บทบรรณาธิการ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 ก.ค. 2546
http://www.bangkokbiznews.com/2003/07/01/comment/index.php?news=editor.html
บทนำ : รัฐบาลลอยตัว
คงไม่มีอะไรมาหยุดยั้งโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซ
และท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย
ที่กำหนดจะเริ่มทำการก่อสร้างวางแนวท่อในวันนี้ได้
แม้จะมีความพยายามต่อต้านคัดค้าน
ด้วยความรุนแรงและด้วยวิธีประชาพิจารณ์ถึง
2 ครั้ง แต่ก็ล่มลงทั้ง
2 ครั้ง กลายเป็น
โครงการที่เรียกได้ว่า
สร้างความรุนแรง
แตกแยกของทั้งคนในพื้นที่
อ.จะนะ จ.สงขลา
และคนในประเทศ
ที่ฝ่ายหนึ่งเห็นประโยชน์จากการร่วมทุนกับประเทศมาเลเซีย
และประโยชน์ที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ
กับคนอีกกลุ่มที่เห็นหายนะที่จะเกิดขึ้นกับ
สิ่งแวดล้อม
และเห็นความเสียเปรียบในสัญญาที่ไทยลงนามกับประเทศมาเลเซีย
ท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร นายกรัฐมนตรีดูเหมือนจะจัดวางความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ให้เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เวลาที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้าไปแก้ไข
กล่าวคือ
1. เลยเวลาที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้าไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
2.ในเรื่องสัญญา
ก็บอกว่าเป็นรัฐบาลชุดที่แล้วเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทยกับ
รัฐบาลมาเลเซีย
3. การคัดค้านการก่อสร้างที่เกิดขึ้นในขณะนี้
ให้ถือเป็นเรื่องระหว่างบริษัททรานส์ไทย
มาเลเซีย กับชาวบ้านที่
อำเภอจะนะ จะแก้ไขปัญหาเอง
ส่วนรัฐบาลนั้นส่งกำลัง
เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล
เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายจนกลายเป็นความรุนแรง
และ
4.รัฐบาลได้แสดงความชัดเจนไปแล้วว่า
ต้องการแก้ไขปัญหาโดยสันติ
หลังจากที่
นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายไพบูลย์
วัฒนศิริธรรม
ประธานสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
(พอช.) ผู้ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับองค์กรเอกชนเป็นอย่างดี
รับไปทำหน้าที่เจรจากับองค์กร
เอกชนเหล่านั้น
รวมทั้งกลุ่มผู้คัดค้าน
ท่าทีของนายกรัฐมนตรีเป็นไปตามที่นายไพบูลย์
ได้ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ว่า
การมอบหมายให้เขาไปทำหน้าที่ประสานกับชาวจะนะ
ที่น่าจะรวมทั้งกลุ่มเอ็นจีโอ
หรือ
นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้
ให้มาพูดคุยกับภาครัฐบาลนั้น
ไม่ได้เป็นข้อเสนอที่จริงจัง
เท่าใดนัก เพราะในวงสนทนาไม่ได้คุยเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก
การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา
เป็นเพียงความบังเอิญที่ต้องพูดคุยถึงความร่วมมือในโครงการที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันนั้น
จะต้องมีความร่วมมือจากหลายฝ่าย
รวมทั้งเอ็นจีโอที่ในระยะหลังเป็นกลุ่มที่ผู้นำรัฐบาล
มองเป็นภาพลบ
อย่างไรก็ดี
ถึงแม้ว่า นายไพบูลย์
จะพยายามให้มีการเจรจาเพื่อให้เกิดฉันทามติตามที่
ตั้งใจให้ทุกฝ่ายเป็นผู้ชนะนั้น
ต่อให้ภาพของนายไพบูลย์
เป็นเอ็นจีโอภาครัฐ
หรือเป็น
ตัวกลางที่เป็นกลางอย่างไร
มาถึงวันนี้
คงจะไม่เกิดขึ้นแน่
เพราะเมื่อฝ่ายรัฐบาลผลัก
ข้อขัดแย้งนั้นให้เป็นเรื่องระหว่างบริษัทที่จะสร้างกับประชาชนชาวจะนะ
เพียงไม่กี่ราย
ไม่ใช่ปัญหาระดับชาติที่จะนำมาประชุมตั้งกรรมการเพื่อตรวจสอบหาข้อยุติ
ไม่มีใครรู้ว่า
ในวันนี้ที่ลานหอยเสียบ
อำเภอจะนะ จะมีอะไรเกิดขึ้น
และไม่มีใครรู้ว่า
นับแต่นี้ไปชาวอำเภอจะนะ
จะอยู่กันอย่างไร
แต่หลายฝ่ายคงจะรับรู้ไปพร้อมกันแล้วว่า
โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย
จะเป็นบทเรียนสำคัญของประเทศไทย
โดยเฉพาะในส่วนของรัฐบาลที่จะต้องจดจำว่า
ความเจริญไม่ได้มาจากการตัดสินใจของ
รัฐบาลที่จะให้หรือเนรมิตให้ที่ใดที่หนึ่งดูดีตามสายตารัฐบาล
ความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
ที่ได้จากการมีส่วนร่วมต่างหากที่จะนำพาให้ชุมชนและประเทศพัฒนา
เราเห็นว่า
ในกรณีโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซไทยมาเลเซีย
รัฐบาลจะ
ต้อง แสดงความรับผิดชอบให้มากกว่าที่เป็นอยู่
หากไม่สามารถแก้ปัญหา
ให้กับประชาชน
ได้ด้วยเพราะติดขัดอย่างไร
ก็ควรบอกให้สิ้นสงสัย
จากนั้นแสดงความจริงใจที่จะเข้าไป
แก้ไขปัญหา การตั้งคำถามเชิงปกครองว่า
ชาวบ้านเดือดร้อนอะไร
ต้องการความช่วยเหลือ
อย่างไร ให้เสนอเข้ามานั้น
น่าจะเป็นการบริหารอำนาจ
เพื่อให้รัฐบาลลอยตัวจากปัญหา
มากกว่าการบริหารประเทศ
และนั่นก็เท่ากับการเร่งให้ลานหอยเสียบร้อนแรงมากขึ้นไปอีก