16 ปี ที่เป็นเอดส์ ยังไม่หมดกำลังใจ แม่ ยา ขนานเอก

อิทธิรักษ์ สมิตสุวรรณ หรือ หนึ่ง ผู้ป่วยโรคเอดส์ วัย 35 ปี เผยโฉมหน้าอีกครั้ง หลังจากหายจากจอทีวีไปนาน 5 ปี เพื่อไปรักษาตัว เผยความรักและกำลังใจจากมารดาคือยาขนานเอกให้ต่อสู้กับโรคเอดส์มาได้ยาวนาน ปัจจุบันสุขภาพแข็งแรง ยืนยันเอดส์ไม่ได้ทำให้เสียชีวิต ถ้าดูแลตัวเองอย่างดี ขณะที่ นาง ธิดา สมิตสุวรรณ มารดา เขียนหนังสือ เรื่อง ความรักของแม่ เอดส์เราอยู่ร่วมกันได้ พร้อมเข้ารับรางวัล
ครอบครัวดีเด่น 1 ธ.ค. นี้

กำลังใจ อิทธิธักษ์ สมิตสุวรรณ หรือ หนึ่ง อดีตพรีเซ็นเตอร์ โรคเอดส์ เมื่อ 16 ปีก่อน เผยความรักและกำลังใจจากมารดาคือยาขนานเอก

หลังจากหายหน้าหายตาไปจากจอทีวีไปนาน 5 ปี นาย อิทธิรักษ์สมิตสุวรรณ หรือ หนึ่ง ผู้ป่วยโรคเอดส์คนแรกที่กล้าเปิดเผลตัวว่าตัวเองป่วยเป็นโรคเอดส์ เมื่อปี 2539 จนกลายเป็นข่าวฮือฮา และทำให้เขาได้เป็นพรีเซ็นเตอร์เกี่ยวกับโรคเอดส์ ให้กับ สำนักนายกรัฐมนตรี นับจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลานานถึง 5 ปีแล้ว ที่ไม่มีข่าวของเขาปรากฏตามสื่อ วันที่ 1 ธันวาคม นี้ เป็น วันเอดส์โลก หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก จึงได้ติดตามเรื่องราวของเขามานำเสนอว่า ปัจจุบันเขามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร

อิทธิรักษ์ ให้สัมภาษณ์ด้วยใบหน้าแจ่มใส่ ในชุดดำสนิทภายในบ้านพักย่านรามคำแหง ว่าที่เงียบหายไปเพราะแพ้ยา ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน จึงหายไปรักษาตัวจนปัจจุบันดีขึ้นตามลำดับหลังจากเลิกทานยาบางชนิด "ผมโทรมอยู่พักหนึ่ง เพราะแพ้ยาต้านไวรัส ช่วงนั้นร่างกายแย่มากน้ำหนักลดลงไป 10 กิโล จนตัวผอม ดำมาก เลือดออกทางปากทางจมูก เหมือนศพเลย ผมเลยไม่อยากออกทีวี หรืออกสื่อต่างๆ เพราะผมไม่อยากให้คนอื่นเห็นสภาพที่ไม่ดีของผม กลัวคนอื่นที่ป่วยเป็นโรคเอดส์จะรู้สึกเสียกำลังใจเพราะพวกเขายึดผมเป็นแบบอย่าง ผมเจ็บหนักมาประมาณ 2 ปี ผมก็เลยตัดสินใจเลิกกินยาบางตัวที่แพ้ ปัจจุบันร่างกายแข็งแรงดีทุกอย่างไม่มี โรคแทรกซ้อนอะไร ถ้าเราดูแลรักษาตัวดี ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนเราก็อยู่ได้นาน"

ผู้ป่วยโรคเอดส์ใจเด็ดรายนี้กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้จะเงียบหายไป แต่งานประจำที่ทำอยู่ก็ยังคงเป็นวิทยากร ให้กับหน่วยงานต่างๆ รวมไปถึงการเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ป่วยโรคเอดส์มาตลอด ไม่หยุดเลยซักวันเดียว "นับจากที่ผมเปิดตัวว่าเป็นโรคเอดส์ ผมก็ไม่เคยได้หยุดเลย ส่วนใหญ่จะมีคนเชิญให้ผมไปเป็นวิทยากรจากหน่วงงาย ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงสถานประกอบการต่างๆที่เชิญมา เกือบทั่วทุกจังหวัดทั่วประทศ แล้วที่ผมต้องเดินทางไปเป็นวิทยากรให้ ทุกวันนี้ผมต้องรับโทรศัพท์วันละหลายครั้งมาก คนที่โทรมาส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ เขาก็โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตต่อไป โทรมาคุยเพื่อต้องการกำลังใจ ตำแหน่งในปัจจุบันก็มี ประธานชมรมชีวิตและความหวัง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อภาคกลางและกรรมการที่ปรึกษาชมรมเพื่อนวันพุธ" หนึ่งเล่าให้ฟังด้วยว่าบางครั้งรู้สึกกดกัดเช่นกัน ที่ตนต้องเป็นที่พึ่งของผู้อื่นอยู่ตลอดทั้งที่ตนก็เป็นผู้ป่วยคนหนึ่งเช่นกัน แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้เขาสู้ต่อไป

