|
เกี่ยวกับ ก ลุ่ ม จั น ท ร์ เ จ้
า ข า |
การเดินทางของกลุ่มจันทร์เจ้าขาเกิดขึ้นเมื่อประมาณ
8 ปีที่แล้วตอนที่พวกเราเรียนกันอยู่ในปี 3 และน้องบางคนก็อยู่ปี
2 เป็นการรวมตัวกันหลังจากทำค่ายอาสาพัฒนาชนบท
แล้วพวกเราพบว่า เราอยากกิจกรรมอื่นๆใกล้ๆตัวบ้าง
โดยเฉพาะกิจกรรมกับเด็กด้อยโอกาสในกรุงเทพฯ
ซึ่งกลุ่มจันทร์เจ้าขาก็เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจาก คณะอาจารย์
ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่ให้การสนับสนุน ให้เกิดกิจกรรมเพื่อเด็กด้อยโอกาส
และเราจึงตั้งชื่อกลุ่มว่า กลุ่มจันทร์เจ้าขา
การทำกิจกรรมของเรา
มีหลากหลายอย่าง เพราะไม่อยากให้มีแค่การออกค่ายเพียงอย่างเดียว
เราอยากให้คนในมหาวิทยาลัย
ได้ร่วมทำกิจกรรมของเราเพื่อที่จะได้สัมผัสกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลไปจากเราเลย
เพียงแค่เดินผ่านสนามหลวงเราก็จะเจอเด็กเหล่านั้นแล้ว
เราจัดกิจกรรมงานวันเด็กบ้าง
การเขียนโปสการ์ดให้กับเด็กด้อยโอกาสในมูลนิธิต่างๆ
ซึ่งเด็กหลายๆคนก็ตอบจดหมายกลับมาด้วย การไปเยี่ยมเด็กเพื่อพบปะพูดคุยกัน
การพาไปออกค่ายต่างจังหวัดเพื่อเรียนรู้ตามหัวข้อที่เราจัดไว้ และเพื่อให้โอกาสเด็กๆได้ไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปบ้าง
โดยเราเน้นไปที่การทำกิจกรรมกับเด็กที่มูลนิธิเมอร์ซี่เซ็นเตอร์ (คลองเตย) และ มูลนิธิมหาราช (ปทุมธานี)
ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้เกิดขึ้นกับเด็ก
ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับรู้ถึงความรัก ความอบอุ่น ที่เกิดขึ้นจากการที่เราได้ทำกิจกรรม
ได้ไปเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง (ตามกำลังความสามารถของพวกเรา)
กลุ่มจันทร์เจ้าขาในมหาวิทยาลัยยังดำเนินต่อไปอย่างสวยงามด้วยการสนับสนุนจากคณะฯเป็นอย่างดี
อาจจะมีการเพิ่มจำนวนมูลนิธิบ้าง หรือ ไปออกค่ายในชนบทห่างไกลบ้าง
ซึ่งพวกเราก็ยินดีมากที่น้องๆ ได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
โดยถ้ามีโอกาสพวกเราที่จบกันมาแล้ว ตั้งแต่ 3-6 ปีก็จะกลับไปร่วมกิจกรรมบ้าง
ไปออกค่ายบ้าง
ซึ่งด้วยความผูกพันกับกิจกรรมที่เกิดขึ้น
ทำให้พวกเราค้นพบว่า พวกเราที่จบมาแล้วก็สามารถสานต่อเจตนารมณ์ของพวกเรากันได้เช่นกัน
เรารวมตัวกันเองบ้างเพื่อเอาไอติมไปเลี้ยงน้องที่เมอร์ซี่ และแวะไปเยี่ยมน้องที่มหาราชบ้าง เด็กๆ ทั้งรุ่นใหม่
และรุ่นเก่ายังจำพวกเราได้เสมอ แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม
และพวกเขาก็ดีใจที่ได้เจอพวกเรา พวกเราผลัดกันไปเยี่ยม บางทีก็แวะไปคนเดียว
บางทีก็ไปกันสองคน เด็กบางคนที่โตขึ้น กลายเป็นเด็กม.ปลายก็มาขอคำปรึกษาว่าอยากจะเอ็นทรานซ์ก็มี
และด้วยความช่วยเหลือของพวกเราบางคนในการพาน้องไปหาสปอนเซอร์ตามที่เรียนพิเศษต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น เดอะเบรนด์ อ.ลิลลี่
และ อ.สมศรี ซึ่งก็ให้น้องเค้าเรียนฟรี (ขอบคุณมากค่ะ )
น้องบอกว่าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเราสามารถขอเรียนฟรีจากที่เรียนพิเศษได้
(พวกเราก็ไม่เคยรู้เหมือนกัน จนกระทั้งน้องมาบอกว่าอยากเรียนพิเศษ
แต่เราไม่มีเงินให้น้องเค้า ก็เลยลองดู แล้วมันก็ทำได้แฮะ ) พอน้องเค้ารู้ว่าจริงๆแล้วมีคนใจดีมากมายให้โอกาสในการเรียนหนังสือ
ทำให้เค้าก็มีกำลังใจและทั้งน้องเค้าเอ็นท์ติดด้วย
ตอนนี้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เหนือสิ่งอื่นใด
การที่น้องเค้าได้เรียนในมหาวิทยาลัยนอกจากจะดีต่อตัวเค้าเองแล้ว
ยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้องในมูลนิธิได้ดีทีเดียว
จากการไปเยี่ยมน้องบ้าง
