มณีกลางผืนป่า อุทยานฯ ภูจอง-นายอย
โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช (หนังสือพิมพ์มติชน 15 พย. 2545)

        ปลายฝนต้นหนาวเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเดินป่าเป็นที่สุด เพราะหมู่มวลไม้ดอกจะแย้มยิ้มรับแขกผู้มาเยือนอย่างพร้อมหน้า มองไปทางไหนต้นไม้ใบหญ้าก็เขียวขจีไปหมด
        เรากำลังจะไปเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติภูจอย-นายอง เอ๊ย ภูจอง-นายอย ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดผืนสุดท้ายของจังหวัดอุบลราชธานี อยู่บริเวณรอยต่อไทย-ลาว-กัมพูชา ตรงสามเหลี่ยมมรกตนั่นไง ที่เชื่อกันว่าถ้าทำเป็นสนามกอล์ฟจะเป็นสนามที่สวยที่สุด ดึงดูดลูกค้าและเงินตราเข้าประเทศไทยได้อีกอื้อเลย

        ทริปนี้อุตส่าห์ลงทุนถอยรองเท้าหุ้มข้อ พร้อมรับมือกับทาก แดร็กคูล่าประจำป่าดิบชื้นอย่างเต็มที่ ซ้ำยังแอบพกบุหรี่อีกซองเป็นยันต์กันทาก เพราะถ้าสุดวิสัยจริงๆ เจอทากเกาะแล้วดูดจนเนื้อตัวเป่งแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อย เขาว่าให้เอายาในมวนบุหรี่ชุบน้ำพอหมาดแล้วโปะไปที่ทาก มันจะเมายาหลุดลงมานอนหงายท้อง

        แต่ ป่าที่นี่ไม่มีทาก!?!

        เป็นไปได้อย่างไร ป่าช่วงปลายฝนอย่างนี้ไม่มีทาก! เปล่าไม่เอ๊า ไม่ได้เสียดาย ไม่ได้ผิดหวัง สงสัยต่างหาก

        "เขาบอกว่าดีกรีความชื้นของป่าที่นี่ยังไม่ถูกใจทาก มันก็เลยไม่มาอยู่" เพื่อนร่วมทางหันมากระซิบ

        โล่งอกไปที เพราะนึกถึงภาพเจ้าของสถิติดีดตัวไกลแล้วแหยงทุกที

        พวกเรา กลุ่มโตมาก รวมตัวกันตามนัดหมายในโครงการ "ท่องเที่ยวทางเลือกกับสยามมิชลิน" โดยครั้งนี้มีจุดหมายที่ "นารายณ์บรรทมสินธุ์เหนือป่าต้นน้ำแห่งธารมณีศักดิ์สิทธิ์" ต้องแบ่งกลุ่มเดินป่า ได้สักกลุ่มละ 8 คน กำลังเหมาะ

        เราเลือกเส้น "แก่งน้ำตก 3,000 ปี" ระยะทางเพียง 3 ก.ม.(แม้ว) เป็นเส้นทางที่เหมาะแก่การเที่ยวเล่นอย่างยิ่ง ระยะทางก็ไม่หักโหมเกินไปสำหรับมือใหม่หัดเดินป่า ขณะที่เส้นตามล่าหานารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ลำน้ำโดมใหญ่ ลึกราว 40-60 ซ.ม. ระยะทางไปกลับ 24 ก.ม. ซ้ำช่วงนี้น้ำมากและขุ่น ฉะนั้นไม่ได้เห็นแน่

        ก่อนเดินทางก็ต้องเรียนรู้กฎของการเดินป่าเสียก่อน อาจารย์พิไล พูนสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนกเงือกให้บทเรียนแรก "อย่าเดินป่าคนเดียว อย่าออกนอกเส้นทาง อย่าเอาไม้หวดไปมา เพราะอาจจะโดนรังแตนรังต่อ อย่าเหยียบไม้กลมๆ ที่ขวางทาง ฯลฯ

        ควรใส่รองเท้าหุ้มข้อ เอาขากางเกงยัดใส่ในรองเท้าจะช่วยกันทากและแมลง หลีกเลี่ยงกางเกงผ้าลูกฟูก เพราะตัวเห็บ ตัวลาวาจะโดยสารกลับมาได้อย่างถนัดมือ ควรพกไฟแช็ก ใช้ไล่ตัวอ่อนของตัวลาวาที่ชอบเกาะอยู่ใต้ใบไม้ที่สูงระดับเข่า

        อย่าส่งเสียงดัง และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีฉูดฉาด โดยเฉพาะถ้าเป้าหมายอยู่ที่การดูนก เพราะแค่เฉียดใกล้ นกเงือกก็ทิ้งรังแล้ว

        เรามุ่งหน้าตามเส้นทาง เบื้องหลังคือแนวเทือกเขาพนมดงรัก ผ่าน "ผลาญกงเกวียน" ซึ่งมีลักษณะคล้ายเสาเฉลียง ที่ผาแต้ม ราวกับใครยกหินมาตั้งเป็นเพิงที่พัก เมื่อก่อนตรงนี้จึงเป็นที่อาศัยของ ผกค.

