HoMe

วงดาว ดวงตา ชะตากรรม.........นรินทร์

 
หนังสือค่ายสานฝันกับจันทร์เจ้าขา  ตอนฉันรักธรรมชาติ  

                                                                                                            

เมื่อทิวาเคลื่อนคล้อยราตรีลอยเข้าคลี่คลุม ความมืดแม้มืดหม่น ดาราอันดารดาษกลับ ส่องแสงระยิบพริบพราย แลดูแสนสดใส...แต่ในความมืดมนของสังคมดวงตาหลายคู่ของเด็กน้อยไยไม่สดใสเหมือนดวงดาว!!!!!!!!

 

           แก้วเหม่อมองดวงดาวที่เบื้องบนใจพลันคำนึงถึงเด็กๆที่เพิ่งร่วมกิจกรรมมาด้วยกัน และตัวเองในวัยเด็ก

ความทรงจำในวัยเด็ก เป็นวัยแห่งความ สุข สดใส สนุกสนาน มีความ อบอุ่นจากครอบครัว มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีโรงเรียน มีเพื่อนเล่น กินอิ่ม นอนหลับ เพื่อนๆในวัยเดียวกันก็เป็นเช่นนี้  เด็กทุกคนก็ควรได้รับโอกาสเช่นนี้มิใช่หรือ???

ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เด็กหลายคนกลับต้องแบกรับความทรงจำอัน หดหู่ด้วยดวงใจอันปวดร้าว ความโศกเศร้าของดวงใจสะท้อนได้ทางดวงตา แก้วเห็นเช่นนั้น

ขณะร่วมกิจกรรมกับเด็ก จริงอยู่หลายครั้งหลายคราระหว่างเล่นกิจกรรมต่างๆ ดูเด็กๆสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะร่าเริง มีพลังในการสร้างสรรค์งานศิลปะ แต่นั่นคือสัญชาตญาณของเด็ก ที่มีพลังในการละเล่น และเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน

แต่แก้วยังเห็นอีกมุมหนึ่ง ในบรรยากาศที่เงียบงัน ในห้วงคำนึงแห่งความเป็นจริงของชีวิต หน้าต่างของหัวใจคู่นั้นกลับสะท้อนให้เห็นแววอันเศร้าหมอง

 

"นกเป็นอะไร" แก้วมองตาและถามเด็กหญิงวัย 7 ขวบหน้าตามอมแมม ขณะให้เด็กนั่งวาดรูปในมุมสงบ

"คิดถึงแม่" คำตอบห้วนๆหลุดออกมาจากปากน้อยๆ ขณะที่ดวงตายังคงเหม่อลอยไปในที่สุดแสนไกล

แม้หลังจากนั้นไม่นานนัก เด็กน้อยก็ก้มหน้าก้มตาวาดรูปและผ่านกิจกรรมต่างๆกับเพื่อนๆ-พี่ๆจนตลอดทั้งวัน

แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นแก้วรู้สึก ความเยียบเย็นหยั่งลึกถึงขั้วหัวใจ.........

แม้แก้วจะมิอาจรู้สึกได้ว่าความเจ็บปวดนั้น รวดร้าวเพียงใด แต่เพียงสัมผัสจากเรื่องราวของเด็กน้อย และแววตาอันเวิ้งว้างนั้น หัวใจก็ยากจะทานทน แล้วเด็กน้อยเล่า???

 

"นกเห็นพ่อแม่ถูกยิงตายต่อหน้าต่อตาในบ้านของตัวเอง" พี่กบ-พี่เลี้ยงเด็กเล่าให้แก้วฟังหลังจากส่งเด็กๆเข้านอน "นกเลยต้องมาอยู่ที่ศูนย์ เขาจะซึมบ่อยๆ บางครั้งก็ผวา บางคืนก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้แล้วเล่าว่าฝันร้าย"

"นกกับพี่อยู่บ้านใกล้ๆกันในสลัมนั่นแหละ จริงๆพ่อกับแม่นกก็ไม่ใช่คนเลวอะไรนักหรอก แต่ตกงานทั้งคู่ หนี้ก็เยอะต้องหาเงินมาใช้ ก็เลยไปขายยาบ้า"

พี่กบพยายามไล่เรียงเรื่องราวของน้องบั๊ดดี้ให้แก้วฟัง "เส้นทางนี้ก็ยังงี้แหละ หลวมตัวเข้าไปแล้วออกมายาก สุดท้ายก็ช่วงที่เขากวาดล้างหนักๆ โดนยิงตาย คนยิงก็ไม่ใช่ใครหรอก พวกตำรวจนั่นแหละมันฆ่าตัดตอน ชาวบ้านก็รู้กันแต่ทำอะไรไม่ได้ กรรมก็มาตกอยู่ที่เด็ก คนอื่นๆก็ไม่ต่างกันนัก บ้างก็ถูกทิ้งไว้ตามสี่แยก บ้างก็จำความไม่ได้แล้วว่าพ่อแม่เป็นใครเพราะถูกทิ้งตั้งแต่เด็ก บ้างก็.........."

 

ท้องฟ้าเริ่มครึ้มคล้ายฝนจะตก สายลมกรรโชก โบกใบไม้โยกไหว สายฟ้าฟาดเปรี้ยงส่งสำเนียงมาแต่ไกล เสียงฟ้าผ่ากระชากแก้วออกมาจากภวังค์แห่งความคำนึง แต่ในใจยังคงครุ่นคิด

 

"กรรมก็มาตกอยู่ที่เด็ก" เสียงของพี่กบยังคงก้องในโสตปราสาท

นอกจากนกแล้ว ยังมีเด็กๆอีกหลายคนในศูนย์ เด็กๆอีกหลายคนในสังคม ที่ร่วมชะตากรรมคล้ายๆกัน ทำไมเด็กต้องมาแบกรับความทุกข์เช่นนี้???