ไปเลี้ยงไอติมบ้าง ไปเล่นสงกรานต์บ้าง
ตลอดสองถึงสามปีหลังจากเรียนจบ พวกเราก็โตขึ้น พอทำงานมีเงินเดือน มีเงินเก็บบ้าง
พวกเราก็เลยรวมตัวกันเมื่อสองปีก่อนว่า เราพาเด็กไปออกค่ายต่างจังหวัดกันมั้ย เหมือนเราไปเที่ยวกันที่เขาใหญ่ไง อยู่กันง่ายๆ
กินกันง่ายๆ ประหยัดงบกันหน่อย แล้วเราก็จะได้พาเด็กไปกันกับพวกเราด้วยไง
พวกเราชักชวนเพื่อนๆที่ทำงานกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชนอยู่
หรือช่วยงานที่บ้านอยู่ ไม่ว่าจะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ... พวกเรารวมตัวกันได้กว่า 30 คน โดยมีคณะที่ทำงานกันก่อนออกค่ายไม่กี่คน
ซึ่งรวมถึงน้องปีสี่ที่ยังเรียนอยู่มาสมทบกันอีกแรง ช่วยกันเตรียมค่าย ไปดูสถานที่
ต่างคนต่างคิดกิจกรรมตามความถนัด
บางคนอยู่ต่างจังหวัดก็ฝากไปคิดกิจกรรมศิลปะหนึ่งชิ้นนะ
บางคนไปออกค่ายไม่ได้ก็ให้รวบรวมเนื้อหาทำหนังสือค่าย บางคนมาประชุมไม่ได้ก็ให้คิดเกมสันทนาการ ส่วนคนที่มาประชุมได้ก็ร่วมกันคิดรูปแบบกิจกรรม
จัดช่วงเวลา ประสานงานกันเรื่องเล็กๆน้อยๆ เหนื่อยกันคนละนิดคนละหน่อยแต่ก็สุขใจ
และพวกเราก็ไปออกค่ายกันซึ่งครั้งนั้นเราเรียกว่า ค่ายสานฝันกับจันทร์เจ้าขา ตอน
ฉันรักธรรมชาติ
หลังจากนั้น
เราก็มีไปทำกิจกรรมกันบ้าง แต่ไม่ได้ไปออกต่างจังหวัดกัน
สองปีให้หลังจากค่าย
ฉันรักธรรมชาติ ซึ่งก็คือปีนี้ 2550 เราก็รวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งพาเด็กไปออกค่ายที่จังหวัดนครนายก
มีเพื่อนๆ ไปร่วมออกค่ายกันประมาณ 20 คน ซึ่งอาจจะน้อยกว่าครั้งเดิมๆ
เพราะภาระกิจที่มากขึ้นของแต่ละคน เราพาเด็กทั้งหมด 20
คนจากบ้านเด็กมหาราชไปออกค่าย ซึ่งเด็กอายุประมาณ 10-12 ปี เราใช้เวลาด้วยกัน 3 วัน 2 คืน
เพื่อร่วมทำกิจกรรมศิลปะ กิจกรรมฝึกความสามัคคี กิจกรรมฝึกสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์
สอนการเขียนโปสการ์ด การทำให้เค้าเห็นคุณค่าในตัวเค้าเองผ่านกิจกรรม
เหนือสิ่งอื่นใดที่เด็กๆได้รับก็คือ
การได้รับรู้ว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่มองเค้าเป็นคนหนึ่งในสังคม
เป็นคนที่ค่าในสังคม และให้ความรัก ให้โอกาสเค้าในการเติบโตเป็นเด็กที่ดีในอนาคต
พวกเราเชื่อว่าเด็กรับรู้นะ
บางครั้งเราก็อยากมอบรางวัลให้กับเด็กบ้างในความพยายามของเค้า
เราอยากสร้างให้เค้าเป็นเยาวชนที่ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ด้วยตัวเค้าเองภายในมูลนิธิ
ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวของพวกเรา
... ถ้าเด็กเค้ารู้ศักยภาพของเค้ามากขึ้น สร้างสรรค์กิจกรรมเองได้บ้าง เด็กรุ่นน้องก็จะได้รับโอกาสดีๆผ่านเค้าด้วย
ดังนั้นในปีนี้เราก็เลยอยากให้รางวัลเค้าด้วยการพาไปทะเลกับพวกเราอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งตั้งใจว่าจะเป็นเด็กกลุ่มเดิม และ อาจจะสมทบด้วยเด็กอีกประมาณ 10-20 คนแล้วแต่จำนวนเพื่อนๆที่สนใจจะร่วมไปดูแลเด็กด้วยกัน
รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้น
พวกเราทำค่ายอย่างพอเพียง
ไม่ใช่ไม่อยากขอสปอนเซอร์หรือรับบริจาค
แต่พวกเราไม่อยากให้เกิดอุปสรรคเกิดขึ้น ถ้าเราหาสปอนเซอร์ไม่ได้
ซึ่งค่ายครั้งที่แล้วเราก็ขอสปอนเซอร์ไม่ทัน แต่ก็โชคดีที่มีเพื่อนๆ
ไปออกค่ายกันเยอะ และช่วยกันขอบริจาคมาจากบริษัทของตัวเอง
พวกเราตั้งใจกันจากใจจริง
อยากมีส่วนร่วมกับการเติบโตของเด็กกลุ่มนี้ และกลุ่มต่อๆไป
อย่างน้อยเราเชื่อว่าการที่เค้ารับรู้ว่าอยากมีคนกลุ่มหนึ่งที่คอยเป็น Someone ที่แคร์กันก็ทำให้เค้ามั่นใจว่าสังคมนี้น่าอยู่สำหรับเค้านะ
เรายินดีมากถ้าใครจะมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับพวกเรา
J
กลุ่มจันทร์เจ้าขา
28/04/2550