ทรัพยากรน้ำ(Water Resources)
น้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อชีวิต การดำรงชีพของมนุษย์ และการพัฒนา เป็นแหล่งกำเนิดของพืช สัตว์น้ำ และทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่สิ่งมีชีวิตทั้งมวล โลกของเรามีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่ เป็นน้ำอยู่มีปริมาณถึง 3 ใน 4 ส่วนของพื้นโลก น้ำส่วนใหญ่ คือประมาณ 97% ของน้ำทั้งหมดเป็นน้ำเค็มที่เราไม่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรง อีก 3 % เป็นน้ำจืด ที่มีอยู่ทั้งหมด เราใช้น้ำในการบริโภค อุปโภค ใช้ในงานอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การประมง เป็นแหล่งอาหาร เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เพื่อการคมนาคม ใช้ในการผลิตพลังงาน ผลิต กระแสไฟฟ้า ฯลฯ
เราได้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดิน เช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ ลำคลอง น้ำบาดาล ฯลฯ ปริมาณน้ำในแหล่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ตกในบริเวณนั้น ข้อเท็จที่ปรากฎให้เห็นชัดเจนมากขึ้นทุกวัน คือ เรามีน้ำไม่เพียงพอที่จะดำเนินงานตามโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการชลประทาน การอุตสาหกรรม ฯลฯ เชื่อกันว่าการตัดไม้ทำลายป่ามีส่วนทำให้ดินฟ้าอากาศปรวนแปรไปจากสภาพที่เคยเป็นมาในอดีต และทำให้เกิดอุทกภัยและความแห้งแล้ง ปริมาณน้ำที่ระเหยขึ้นสู่บรรยากาศทั้งหมดนั้น 58 เปอร์เซ็นมาจากเขตร้อน ใน 58 เปอร์เซ็นนี้ 49 เปอร์เซ็น ได้จากมหาสมุทร 6 เปอร์เซ็นจากผิวดิน และ 3 เปอร์เซ็นจากป่า ปริมาณน้ำฝนที่ได้รับในป่าเขตร้อนสูงมาก คือ มากกว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปี และสามารถระเหยได้ 14,000/ปี
ในแถบตะวันออกเฉียงใต้บางท้องที่อาจมากกว่า 3,000 มิลลิเมตร/ปี และตกเกือบตลอดทั้งปี
ในแต่ละปีประเทศไทยมีฝนตกในปริมาณค่อนข้างสูงโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 800,000 ล้านลบ.ม. ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณน้ำลึก 1.7 เมตร บนพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ อย่างไรก็ดี ปริมาณส่วนใหญ่จะระเหยกลับสู่บรรยากาศและอีกส่วนหนึ่งจะซึมลงสู่ใต้ดิน ซึ่งเมื่อหักออกแล้วจะเหลือปริมาณน้ำประมาณ 171,206 ล้าน ลบ.ม. / ปี ปริมาณน้ำจะแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศและฤดูกาล
ปริมาณน้ำระบายออกจากแต่ละลุ่มน้ำนิยมวัดค่าเป็นปริมาณน้ำรายปี โดยมีหน่วยเป็นล้านลูกบาศก์เมตร ที่บริเวณปากแม่น้ำหรือวัดเป็นค่าความลึกของน้ำบนพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด โดยมีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยมีปริมาณน้ำ 170 มม. / ปี ลุ่มน้ำแม่กลองทางด้านตะวันตกของภาคกลางมีปริมาณน้ำ 406 มม. / ปี ลุ่มน้ำมูลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณน้ำ 238 มม. / ปี พิจารณาจากปริมาณน้ำ ต่อปีจะเห็นได้ว่า น้ำในลุ่มน้ำแม่กลองมีปริมาณสูงมาก ซึ่งอาจจะผันน้ำบางส่วนเข้าสู่บริเวณพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภคของชุมชน ซึ่งนับวันจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
การตัดไม้ทำลายป่าก่อให้เกิดอุทกภัยหรือความแห้งแล้งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง คือ พื้นที่ป่าที่ถูกตัดและระยะเวลา ถ้าไม่มีการเอาไม้ออกเป็นพื้นที่ใหญ่ติดต่อกันในช่วงเวลาปีเดียวกัน การปลูกป่าหรือการขึ้นทดแทนโดยธรรมชาติก็สามารถจะปรับสภาพลุ่มน้ำให้ใกล้เคียงสภาพเดิมได้ การโค่นไม้เผาป่าเพื่อทำการเกษตร และการใช้ที่ดินผิดสมรรถนะ เช่น การทำชายป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอยจนดินหมดสมรรถภาพในการดูดซับน้ำ เป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้เกิดอุทกภัย และทำให้เกิดตะกอนทับถมในอ่างเก็บน้ำ
การใช้น้ำให้เป็นประโยชน์ในแต่ละด้าน ต้องการคุณภาพที่แตกต่างกัน เช่น น้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคต้องมีคุณภาพดีที่สุด ส่วนน้ำที่ใช้ในการระบายของเสียมีคุณภาพต่ำที่สุด ดังนั้น น้ำที่จัดว่าเป็นน้ำเสียสำหรับการใช้ประโยชน์อย่างหนึ่ง จึงไม่จำเป็นที่จะเป็นน้ำเสียสำหรับการใช้ประโยชน์อย่างอื่น การใช้น้ำให้เป็นประโยชน์ในการระบายของเสียนั้นเป็นการใช้ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะน้ำที่ถูกนำขึ้นไปใช้ในระบบต่าง ๆ นั้น ผลสุดท้ายจะต้องกลายเป็นน้ำสกปรกหรือน้ำทิ้งกลับสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอีก ดังนั้น การใช้น้ำในการระบายน้ำทิ้ง จึงขัดต่อการใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ของแหล่งน้ำโดยทั่วไป น้ำที่ผ่านการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ นั้นจะมีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไป เพราะมีสิ่งแปลกปลอมติดมาด้วย เช่น ความร้อน สารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์ต่าง ๆ และในที่สุดจะกลายเป็นน้ำทิ้งกลับเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอีก ของเสียที่ปนติดมาในน้ำทิ้งจึงทำให้น้ำในแหล่งรับน้ำทิ้งมีคุณภาพผิดไปจากเดิม การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น คราบน้ำมัน สี ความขุ่นและมูลฝอย เป็นต้น ส่วนที่มองไม่เห็นก็ได้แก่ การที่น้ำมีความเป็นกรดด่างเปลี่ยนไป มีสารละลายเกลือแร่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ความเข้มข้นของสารละลายออกซิเจนลดลง
ในปัจจุบัน ประเทศไทยเริ่มมีปัญหาในเรื่องน้ำใช้ ปัญหานั้นมาจากการดัดแปลงสภาพธรรมชาติ คือตัดไม้ทำลายป่า และการทำให้เกิดมลพิษขึ้นในน้ำ อีกปัญหาหนึ่ง คือ การสูบเอาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้มากเกินไป ทำให้เกิดการทรุดตัวของพื้นดินในเขตกรุงเทพมหานคร การทรุดตัวของพื้นดินในเขตกรุงเทพมหานครอย่างกว้างขวางนั้น เกิดขึ้นในชั้นดินที่มีความลึกต่าง ๆ กัน กล่าวคือ ในช่วงความลึก 10 เมตรแรกมีการทรุดตัวประมาณร้อยละ 30-35 เมตร ในช่วงความลึก 50-200 เมตร มีการทรุดตัวประมาณร้อยละ 55-60 และสำหรับดินที่ลึกกว่า 200 เมตรนี้ เป็นช่วงที่มีการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เป็นจำนวนมาก ทำให้ระดับน้ำบาดาลลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า สาเหตุสำคัญของการทรุดตัวของพื้นดินในเขตกรุงเทพมหานคร เกิดจากการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้มากเกินกว่าที่น้ำตามธรรมชาติจะไหลมาทดแทนกันได้
วัฎจักรของน้ำ
บางส่วนของน้ำบนผิวโลกมีการแปรผันอยู่เสมอ เช่น มีการระเหยขึ้นไปในบรรยากาศแล้วก็ตกลงมาเป็นฝน น้ำที่ระเหยจากพื้นผิวทะเลและมหาสมุทรนั้น อาจมีบางส่วนที่ถูกพัดพาเข้ามายังแผ่นดิน และในที่สุดบางส่วนก็อาจจะกลับมาสู่ทะเลอีกครั้ง บางส่วนอาจซึมลงใต้ดินและพักตัวอยู่ในชั้นบาดาล บางส่วนของน้ำฝนที่ซึมซับอยู่ในดินจะถูกดูดไปใช้โดยพืช การคายน้ำ(transpiration)ของใบพืชทำให้น้ำกลับไปสู่บรรยากาศอีกครั้งหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเรียกว่า วัฎจักรของน้ำ(Hydrological cycle)
โดยปกติแล้งวัฎจักรของน้ำจะอยู่ในภาวะที่สมดุลอยู่เสมอ กล่าวคือ ปริมาณน้ำที่ระเหยกลายเป็นไอจากทะเลและมหาสมุทรเมื่อถูกพัดพาเข้าสู่แผ่นดินแล้วตกลงมาเป็นฝน ในที่สุดก็จะไหลกลับสู่ทะเลในปริมาณเดียวกันเสมอ วัฎจักรของน้ำที่อยู่ในสภาวะสมดุลเมื่อทำการประเมินโดยเฉลี่ยแล้วจะพบว่า ในวันหนึ่ง ๆ นั้น น้ำจะระเหยจากทะเลและมหาสมุทรเป็นปริมาณ 875 ลบ.กม. อีก 100 ลบ.กม. น้ำปริมาณนี้จะตกลงมาเป็นน้ำฝนในเขตทะเลและมหาสมุทรเสีย 775 ลบ.กม. ที่เหลืออีก 100 ลบ.กม. จะถูกพัดพาเข้าหาแผ่นดินโดยรวมกับไอน้ำอีกจำนวนหนึงที่ได้จากการคายน้ำของใบพืชและการระเหย (165 ลบ.กม. ) รวมเป็น 265 ลบ.กม. จากนั้นก็จะตกลงมาเป็นฝน เมื่อถึงพื้นดินก็จะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ บางส่วนจะถูกดูดไปใช้โดยพืช บางส่วนจะซึมลงสู่พื้นดิน อย่างไรก็ดีจะมีน้ำส่วนหนึ่งซึ่งเท่ากับ 100 ลบ.กม. ที่ถูกถ่ายเทกลับลงสู่ทะเลโดยแม่น้ำสายต่าง ๆ สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ น้ำทีแผ่นดินให้กับบรรยากาศจำนวน 165 ลบ.กม.ต่อวันนั้น ประมาณ 90 % เป็นน้ำที่ได้มาจากการคายน้ำของพืช ส่วนที่เกิดจากการระเหยโดยความร้อนจากดวงอาทิตย์
แหล่งน้ำปิด
แหล่งน้ำปิด(Closed water bodies) เป็นแหล่งน้ำที่มีทางติดต่อกับแม่น้ำลำธารหรืออยู่ใกล้บริเวณที่มีน้ำท่วมถึง แหล่งน้ำปิดในบางท้องที่อาจได้รับน้ำจากฝนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่บางแห่งก็ได้รับน้ำจากการท่วมของแม่น้ำและการไหลลงมาโดยลำธารหลายสาย แหล่งน้ำปิดจะมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันมากและมักมีชื่อแตกต่างกันออกไปตามขนาดใหญ่ไปหาเล็ก เช่น ทะเลสาบ บึง หนอง และบ่อ เป็นต้น
ทะเลสาบ ( Lake ) เป็นแหล่งน้ำปิดที่อาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือที่คนสร้างขึ้นมาก็ได้ มีพื้นที่กว้างขวางและลึก ทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ ทะเลสาบสุพีเรีย (Superia) ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีพื้นที่ผิวน้ำถึง 83,300 ตร.กม. ทะเลสาบที่คนสร้างขึ้นก็มีอย่าง เช่น อ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนต่าง ๆ เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ ที่จังหวัดขอนแก่น
บึง (Swamp) คือ ที่ลุ่มที่มีน้ำท่วมตลอดทั้งปี และมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่โดยรอบบริเวณขึง มีความลึกพอประมาณ ตัวอย่างเช่น บึงบรเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์
หนอง(Marsh) คือ ลุ่มมีน้ำท่วมบางฤดูกาล แต่ไม่ตลอดทั้งปี เป็นแหล่งน้ำตื้น ๆ บริเวณรอบ ๆ หนองน้ำจะมีพืชล้มลุกขึ้นอยู่โดยรอบ ในประเทศไทยเรามีหนองน้ำอยู่หลายแห่งส่วนใหญ่จะมีบริเวณใกล้เคียงหรือติดต่อกับแม่น้ำ
บ่อ(Pond) คือ แหล่งน้ำที่ถูกสร้างขึ้นโดยคน มีขนาดเล็ก บ่อที่ถูกสร้างขึ้นนั้นอาจมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันออกไป บ้างก็อาจใช้เป็นที่เก็บน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค บ้างก็อาจใช้เป็นบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในประเทศไทยมีบ่อที่ถูกสร้างขึ้นคิดเป็นเนื้อที่หลายหมื่นไร่เลยทีเดียว
ต้นกำเนิดของแหล่งน้ำปิดต่าง ๆ บนโลกมี 12 ประเภทดังต่อไปนี้คือ
ความแตกต่างระหว่างภูมิภาค
ปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ภาคเหนือค่อนข้างจะสม่ำเสมอและเนื่องจากพื้นที่ราบลุ่มมีกเพียงร้อยละ 10 ของพื้นที่ทั้งหมดของภาคเหนือ ดังนั้นปริมาณน้ำจึงอุดมสมบูรณ์ แต่ในบางครั้งก็ก่อให้เกิดภาวะน้ำท่วมขึ้นในบริเวณที่ราบลุ่มที่ต่ำ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการทำลายป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอยในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ภาคเหนือมีระบบชลประทานที่ดีและสามารถใช้เพาะปลูกพืชได้หลายหลากชนิด น้ำจากพื้นที่ภาคเหนือจะไหลลงสู่บริเวณพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ซึ่งมีปริมาณความต้องการใช้น้ำสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ การแบ่งสรรบันส่วนน้ำให้เหมาะสมเป็นเรื่องที่จะทวีความสำคัญมากขึ้น
พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับปริมาณน้ำฝน / ปีพอ ๆ กับพื้นที่ที่ภาคเหนือ แต่ฝนตกไม่กระจายทั่วทั้งภาค จึงมักจะเกิดภาวะน้ำท่วมสลับกับภาวะแห้งแล้ง น้ำฝนที่ตกจะซึมลง ดินอย่างรวดเร็วเพราะดินมีลักษณะเป็นดินทรายไม่อุ้มน้ำ พื้นที่ราบลุ่มที่อุดมสมบูรณ์มีเพียงร้อยละ 8 ของพื้นที่ภาค พื้นที่เหล่านี้ใช้ในการเพาะปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ปริมาณน้ำ / ปีของลำน้ำมูลและลำน้ำชีเมื่อรวมกันแล้วยังมากกว่าปริมาณน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่ยังไม่มีระบบการเก็บกักน้ำและระบบชลประทานที่กว้างขวางพอจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำให้ทั่วถึง
บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่กว้างใหญ่ ประมาณหนึ่งในสี่ของพื้นที่อยู่ในเขตชลประทานซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวนาปรังได้ปีละจำนวนมาก พื้นที่ภาคกลางประกอบด้วยลุ่มน้ำใหญ่ ๆ 2 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง อย่างไรก็ดี ปริมาณความต้องการน้ำในภาคกลางได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรม การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรัง การขยายตัวของเมือง และปริมาณน้ำที่ต้องพลักดันน้ำเค็มที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง
ตารางที่ 1 ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีในลุ่มน้ำหลักในแต่ละภูมิภาค
|
ลุ่มน้ำ สถานีวัดน้ำ พื้นที่ลุ่มน้ำ ปริมาณน้ำท่า (ตร.กม.) (ล้านลบ.ม.) |
กก บ้านท่ากก เชียงราย 10,300 5,500
อิง เทิง เชียงราย 5,400 2,200
เจ้าพระยา นครสวรรค์ 110,570 24,200
สะแกกรัง อุทัยธานี 3,250 550
ป่าสัก สระบุรี 14,500 2,400
มูล พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี 115,690 28,500
สงคราม เซกา หนองคาย 4,650 500
แม่กลอง กาญจนบุรี 26,450 12,300
เพชรบุรี เพชรบุรี 4,190 1,050
บางปะกง กบินทร์บุรี ปราจีนบุรี 7,500 3,900
ระยอง บ้านค่าย ระยอง 1,255 470
คลองใหญ่ ตราด 950 1,560
หลังสวน ชุมพร 1,240 1,780
ตาปี สุราษฎร์ธานี 6,200 11,000
ตรัง ตรัง 1,800 1,330
ปัตตานี ยะลา 3,300 2,450
สภาพน้ำในประเทศไทย
น้ำฝน เป็นต้นกำเนิดของน้ำที่มีในประเทศไทย เมื่อฝนตกลงมาบนพื้นดินจะมีน้ำบางส่วนขังอยู่ผิวดิน และบางส่วนซึมลงไปสะสมอยู่ในดิน ทำให้เกิดเป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติในดินที่อำนวยประโยชน์ให้แก่พืชโดยตรง เมื่อฝนตกมาก น้ำไม่สามารถขังอยู่ได้บนผิวดินและซึมลงไปในดินได้ทั้งหมด ก็จะไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทรต่อไป

ภาพที่ 1 ทางเดินพายุจร ของแต่ละเดือน

ภาพที่ 2 วัฏจักรของน้ำ
น้ำที่นำมาใช้
น้ำเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีการหมุนเวียนเคลื่อนที่จากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง และเปลี่ยนแปลงจากสถานะหนึ่งไปเป็นอีกสถานะหนึ่งเช่น เป็นของแข็ง ของเหลว และเป็นไอน้ำ
เปอร์เซ็นของน้ำในโลกเรานั้น ได้แบ่งไว้ดังนี้
น้ำทะเล 97.137 %
น้ำจืด 2.863 %
ปริมาณน้ำจืดยังแบ่งได้เป็นดังนี้
น้ำแข็งตามขั้วโลกและหิมะที่จับอยู่ตามยอดเขาสูง 2.240 %
น้ำภายใต้พื้นดิน เช่น น้ำใต้ดิน ความชื้นใต้ดิน 0.612 %
น้ำตามหนอง บึง และทะเลสาบ 0.009 %
น้ำในแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ 0.001 %
น้ำในบรรยากาศ 0.001 %
น้ำผิวดิน
ปริมาณน้ำฝนรายปีของประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยราว 1,710 มม. ซึ่งเมื่อคูณเข้ากับพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ (513,115 ตร.กม.) จะได้ปริมาตรน้ำทั้งหมดราว 800,000 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำฝนที่ตกมานี้ไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งประเทศ ในบริเวณภาคใต้ซึ่งได้รับอิทธิพลจากทะเลมากกว่าภาคอื่น ๆ จะมีปริมาณน้ำฝนมากที่สุด ในขณะที่บริเวณภาคเหนือและภาคกลางจะได้รับปริมาณน้ำฝนน้อยที่สุด น้ำฝนที่ตกลงบนพื้นผิวดินนี้บางส่วนจะซึมลงใต้ดิน ในขณะที่บางส่วนจะระเหยกลับขึ้นไปในอากาศออกจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงบนพื้นผิวดิน ซึ่งเรียกส่วนนี้ว่า น้ำท่า เมื่อหักปริมาณน้ำที่ซึมลงใต้ดินและระเหยกลับขึ้นไปในอากาศออกจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงบนพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมดจะเหลือปริมาณน้ำท่ารวม 171,206 ล้านลบ.ม. น้ำท่านี้บางส่วนจะไหลไปตามลำน้ำลงสู่ที่ต่ำและไหลลงทะเลในที่สุด ในขณะที่บางส่วนจะถูกเก็บกักโดยการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อควบคุมให้ปริมาณน้ำสม่ำเสมอมากขึ้น ตารางที่ 1 แสดงการกระจายของแหล่งน้ำผิวดินและปริมาณน้ำผิวดินในแต่ละภูมิภาคของประเทศ
ตารางที่ 1 ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย
|
ภาค |
ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี (มม.) |
พื้นที่ (ตร.กม.) |
ปริมาตรน้ำฝน (ล้านลบ.ม.) |
|
ตะวันออกเฉียงเหนือ |
1,400 |
168,854 |
236,400 |
|
เหนือ |
1,300 |
169,644 |
220,500 |
|
ตะวันออก |
2,100 |
36,503 |
76,700 |
|
กลาง |
1,350 |
76,399 |
91,000 |
|
ใต้ |
2,400 |
70,715 |
169,700 |
|
รวม |
513,115 |
794,300 |
หมายเหตุ : การแบ่งแยกภาคต่างๆขึ้นอยู่กับความสะดวกในการรวบรวมข้อมูลทรัพยากรแหล่งน้ำจากหน่วยงานราชการ
น้ำใต้ดิน
น้ำใต้ดินมีอยู่ทั่วประเทศแต่ปริมาณและคุณภาพจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับสภาพอุทกธรณี บางแห่งน้ำผิวดินไม่เพียงพอกับความต้องการของมนุษย์ มนุษย์จะพยายามแสวงหาน้ำใต้ดินมาใช้เพิ่มเติม โดยทั่วไปชั้นน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ที่สามารถให้น้ำปริมาณมาก ๆ จะพบอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มหรือที่ราบขั้นบันได นอกจากนี้จะไหลซึมอยู่ในช่องว่างของดิน ในชั้นหินจำพวก หินปูน หินทราย และหินดินดานบางประเภท ในประเทศที่ขาดแคลนน้ำมากๆ เช่น ในสหรัฐอเมริกา จะสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ถึง 15-21 % ของน้ำที่นำมาใช้ทั้งหมด ส่วนในประเทศไทยนั้นการนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ส่วนมากจะนำมาใช้เพื่อกิจกรรมประปามากที่สุด
การใช้ประโยชน์น้ำใต้ดินเพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2457 ซึ่งในสมัยนั้นได้ใช้เครื่องมือเจาะที่ทำด้วยลำไม้ไผ่และดำเนินการโยเอกชน ต่อมาในปี 2497 รัฐบาลจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน โดยกองน้ำบาดาล กรมทรัพยากรธรณี ได้เริ่มโครงการสำรวจแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความช่วยเหลือจากกรมสำรวจธรณีของสหรัฐอเมริกา เป้าหมายของการสำรวจก็เพื่อที่จะจัดหาแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของชุมชนในพื้นที่ดังกล่าวต่อมาในปี 2508 จึงได้ขยายพื้นที่สำรวจไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในปี 2512 การประปานครหลวงได้เริ่มทำการศึกษาแหล่งน้ำใต้ดินในเขตกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้กรมชลประทานได้ว่าจ้างบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาให้ทำการสำรวจแหล่งน้ำใต้ดินสำหรับใช้ในโครงการชลประทานต่าง ๆ โครงการที่สำคัญได้แก่ โครงการลุ่มน้ำยม ซึ่งได้การศึกษาในปี 2514
น้ำประปา
วัฎจักรของน้ำประปาที่มนุษย์ได้นำมาใช้เพื่อการดำรงชีวิตเริ่มต้นจากแหล่งน้ำในสภาพของน้ำดิบและนำไปผลิตเป็นน้ำประปาใช้อุปโภคบริโภค ซึ่งในที่สุดน้ำก็จะกลับเข้าสู่แหล่งน้ำในสภาพของน้ำเสียที่ระบายจากชุมชน ระบบกิจการน้ำประปาจึงเป็นกิจการที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ การวางผังเมือง สิ่งแวดล้อม การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การอุตสาหกรรม การสาธารณสุข ฯลฯ และประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
ขนาดต่าง ๆ สู่ผู้บริโภคซึ่งประกอบด้วย อาคารบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย สถานที่ประกอบพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม หน่วยงานราชการ และสาธารณสถานต่าง ๆ ระบบกิจการน้ำประปาของบางชุมชนจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทุกๆ ขั้นตอน แต่ในบางชุมชน ขั้นตอนบางขั้นตอนอาจไม่ต้องดำเนินการทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้ง สภาพของแหล่งน้ำ การผลิต ชุมชน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนปริมาณและคุณภาพของน้ำในแหล่งน้ำ เช่น ในกรณีของกิจการประปาที่ใช้น้ำและรับน้ำจากแหล่งน้ำบนดิน ระบบการผลิตน้ำประปาสามารถดำเนินการโดยสร้างโรงกรองน้ำอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำและรับน้ำจากแหล่งน้ำโดยตรง ถ้าแหล่งน้ำดังกล่าวมีปริมาณน้ำที่ต้องการอยู่ตลอดเวลาและน้ำมีคุณภาพดี หรือดำเนินการโดยไม่ต้องมีการเก็บกักน้ำดิบ สำหรับน้ำบาดาล มักจะเป็นน้ำที่มีคุณภาพดีสะอาดเหมาะแก่การใช้อุปโภคบริโภคเนื่องจากเป็นน้ำที่ซึมจากผิวดินผ่านการกรองจากชั้นดิน ชั้นทราย ชั้นหินต่าง ๆ จึงสามารถสูบขึ้นมาและนำเข้าสู่ระบบการจ่ายน้ำประปาโดยตรงได้ หรือ จำเป็นต้องเติมสารเคมี เช่น สารคลอรีน เป็นต้น
แหล่งน้ำสำหรับกิจการน้ำประปา
กิจการน้ำประปาต้องการแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำมาก และเพียงพอสำหรับการผลิตน้ำประปา เพื่อใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน แหล่งน้ำดังกล่าวนี้จะต้องมีน้ำปริมาณที่ต้องการอยู่ตลอดเวลา และต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม เช่น ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส และปราศจากสิ่งโสโครกปะปน เป็นต้น แหล่งน้ำที่ได้รับการพัฒนาเพื่อกิจการประปา เป็นแหล่งน้ำผิวดิน และแหล่งน้ำใต้ดิน เป็นต้น
การหาแหล่งน้ำดิบเพื่อกิจการประปาจะต้องทำการศึกษาและพิจารณาใช้น้ำทั้งจากแหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินควบคู่กัน โดยคำนึงทั้งปริมาณ คุณภาพ การสามารถนำมายังโรงกรองน้ำได้โดยสะดวก และประหยัด เป็นต้น
การผลิตน้ำประปา
การจัดหาน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคมีทั้งง่ายและยาก ในบางท้องที่น้ำประปาสามารถผลิตได้ง่ายและเสียค่าใช้จ่ายต่ำ ในขณะที่บางท้องที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมากในการผลิตน้ำประปาที่สะอาดปลอดภัยและต้องดำเนินการตามขบวนการผลิตต่าง ๆ หลายขั้นตอน การเลือกวิธีและการออกแบบระบบการผลิตน้ำประปาจึงต้องทำการศึกษารายละเอียดด้านคุณสมบัติของน้ำดิบ ปริมาณการใช้น้ำประปา เงินลงทุน ค่าใช้จ่าย มาตรฐานน้ำประปา และคำนึงถึงวัตถุประสงค์หลักของกิจการประปา คือ
