ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ อุปกรณ์ต่าง ๆ ใน Network กันดีกว่า

ชนิดของสายสัญญาณ

เราสามารถกันตัวนำไฟฟ้าจากสัญญาณรบกวน RF (Electrical Radio Frequency) โดยใช้ตัวนำอีกตัวเป็นฉนวน วิธีป้องกันแบบนี้จะเห็นในสายคู่ตีเกลียวและสายโคแอกเชียล

สายคู่ตีเกลียว (Twisted Pair)

ประกอบไปด้วย สายไฟ 2 หรือ 4 คู่ถักเข้าด้วยกันตลอดทั้งเส้น เพราะว่าแต่ละเส้นเป็นตัวนำไฟฟ้า การพันสายเข้าด้วยกันจะทำให้เกิดเป็นฉนวนกันสัญญาณรบกวน RF ได้

สายคู่ตีเกลียวมีอยู่ 2 ประเภท

    1. แบบมีฉนวนหุ้ม (Shielded Twisted Pair = STP)
    2. แบบไม่มีฉนวนหุ้ม (Unshielded Twisted Pair = UTP)

ความแตกต่างของสองชนิดคือ แบบมีฉนวนหุ้มมีชั้นตัวนำล้อมรอบสายที่ถักตัวกัน ซึ่งจะได้ชั้นพิเศษไว้ป้องกันสัญญาณรบกวนอีกชั้นหนึ่ง แบบมีฉนวนหุ้มมีราคาแพงกว่าแบบไม่มีฉนวนหุ้ม

มาตรฐานของสายคู่ตีเกลียว

สมาคมอุตสาหกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Industry Association = EIA) สมาคมอุตสาหกรรมด้านการสื่อสาร (Telecommunication Industry Association = TIA) และ สมาคมผู้ผลิตด้านไฟฟ้าแห่งชาติ (National Electrical Manufacturers Association) ได้กำหนดและก่อตั้งให้สายคู่ตีเกลียว มี มาตรฐาน 5 เกรด และมอบอำนาจให้กับ Underwriters Laboratories (UL) ใช้รับรองและให้เกรดสายส่งสัญญาณตามาตรฐานของ EIA/TIA หากอิงตามมาตรฐานแล้ว ยิ่งเลขมีเกรดสูง การบิดตัวของสายก็จะมีมากขึ้นเป็นตามลำดับและทำให้การลดทอนสัญญาณดีขึ้นตามไปด้วย

การกระโดดข้ามช่องสัญญาณ (Crosstalk) จะเกิดเมื่อมีสัญญาณไฟฟ้าที่เดินทางระหว่างสายไฟที่ติดกัน จึงทำให้เกิดสัญญาณคลื่นวิทยุ

 

 

 

 

 

สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)

เรามักจะอ้างถึง สาย BNC (Bayonet Naur Connector) ทำด้วยสายทองแดงเส้นเดียว มีฉนวนหุ้ม และจากนั้นก็คลุมด้วยชั้นของสายเกลียวอลูมิเนียมหรือทองแดงที่ป้องกันการรบกวนจากภายนอก ถ้าคุณต้องการย่านความถี่ (Bandwidth) ที่กว้างขึ้นและมีการป้องกันสัญญาณรบกวนที่มากกว่าที่สายคู่ตีเกลียวจะให้ได้

ประกอบไปด้วย 4 ส่วน

    1. สายกลาง เรียกว่า ตัวนำภายใน (Inner conductor)
    2. ชั้นกันฉนวน เรียกว่า Dielectric ที่อยู่ล้อมรอบตัวนำภายใน
    3. ชั้นของสายเกลียวตะกั่วหรือโลหะ ที่เรียกว่า ฉนวน (Shield) หุ้มอยู่รอบ ๆ ชั้นกันฉนวน
    4. ฉนวนชั้นสุดท้ายเรียกว่า Jacket

การทำงานของสาย Coaxial ลักษณะก็จะคล้ายกับ สายคู่ตีเกลียว ถ้า คุณใช้สายตัวนำล้อมรอบสายตัวนำอีกเส้น สายตัวนำที่สองจะป้องกันสายตัวนำแรกจากสัญญาณรบกวน ในขณะที่สายคู่ตีเกลียวคาดหวังว่าจะป้องกันซึ่งกันและกัน แต่ว่า สายโคแอกเชียลจะยอมให้สายบางสายเป็นฉนวนป้องกันสายตัวนำภายใน

สาย Coaxial มีอยู่ 4 ชนิด ใช้ในระบบที่ต่างกัน

  1. อีเทอร์เน็ต มักจะอ้างถึง 10Base5 อันเป็นมาตรฐานของ IEEE (Institute for Electrical & Electronics Engineers) 10 is 10 Mbps and 5 means 500 metre Equal to 1640 foot ส่วนตรงกลางนั้นเป็นย่านความถี่
  2. Baseband = ใช้กำหนดว่ามีเส้นทางเดียวที่ข้อมูลจะเดินทางได้