เป็นเพราะพ่อแม่เด็กกระนั้นหรือที่ไม่มีความรับผิดชอบทิ้งขว้างลูก เป็นคนเลว ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งไม่ดี จนโดนจับขังคุกหรือตายไป ทำให้ลูกกำพร้า สร้างปัญหาให้สังคม

หรือแท้จริงไอ้สิ่งที่เรียกว่า "สังคม" นั่นต่างหากที่มีปัญหา???

หรือเป็นเพราะสังคมนี้ไม่มีความเป็นธรรม มีแต่การแก่งแย่งแข่งขัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครมือสั้นกว่าก็ถูกเบียดขับตกเวที ไร้สิทธิ ไร้โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร

.........คนจนก็คือคนจรขัดสนชั่วนาตาปี ความรู้พื้นฐานไม่ดี อาหารจะกินไม่มี จึงเป็นอย่างนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์.......  เสียงเพลงคลอเสียงกีตาร์ดังแว่วมาจากกลุ่มเพื่อนๆ

 

ใช่สิหากมีโอกาส ใครเล่าจะอยากทิ้งลูก ใครเล่าจะไปค้ายาเสพติด หากมีงานสุจริต มีที่ทางทำมาหากิน มีรายได้พอจุนเจือครอบครัว มีสภาพแวดล้อมที่ดี สามารถส่งลูกเรียนได้ สังคมมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ดูแลซึ่งกันและกัน เขาก็ย่อมประคับประครองครอบครัวให้อบอุ่นได้

เอ...ว่าแต่ว่าไอ้สังคมที่ว่านั่นมันใครกันหว่า เราก็เป็นหนึ่งในนั้นนี่นา เราก็เป็นคนหนึ่งที่แก่งแย่งแข่งขันเข้ามัธยม เข้ามหาวิทยาลัย  เข้ามาทำงานในบริษัทดีๆ เบียดขับลูกตาสียายสาให้เป็นกรรมกรในโรงงาน เป็นคนไม่ประสบความสำเร็จในการงาน ถูกเลิกจ้าง ตกงาน แล้ว...

อาจเป็นไปได้ว่าพ่อแม่ของนกก็ สอบแข่งขันเข้ามัธยมรุ่นเดียวกับเรา แล้วสอบไม้ได้ จึงต้องเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ-มีลูก-มีค่าใช้จ่าย-เป็นหนี้-ตกงาน-ขายยาบ้า-ถูกยิงตาย-ลูกกำพร้า...

แท้จริงแล้วเราเองก็มีส่วนต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อชะตากรรมของเด็กๆ...หัวใจแก้วหล่นวูบ...เราก็เป็นต้นเหตุหนึ่งหรือนี่???

.....เราทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อทุกอาชญากรรมที่เกิดขึ้น.....วาทะปรัชญาของคาริล ยิบราน แล่นผ่านมาในห้วงคำนึง

 

จริงอยู่เราอาจเป็นต้นเหตุหนึ่งแต่จะให้ทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อเราต้องเดินตามครรลองของสังคมที่เป็นอยู่...นี่ไงเราก็สละเวลามาสร้างความสุขให้กับเด็กๆ...แต่เอ...แล้วนี่จะช่วยอะไรได้จริงหรือมันก็แค่ความสนุกสนานชั่วครู่แล้วเขาก็ต้องกลับไปเผชิญกับโลกที่โหดร้าย หรือแม้แต่เด็กคนอื่นๆอีกมากมายเล่าที่ไม่มีโอกาสมาเล่นสนุก ต้องเร่ขายพวงมาลัยตามสี่แยก ขายกระดาษทิชชู่ที่ท่าพระจันทร์ นั่งขอทานบนสะพานลอย............

 

เมฆาวางท่าทะมึน ลมกระทบยอดไม้ครืนๆเลือนลั่น สายลมวูบไหวพัดเอาหัวใจหมุนวนสับสน  อัสนีบาตรฟาดเปรี้ยงดั่งสำเนียงการลงทัณฑ์...............

 

.....ฉันต้องทำๆอะไรสักอย่างแล้ว ให้เธอนี้ไม่แคล้วไม่คลาดกัน.....เสียงเพลงเคล้าเสียงกีตาร์แทรกจังหวะเข้ามาในห้วงคำนึง ความรู้สึกพลันตื่นฟื้น

 

ใช่สิฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เมื่อรู้เช่นนี้เราต้องคิดที่จะทำอะไรให้มากขึ้น มิใช่เพียงจมจ่อมกับความรู้สึก หากต้องแปรความรู้สึกนั้นให้เป็นพลังในการค้นหา...หาหนทางในการสร้างสรรค์สิ่งดีที่เราทำได้...ร่วมมือกับเพื่อนๆที่มองเห็นคล้ายกัน ร่วมกันคิดร่วมกันทำ ทำอะไรซักอย่าง...........

 

ดวงดาวเริ่มทอประกายแสงฝ่ากลุ่มเมฆที่เบาบางลง แก้วมองท้องฟ้าอีกครั้งและหวังว่าดวงตาของเด็กน้อยทุกๆดวงจะทอประกายสดใสเหมือนแสงนวลใยของดวงดาว

 

 


 

Hosted by www.Geocities.ws

1