ดังนั้น หลักการเลือกวิธีและออกแบบระบบการผลิตน้ำประปาเพื่อให้มีความเหมาะสมทั้งทางด้านวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ ความแข็งแรงทนทานและอายุการใช้งานของระบบ การผลิต กำลังการผลิต ประสิทธิภาพของการผลิต ความประหยัด การควบคุมการผลิต การบำรุงรักษา ทัศนียภาพของระบบการผลิต และสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่พึงตระหนัก คือ กิจการประปาต้องใช้เงินลงทุนสูง และมักยากต่อการดัดแปลงหรือเพิ่มกำลังการผลิตถ้าหากไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่เริ่มโครงการ ระบบการผลิตน้ำประปาที่ใช้กันแพร่หลายแบ่งได้เป็น 3 ระบบ คือ
วิธีการนำน้ำดิบจากแหล่งน้ำมาผลิตเป็นน้ำประปาสำหรับการอุปโภคบริโภคที่เป็นที่นิยมกัน
แพร่หลายกันมาก คือ การกรองน้ำดิบควบคู่กับการเติมสารเคมีละในน้ำดิบ และต้องผ่านขบวนการต่าง ๆ ดังนี้ ในขั้นแรกของการผลิตน้ำประปา มักจะใช้วิธีให้ตะกอนในน้ำดิบตกลงและน้ำฟอกตัวเองตามธรรมชาติโดยการนำน้ำดิบจากแหล่งน้ำสู่โรงกรองน้ำผ่านท่อส่งน้ำและคลอง เพื่อให้น้ำมีความสะอาดและมีปริมาณตะกอนเจือปนอยู่น้อยก่อนที่น้ำดิบจะเข้าสู่โรงกรองน้ำ น้ำดิบจะถูกสูบผ่านตะแกรงเพื่อกรองขยะและสิ่งที่ลอยมากับน้ำออก น้ำดิบที่ได้หลังจากการผ่านตะแกรงนี้จะถูกส่งไปตามท่อส่งน้ำดิบเข้าสู่ขบวนการผลิตน้ำประปาต่อไป ในบางฤดูกาลหรือบางเวลา จะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพทางเคมีของน้ำให้เหมาะสม โดยการใส่สารเคมีลงในน้ำดิบในอัตราส่วนที่เหมาะสม สารเคมีที่นิยมนำมาใช้ได้แก่ สารส้ม ปูนขาว และคลอรีน การผสมน้ำยาปูนขาวลงในน้ำดิบจะช่วยให้น้ำมีสภาพความเป็นด่างสูงขึ้น และทำในระหว่างทางที่นำน้ำดิบเข้าสู่ถังตกตะกอน ก่อนที่น้ำดิบจะเข้าสู่ถังตกตะกอน จะต้องเติมน้ำยาสารส้มลงไปตามปริมาณที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้ตะกอนในน้ำสามารถรวมตัวกันและตกตะกอนได้ดีขึ้น
น้ำดิบที่ผ่านการเติมปูนขาวและสารส้มแล้วจะไหลเข้าสู่ถังตกตะกอน ต่อจากนั้นสารส้มจะถูกกวนให้ได้สัมผัสและทำปฎิกิริยากับตะกอนหรือความขุ่นที่แฝงปนมากับน้ำดิบซึ่งอาจใช้ใบพัดหมุนกวนอยู่ตลอดเวลาอย่างช้า ๆ ตะกอนจะเริ่มจับตัวเป็นก้อนเล็ก ๆ และมีขนาดโตขึ้นเรื่อย ๆ จนมีน้ำหนักมากขึ้นก็จะตกลงสู่กันถังเหลือแต่น้ำใสอยู่ในชั้นบนไหลเข้ารางรับน้ำเข้าสู่ถังกรองน้ำต่อไป ที่ก้นถังตกตะกอนจะมีเครื่องกวาดตะกอนเพื่อนำตะกอนมารวมกันอยู่ที่ส่วนกลางของก้นถังและระบายออกไปเป็นระยะ ๆ
น้ำใสที่ผ่านการตกตะกอนแล้วจะไหลเข้าสู่ถังกรองน้ำเพื่อกรองเอาตะกอนที่ละเอียดและไม่ทำปฏิกิริยากับสารส้มออก ภายในถังกรองน้ำจะบรรจุสารกรองน้ำ 2 ชั้น ชั้นบนเป็นถ่านหินประเภทแอนทราไซท์ ชั้นล่างเป็นทรายซึ่งจะกรองเอาตะกอนและสิ่งสกปรกที่หลงเหลืออยู่ออกให้หมด การควบคุมการทำงานของเครื่องกรองน้ำสามารถทำได้ทั้งระบบอัตโนมัติหรือถังอัตโนมัติ ตามปรกติ เมื่อใช้เครื่องกรองน้ำระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ 24-48 ชม. จำเป็นต้องมีการล้างเครื่องกรองโดยการใช้ลมพ่นขึ้นมาจากชั้นล่างของเครื่องกรองน้ำ เพื่อให้สารไหลล้นออกจากเครื่องกรองน้ำระบายออกไปสู่บ่อกักตะกอน บ่อกักตะกอนนี้ทำหน้าที่กักตะกอนไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้ตะกอนของน้ำล้างเครื่องกรอง และตะกอนที่ระบายออกมาจากถังตกตะกอนได้มีโอกาสตกลงสู่ก้นบ่อ และน้ำใสที่แยกตัวออกก็ปล่อยให้ล้นระบายออกไปสู่แหล่งน้ำอีกครั้งหนึ่ง
น้ำใสที่ผ่านการกรองแล้วสามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ แต่เพื่อให้เป็นการแน่ใจว่าน้ำประปาที่ผลิตได้มีความปลอดภัยสำหรับดื่มและใช้ จึงต้องนำน้ำนั้นมาฆ่าเชื้อโรคโดยนำน้ำใส่ที่ได้เข้าสู่ถังเก็บน้ำใส เพื่อกำจัดสารอินทรีย์ที่ไม่ต้องการและฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับน้ำด้วยน้ำยาคลอรีนในอัตราส่วนที่ควบคุม เพื่อมิให้เป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้ำ คลอรีนจะสามารถทำลายสารอินทรีย์ กลิ่น สี และเชื้อโรคต่าง ๆ คลอรีนทีใช้เป็นคลอรีนเหลว และถูกทำให้เป็นก๊าซก่อนเติมลงในน้ำ โดยให้มีระยะเวลาในการฆ่าเชื้อโรคประมาณ 1-2 ชม. ตามปรกติปริมาณคลอรีนที่ต้องใช้ประมาณ 1.5-2.5 กรัมต่อน้ำ 1 ลบ.ม. โดยให้มีคลอรีนเหลือติดไปกับน้ำประปาประมาณ 0.6-1.0 ส่วนในหนึ่งล้านส่วน
น้ำประปาที่ผลิตได้จะต้องเติมปูนขาวลงไปอีกพอประมาณก่อนนำออกจำหน่ายเพื่อรับภาวะความเป็นกรด-ด่าง ให้มีฤทธิ์เป็นด่างเล็กน้อย เป็นการป้องกันการกัดกร่อนเส้นท่อประปาหรือข้อต่อที่เป็นเหล็ก มิฉะนั้นจะทำให้น้ำประปาที่จ่ายออกไปมีสนิมเหล็กปนออกมา
ระบบการส่งน้ำดิบและน้ำประปา
การนำน้ำดิบจากแหล่งน้ำไปสู่โรงกรองน้ำประปาสามารถดำเนินการได้โดยการใช้ระบบต่างๆ ดังนี้
การเลือกวิธีการดำเนินการและออกแบบระบบการส่งน้ำดิบสัมพันธ์กับ สภาพของแหล่งน้ำดิบสภาพภูมิประเทศระยะทางจากแหล่งน้ำดิบสู่โรงกรองน้ำประปา ปริมาณน้ำดิบ คุณภาพของน้ำดิบ ฯลฯ เช่น คลองส่งน้ำ เหมาะสำหรับสภาพภูมิประเทศที่มีความลาดชันจากแหล่งน้ำสู่โรงกรองน้ำตลอดเส้นทาง และสามารถก่อสร้างคลองส่งน้ำเป็นแนวตรงได้ แต่ไม่เหมาะสมสำหรับกรณีที่ต้องนำน้ำดิบผ่านบริเวณชุมชนหนาแน่น เนื่องจากมีโอกาสที่จะเกิดสภาพมลพิษในน้ำดิบ
ประโยชน์และการพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในอดีตปัจจุบันและอนาคต
การพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำของประเทศไทยในอดีต
การพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำของประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ การชลประธาน การผลิตพลังงานไฟฟ้า และการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน
การชลประทานของไทยได้มีการพัฒนามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เมื่อประมาณ 700 ปีมาแล้ว โดยมีการสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งแรกในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
การพัฒนาระบบชลประทานในยุคใหม่ได้เริ่มเมื่อประมาณ 80 ปีมาแล้ว ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์มีพระบรมราชานุญาตให้บริษัทเอกชนชื่อ คูนาสยาม ทำการขุดคลองสร้างประตูระบายน้ำ และประตูเรือสัญจรที่ทุ่งรังสิต โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในลำคลองและระบายน้ำจากทุ่งนาในช่วงที่มีน้ำหลาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตอนปลายของฤดูเก็บเกี่ยวข้าว นอกจากนี้ ลำคลองที่ขุดขึ้นมายังใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำในประเทศ ข่ายงานคมนาคมทางน้ำนี้กรมชลประทานยังคงดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

รูปที่ 1 การกระจายของปริมาณฝนโดยเฉลี่ย
ระบบชลประทานส่วนใหญ่มีการพัฒนาในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง และที่น่าสนใจก็คือ อัตราการขยายพื้นที่ชลประทานในภาคเหนือสูงกว่าอัตราการขยายในภาคกลาง ในขณะที่การชลประทานในเขตภาคกลางต้องอาศัยน้ำที่ระบายลงมาจากพื้นที่ภาคเหนือ ถ้าแนวโน้มของการขยายพื้นที่ชลประทานยังเป็นในลักษณะเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตอ้นใกล้ปริมาณน้ำที่ระบายลงจากพื้นที่ภาคเหนือก็จะไม่เพียงพอกับความต้องการในเขตพื้นที่ภาคกลาง
ความจริงแล้วในปัจจุบันนี้ได้เกิดการขาดแคลนน้ำในระบบชลประทานขึ้นแล้วในบริเวณรอบนอกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งรวมทั้งพื้นที่ชลประทานในโครงการเขื่อนเจ้าพระยา จากข้อมูลของกรมชลประทาน บริเวณรอบนอกของกรุงเทพมหานครมีพื้นที่ชลประทานทั้งหมดประมาณ 7.5 ล้านไร่ แต่ในช่างฤดูแล้งจะสามารถจ่ายน้ำสำหรับการทำนาปรังได้เพียง 3.1 ล้านไร่ ซึ่งปริมาณที่ต้องการใช้สำหรับพื้นที่นาปรัง 3.1 ล้านไร่นี้ตกประมาณ 6,000 ล้านลบ.ม.ต่อปี

รูปที่ 2 การพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทานในประเทศไทย
ในช่วงปี 2523-2528 พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในเขตภาคกลางได้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แต่ในขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ในช่วงเวลาดังกล่าวกลับลดลงเล็กน้อย ซึ่งหมายความว่า เขื่อนทั้งสองนี้จะไม่สามารถจ่ายน้ำให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้
ในปี 2529 กฟผ. ได้ตั้งเป้าหมายที่จะปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์จำนวน 5,000 ล้านลบ.ม. ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ซึ่งส่วนหนึ่งของน้ำที่ปล่อยลงมาจะใช้เพื่อการผลิตน้ำประปาสำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง และใช้ช่วยผลักดันน้ำเค็มที่ปากแม่น้ำ ดังนั้นจึงมีน้ำเหลือเพื่อการเกษตรในช่วงเวลาดังกล่าวประมาณ 3,000 ล้านลบ.ม.(กรมชลประทาน, 2529) ซึ่งน้ำจำนวนนี้สามารถใช้ในการปลูกข้าวนาปรังได้เพียง 2.5
ล้านไร่ ดังนั้นพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังจะต้องลดลงอีกประมาณ 0.6 ล้านไร่
ประโยชน์และการพัฒนาทรัพยากรน้ำในปัจจุบัน
ไฟฟ้าพลังน้ำ
ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีปริมาณความต้องการกำลังไฟฟ้าประมาณ 3,800 เมกะวัตต์ และคาดว่าปริมาณความต้องการจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ต่อปี ซึ่งมีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมดสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 22% ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งประเทศถ้าต้องการที่จะรักษาสัดส่วนนี้ไว้ก็จะต้องมีการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานต่อไป แต่เนื่องจากสถานที่สำหรับก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่เกือบจะหมดแล้ว ในอนาคตการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำคงจะต้องมุ่งไปที่โครงการสูบน้ำกักเก็บและโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก รวมทั้งการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตามเขื่อนชลประทานที่มีอยู่
นับตั้งแต่เริ่มใช้แผนพัฒนาฯฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ความต้องการพลังงานของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจากปริมาณที่เทียบกับน้ำมันดิบ 1.6 ล้านตัน ในปี 2503 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 18 ล้านตัน ในปี 2526 พลังงานที่ใช้ในประเทศไทยประมาณ 75% ได้มาจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อย่างไรก็ตาม ไฟฟ้าพลังน้ำก็มีบทบาทที่สำคัญมารก ตั้งแต่ปี 2512 เป็นต้นมา กฟผ.ซึ่งรับผิดชอบในการผลิตพลังงานไฟฟ้าก็ได้ทำหน้าที่รับผิดชอบโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเกือบทั้งหมดในประเทศ ถึงแม้ว่าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำจะต้องใช้เงินลงทุนสูง ประมาฯ 7,400 บาทต่อกิโลวัตต์ แต่ไฟฟ้าพลังน้ำก็คือเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถทดแทนได้ซึ่งทำให้ประเทศไทยสามารถลดการขาดดุลได้ปีละมากๆ
