|
เพียงความเข้าใจ...........ลัลลาน่า |
||
| หนังสือค่ายสานฝันกับจันทร์เจ้าขา ตอนฉันรักธรรมชาติ | ||
|
“ลาล่า มาทำค่ายเด็กกันเถอะ”นั่นเป็นประโยคแรกที่ทำให้ฉันเกิดปฏิสัมพันธ์กับ “จันทร์เจ้าขา” เปล่า ฉันไม่ใช่คนเสียสละ กระทั่งคิดว่าจะทำสิ่งดีงามเพื่อเด็กด้อยโอกาสในสังคม แต่เหตุผลคลุมเครือที่ทำให้เราได้พบกัน คงเพราะความอยากรู้และอยากเข้าใจในสิ่งที่กำลังดำเนินไปรอบตัวเอง เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของมันมิใช่หรือ ประกายตาของทีมงานที่มุ่งมั่นจะทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อ ก็ดูจะมีเสน่ห์เย้ายวนฉันอยู่ไม่น้อย...และนับว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะตอบรับคำชวนของ ‘เพึ่อน’ ได้ไม่ยาก เราเริ่มกิจกรรมด้วยการทำความรู้จัก และสร้างความคุ้นเคยกับน้องๆ ก่อนที่จะไปค่าย จากครั้งแรกที่ฉันหวั่นๆ ว่าควรทำตัวอย่างไร (และไม่ควรทำอะไร) ควรถามและไม่ถามอะไร ฉันกลับมาด้วยความรู้สึกว่า จริงๆ น้องเขาก็ไม่ได้ต่างจากพวกเราเท่าไหร่นัก แต่การไปค่ายสานฝันกับจันทร์เจ้าขาทำให้ฉันตระหนักว่า ความคิดนั้นช่างเบาหวิว และอ่อนด้อยด้วยเหตุผลอย่างยิ่ง เพียงวันแรกของการอยู่ร่วมกันในค่าย ก็ถึงขั้นเลือดตกยางออก (เด็กๆ ต่อยกัน) น้องบางคนที่เราเห็นว่าน่ารักครั้งก่อน แต่ทำไมวันนี้กลับดื้อฉิบ....จนพี่หลายคนแทบจะหมดความอดทนกับเด็กๆ เหล่านั้น คืนนั้นหลังจากส่งน้องๆ เข้านอน เรามีการประชุมเพื่อสรุปผล และรับรู้ว่าจริงๆ แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น จากคำบอกเล่าของพี่เลี้ยงเด็กที่เมอร์ซี่ เด็กหลายคนเคยผ่านการกักขังในสถานพินิจ กับ ‘ศาลเตี้ย’ ที่เราเคยได้ยินเพียงผ่านหูบ้างนั้น พวกเค้าก็ได้พบมันตัวเป็นๆ จะแปลกอะไรกับแค่การที่เด็กต่อยกันปากแตก ส่วนเจ้าเด็กหัวโจก ไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมจนพวกเราเอือมระอาคนนั้น พี่เลี้ยงเล่าว่าพ่อแม่ของเขาติดคุกทั้งสองคน และเด็กคนนี้เคยเป็นเอเยนต์ขายยาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ (9 ขวบ!! ฉันสงสัยว่าตอนอายุ 9 ขวบฉันกำลังทำอะไรอยู่?) ถ้าไม่ได้ฟังกับหูและไม่ได้เจอกับตัวเอง ฉันคงไม่เชื่อ ใช่ มันเหลือเชื่อ แต่มันก็เกิดขึ้นจริง พฤติกรรมการแสดงออกของเด็กแต่ละคนในวันนี้ ดูจะกลายเป็นเรื่องขี้ผงมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาเจอมา ฉันเลิกสงสัยมานานแล้วกับปรัชญาชวนคิด “เราเกิดมาทำไม” แต่กลับมีคำถามผุดขึ้นมาพลัน “เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร” ฉันโง่เกินกว่าจะใช้สมองตอบคำถามนี้ แต่ใจดวงน้อยๆ ก็บอกว่า อาจเป็นเพราะ “ความรัก” ที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ และทำสิ่งดีงามทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จะแปลกอะไรที่เราพบเห็นภาพข่าวคนเมายาบ้าเอามีดจ่อคอหอยเด็กอย่างไร้สติ คดีฆ่าข่มขืน ชิงทรัพย์ และอื่นๆ อีกมากมาย (ที่ทำให้หนังสือพิมพ์ขายดี) ฉันไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่ประโยค “เหี้ยพวกนี้ ให้แม่งตายๆกันไปเถอะ” ที่ลอยเข้าหูขณะกำลังดูภาพข่าวเหล่านั้น ทำให้ฉันรู้สึกหดหู่ ฉันยังไม่รู้เท่าทันตัวเองนักว่ามันเป็นความรู้สึกหดหู่กับสิ่งใด อาจเป็นความหดหู่กับเหยื่อตัวประกันเคราะห์ร้ายคนนั้น หรือคนที่ใครๆ ใช้สรรพนาม ‘เหี้ย’ เป็นชื่อเรียก หรือมนุษย์สุดประเสริฐที่เอ่ยประโยคนั่น หรือ ตัวเอง… ถ้าเพียงแต่มองลึกลงไปนัยน์ตาเหี้ยตัวนั้น เราอาจได้เห็น “บางสิ่ง” กระทั่งภาพสะท้อนเงาของตัวเอง หลายคนอาจบอกว่าคนเราจะเลวดีขึ้นอยู่กับตัวเอง อย่าโทษใครอื่นหรือสังคม แต่เชื่อเถอะ ถ้าฉันต้องพบเจอสภาพไร้รัก และความรุนแรงเยี่ยงนี้ ฉันอาจทำสิ่งแย่ๆ กว่านี้ได้อีกมากมายนัก..แค่คิดก็ดูจะเจ็บเกินไปแล้ว ในค่าย ฉันได้เรียนรู้ว่า เราต้องใช้ความพยายาม ‘เข้าใจ’ อย่างยิ่ง ที่จะอยู่ร่วมกัน 60 คนอย่างเป็นสุข ตลอดระยะเวลา 3 วัน ในชีวิต ฉันสงสัยว่าเราต้องใช้ความเข้าใจมากขนาดไหน ที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขในสังคมที่สลับซับซ้อนและเปราะบาง ตลอดชั่วอายุขัย สองวันที่เหลือในค่ายสานฝันฯ พวกเรา (ทั้งพี่และน้อง) มีความสุข สนุกสนาน ถึงแม้ว่าเด็กๆ จะต่อยกันปากแตก (เหมือนเดิม) แต่น้องคนนั้นก็ดูจะออกอาการสนุกสนานกับการเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น หลายภาพเวียนวนอยู่ในหัวขณะเขียนต้นฉบับนี้ ภาพเด็กทำอาหารทานเอง (พี่ไม่ต้องยุ่ง) ภาพเด็กๆ ออกกำลังกาย เดินเล่นดูน้ำค้างยามเช้าที่นำทีมโดยพี่โอ้คนสวย ภาพด่านผจญภัย ที่กลับกลายเป็นน้องแกล้งพี่อย่างเมามัน ภาพพวกเรานั่ง (อีกหลายคนนอน) เพ้นท์เสื้อใต้ต้นไม้ในบรรยากาศลมพัดเอื่อย หรือภาพคืนสุดท้าย การบายศรี ที่พี่และน้องร้องไห้ระงมไม่แพ้กัน มันเป็นภาพความทรงจำซึ่งอยู่ก้นลิ้นชัก ที่แม้ไม่ได้รื้อค้นขึ้นมาบ่อยๆ แต่เป็นความรู้สึกดีทุกครั้งที่ระลึกถึง
ขอบคุณเก๋...ที่ดึงเราเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน “จันทร์เจ้าขา” นับเป็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งในชีวิต (กลับจากค่าย รู้สึกเหมือนกำลังลอกคราบว่ะ) ขอบคุณพี่ตั๋น...ที่ริเริ่มสร้างสิ่งดีๆเหล่านี้ขึ้นมา ถึงแม้หลายครั้งเราอาจคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก...ใช่ไหม ? ขอบคุณโย...แกทำให้เราเชื่อว่า หน้าโหดๆ แบบนี้ก็มีความน่ารักอยู่ในตัวไม่น้อยเลย...เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจใหม่อีกเรื่องหนึ่ง ;-) ขอบคุณนัท...ที่ทำให้รู้ว่ามนุษย์สามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่างมากกว่าที่เรานึกถึง ถ้าตั้งใจจริง ขอบคุณแอร์...ไม่รู้ทำไมอยู่ใกล้แอร์แล้วเรารู้สึกดีเสมอ เหมือนเป็นรังสีเย็นๆ แผ่กระทบ ที่นับเป็นความสุขสงบอย่างหนึ่ง ขอบคุณทีมจันทร์เจ้าขาทุกคน...ที่ร่วมสร้างความทรงจำน่ารักให้เราเก็บไว้ระลึกถึงอยู่เสมอ
วันนี้ฉันยังไม่รู้วิธีทำอย่างไรให้โลกสงบสุข แต่การไปค่ายสานฝันกับจันทร์เจ้าขาครั้งนั้น ทำให้ฉันรู้วิธีที่จะอยู่ในโลกอย่างรื่นรมย์ และมีชีวิตที่อ่อนโยนมากขึ้น . |
|