"ผมยอมรับเลยว่าบางครั้งรู้สึกกดดันเหมือนกันเพราะผู้ป่วยรายอื่นๆ เขาค่อนข้างคาดหวังกับผมมากเขาจะเห็นผมเป็นที่พึ่ง พอผมป่วยนอนอยู่โรงพยาบาลเขาก็มาเยี่ยม แล้วก็พูดว่าพี่หนึ่งจะป่วยไม่ได้นะ พอเห็นผมแย่พวกเค้าก็จะหมดกำลังใจ ทั้งที่ผมก็เป็นคนคนหนึ่งซึ่งก็ป่วยเหมือนกัน ผมก็เจ็บได้ แต่มันก็ทำให้เราฮึดสู้เหมือนกัน ผมต้องเตือนตัวเองว่าจะป่วยไม่ได้ ถ้าผมเป็นอะไรขึ้นมา คนอื่นก็จะต้องแย่ไปด้วย ถึงแม้ผมเป็นโรคร้ายผมก็ไม่เคยที่จะคิดฆ่าตัวตายเลย"

สำหรับเคล็ดรับในการดูแลตัวเองนั้นเขาเล่าว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจจากคุณแม่และคนในครอบครัวที่มีให้มาตลอด รวมไปถึงการดูแลตัวเองอย่างดี ทำให้เขาสามารถดำรงชีวิตนับจากที่ได้รับเชื้อมาในปี 2529 จนมาถึงวันนี้ ก็เข้าสู่ปีที่ 16 แล้ว

"ผมโชคดีมากที่มีคุณแม่เข้าใจผม และทุกคนในบ้านหลังนี้ให้กำลังใจผมมาโดยตลอด ไม่มีใครรังเกียจ ขนาดผู้ป่วยคนอื่นที่เดินทางมาหาผมถึงบ้าน คนในบ้านอีก 12 คน ก็ไม่มีใครว่าอะไร ทุกคนจะแสดงออกถึงความห่วงใยต่อผู้ป่วยราบอื่น และกฎใหญ่ๆ สำหรับการดูแลตัวเองที่ผมปฏิบัติมาโดยตลอด คือ ไม่รับเชื้อเพิ่ม ไม่ทานเหล้า ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้สบาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ แล้วก็ไปตมที่หมอนัด ตอนนี้ผมรักษาตัวอยู่กับ อ.ประพันธ์ ภานุภาค โรงพยาบาลจุฬาฯ ผมได้รับเชื้อตั้งแต่อายุ 19 ปี ปัจจุบันผมอายุ 35 แล้ว เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็ครบ 15 ปีแล้ว"

ผู้ป่วยวัยกว่า 35 ปี กว่าต่อว่า ทุกวันนี้กลุ่มผู้ป่วยโรคเอดส์ที่รู้จักกัน ก็มักจะพบปะสังสรรค์เหมือนกับบุคคลทั่วไป แถมเพื่อนๆ ในกลุ่มและตัวเค้าก็มักจะโดนจีบอยู่บ่อยๆ "ทุกวันนี้วันว่างของพวกเราก็มักจะเจอกัน ทำกับข้าวร่วมกัน บางครั้งไปเที่ยวตามเธคก็มี ก็ไปแดนซ์กัน คนที่ไม่รู้ว่าเราเป็นเอดส์ก็มักจะเข้ามาจีบคนในกลุ่ม ผมก็มีคนเข้ามาจีบเช่นกัน แต่พอคุยกันผมก็บอกเขาเลยว่าผมเป็นอะไร ผมจะพูกกับทุกคนที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็ รับไม่ค่อยได้ แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่รับเชื้อเพิ่มแน่นอนเพราะผมก็ไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาจีบผม จะเป็นเอดส์เหมือนกันหรือเปล่า ผมอยากจะเตือนไว้ตรงนี้เลยว่า เอดส์ไม่ได้อยู่ไกลตัวคุณเลย คิดจะคบกับใครก็ให้เขาไปตรวจเลือดซะก่อน" อิทธิรักษ์ กล่าวขอร้องกับสังคมว่า อยากให้สังคมเปิดโอกาสให้กับผู้ป่วยโรคเอดส์ เพราะอย่างน้อยพวกเค้าก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และมีศักยภาพเช่นเดียวกับคนอื่นเช่นกัน