|
เขื่อน |
แหล่งน้ำ |
ที่ต้ง |
ชนิดของ เขื่อน |
ปริมาณ น้ำ (ล้านลบ.ม.) |
กำลังผลิต (เมกรวัตต์/ชม.) |
พลังงาน ไฟ้ฟ้า(ล้าน ก.ว./ชม.) |
เริ่มผลิต |
||
|
ตำบล |
อำเภอ |
จังหวัด |
กระแสไฟฟ้า |
||||||
|
ภูมิพล |
แม่น้ำปิง |
ย่านรี |
สามเงา |
ตาก |
คอนกรีตโค้ง |
13,462 |
532 |
1,600 |
พ.ค.2507 |
|
สิริกิติ์ |
แม่น้ำน่าน |
ผาซ่อม |
ท่าปลา |
อุตรดิตถ์ |
ดินแกน-ดินเหนียว |
9,500 |
375 |
960 |
ม.ค.2517 |
|
ศรีนครินทร์ |
แควใหญ่ |
ท่ากระดาน |
ศรีสวัสดิ์ |
กาญจนบุรี |
หินทิ้งแกนดินเหนียว |
17,745 |
360 |
1,200 |
ก.พ.2523 |
|
อุบลรัตน์ |
ลำน้ำพอง |
โคกสูง |
อุบลรัตน์ |
ขอนแก่น |
หินทิ้งแกนดินเหนียว |
2,550 |
25.2 |
65 |
มี.ค.2509 |
|
สิรินทร |
ลำโคมน้อย |
คันไร่ |
พิบูลมังสาหาร |
อุบลราชธานี |
หินทั้งแกนดินเหนียว |
1,892 |
36 |
57.3 |
พ.ย.2514 |
|
จุฬาภรณ์ |
ลำน้ำพรม |
ทุ่งพระ |
คอนสาร |
ชัยภูมิ |
หินทิ้งแกนดินเหนียว |
188 |
40 |
140 |
ต.ค.2515 |
|
แก่งกระจาน |
แม่น้ำเพชรบุรี |
สองพี่น้อง |
ท่ายาง |
เพชรบุรี |
ดินแกนดินเหนียว |
710 |
19 |
81 |
ต.ค.2517 |
|
น้ำพุง |
ลำน้ำพุง |
โคกพู |
กุดบาก |
สกลนคร |
หินทิ้ง |
165 |
6 |
17 |
ต.ค.2508 |
|
บางลาง |
แม่น้ำปัตตานี |
บาเจาะ |
บันนังสตา |
ยะลา |
หินทิ้งแกนดินเหนียว |
1,420 |
72 |
200 |
ก.ค.2524 |
|
ท่าทุ่งนา |
แควใหญ่ |
ช่องสะเดา |
เมืองฯ |
กาญจนบุรี |
คอนกรีตและหินทิ้ง |
55 |
38 |
171 |
ธ.ค.2524 |
|
เขาแหลม |
แควน้อย |
ท่าขนุน |
ทองผาภูมิ |
กาญจนบุรี |
คอนกรีตและหินทิ้ง |
7,450 |
300 |
777 |
2527 |
|
ห้วยกุ่ม |
ลำน้ำพรม |
หนองโพนงาม |
เกษตรสมบูรณ์ |
ชัยภูมิ |
หินทิ้งแกนดินเหนียว |
22 |
1.3 |
3 |
ก.พ.2525 |
|
แม่งัด |
แม่งัด |
ช่อแล |
แม่แตง |
เชียงใหม่ |
ดิน |
265 |
9 |
28.8 |
2528 |
ตารางที่ 2 แหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยพลังน้ำในประเทศไทย
แนวทางในการบริหารและพัฒนาทรัพยากรน้ำในอนาคต
ปริมาณน้ำมีจำกัดและไม่เพียงพอที่จะสนองความต้องการของผู้ใช้ทุกคนประกอบกับงบประมาณในการพัฒนาประเทศมีจำกัด เราจึงมีความจำเป็นที่จะกำหนดแนวทางการบริหารและพัฒนาแหล่งน้ำโดยมีแนวทางในการบริหารและการพัฒนาดังต่อไปนี้
ในการวางแผนอเนกประสงค์ในการพัฒนาแหล่งน้ำ ควรจะต้องคำนึงถึงจุดประสงค์ของ
|
การพัฒนาเศรษฐกิจ |
การพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม |
|
|
แผนหลักในการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน
ในปัจจุบันการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินได้ขยายตัวอย่างมาก อันเนื่องมาจากการเพิ่มปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อเสริมการชลประทานในฤดูแล้ง เพื่อที่จะป้องกันปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำใต้ดิน จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520 ขึ้นเพื่อควบคุมให้การสูบน้ำใต้ดินอยู่ในอัตราที่ปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อป้องกันการทรุดตัวของพื้นดินและการแทรกซึมของน้ำเค็มเข้าสู่ชั้นน้ำใต้ดิน ซึ่งมีกฎหมายการบังคับใช้เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น ส่วนการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของประเทศยังไม่มีการควบคุม ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงปีที่ผ่านมานี้ หน่วยงานรัฐบาลหลายหน่วยงานได้เข้ามามีส่วนในการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินโดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป หน่วยงานเหล่านี้ได้แก่ กรมทรัพยากรธรณี สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กรมโยธาธิการ กรมอนามัย กองอำนวยการักษาความมั่นคงภายใน การพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินโดยหน่วยงานต่าง ๆ ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานในเฉพาะพื้นที่ ซึ่งมิได้มีการพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวที่อาจจะเกิดขึ้น ในบางพื้นที่ได้ตรวจพบว่ามีการแทรกซึมของน้ำเค็มเข้าสู่ชั้นน้ำใต้ดิน และบางแห่งยังได้ตรวจพบสารมลพิษบางอย่าง เช่น ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ย รวมทั้งมลพิษที่เกิดจากการระบายน้ำเสียลงใต้ดิน ซึ่งจะต้องคอยหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอเพื่อให้น้ำใต้ดินคงสภาพเป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศ
เกษตรกรเริ่มเห็นความสำคัญของแหล่งน้ำใต้ดิน และมีแนวโน้มว่าจะมีการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินเพื่อช่วยในการชลประทานในฤดูแล้งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่ภาคกลาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้แก่ กรมทรัพยากรธรณี (ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการใช้น้ำใต้ดินตามพระราาชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520 ) คณะกรรมการแหล่งน้ำแห่งชาติ กรมชลประทานและสศช. ควรจะได้ร่วมกันจัดทำแผนหลักสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินของประเทศ แผนดังกล่าวจะเป็นหลักประกันว่าปัญหาอันเกิดจากการใช้น้ำใต้ดินในอัตราสูงเกินไปดังเช่นที่ประสบอยู่ในกรุงเทพมหานครนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต
การจัดการลุ่มน้ำ
การจัดการลุ่มน้ำ หรือการจัดการใช้ลุ่มน้ำให้เกิดประโยชน์เต็มที่นั้น เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งและความสำคัญนั้นจะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในประเทศที่มีการเกษตรเป็นอาชีพหลักของประชาชน ในอดีตประเทศไทยเรามีความสนใจในเรื่องนี้ไม่มากนัก เพราะจำนวนประชากรยังมีน้อย และป่าต่างๆก็ยังอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น การลักลอบบุกรุกป่าก็มากขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแปรปรวน
ความหมายของการจัดการลุ่มน้ำ หมายถึง การจัดการเพื่อให้พื้นที่ที่จะรับน้ำในอนาเขตที่กำหนดได้น้ำที่เหมาะสมทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และในเวลาที่ต้องการ ลุ่มน้ำหนึ่ง ๆ จะมีขนาดใหญ่เล็กเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ของลุ่มน้ำ และอาจมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันหรือคล้ายคลึงกัน
หลักการในการจัดการลุ่มน้ำ จะมุ่งรวมถึงการใช้น้ำและทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ในลุ่มน้ำนั้น โดยให้เป็นไปในลักษณะที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ
|
ที่ |
ชื่อแม่น้ำ |
เนื้อที่รับน้ำ ตร.กม. |
ปริมาณน้ำสูงสุดเฉลี่ย ตร.เมตร / วินาที |
ปริมาณน้ำต่ำสุด ตร.เมตร / วินาที |
ปริมาณน้ำทั้งปี |
||||
|
1. |
เจ้าพระยา |
110,371 |
3,363 |
32 |
22,800 |
||||
|
2. |
ปิง |
26,396 |
1,675 |
10 |
5,410 |
||||
|
3. |
วัง |
10,407 |
445 |
1 |
1,370 |
||||
|
4 |
ยม |
12,658 |
1,415 |
1 |
2,620 |
||||
|
5 |
น่าน |
16,775 |
2,100 |
12 |
6,420 |
||||
|
6 |
ชี |
47,406 |
1,253 |
5 |
7,300 |
||||
|
7 |
เพชร |
4,060 |
472 |
2 |
1,170 |
||||
|
8 |
มูล |
106,673 |
3,179 |
6 |
18,300 |
||||
|
9 |
แม่กลอง |
27,220 |
2,400 |
48 |
12,860 |
||||
|
10 |
ป่าสัก |
14,522 |
700 |
5 |
2,620 |
||||
|
11 |
ท่าจีน |
7,502 |
800 |
5 |
4,766 |
||||
|
12 |
ตาปี |
5,201 |
548 |
13 |
3,166 |
||||
ตารางที่ 3 เปรียบเทียบคุณสมบัติของแม่น้ำสายต่าง ๆ ในประเทศไทย
ปัญหาเกี่ยวกับน้ำและการแก้ไข
ปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่สำคัญได้แก่ ปัญหาน้ำประปามีไม่เพียงพอ ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาแผ่นดินทรุด ปัญหาเหล่านี้มีความเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน การชลประทานนครหลวงได้สูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาใช้ผลิตน้ำประปาประมาณวันละ 2.16 ล้านลบ.ม. แต่ต้องสูบน้ำใต้ดินมาใช้อีกประมาณ 447,000 ลบ.ม./วัน ในปี 2525 ภาคเอกชนก็ได้สูบน้ำใต้ดินรวมทั้งสิ้นประมาณ 944,305
ลบ.ม./วัน ตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมาอัตราการสูบน้ำใต้ดินของการประปานครหลวงได้ลดน้อยลง แต่ปริมาณน้ำที่สูบโดยภาคเอกชนกลับเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีบ่อบาดาลอีกเป็นจำนวนมากที่ขุดเจาะโดยมิได้ขออนุญาตซึ่งคาดว่าปริมาณการสูบน้ำใต้ดินจากบ่อเหล่านี้อาจสูงถึง 650,000 ลบ.ม./วัน อัตราการสูบน้ำใต้ดินดังกล่าวรวมแล้วมีค่าสูงเกินกว่าค่าปลอดภัยซึ่งประเมินไว้ประมาณ 800,000 ลบ.ม./วัน
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาแผ่นดินทรุดในเขตกรุงเทพมหานครก็คือการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมามากเกินค่าปลอดภัย กรมโยธาธิการได้สำรวจพบว่า บริเวณที่มีปัญหาแผ่นดินทรุดมากที่สุดอยู่ในบริเวณด้านตะวันออกของกรุงเทพมหานคร โดยวัดได้ถึง 10 ซม./ปี การทรุดตัวของพื้นดินนี้ทำให้ท่อระบายน้ำในพื้นที่บางแห่งมีระดับต่ำกว่าระดับน้ำในคลองหรือในแม่น้ำ ทำให้น้ำไม่สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้
ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 6 ได้กำหนดแนวนโยบายของการประปานครหลวงไว้ดังนี้
การดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมายดังกล่าวในช่วงเวลาที่กำหนดเป็นไปได้ยาก และการใช้น้ำใต้ดินของภาคเอกชนก็ยังจะมีต่อไปแต่อาจลดปริมาณลงได้บ้าง ปัญหาแผ่นดินทรุดก็ยังคงไม่สามารถจะแก้ไขได้ในช่วงเวลาอันสั้น
ปัญหาหลัก
ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับทรัพยากรแหล่งน้ำของไทยมีหลายเรื่องที่รัฐควรให้ความสนใจ ได้แก่ การบำรุงรักษาระบบชลประทาน การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการในการป้องกันน้ำท่วมและความแห้งแล้ง การพัฒนาแหล่งน้ำสำหรับพื้นที่ราบภาคกลางและภาคอื่น ๆ การจัดหาแหล่งน้ำสำหรับชนบท การออกกฎหมายเกี่ยวกับการใช้น้ำ และการบังคับใช้ การจัดตั้งองค์กรระดับชาติสำหรับงานพัฒนาแหล่งน้ำ การวางแผนหลักสำหรับการพัฒนาลุ่มน้ำ และการวางแผนสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน ดังนี้
1. การบำรุงรักษาระบบชลประทาน
สาเหตุที่ทำให้โครงการชลประทานในประเทศไทยล้มเหลวหรือด้อยประสิทธิภาพก็คือ การขาดการบำรุงรักษาอย่างเพียงพอ ปัญหาที่พบมากก็คือ การแตกร้าวของคูส่งน้ำคอนกรีต การกัดเซาะคูส่งน้ำดินเหนียว การเจริญเติบโตของพืชน้ำชนิดต่างๆ และความเสียหายที่มีต่อโครงสร้างควบคุมการจ่ายน้ำ ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในโครงการชลประทานขนาดกลางและขนาดเล็ก กรมชลประทานขาดกำลังคน เครื่องมือและงบประมาณที่จะซ่อมแซมบำรุงรักษาระบบชลประทานที่มีอยู่ให้คงสภาพดีอยู่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเกษตรกรเองจงใจที่จะควบคุมน้ำให้ไหลเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกของตนเพียงผู้เดียว ทั้งนี้เนื่องจากนโยบายของรัฐในอดีตทำให้เกษตรกรมีความคิดในลักษณะที่ว่ารัฐจะต้องจ่ายน้ำให้ตนได้ตามที่ต้องการทุกเวลา
