี้(เท่ากับ 94.16 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน) ไม่มีแผนรองรับว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ได้แต่อ้างว่านำมาพัฒนาภาคใต้

นายกรัฐมนตรีเองพูดว่า "การทำโครงการนี้ไม่ใช่เพื่อต้องการก๊าซไปใช้ในอุตสาหกรรม เพราะไม่ได้ทำอุตสาหกรรมต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าว เป็นการนำมาใช้ป้อนให้กับโรงงานที่ใช้ก๊าซเป็นพลังงาน (ท่านนายกฯไม่ได้ระบุว่าโรงงานอะไร) โรงไฟฟ้า และส่งให้ประเทศมาเลเซีย" (มติชน 27 พ.ย. 2545)

คำถามว่าจะเอาก๊าซเพียง 10% นี้ไปใช้ทำอะไรจึงเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ และไม่เคยตอบ ไม่ว่าจะถามในวุฒิสภาหรือในหมู่สาธารณชนก็ตาม

จนถึงปี 2546 กฟผ.ไม่เคยมีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคใต้ตอนล่างเลย (ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2001 ซึ่งวางแผนกำลังผลิตไฟฟ้าไปจนถึง พ.ศ.2559) จนถึงวันที่ 1 เมษายนของปีนี้เอง กฟผ.จึงได้บรรจุแผนการสร้างโรงไฟฟ้าด้วยพลังก๊าซธรรมชาติขนาด 700 เมกะวัตต์ไว้ในโครงการ (แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2003)

โดยให้เหตุผลตรงไปตรงมาไว้อย่างน่าอัศจรรย์ว่า "เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในเรื่องการวางท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย"

ทำไมจึงต้องเป็นโรงไฟฟ้า? เพราะโรงไฟฟ้าในแผนการดังกล่าวจะใช้ก๊าซถึงวันละ 84.8 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน ทำให้ก๊าซส่วนที่เป็นของไทยเหลือเพียง 9.37 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน แม้จำนวนที่น้อยลงนี้ก็นับเป็นปริมาณก๊าซที่ล้นเกินความต้องการของภาคใต้ตอนล่างอยู่ดี

แปลว่าจะเกิดโรงไฟฟ้าขึ้นอีกโรงหนึ่งเพื่อรองรับโครงการท่อก๊าซ ในขณะที่นายกรัฐมนตรีคุยกับประชาชนว่าไฟฟ้าในประเทศนั้นเหลือ 9,000 ถึง 10,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นเงิน 4 แสนล้านบาท (บทสนทนาในวันที่ 15 มีนาคม 2546)

3) ความล้นเกินของไฟฟ้าในภาคใต้
ตามตัวเลขของ กฟผ.เอง ในปี 2545 ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในภาคใต้มีค่า 1,356 เมกะวัตต์ ในปัจจุบันมีกำลังผลิตไฟฟ้า 1,381 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ กฟผ.ได้ลงทุนหลายพันล้านบาทสร้างระบบที่อาจเชื่อมไฟฟ้าจากภาคกลางและมาเลเซียมาใช้ในช่วงความต้องการสูงสุดอีก 650 เมกะวัตต์ โครงการเชื่อมไฟฟ้าเพื่อแลกเปลี่ยนกันนี้มีเหตุผล เพราะช่วงสูงสุดของความต้องการไฟฟ้าระหว่างภาคใต้กับมาเลเซียและภาคกลาง(ซึ่งมีไฟฟ้าล้นเกินจำนวนมากอยู่แล้ว) นั้นไม่ตรงกัน จึงสมควรดึงมาแลกเปลี่ยนกันในต่างช่วงเวลาได้ดี คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา เคยกล่าวว่าเป็นวิธีปกติธรรมดาที่ใช้กันในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย

ฉะนั้นในปีนี้และอีกสองสามปีข้างหน้า เห็นได้ชัดว่ามีความมั่นคงด้านไฟฟ้าในภาคใต้อย่างแน่นอน