"ผมอยากจะขอร้องกับสังคมว่าเปิดโอกาสให้กับพวกเราบ้าง พวกเราอยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอยากจะยืนอยู่กับคนปกติได้อย่างมีความสุข อย่างน้อยพวกเราก็มีคุณภาพ มีศักยภาพเช่นกัน อย่าปิดกั้นพวกเราเลย" ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่แข็งแรงไม่มีโรคแทรกซ้อน แต่อิทธิรักษ์ก็ยังหวังว่าวัคซีนกระตุ้นภูมิของโรงพยาบาลมหิดลจะช่วยให้ขาดีขึ้นไปกว่านี้ พรีเซ็นเตอร์คนดังกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามักจะถูกชวนให้ทดลองยาหลายชนิดรวมไปถึงทาบทามให้เป็นพรีเซ็นเตอร์วัคซีนต่างๆ แต่เขาก็ไม่สนใจเพราะไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง นาง ธิดา สมิตสุวรรณ วัย 60 ปี ผู้เป็นกำลังใจสำคัญของอิทธิรักษ์ เปิดใจถึงลูกชายว่า ภาคภูมิใจในตัวบุตรชายที่นอกจากไม่ทำความเดือดร้อนให้สังคมแล้วยังทำตัวเป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย "แม่รู้สึกภาคภูมิใจในตัวของเขามาก ถึงแม้เขาจะเป็นผู้ติดเชื้อ แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดีกับสังคม ตรงกันข้ามเขายังทำประโยชน์ให้กับสังคมมาโดยตลอด ให้คำปรึกษาทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก เขาเหมือนคนปกติไม่ทำตัวน่าสงสาร หรือด้อยโอกาสเลย หนึ่งเขามีความรักความกตัญญูที่มอบให้กับแม่มาโดยตลอด เขาจะคอยดูแลเอาใจใส่แม่เสมอ สิ่งเหล่านี้แม่รับรู้ได้ โชคดีที่มีเขาเป็นลูกชาย และในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เราต้องไปรับรางวัลครอบครัวดีเด่น จากพระองค์โสมฯ" มารดาผู้ใจเด็ดกล่าวฝากถึงผู้ที่มีญาติติดเชื้อเอดส์ ว่าต้องใจกว้าง และคอยเป็นกำลังใจที่ดีสำหรับผู้ป่วย "คนรอบข้างต้องเป็นกำลังใจ ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ต้องคิดว่าถ้าเกิดเราเป็นแบบนั้นบ้างจะเป็นอย่างไร กำลังใจของคนในครอบครัวนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยเขาจะมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย อยากบอกกับผู้ที่มีญาติเป็นโรคเอดส์ว่าอย่างไปรังเกียจ ผู้ป่วยโรคเอดส์สามารถอยู่ในสังคมร่วมกับเราได้"เธอเล่าต่อว่า เนื่องจากการดูแลบุตรชายมายาวนานถึง 16 ปี จึงอยากจะถ่ายทอดเคล็ดลับต่างๆ ไปยังผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยท่านอื่นๆ ในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมในสังคม เธอจึงผุดหนังสือชื่อ ความรักของแม่….เอดส์เราอยู่ด้วยกันได้ ขึ้นมา "ปกติเป็นคนเขียนหนังสือไม่ค่อยเก่ง แต่เมื่อสำนักพิมพ์โชว์มาสเตอร์ติดต่อมาแม่ก็เลยสนใจ ลุกขึ้นมาเขียน ใช้ชื่อว่า ความรักของแม่…เอดส์เราอยู่ในสังคมร่วมกันได้ แม่ใช้ระยะเวลาในการเขียน 1 ปี เต็ม หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการดูแลผู้ติดเชื้อ จะบอกอาการของโรคต่างๆ ที่จะเกิดการแทรกซ้อนขึ้นมา ถือว่าเป็นคู่มือที่ใช้ร่วมกับแพทย์ได้"

เรื่องจากหนังสือพิมพ์รายวัน คมชัดลึก

กลับไป (back)

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1