ปัจจุบันกรมชลประทานยังไม่สามารถทำการบำรุงรักษาในลักษณะป้องกันซึ่งจำเป็นจะต้องมีการจัดระบบการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้การหยุดใช้งานของระบบน้อยลง แต่เนื่องจากไม่มีระบบบำรุงรักษาในลักษณะป้องกันจึงต้องคอยซ่อมแซมส่วนที่เกิดชำรุดเสียหาย สมควรที่จะได้มีการพิจารณาเปรียบเทียบงบประมาณที่ต้องใช้สำหรับการบำรุงรักษาในลักษณะป้องกันและการบำรุงรักษาเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว
ปัญหาการบำรุงรักษาระบบชลประทานอาจแก้ไขได้เป็นบางส่วนในระดับไร่นา โดยการให้คำแนะนำแก่กลุ่มเกษตรกรถึงวิธีการบำรุงรักษาระบบชลประทานและเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการบำรุงรักษานั้นเป็นสำคัญ การบำรุงรักษาบางส่วนของระบบชลประทานโดยกลุ่มเกษตรกรนี้ได้มีการดำเนินการมาบ้างแล้วในโครงการชลประทานราษฎร์ในภาคเหนือและในโครงการชลประทานแบบสูบน้ำตามแนวฝั่งแม่น้ำโขง
2. การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อปริมาณทรัพยากรน้ำมีอยู่อย่างจำกัด แต่ปริมาณความต้องการใช้น้ำมีมากขึ้นเรื่อย ๆ การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ระบบชลประทานต้องมีประสิทธิภาพ สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาต่าง ๆ เช่น ความไม่สม่ำเสมอของปริมาณน้ำ ความไม่เหมาะสมของโครงการชลประทานขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือปัญหาพื้นที่บริเวณตอนต้นของคลองส่งน้ำมักได้รับน้ำอย่างเหลือเฟือเกือบตลอดในขณะที่พื้นที่ตอนปลายได้รับน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการ
สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างขาดประสิทธิภาพ ก็คือ การที่เกษตรกรส่วนใหญ่มีความคิดว่าสามารถใช้น้ำได้ฟรีและไม่จำกัด ทำให้มีการใช้น้ำอย่างสุรุ่ยสุร่ายในบางพื้นที่ การเก็บค่าน้ำจะช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ อย่างไรก็ดีการกำหนดนโยบายการเก็บค่าน้ำจะต้องมีการพิจารณากันอย่างละเอียด โดยคำนึงถึงความยุติธรรม และความแน่นอน วิธีการกำหนดราคาค่าน้ำสามารถทำได้ 2 วิธี คือ กำหนดตามขนาดพื้นที่ และกำหนดตามปริมาณน้ำที่ใช้ ซึ่งในปัจจุบันจะใช้การเก็บในวิธีหลังซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่า แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูงในการติดตั้งมาตรวัดน้ำ นโยบายการเก็บค่าน้ำนี้มีความจำเป็นมากในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ รายได้จากการเก็บค่าน้ำจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการบำรุงรักษาและขยายระบบชลประทานได้เป็นอย่างดี
3. มาตรการในการป้องกันน้ำท่วมและความแห้งแล้ง
มีการศึกษาเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯแต่ปัญหาน้ำท่วมและความแห้งแล้งในพื้นที่ชนบทยังมิได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังเท่าที่ควร การดำเนินงานเกี่ยวข้องกับปรากฎการณ์น้ำท่วมพอจะจำแนกออกได้เป็น 4 เรื่อง ได้แก่ การพยากรณ์น้ำท่วม การป้องกันน้ำท่วม การเตือนภัยน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในพื้นที่ชนบทส่วนมากยังขาดการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวกับการพยากรณ์และการป้องกันน้ำท่วม แต่การเตือนภัยและการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้มีส่วนช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้มาก ในภาวะฉุกเฉินงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมสามารถจะดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยหน่วยงานระดับจังหวัด รัฐบาลควรจะกำหนดแนวทางหรือวิธีปฏิบัติสำหรับหน่วยงานท้องถิ่นในการประสานงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในจังหวัดที่มีปัญหาน้ำท่วมอยู่เสมอ ควรจะมีกองทุนสำรองสำหรับให้ความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้ความแน่ใจว่าผู้บริหารระดับท้องถิ่นมีความสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากที่อื่น
4. การจัดหาแหล่งน้ำในอนาคต
ปัจจุบันพื้นที่ราบภาคกลางกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการชลประทานในฤดูแล้ง โดยพื้นที่บางแห่งจะได้รับน้ำชลประทานหมุนเวียนสลับกันไป โดยเฉลี่ยแล้วในพื้นที่ที่มีศักยภาพสำหรับการชลประทานในฤดูแล้งทั้งหมด 3.1 ล้านไร่ จะได้รับน้ำชลประทานอย่างเพียงพอประมาณ 2.5 ล้านไร่ ปัญหาการขาดแคลนน้ำยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการประปานครหลวงต้องขยายกำลังผลิตน้ำประปาเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของชุมชนที่ขยายตัว ปริมาณน้ำสูงสุดที่การประปานครหลวงสามารถสูบจากแม่น้ำเจ้าพระยาตามที่ได้ตกลงกับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยและกรมชลประทานตกประมาณวันละ 2.6 ล้าน ลบ.ม. (30 ลบ.ม. /วินาที) และคาดว่าในปี พ.ศ. 2545 การประปานครหลวงต้องใช้น้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปาถึงวันละ 5.2 ล้าน ลบ.ม. (60 ลบ.ม. /วินาที) หรืออาจจะถึง 6.0 ล้าน ลบ.ม. (70 ลบ.ม. /วินาที)
จากปัญหาการขาดแคลนน้ำดังกล่าวจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการที่จะจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมสำหรับพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ซึ่งพอจะมีแนวทางที่เป็นไปได้อยู่ 2 แนวทาง แนวทางแรก ได้แก่ การผันน้ำส่วนเกินจากลุ่มน้ำอื่นมายังลุ่มน้ำเจ้าพระยา แนวทางที่สอง ได้แก่ การพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินสำหรับฤดูแล้ง
ได้มีการศึกษาพบว่า ปริมาณน้ำส่วนเกินในลุ่มน้ำแม่กลองสามารถที่จะผันเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ในอัตราประมาณ 50 ลบ.ม. / วินาที ซึ่งจะเห็นว่าใกล้เคียงกับปริมาณน้ำที่แยกจากแม่น้ำท่าจีนเพื่อต้านน้ำเค็ม การผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองในอัตราดังกล่าวจะช่วยให้สามารถขยายพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้งในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้อีกประมาณ 310,000 ไร่ และเพียงพอกับการขยายกำลังผลิตของการประปานครหลวงในอนาคต
การใช้น้ำใต้ดินเพื่อเสริมปริมาณน้ำสำหรับการชลประทานในฤดูแล้งสามารถที่จะกระทำได้ในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ดีการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินเพื่อการเกษตรยังมีอยู่น้อยมาก ซึ่งมีอยู่เพียง 2 โครงการที่กำลังทดลองดำเนินการอยู่ คือ ที่จังหวัดสุโขทัยและพิจิตร สำหรับพื้นที่บางแห่งที่ชั้นน้ำใต้ดินสามารถให้น้ำได้ในปริมาณสูง การใช้น้ำใต้ดินเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในคลองชลประทานจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการชลประทานในฤดูแล้งอย่างรุนแรง การใช้น้ำใต้ดินเพื่อเสริมปริมาณน้ำชลประทานจะเป็นประโยชน์มากในการเกษตร โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ซึ่งน้ำใต้ดินมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับการอุปโภคบริโภคอยู่แล้ว
5. การพัฒนาระบบประปาชนบท
สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียได้ทำการวางแผนหลักสำหรับระบบประปาและสุขาภิบาลในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่าในปี พ.ศ. 2526 มีประชาชนในชนบทเพียง 15 % ที่มีน้ำสะอาดใช้บริโภคตลอดทั้งปี เพื่อที่จะให้ครัวเรือนชนบทมีน้ำสะอาดบริโภคถึง 75 % แผนหลักดังกล่าวจึงได้เน้นถึงการจัดหาแหล่งน้ำแบบที่ไม่ต้องส่งผ่านท่อ
การสร้างตุ่มรองรับน้ำฝนดูจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการจัดเตรียมแหล่งน้ำดื่มของชาวชนบทในสภาพภูมิประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีประชากรอยู่อย่างกระจัดกระจาย โครงการสร้างตุ่มสำหรับชาวชนบทนี้ได้มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาชนบทกำลังดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ดีควรจะได้มีการติดต่อประสานงานกันระหว่างหน่วยงานเหล่านี้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความซ้ำซ้อนและเพื่อให้ชาวชนบทได้รับประโยชน์จากโครงการโดยทั่วถึงกัน
6. กฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรแหล่งน้ำและการบังคับใช้
กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับทรัพยากรแหล่งน้ำที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอในการที่จะปรับปรุงการบำรุงรักษาระบบชลประทานและการใช้น้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราจำเป็นต้องมีกฎหมายซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจนถึงสิทธิ์ในการใช้น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้น้ำชลประทานในระดับไร่นา การจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน และการเก็บเงินค่าน้ำ กฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรแหล่งน้ำบางฉบับที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมและยังขาดเอกภาพ มีหน่วยงานหลายหน่วยที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำ ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายหลายฉบับ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ขาดการประสานงานและขาดความต่อเนื่องในการวางแผนและดำเนินงาน และทำให้ต้องสูญเสียงบประมาณเกินความจำเป็น
เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมาย มีอยู่หลายกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้แล้ว แต่กลไกในการบังคับใช้ยังคลุมเครือ เช่น ในกรณีการกำหนดขอบเขตแหล่งน้ำธรรมชาติซึ่งไม่มีหน่วยงานรัฐบาลหน่วยใดกำหนดขอบเขตเอาไว้ ทำให้ มีการบุกรุกเข้าไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่สงวนไว้เป็นจำนวนมาก จะเกิดผลเสียต่อส่วนรวม
7. องค์กรระดับชาติสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำ
ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานหลายหน่วยที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ลักษณะเช่นนี้รวมทั้งระบบการจัดสรรงบประมาณที่ซับซ้อนในแต่ละหน่วยงานทำให้การวางแผนงพัฒนาแหล่งน้ำไม่อาจประสานงานกันระหว่างหน่วงงาน โครงการบางโครงการของหน่วยงานหนึ่งอาจมีผลกระทบต่อโครงการของหน่วยงานอื่นได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ คณะรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการแหล่งน้ำแห่งชาติขึ้น อย่างไรก็ดี คณะกรรมการชุดนี้ยังมีอำนาจหน้าที่ที่จำกัดโดยจะเน้นในด้านให้คำปรึกษาและกำหนดนโยบาย จะไม่ทำด้านการบริหาร