    Broadband = มีเส้นทางที่ใช้เดินได้หลายเส้นทาง

    จึงอธิบายได้ว่า BASE ก็คือ แบบ Baseband แต่ถามว่า Broadband ไม่มีหรือ มีครับ เช่น 10Broad36 มักใช้ในวง WAN

  3. RG-58 A/U มักอ้างถึง 10Base2
  4. 10 ก็ 10 Mbps คำว่า Base ก็เหมือนข้างบน และเลขสอง ก็ คือ 200 เมตร แต่ในความเป็นจริงแล้ว สัญญาณเดินได้เพียง 185 เมตร เท่านั้น

  5. RG-59 /U ใช้กับ CATV (Cable TV) และ ARCnet (Old Network)
  6. RG-62 /U ใช้กับ ARCnet และ Terminals of IBM

Ethernet is the wire that most wide of their friends. It’s about 0.4 inch and all 3 are about 0.18 , 0.25, 0.25

เส้นใยนำแสง (Fiber Optic)

ตัวกลางอิเล็กทรอนิก (Electronic Medium) และ ตัวกลางนำแสง (Photonic Medium) สายส่งสัญญาณที่เราพูดถึง เป็น ตัวกลางอิเล็กทรอนิก ที่นำสัญญาณอิเล็กทรอนิก ส่วนเส้นใยนำแสงเป็น แบบ ตัวกลางนำแสงที่นำสัญญาณที่เป็นแสง แสงจะถูกส่งไปตามเส้นใยแก้วหรือพลาสติกบาง ๆ ซึ่งห่อหุ้มด้วยฉนวนที่เราเรียกว่า ชั้นคลุม (Cladding) แล้วยังมีชั้นพลาสติกคลุมอีกชั้นเรียกว่า ปลอกหุ้ม (Sheath) ช่วยปกป้องเส้นใยอันบอบบาง

วิธีการทำงานของมัน …

มันส่งข้อมูลได้อย่างไรเป็นคำถามที่น่าสนใจสุด ๆ ข้อมูลได้ถูกส่งออกไปตามเส้นใยนำแสงโดย LED (Light Emitting Diode) ที่ส่งสัญญาณไปตามแกนของเส้นใยนำแสง LED เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่เรารู้จักกันว่า CODEC หรือ Coder / Decoder เมื่อสัญญาณไปถึงปลายทางแล้ว ก็จะใช้ Photo- Diode จัดโครงสร้างให้อยู่ในรูปของสัญญาณเดิมอีกครั้ง ถ้าการรับส่งสัญญาณไกลกันมาก ก็อาจจะต้องวาง Repeater ของเส้นใยนำแสง

ข้อดี อัตราการส่งข้อมูลระดับ 155 Mbps การส่งข้อมูลข้ามประเทศก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ใช้อุปกรณ์ Laser ในสภาพของระบบ Lan เส้นใยแสงจะไม่ทำให้เกิดประกายไฟ (สายส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกมีความเสี่ยง) อย่างต่อมามันไม่มีเนื้อโลหะเลย ดังนั้น มันก็จะ ไม่ก่อให้เกิดสนิม และ การที่จะนำสายโคแอกเชียลหรือสายคู่ตีเกลียวดักจับสัญญาณ ก็ทำให้ยากหรือเป็นไปไม่ได้ และก็ทำให้สาย Fiber Obtic เป็นสายที่ปลอดภัยสู§

ชนิดของเส้นใยนำแสงมีอยู่ 2 ชนิด คือ

1. แบบโหมดเดียว (Single Mode)

2. แบบหลายโหมด (Multimode)

1. การส่งข้อมูลแบบโหมดเดียว จะส่งสัญญาณแสงไปตามเส้นทางเดียว การส่งข้อมูลประเภทนี้ใช้ใน Network ที่ต้องการอัตราส่งข้อมูลสูง อาทิเช่น สายโทรศัพท์ทางไกล หรือ FDDI

2. เส้นใยนำแสงแบบหลายโหมด บรรจุสัญญาณแสงหลายสัญญาณที่เคลื่อนอยู่ภายในสายส่งสัญญาณ มีสายส่งสัญญาณแบบหลายโหมดอยู่ 2 ประเภท คือ Step Index and Graded Index แบบ Step ลำแสงจะกระดอนอยู่ภายในสายส่งสัญญาณเป็นแบบ ซิกแซก ส่วนแบบ Graded จะเดินทางเป็นเส้นโค้งเหมือนคลื่น sine สายส่งสัญญาณแบบหลายโหมดทั้งสองนี้มีแนวโน้มที่จะกระจายตัว (Modal Dispersion) การ กระจายตัวของสัญญาณแสงที่ได้รับ ตามจำนวนลำแสงที่เดินทางภายในสายส่งสัญญาณ เมื่อสัญญาณกระจายตัว ก็จะเคลื่อนไปช้า ๆ ดังนั้นสายส่งสัญญาณแบบโหมดเดียวจึงส่งข้อมูลได้เร็วกว่า สายส่งสัญญาณแบบหลายโหมด