ปัญหาอยู่ที่ว่าในอนาคตความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้ต้องเพิ่มขึ้น (แต่จะเพิ่มในอัตราที่สูงเท่ากับ 135 เมกะวัตต์ต่อปี อย่างที่คาดการณ์หรือไม่ เถียงกันได้และน่าเถียงอย่างยิ่งด้วย) ปัญหานี้จะตอบได้ต้องกลับไปดูงานศึกษาที่ กฟผ.ทำไว้ ว่ากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้จนถึงปี 2559 จะมีถึง 5,106.3 เมกะวัตต์ โดยไม่รวมโรงไฟฟ้าพลังก๊าซที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อสนองนโยบายนี้

ในแผนนี้ได้รวมเอาไฟฟ้าที่จะผลิตจากบ่อนอก-บ้านกรูดไว้ด้วยจำนวนมาก (ในโครงการเปลี่ยนระบบสายส่งบางสะพาน-สุราษฎร์ธานี) ในขณะที่ปัจจุบันคาดกันว่าโรงไฟฟ้าทั้งสองจะเปลี่ยนเชื้อเพลิงและย้ายไปสถานที่ใหม่ ไม่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ใดก็ตาม ปริมาณไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นก็ยังคงเดิม กระทบต่อแผนของ กฟผ.เพียงการเปลี่ยนจุดที่จะปรับปรุงสายส่งเท่านั้น ฉะนั้นปริมาณไฟฟ้าที่ภาคใต้จะมีใน พ.ศ.2559 จึงยังคงเดิม

แม้ยอมรับการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในภาคใต้อย่างเกินจริง ใน พ.ศ.2559 ภาคใต้ก็ต้องการไฟฟ้าเพียง 3,761 เมกะวัตต์ เท่านั้น

ด้วยเหตุดังนั้น โรงไฟฟ้า 700 เมกะวัตต์ ที่จะเกิดขึ้นเพื่อใช้ก๊าซส่วนของไทยนี้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างแต่อย่างใด สอดคล้องกับงานศึกษาของ รศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ซึ่งสรุปเรื่องไฟฟ้าไว้ว่า "ผลจากโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซและท่อก๊าซนี้จะยังไม่เข้ามาตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้ภายในระยะ 15 ปีข้างหน้าโดยตรง" (ความต้องการพลังงานไฟฟ้าสำรอง โครงการก่อสร้างโรงงานแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งร่วมลงทุนไทย-มาเลเซีย, น.23)

4) ใครจ่าย
ความล้นเกินความต้องการของก๊าซและไฟฟ้า รวมทั้งการลงทุนที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ ในที่สุดคนไทยทุกคนเป็นผู้จ่าย และจ่ายในหลายลักษณะด้วย นับตั้งแต่เงินงบประมาณ ไปจนถึงค่าพลังงานที่แพงเกินจริง รวมถึงการลดถอยลงของความสามารถในการแข่งขันของการผลิตในประเทศไทย

5) วาระซ่อนเร้น
ดูเฉพาะโครงการท่อก๊าซซึ่งถูกเปลี่ยนให้นำมาขึ้นที่จะนะนั้น ไม่มีเหตุผลความชอบธรรมใดๆ เลย ดังที่กล่าวแล้ว แต่ในความเป็นจริง รัฐบาล(ทั้งชุดที่แล้วและชุดนี้) มีวาระซ่อนเร้นเบื้องหลังโครงการนี้หรือไม่

เช่นมีโครงการขนาดใหญ่ในการเปิดพื้นที่ภาคใต้เป็นเขตอุตสาหกรรม เป็นต้น หากมีอะไรเป็นวาระซ่อนเร้นเช่นนี้ ชอบที่จะเปิดเผยโครงการทั้งหมดให้สังคมไทยได้รับรู้ เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมและตรวจสอบอย่างจริงจัง

6) หัวชาวบ้าน
หัวชาวบ้านจะแตกอีกเท่าไร ก่อนที่โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์จะโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศ ไม่เฉพาะแต่ชาวจะนะเท่านั้นได้เข้ามาตรวจสอบได้จริง
(อาศัยข้อมูลจากประสาท มีแต้ม, ภาระที่ไม่จำเป็นด้านพลังงาน : วิเคราะห์ปัญหาโรงไฟฟ้าและท่อก๊าซไทย-พม่า-มาเลเซีย

Hosted by www.Geocities.ws

1