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวควรจัดตั้งองค์กรระดับชาติสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศให้มีหน้าที่วางแผนและประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และหน่วยงานอื่น ๆ การตั้งองค์กรดังกล่าวจะช่วยให้การใช้ทรัพยากรบุคคล และงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนของงาน
องค์กรระดับชาตินี้จะประสานงานด้านโครงข่ายของแหล่งข้อมูลทรัพยากร แหล่งน้ำ ในปัจจุบันมีหน่วยงานหลายหน่วยที่ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านอุทกวิทยา และอุทกธรณีวิทยา แต่ยังไม่มีรูปแบบมาตรฐานในการตรวจวัด การบันทึก การเก็บรักษา และการวิเคราะห์ข้อมูล บางหน่วยจึงทำงานซ้ำซ้อนกัน
8. แผนพัฒนาลุ่มน้ำ
ในปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแคลนแผนหลักที่ครอบคลุมการพัฒนาลุ่มน้ำทั่วทั้งประเทศ ดังนั้นจึงไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาแต่ละโครงการได้ ในอดีตที่ผ่านมาการดำเนินโครงการใดโครงการหนึ่งมักจะทำการศึกษาเฉพาะผลตอบแทนที่จะได้จากโครงการนั้นเท่านั้น ไม่ได้มีการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงโครงการอื่น ๆ ที่มีการเชื่อมโยงกันและกัน การพัฒนาในลุ่มน้ำหนึ่งอาจจะส่งกระทบต่อทรัพยากรในอีกลุ่มน้ำหนึ่งได้
การวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำจะต้องมีการพิจารณาถึงผลตอบแทนในทุก ๆ ด้าน รวมทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้า การชลประทาน การป้องกันน้ำท่วม และยังจะต้องคำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากร นอกจากนี้จะต้องวางแผนควบคู่กันไปกับการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาที่ดิน และการใช้เทคโนโลยีการเกษตร
9. แผนหลักในการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน
การพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินในปัจจุบันได้ขยายตัวอย่างมากต่อเนื่องมาจากการเพิ่มปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อเสริมการชลประทานในฤดูแล้ง เพื่อที่จะป้องกันปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำใต้ดินจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520 ขึ้นเพื่อควบคุมให้การสูบน้ำใต้น้ำอยู่ในอัตราที่ปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อป้องกันการทรุดตัวของพื้นดินและการแทรกซึมของน้ำเค็มเข้าสู่ชั้นน้ำใต้ดิน ในปัจจุบันกฏหมายดังกล่าวได้มีการบังคับใช้เฉพาะในเขตกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น ส่วนการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของประเทศยังไม่มีการควบคุม ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ หน่วยงานรัฐบาลหลายหน่วยงานได้เข้ามามีส่วนในการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน โดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป หน่วยงานเหล่านี้ ได้แก่ กรมทรัพยากรธรณี สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กรมโยธาธิการ กรมอนามัย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน การพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินโดยหน่วยงานต่าง ๆ ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานเฉพาะพื้นที่ ซึ่งมิได้มีการพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวที่อาจจะเกิดขึ้น ในบางพื้นที่ได้ตรวจพบว่ามีการแทรกซึมของน้ำเค็มเข้าสู่ชั้นน้ำใต้ดิน และบางแห่งยังได้ตรวจพบสารมลพิษบางอย่าง เช่น ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ย รวมทั้งมลพิษที่เกิดจากการระบายน้ำเสียลงใต้ดินซึ่งจะต้องตรวจสอบอยู่เสมอเพื่อให้น้ำใต้ดินคงสภาพเป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศ
ปัจจุบัน กรมทรัพยากรธรณี คณะกรรมการแหล่งน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน และ สศช. ควรจะร่วมกันจัดทำแผนหลักสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินของประเทศ แผนหลักดังกล่าวจะเป็นหลักประกันว่าปัญหาอันเกิดจากการใช้น้ำใต้ดินในอัตราสูงเกินไป
การใช้อ่างเก็บน้ำเป็นแหล่งน้ำดิบ
ในกรณีที่น้ำไหลต่ำสุดในแม่น้ำ ลำคลอง มีไม่เพียงพอสำหรับการนำมาผลิตน้ำประปา การสร้างอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำสำหรับใช้ในฤดูแล้ง เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมกันมากวิธีหนึ่งเนื่องจากปริมาณน้ำที่ไหลในแหล่งน้ำเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ปริมาณน้ำมั่นคง คือ
ปริมาณน้ำที่สามารถได้จากอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนเป็นประจำทุกปี จึงมีความสัมพันธ์กับขนาดของอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนนั้น ๆ และปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนด้วย การหาปริมาณน้ำมั่นคงจึงต้องวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณน้ำที่ไหลในแหล่งน้ำเป็นระยะเวลานาน ๆ เพื่อกำหนดให้ค่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่แหล่งน้ำน้อยที่สุดในรอบ 50 ปี หรือ 100 ปี เป็นปริมาณน้ำมั่นคง แต่ปรกติ ข้อมูลของปริมาณน้ำที่ไหลในแหล่งน้ำจะได้รับการบันทึกเพียงในระยะเวลาสั้น ๆ การหาปริมาณน้ำมั่นคงจึงต้องทำการวิเคราะห์จากค่าความถี่โดยการกำหนดอัตราเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ และทำการศึกษาวิธีการดำเนินงานซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำหรือเขื่อน และขนาดของอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อน เช่นเดียวกับการศึกษาปริมาณน้ำเพื่อการเกษตรกรรม
การเลือกสถานที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนเป็นแหล่งน้ำดิบของกิจการประปาในชุมชน จะต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
ข้อดีของการสร้างอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อน คือ จะได้แหล่งน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปา ทำให้ค่าใช้จ่ายสำหรับการบำรุงรักษาที่ต่ำ สามารถทำการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพน้ำได้ง่าย และโอกาสที่จะขาดแคลนน้ำมีน้อยเนื่องจากสามารถวางแผนศึกษาปริมาณน้ำสมดุลย์ในอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนได้
งานฝายทดน้ำ
เป็นงานก่อสร้างฝายซึ่งเป็นอาคารที่สร้างปิดขวางทางน้ำไหลเพื่อทดน้ำที่ไหลมาให้มีระดับสูงขึ้น จนสามารถผันเข้าไปตามคลองหรือคูส่งน้ำ ให้แก่พื้นที่เพาะปลูกบริเวณสองฝั่งลำน้ำ ส่วนน้ำที่เหลือจะไหลข้ามสันฝายไปเอง
ฝายทุกแห่งที่สร้างขึ้น จะต้องกำหนดให้มีขนาดความสูงมากพอ เพื่อการทดน้ำให้ไหลเข้าส่งน้ำได้ และสันฝายก็จะต้องมีขนาดความยาวที่สามารถระบายน้ำจำนวนมากในฤดูน้ำหลาก ให้ไหลล้นข้ามสันฝายไปได้ทั้งหมดอย่างปลอดภัย โดยไม่ทำให้เกิดน้ำท่วมตลิ่งที่บริเวณด้านเหนือฝายมากเกินไป
ฝายที่สร้างกันโดยทั่วไปมักมีขนาดความสูงไม่มากนัก มีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู ฝายบางแห่งอาจมีลักษณะเป็นฝายชั่วคราว เนื่องจากสร้างด้วยกิ่งไม้ ใบไม้ เสาไม้ ทราย กรวด และหิน ฯลฯ ส่วนฝายที่มีลักษณะถาวรส่วนใหญ่จะสร้างด้วยวัสดุที่มีความคงทนถาวร ได้แก่ หิน ซีเมนต์ และคอนกรีต
โดยทั่วไป เราสามารถสร้างฝายปิดกั้นลำน้ำธรรมชาติได้ทุกแห่งตามที่ต้องการ ลำน้ำที่มีน้ำไหลมามากอย่างเพียงพอและค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ฝายจะช่วยทดน้ำในช่วงที่ไหลมาน้อยและมีระดับต่ำกว่าตลิ่งนั้นให้สูงขึ้นจนสามารถผันส่งเข้าคลองส่งน้ำ เป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูกได้อย่างเต็มที่ ส่วนลำน้ำสายใด ถ้าหากมีน้ำไหลมาด้วยปริมาณที่ไม่แน่นอน กล่าวคือ มีน้ำไหลจำนวนมากบ้าง น้อยบ้าง หรือมีน้ำไหลเฉพาะเวลาที่ฝนตก เมื่อสภาพภูมิประเทศไม่เหมาะต่อการสร้างเขื่อนดินไว้เก็บน้ำ อาจพิจารณาสร้างฝายปิดกั้นน้ำเฉพาะในลำน้ำขึ้นแทน เพราะถึงแม้ว่าจะเกิดประโยชน์ต่อการเพาะปลูกได้เพียงช่วงเวลาที่มีน้ำไหลมาก็ตาม แต่น้ำซึ่งเก็บไวในลำน้ำด้านหน้าฝายจะใช้สำหรับอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง พอที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเกี่ยวกับน้ำกินน้ำใช้ได้
นอกจากการก่อสร้างฝายทดน้ำปิดกั้นลำน้ำต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ลำน้ำที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีน้ำไหลมากในฤดูฝน จะนิยมสร้างเป็นเขื่อนทดน้ำแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะไม่ทึบตันเหมือนฝาย เรียกว่า เขื่อนระบายน้ำ โดยเขื่อนระบายน้ำจะสามารถทดน้ำได้สูงทุกระดับตามที่ต้องการ และนอกจากนี้ในเวลาน้ำหลากมามากเต็มที่ เขื่อนระบายน้ำก็ยังสามารถระบายน้ำให้ผ่านไปได้ทันทีในปริมาณที่มากกว่าฝาย คล้ายกับน้ำซึ่งไหลมาตามธรรมชาติตามปกติ
งานฝายทดน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างอยู่มากในภาคใต้และภาคเหนือ เช่น ฝายทดน้ำไอร์ดาฮง จังหวัดนราธิวาส ฝายทดน้ำบ้านแหร จังหวัดยะลา ฝายทดน้ำคลองไม้เสียบ จังหวัดนครศรีธรรมราช ฝายทดน้ำปางตองและฝายทดน้ำหลวงต่อแพ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ เขื่อนระบายน้ำลำน้ำเชิน อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น
การก่อสร้างคันกั้นน้ำ
เป็นวิธีป้องกันน้ำท่วมที่นิยมทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยการก่อสร้างคันดินกั้นน้ำขนาดเล็ก ซึ่งมีความสูงไม่มากนักขนานไปตามลำน้ำห่างจากขอบตลิ่งเข้าไปเป็นระยะพอประมาณ เพื่อกั้นน้ำที่มีระดับสูงกว่าตลิ่งไม่ให้ไหลบ่าเข้าไปท่วมพื้นที่ต่าง ๆ ตามที่ต้องการ
การป้องกันน้ำท่วมโดยการก่อสร้างคันกั้นน้ำนี้ เป็นวิธีป้องกันน้ำมิให้ไหลล้นตลิ่งเข้าไปท่วมพื้นที่ให้ได้รับความเสียหายโดยตรง เหมือนกับการเสริมของตลิ่งของลำน้ำให้มีระดับสูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มเนื้อที่หน้าตัดของลำน้ำให้มีขนาดใหญ่พอที่จะระบายน้ำไหลหลากจำนวนมาก ให้สามารถไหลผ่านพื้นที่บริเวณนั้นไปโดยไม่ท่วมพื้นที่ต่าง ๆ ให้ได้รับความเสียหาย
คันกั้นน้ำส่วนใหญ่สร้างด้วยดินถมบดอัดแน่น มีระดับหลังคันสูงพ้นระดับน้ำท่วมสูงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต คันกั้นน้ำมีรูปร่างลักษณะเหมือนเขื่อนดินของงานอ่างเก็บน้ำ แต่ทำหน้าที่กักกั้นน้ำอยู่เป็นครั้งคราว จึงมีลักษณะคล้ายกับคันดินถนนทั่วไป ในการออกแบบเพื่อกำหนดขนาดรูปร่างของคันกั้นน้ำ มีหลักเกณฑ์โดยทั่วไปว่าจะต้องคำนึงถึงความแข็งแรงของตัวคันน้ำเพื่อให้มีสภาพคงทนใช้งานได้นานปี ตัวคันกั้นน้ำจะต้องมีขนาดและความเอียงลาดของคันดินทั้งสองด้านที่มีสภาพมั่นคงแข็งแรงในการทรงตัวอยู่ได้เสมอ โดยไม่เลื่อนทลาย ทั้งในช่วงเวลาที่ทำการกักกั้นน้ำ และในขณะที่น้ำมีระดับลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