ด้วยผลลัพธ์ 155 Mbps เส้นใยนำแสงมีฐานะเป็น Backbone ของ LAN

ชนิดของตัวเชื่อมต่อ (Connectors)

เวลาที่เราจะเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของสายส่งสัญญาณที่ใช้

ตัวเชื่อมต่อ BNC เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่าง สาย กับ T-Connectors

ตัวเชื่อมต่อรูปตัวที (T-Connectors)ใช้เชื่อมเข้ากับ NIC

เทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) ใช้ต่อที่ปลายของระบบ LANถ้าเราไม่ทำการติดตั้ง เมื่อมีข้อมูลเดินทางมาถึงสุดทางแล้ว ก็จะหันกลับไปอีกด้านหนึ่งแม้ว่าสัญญาณจะอ่อนตัวลงก็ตาม กลุ่มข้อมูลที่เดินทางไปถึงปลาย Segment แล้วกลับมาเราเรียกว่า Shadows Packets ซึ่งจะทำให้ Networkทำงานช้าลง Terminator จะทำหน้าที่ในการหยุดข้อมูลที่ไหลไป การเลือกใช้ก็จำเป็นต้องใช้ชนิดที่มีความต้านทาน เท่ากันด้วย ในตลาดก็จะนิยม 50 หรือ 70 Ohm

ตัวเชื่อมต่อ RJ-45

สายตีเกลียวแบบไม่หุ้มฉนวน (UTP) จะใช้ Terminator คล้ายกับตัวเสียบเครื่อง Telephone

ตัวเชื่อมต่อ D-Shells and Data

STP ใหญ่กว่า UTP และใช้ตัวต่อที่ต่างกัน ถ้าใช้งานในโทโพโลยีแบบ โทเคนริง ตัวเชื่อมต่อแบบ D-shell ต่อสายส่งสัญญาณเข้ากับ NIC ในขณะที่ตัวเชื่อมต่อ Data ของ IBM ต่ออีกด้านเข้ากับ MAU (Multistation Access Unit)

หน้าตาของ D-shell ก็จะคล้ายกับตัวเชื่อมเข้า Com-Port

ตัวเชื่อมต่อใยแก้วนำแสง

เส้นใยจะใช้ตัวเชื่อมต่อ 2 ชนิดคือ SMA (Screw-Mounted Adapters) and ST (Spring–loaded Twist) ตัวเชื่อมต่อ ST ใช้ Spring ตีเกลียวเข้าเป็นตัวขันสาย ในขณะที่ SMA ตีเกลียวจนถึงปลาย ส่วนใหญ่จะใช้ ST มากกว่า

ชนิดของสายส่ง

ความเร็ว

ระยะทาง

ตัวเชื่อมต่อ

BNC RG58

10 Mbps

2500 ฟุต

BNC

Group 3 UTP

10 Mbps

300 ฟุต

RJ-45 and

โทเคนริงของ IBM

Group 4 UTP

16 Mbps

300 ฟุต

Group 5 UTP

100 Mbps

300 ฟุต

Group 3 STP

10 Mbps

300 ฟุต

Group 4 STP

16 Mbps

300 ฟุต

Group 5 STP

100 Mbps

300 ฟุต

เส้นใยนำแสงแบบหลายโหมด

More 100 Mbps

More 300 ฟุต

ST

 

อีเทอร์เน็ต 10Base2 and 10BaseT

ทั้งสองอย่างต่างก็มีอัตราการส่งข้อมูลสูงเท่ากันที่ 10 Mbps แต่ก็ควรจำไว้ว่ามีหลายสิ่งที่จะมากระทบกับความเร็วของ Network นอกเหนือจากอัตราการส่งข้อมูลในสายส่งสัญญาณ

ระบบสายส่งแบบ 10Base2 (Thinnet)

ระบบการว่งสายแบบนี้ใช้โทโพโลยีบัส ทั้งทางตรรกะและทางกายภาพ การใช้สายโคแอกเชียลแบบบาง (RG-58) ก็จะต่อโหนดใน Network ในรูปของ โซ่ดอกเดซี่ (Daisy-Chaining) โดยจะต่อเข้ากับ Computer เครื่องหนึ่งเข้ากับอีกเครื่องหนึ่งในรูปสายโซ่ ถ้ามีส่วนใดของโซ่หลุดไป Network ก็จะหยุดทันที

การที่เราเลือกใช้ 10Base2 ก็เพราะมันมีประโยชน์ 2 ประการคือ มีการใช้สายส่งสัญญาณน้อยกว่า Network ที่ใช้ โทโพโลยีแบบดาว เช่น 10BaseT และไม่ต้องใช้ HUB

ระบบสายส่งแบบ 10BaseT

มีข้อจำกัดของระยะทางอยู่ 300 ฟุต เมื่อไม่ใช้ Repeater

Next

Hosted by www.Geocities.ws

1