เนื่องด้วยคันกั้นน้ำที่ก่อสร้างมักจะตัดผ่านร่องน้ำและทางน้ำต่าง ๆ จึงต้องมีการก่อสร้างท่อระบายน้ำหรือประตูระบายน้ำเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้สะดวก พร้อมกับติดตั้งบานประตูบังคับน้ำไว้ทุกแห่งเพื่อป้องกันน้ำจากภายนอกเข้าไปท่วมพื้นที่ด้านในอีกด้วย
การป้องกันน้ำท่วมด้วยคันกั้นน้ำนี้ กรมชลประทานได้สร้างสนองพระราชดำริไว้หลายแห่ง เช่น ที่ภาคใต้ ได้แก่ คันกั้นน้ำของโครงการมูโนะอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส และคันกั้นน้ำของโครงการปิเหล็งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น และบริเวณกรุงเทพมหานครและประมณฑล กรมชลประทาน กรมทางหลวง และกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกันก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วมบริเวณต่าง ๆ ในโครงการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งปัจจุบันสามารถป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา และน้ำตามคลองโดยรอบกรุงเทพมหานครทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก ไม่ให้ไหลบ่าเข้ามาท่วมกรุงเทพฯ ชั้นในและพื้นที่เศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี
การก่อสร้างทางผันน้ำ
การก่อสร้างทางผันน้ำหรือขุดคลองสายใหม่เชื่อมต่อกับลำน้ำที่มีปัญหาน้ำท่วม เพื่อผันน้ำทั้งหมดหรือน้ำเฉพาะบางส่วนที่จะล้นตลิ่งออกไปจากลำน้ำ ให้ไหลไปตามทางผันน้ำที่ขุดขึ้นใหม่ไปลงลำน้ำสายอื่นหรือระบายออกสู่ทะเล ตามความเหมาะสม มีหลักการดังนี้
1. โดยทั่วไปจะผันน้ำส่วนที่ไหลล้นตลิ่งทำให้เกิดน้ำท่วมออกไปจากลำน้ำโดยยังคงปล่อยน้ำส่วนใหญ่ที่มีระดับไม่ล้นตลิ่ง ให้ไหลอยู่ในลำน้ำเดิมตามปกติ วิธีการผันน้ำแบบนี้ที่บริเวณปากทางแยกเข้าลำน้ำสายใหม่จะต้องสร้างอาคารเพื่อควบคุมและบังคับน้ำให้ไหลเข้าสู่ลำน้ำสายใหม่ในปริมาณที่เหมาะ โดยอาคารควบคุมบังคับน้ำดังกล่าวอาจสร้างเป็นแบบฝาย ซึ่งสามารถควบคุมน้ำให้ไหลเข้าลำน้ำสายใหม่ได้โดยอัตโนมัติ หรือสร้างประตูระบายน้ำที่ควบคุมน้ำโดยบานประตูที่เปิดและปิดได้ ตามความเหมาะสม
2. ในกรณีต้องการผันน้ำทั้งหมดให้ไหลไปตามทางน้ำที่ขุดใหม่ ควรขุดลำน้ำสายใหมีแยกออกจากลำน้ำสายเดิมตรงบริเวณที่ลำน้ำเป็นแนวโค้ง โดยกำหนดให้ท้องลำน้ำที่ขุดมีระดับเสมอกับท้องลำน้ำเดิมเป็นอย่างน้อย หลังจากนั้น จึงนำดินที่ขุดจากลำน้ำใหม่ไปถมปิดลำน้ำสายเดิมพร้อมกับเกลี่ยและบดอัดดินให้แน่นจนเต็มโดยตลอด เพื่อที่จะได้นำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นต่อไป
ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาวางโครงการ สำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวข้างต้น จึงเกณฑ์ทางด้านวิศวกรรม ที่จะต้องมีการศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดรอบคอบให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ วัตถุประสงค์ ประโยชน์และค่าลงทุน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจดำเนินการอย่างไดอย่างหนึ่ง จนถึงขั้นการก่อสร้าง
การปรับปรุงสภาพลำน้ำ
การปรับปรุงและตกแต่งลำน้ำเพื่อช่วยให้น้ำสามารถไหลตามลำน้ำได้สะดวก หรือกระแสน้ำที่ไหลมีความเร็วเพิ่มขึ้นเพื่อที่ในฤดูน้ำหลาก น้ำจำนวนมากที่ไหลตามลำน้ำจะได้มีระดับลดต่ำลงไปจากเดิม เป็นการช่วยบรรเทาความเสียหายเนื่องจากน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี
โดยทั่วไป การเพิ่มความสามารถของลำน้ำเพื่อให้น้ำจำนวนมากไหลไปได้สะดวก หรือทำให้น้ำไหลด้วยความเร็วมากขึ้นกว่าเดิมนั้น จะต้องปรับปรุงสภาพลำน้ำด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ทำการตกแต่งลาดตลิ่งและท้องลำน้ำให้มีความขรุขระน้อยกว่าเดิม เพิ่มเนื้อที่หน้าตัดของลำน้ำโดยการขุดและขยายลำน้ำให้มีขนาดโตขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงลำน้ำให้มีความลาดชันโดยการขุดทางน้ำใหม่ที่มีความยาวน้อยลง ดังวิธีต่อไปนี้
1. โดยการขุดลอกคลองลำน้ำในบริเวณที่ตื้นเขิน ตกแต่งดินตามลาดตลิ่งที่ถูกน้ำกัดเซาะพังทลาย กำจัดวัชพืชและรื้อทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำไหลออกไปจนหมด ซึ่งเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ช่วยให้น้ำไหลผ่านตามลำน้ำได้สะดวก และสามารถระบายน้ำจำนวนมากให้ผ่านไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ในกรณีที่ลำน้ำมีแนวโค้งมากเป็นระยะทางไกล อาจพิจารณาขุดทางน้ำใหม่ลัดจากลำน้ำบริเวณด้านเหนือโค้งไปบรรจบกับลำน้ำเดิมที่บริเวณด้านท้ายโค้ง ให้มีแนวตรง
กลมกลืนกับธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นทางน้ำใหม่แบ่งน้ำจำนวนมากให้ไหลผ่านไปเองอย่างสะดวก เนื่องจากมีความลาดชันมากกว่าลำน้ำเดิมที่มีแนวโค้ง ส่วนลำน้ำเดิมที่มีแนวโค้งนั้น เมื่อมีน้ำไหลผ่านน้อยลงอาจเกิดการตื้นเขินหรือมีขนาดเล็กลงไปเองตามธรรมชาติ
การปรับปรุงสภาพลำน้ำ โดยวิธีขุดลอกปรับปรุงตัวลำน้ำและโดยการขุดทางน้ำสายใหม่นี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติของลำน้ำ ซึ่งอาจมีผลทำให้กระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งตอนใดตอนหนึ่งจนพังทลายและทำความเสียหายแกทรัพย์สินบ้านเรือนราษฎร นอกจากนั้น การปรับปรุงสภาพลำน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาน้ำท่วมเฉพาะบริเวณเท่านั้น อาจทำให้เกิดผลกระทบหรือเพิ่มความเสียหายให้แก่พื้นที่ทางด้านท้ายลำน้ำลงไปได้ จึงต้องมีการพิจารณาในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมรอบคอบ
ปัญหาน้ำท่วมและมาตรการในการป้องกัน
ในปัจจุบันได้มีการศึกษาเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร แต่ปัญหาน้ำท่วมและความแห้งแล้งในพื้นที่ชนบทยังมิได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังเท่าที่ควร การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์น้ำท่วมพอจะจำแนกออกได้เป็น 4 เรื่อง ได้แก่
ในพื้นที่ชนบทส่วนมากยังขาดการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวกับการพยากรณ์และการป้องกันน้กท่วม แต่การเตือนภัยและการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้มีส่วนช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้มาก ในภาวะฉุกเฉินงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมสามารถจะดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยหน่วยงานระดับจังหวัด รัฐควรจะได้กำหนดแนวทางหรือวิธีการปฏิบัติสำหรับหน่วยงานท้องถิ่นในการประสานงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในจังหวัดที่มีปัญหาน้ำท่วมอยู่เสมอ ควรจะมีกองทุนสำรองสำหรับใช้ในภาวะฉุกเฉินอย่างน้อยก็เพื่อให้แน่ใจว่าผู้บริหารระดับท้องถิ่นสามารถดำเนินการแห้ไขปัญหาได้ในทันทีทันใดโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากที่อื่น
มาตรการที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งในปี 2523 เป็นตัวอย่างที่ดีซึ่งเหมาะที่จะใช้เป็นแนวทางในการกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาความแห้งแล้ง เช่น มีการเตรียมมาตรการสำหรับปล่อยน้ำจากเขื่อนใหญ่ ๆ ในช่วงฝนแล้งไว้ล่วงหน้า การพิจารณาอย่างรอบคอบถึงศักยภาพของการสูบน้ำใต้ดินมาใช้ในการอุปโภคบริโภคและเสริมการชลประทานในช่วงฝนแล้ง
การแก้ไขปัญหาสภาวะน้ำท่วม
หมายถึง การปฏิบัติงานทุกวิถีทางโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือสาธารณชนภายในบริเวณพื้นที่ที่ประสพอุทกภัย เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์
การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมสามารถที่จะดำเนินการได้ดังต่อไปนี้
1. การดำเนินการแก้ไขก่อนที่น้ำจะท่วม ซึ่งจะประกอบไปด้วย การคาดคะเนสภาพของน้ำ การเตือนภัยในบริเวณทางน้ำ และเวลาที่น้ำจะท่วมโดยอาศัยการวิเคราะห์ทางอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา การเตรียมการป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าสู่อาคารสถานที่ การโยกย้ายทรัพย์สิน ฯลฯ
2. การดำเนินการแก้ไขขณะที่เกิดอุทกภัย ได้แก่ การอพยพประชากร การนำกระสอบทรายและวัสดุป้องกันน้ำท่วมชั่วคราวมาใช้เพื่อไม่ให้น้ำไหลบ่าท่วม และการบรรเทาภัยฉุกเฉิน ฯลฯ
3. การดำเนินการแก้ไขหลังจาน้ำลดแล้ว คือ การทำความสะอาดปรับพื้นที่อาคารให้กลับสู่สภาพเดิมเพื่อลดความเสียหายต่อเนื่อง นอกจานี้การลดความเสียหายก็ทำได้โดยก่อสร้างวัสดุที่ทนต่อแรงน้ำ เช่น ใช้พื้นคอนกรีตแทนพื้นไม้ หรือก่อสร้างพื้นอาคารให้สูงกว่าระดับน้ำที่ท่วมประจำ
เมื่อปี 2523 พื้นที่ในกรุงเทพมหานครได้ประสบปัญหาน้ำท่วมในสภาวะที่รุนแรงอยู่เป็นเวลานานหลายเดือน ซึ่งผลกระทบที่เกิดตามมาก็คือ ความเสียหายทางทรัพย์สิน และภาวะการสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานพระราชดำรีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไว้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ในระยะสั้นนั้น ให้เร่งดำเนินการเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล โดยใชัประโยชน์จากคลองที่อยู่ฟากฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครให้เป็ทางระบายน้ำ
ในระยะยาวก็ให้ดำเนินการดังนี้
ปี 2526 ได้เกิดสภาวะน้ำท่วมอย่างรุนแรง ขึ้นในกรุงเทพมหานครอีกครั้ง ทรงได้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ด้วยพระองค์เอง ถึง 6 ครั้งด้วยกัน
27 พฤศจิกายน 2526 เสด็จพระราชดำเนิน
ความเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ของลุ่มน้ำ
ปัจจุบันประชากรของประเทศเพิ่มขี้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีกิจกรรมในการดำรงชีพมากขึ้นและมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเกษตรและอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในระบบนิเวศของลุ่มน้ำและแหล่งน้ำ (ดังแสดงในไดอะแกรมข้างล่าง) กล่าวคือ ทำให้เกิดปัญหามลพิษของน้ำ หรือน้ำเสีย เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมปัญหาแรกที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างเห็นได้ชัดกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ
เมื่อกล่าวถึงปัญหาน้ำเสีย คนทั่วไปมักจะคิดถึงน้ำเน่าดำส่งกลิ่นเหม็น หรือน้ำที่อาบแล้วคัน เนื่องจากมีสารเคมีละลายปนอยู่ ความเข้าใจเช่นนี้ถูกต้องแต่เพียงบางส่วนเท่านั้น มลภาวะของน้ำหรือน้ำเสีย หมายถึง สภาพการน้ำมีคุณภาพเลวลงจนไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ประโยชน์ ความหมายที่แท้จริงของน้ำเสียจึงกว้างกว่าน้ำเน่ามาก และเมื่อกล่าวถึงปัญหาน้ำเสีย จึงต้องบ่งให้ชัดถึงการใช้ประโยชน์ของน้ำที่ต้องถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากน้ำเสียด้วย เราอาจจะใช้ลำน้ำโดยตรง หรือนำน้ำขึ้นมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่
1. การใช้โดยตรงในลำน้ำ
2. การนำน้ำขึ้นมาใช้
สภาพความแห้งแล้ง และภาวะการขาดแคลนน้ำในประเทศไทย
สภาพความแห้งแล้งในประเทศไทย จะเกิดขึ้น 2 ช่วงได้แก่
- ช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อน คือระยะตั้งแต่สิ้นสุดฤดูฝน ปลายเดือนตุลาคม เป็นต้นไป ซึ่งประเทศไทยตอนบนจะมีปริมาณฝนลดลงเป็นลำดับและมีฝนตกน้อยจนกระทั้งเข้าสู่ฤดูฝนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป ลักษณะความแห้งแล้งเช่นนี้ จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ฝนที่ตกในช่วงนี้มีน้อยมากเมื่อเทียบกับฝนในฤดูฝน
ในอดีต มีการบันทึกสภาพฝนแล้งจัด ที่ประเทศไทยเคยประสบมา เช่น ในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวระหว่าง พ.ศ. 2454 ถึง พ.ศ. 2456 เป็นระยะเวลาถึง 3 ปีที่ปริมาณฝนมีจำนวนน้อยมาก ทำให้การเพาะปลูกข้าวในทุ่งที่ราบภาคกลางที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำได้รับความเสียหายอย่างหนัก เป็นเหตุให้ชาวนาต้องได้รับความเดือดร้อน ก่อให้เกิดปัญหาโจรผู้ร้ายชุกชุม สืบเนื่องจากความแห้งแล้งครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ. ให้จัดตั้ง กรมทดน้ำ ขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2457 เพื่อให้รับผิดชอบงานชลประทานและพัฒนาแหล่งน้ำ ต่อมา
ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น มีความรุนแรงมากบ้างน้อยบ้าง เมื่อพิจารณาข้อมูลในอดีต ระยะเกือบ 30 ปีที่ผ่านมานี้ ได้มีการบันทึกสภาวะฝนแห้งแล้งในไทย ใน พ.ศ. 2510 2511 2520 2522 2530 2532 2533 2534 2535 2536 โดยครั้งที่รุนแรงมากน่าจะเป็น พ.ศ. 2522 ซึ่งได้เกิดฝนทิ้งช่วงกลางฤดูฝนยาวนานกว่าปกติตั้งแต่เดือน กรกฎาคม ถึง เดือนกันยายน จึงเกิดผลกระทบ เป็นบริเวณกว้าง คือ ภาคเหนือ ภาคกลางบริเวณตอนบนทั้งหมด ด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางตอนบนของภาคใต้ฝั่งตะวันออก ซึ่งทำความเสียหายและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยผลผลิตทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบ รวมทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนเนื่องจากขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้และกระแสไฟฟ้า
และในฤดูฝนปี 2536 ที่ผ่านมา ฝนที่ตกในบริเวณภาคเหนือและภาคกลางมีปริมาณน้อย ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยที่เคยตกในอดีตมาก น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิตติ ซึ่งเก็บกักไว้สำหรับใช้ในฤดูแล้งจึงเหลืออยู่น้อยเป็นประวัติการณ์ เป็นเหตุให้พื้นที่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาต้องประสบกับสภาวะแห้งแล้งมากผิดปกติในฤดูแล้ง
สาเหตุการเกิดภาวะการขาดแคลนน้ำ
การแก้ปัญหา
กรรมวิธีใหม่นี้เกิดจากแนวพระราชดำริของพระราชสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพัฒนาขึ้นด้วยพระองค์เอง โดยทรงร่วมปรึกษาหารือกับ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2516 ทรงพระกรุณาสรุปกรรมวิธีการทำฝนหลวงเป็น 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 การก่อกวน คือการดัดแปลงสภาพอากาศหรือก้อนเมฆในขณะนั้นเพื่อกระตุ้นให้มวลอากาศขั้นไหลพาขึ้นสู่เบื้องบน อันเป็นการชักนำไอน้ำหรืออากาศชื้นเข้าสู่กระบวนการเกิดเมฆ
ขั้นตอนที่ 2 เลื้ยงให้อ้วน คือ การดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อทำให้เมฆเจริญขึ้นจนเป็นขนาดใหญ่ หนาแน่นมาก จนพร้อมที่จะตกเป็นฝน
ขั้นตอนที่ 3 ขั้นโจมตี คือ การดัดแปรสภาพอากาศที่จะกระตุ้นให้เม็ดละอองเมฆปะทะชนกัน แล้วรวมตัวเข้าด้วยกันจนมีขนาดใหญ่ขั้น ขณะเดียวกันก็เป็นการลดแรงไหวพาขั้นเบื้องบน เพื่อให้เม็ดน้ำมีขนาดใหญ่ตกลงสู่เบื้องล่าง แล้วเกิดเป็นฝนตกลงสู่เป้าหมาย
การทำ ฝนหลวง ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2517 มีส่วนช่วยเหลือราษฎรได้เป็นอย่างมาก ราษฎรในหลายจังหวัดได้ขอพระราชทาน ฝนหลวง ไปช่วยในการเกษตร ต่อมาปี พ.ศ. 2518 จึงมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
มาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภค
คุณภาพน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เนื่องจากน้ำสามารถเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ น้ำสะอาดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องการของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนใหญ่ ๆ ซึ่งมักจะไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีน้ำสะอาดคุณภาพดี นอกจากนี้ ขยะมูลฝอย สิ่งปฎิกูลและน้ำเสียที่ถูกระบายลงสู่แหล่งน้ำ เป็นบ่อเกิดของสารพิษ และโรคร้ายต่าง ๆ สารต่าง ๆ ที่เจือปนอยู่ในน้ำที่มีผลกระทบต่อมนุษย์ มีดังนี้
เพื่อที่จะให้น้ำที่ประชากรใช้ในการอุปโภคบริโภคเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสารต่าง ๆ เจือปนมากจนเกิดอันตรายต่อผู้ใช้น้ำนั้น พระราชบัญญัติกิจการประปาและประกาศกระทรวงเรื่องน้ำบริโภคหลายฉบับจึงได้ประกาศใช้ สำหรับมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มในปัจจุบัน กำหนดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 61(พ.ศ.2524) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 น้ำบริโภคต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามรายละเอียดในตารางที่ 1 และมาตรฐานคุณภาพน้ำบาดาลที่ใช้บริโภค กำหนดตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 4 (พ.ศ.2521) ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520 ดังรายละเอียดในตารางที่ 2 สำหรับการประปานครหลวงซึ่งผลิตน้ำประปาจำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำประปาที่ผลิตได้ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภคของกระทรวงสาธารณสุข ยกเว้นคุณลักษณะบางประการ ดังตารางที่ 3
ตารางที่ 1 มาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภค น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเป็นอาหารควบคุม และต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
|
รายการ |
เกณฑ์มาตรฐาน |
|
สี(Colour) |
ต้องไม่เกิน 20 ฮาเซนยูนิต |
|
กลิ่น(Odor) |
ต้องไม่มีกลิ่น แต่ไม่รวมถึงกลิ่นคลอรีน |
|
ความขุ่น(Turbidty) |
ต้องไม่เกิน 5.0 ชิลิกาสเกล |
|
ความเป็นกรด-ด่าง(pH) |
6.5-8.5 |
|
รายการ |
เกณฑ์มาตรฐาน (หน่วยส่วนในล้าน) |
|
ปริมาณสารทั้งหมด(Total solil) |
ไม่เกิน 500 |
|
ความกระด้างทั้งหมด(Total hardness as CaCo3) |
ไม่เกิน 100 |
|
คลอไรด์(Cl) |
ไม่เกิน 250 |
|
โครเมียม(Cr) |
ไม่เกิน 0.05 |
|
ทองแดง(Cu) |
ไม่เกิน 1.0 |
|
เหล็ก(Fe) |
ไม่เกิน 0.5 |
|
มังกานีส(Mn) |
ไม่เกิน 0.05 |
|
ไนเตรท(NO3) |
ไม่เกิน 4.0 |
|
พีนอล(Phenol) |
ไม่เกิน 0.001 |
|
เงิน(Ag) |
ไม่เกิน 0.05 |
|
ซัลเฟต(SO4) |
ไม่เกิน 250 |
|
สังกะสี(Zn) |
ไม่เกิน 5.0 |
|
ฟลูออไรด์(F) |
ไม่เกิน 1.5 |
|
รายการ |
เกณฑ์มาตรฐาน (หน่วยส่วนในล้าน) |
|
สารหนู(As) |
ไม่เกิน 0.05 |
|
แบเรียม(Ba) |
ไม่เกิน 1.0 |
|
แคดเมียม(Cd) |
ไม่เกิน 0.01 |
|
ตะกั่ว(Pb) |
ไม่เกิน 0.1 |
|
ปรอท(Hg) |
ไม่เกิน 0.002 |
|
เซเลเนียม(Se) |
ไม่เกิน 0.01 |
|
รายการ |
เกณฑ์มาตรฐาน |
|
บักเตรี ชนิด โคลิฟอร์ม |
น้อยกว่า 2.2 ต่อ 100 ลบ.ม. โดยวิธี MPN |
|
บักเตรี ชนิด ฮีโคโล(E. Coli) |
ต้องไม่มีเลย |
|
จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค |
ต้องไม่มีเลย |
ตารางที่ 2 มาตรฐานน้ำบาดาลที่จะใช้บริโภคได้
|
รายการ |
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม |
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด |
|
สี(Colour) |
5 (หน่วยปลาตินัมโคบอลต์) |
50 (หน่วยปลาตินัมโคบอลต์) |
|
ความขุ่น(Turbidty) |
5 (หน่วยความขุ่น) |
20(หน่วยความขุ่น) |
|
ความเป็นกรด-ด่าง(pH) |
7.0-8.5 |
6.5-9.2 |
|
รายการ |
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม (หน่วยส่วนในล้าน) |
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด (หน่วยส่วนในล้าน) |
|
เหล็ก(Fe) |
ไม่เกิน 0.5 |
0.1 |
|
มังกานีส(Mn) |
ไม่เกิน 0.3 |
0.5 |
|
ทองแดง(Cu) |
ไม่เกิน 1.0 |
1.5 |
|
สังกะสี(Zn) |
ไม่เกิน 5.0 |
15.0 |
|
ซัลเฟต(SO4) |
ไม่เกิน 200 |
250 |
|
คลอไรด์(Cl) |
ไม่เกิน 200 |
600 |
|
ฟลูออไรด์(F) |
ไม่เกิน 1.0 |
1.5 |
|
ไนเตรท(NO3) |
ไม่เกิน 45 |
45 |
|
ความกระด้างทั้งหมด (Total hardness as CaCo3) |
ไม่เกิน 300 |
500 |
|
ความกระด้างถาวร (Non-carbonate hardness as CaCo3) |
ไม่เกิน 200 |
250 |
|
ปริมาณสารทั้งหมด (Total solids) |
ไม่เกิน 750 |
1,500 |
|
รายการ |
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม (หน่วยส่วนในล้าน) |
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด (หน่วยส่วนในล้าน) |
|
สารหนู(As) |
ต้องไม่มีเลย |
0.05 |
|
ไซยาไนด์(CN) |
ต้องไม่มีเลย |
0.2 |
|
ตะกั่ว(Pb) |
ต้องไม่มีเลย |
0.05 |
|
ปรอท(Hg) |
ต้องไม่มีเลย |
0.001 |
|
แคดเมียม(Cd) |
ต้องไม่มีเลย |
0.01 |
|
เซเลเนียม(Se) |
ต้องไม่มีเลย |
0.01 |
รายการ |
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม |
|
Standard plate count |
ไม่เกิน 500 โคโลนีต่อลูกบาศก์เซนติเมตร |
|
บักเตรีชนิด โคลิฟอร์ม |
น้อยกว่า 2.2 ต่อ100 ลบ.ซม. โดยวิธี MPN |
|
บักเตรีชนิด อี โคไล(E. Coli) |
ต้องไม่มีเลย |
ตารางที่ 3 มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาของการประปานครหลวง ( เฉพาะคุณลักษณะที่แตกต่างจากมาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภคของกระทรวงสาธารณสุข จากตารางที่ 1)
รายการ |
เกณฑ์มาตรฐาน |
|
|
กระทรวงสาธารณสุข |
การประปานครหลวง |
|
|
ความเป็นกรด-ด่าง |
6.5-8.5 |
6.8-8.2 |
|
ปริมาณสารทั้งหมด |
500 |
1,000 |
|
ความกระด้าง |
100 |
300 |
|
มังกานีส |
0.05 |
0.3 |
|
ไนเตรท |
4.0 |
1.5 |
|
สังกะสี |
5.0 |
15.0 |
|
ฟลูออไรด์ |
1.5 |
1.2 |
|
ตะกั่ว |
0.1 |
0.05 |
|
ไซยาไนด์ |
ไม่ได้กำหนด |
0.2 |
|
แมกนีเซียม |
ไม่ได้กำหนด |
125 |
|
ออกซิเจนคอนซูมต์ |
ไม่ได้กำหนด |
2 |
|
แอมโนเนียอิสระ |
ไม่ได้กำหนด |
0.2 |
|
อัลบูมินอลด์ แอมโมเนีย |
ไม่ได้กำหนด |
0.1 |
|
ไนไตรท์ ( ในรูปไนโตรเจน ) |
ไม่ได้กำหนด |
0.001 |
หนังสืออ้างอิง
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาการเกษตรไทย สำนักพิมพ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี2539
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับงานจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปี 2540
- ชีวิตกับสภาพแวดล้อม , มุกดา สุขสมาน สำนักพิมพ์ ม.ธรรมศาสตร์ พิมพ์ครั้งที่ 4 พฤศจิกายน 2538 หน้า 221 229
- มนุษย์-ระบบนิเวศ และสภาพนิเวศในประเทศไทย , ดร.อู่แก้ว ประกอบไวทยกิจ บีเวอร์ สำนักพิมพ์ บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จัดกัด พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2541 หน้า 225-236
- ประมวลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย , ผู้จัดทำ : สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2531