        สองข้างทางมีดอกไม้แย้มรับเป็นระยะๆ นั่นไง "ชบาป่า" สีแดงสดนอนทอดระทวยรับแสงแดดยามเช้า อีกฟากเป็น "นางฟ้าจำแลง" ไม้ตระกูลปอ ดอกสีเหลืองหน้าตาละม้ายดอกโยทะกา เวลาเจอแสงอาทิตย์จะหลุบกลีบหลบหน้าลงมองดิน

        แล้วแวะทักทายดอกไม้เจ้าถิ่น มณีเทวา สร้อยสุวรรณา ดุสิตา สรัสจันทร ฯลฯ ดอกไม้เล็กๆ ที่ช่วยแต่งแต้มผืนป่าข้างทางได้อย่างน่ามอง

        บุญมี จันทรโพธิ์ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ซึ่งทำหน้าที่มัคคุเทศก์ เล่าว่า "ยิ่งหน้าหนาวสีเหลือง-ม่วงของแต่ละพันธุ์จะขึ้นผสมกัน สวยงามมาก ดอกไม้พวกนี้ยังเป็นพันธุ์ไม้ดักแมลงเหมือนหม้อข้าวหม้อแกงลิง อย่าง "สร้อยสุวรรณา" (ดอกสีเหลือง) แถวๆ รากจะมีถุงลมไว้ดักแมลง ส่วน "จอกบ่วาย" กับ "หยาดน้ำค้าง" ถ้าจับดูจะเห็นว่ามีน้ำเหนียวๆ เอาไว้ดักแมลงเช่นกัน

        ถ้าจะมาดูน้ำตกช่วงที่เหมาะคือเดือนตุลาฯ ถ้าดูป่าเปลี่ยนสีต้องเมษาฯ

        ลักษณะป่าที่ภูจอง-นายอยเป็นป่าเต็งรัง(ผสมป่าดิบแล้ง) พอหน้าแล้งจะผลัดใบ เกิดไฟป่าได้ง่าย แต่ร้อยเปอร์เซ็นต์เกิดจากน้ำมือมนุษย์

        ตรงนี้เป็นพื้นที่มหัศจรรย์ มีทั้งโกงกางเขา มีพญาช้างสาร ซึ่งปกติจะขึ้นที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 800 เมตร แต่ที่นี่แค่ 300 เมตร แล้วยังมีสนสามพันปี อย่างนกแต้วแร้วก็มีทางบริเวณรอยต่อ 3 ประเทศ เป็นแต้วแร้วเขียวเขมร"

        ขณะที่อาจารย์พิไลซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องปฏิสัมพันธ์ของไม้กับป่า จะตั้งข้อสังเกตเรื่องการแพร่พันธุ์ของลูกไม้ อย่างไม้วงศ์ยางต้องอาศัยลมเป็นตัวพาไป เช่นเดียวกับต้น "จอง" ที่มาของชื่ออุทยานฯ ปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมนำมาทำเครื่องดื่ม ปรุงอาหาร เพราะคุณค่าทางยาช่วยแก้ร้อนใน ทำให้มีออร์เดอร์มากมาย ถึงขนาดจะมาตั้งเป็นโรงงานรับซื้อลูกจองโดยเฉพาะ จองจึงเป็นที่จับตามองว่าอนาคตอันใกล้อาจสูญพันธุ์ได้ เพราะ 4 ปีจึงจะให้ลูกสักครั้ง

        3 ชั่วโมงเศษ ของการเดินป่ามีเรื่องน่ารู้น่าจดจำมากมาย ได้รู้จักหน้าตาของไม้ท้องถิ่นที่นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศป่า ยังได้รู้จักกับไม้ที่เป็นบ้าน เป็นตลาด เป็นฟาร์มาซีของสรรพสัตว์ เช่น ไทร ซูเปอร์สโตร์ยอดนิยม มีลูกค้าถึง 3 ระดับ ระดับสูงคือนกเงือก ระดับกลางเป็นกระรอก กระแต ส่วนระดับล่างก็พวกไก่ฟ้าพญาลอ

        ต้องเดินอีกสัก 3 ครั้ง จึงจะพอจำชื่อจำสรรพคุณของต้นไม้แต่ละชนิดได้บ้าง หรือจะให้ดีไปเป็นมัคคุเทศก์ชมป่าอย่างบุญมีเสียเลย เพราะสิบปีของการทำงานด้วยใจรัก ทำให้เขาเป็นเหมือนน้องๆ สารานุกรมป่าอุทยานฯ ภูจอง-นายอย

        การเดินป่าในครั้งนี้ เราได้ประโยคเด็ดจากปากของเหยี่ยวข่าวสาวนางหนึ่งที่ว่า "รายทางก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าปลายทาง"

        นั่นหมายถึง การเดินป่านั้นจะให้ได้ประโยชน์ทั้งความรู้คู่ความสนุก ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ ดู สังเกตสิ่งรอบข้าง แล้วเราจะได้อะไรมากมายจากการเดินป่า ดีกว่าก้มหน้าก้มตาเดิน มุ่งแต่จะให้ถึงเป้าหมายเพียงอย่างเดียว

        น่านำมาเป็นข้อคิดให้กับคนกรุงเทพฯ ที่ส่วนใหญ่ชีวิตนี้มุ่งแต่หาเงิน จนแทบไม่มีเวลาหาความสุขให้กับชีวิตตนเอง

Copyright ? 2000-2001 by Ingreen Group. Report technical problems to [email protected] . This document was build on: 25/02/2001 . Best view in IE4x or higher,800x600 pix.Font Medium.
Hosted by www.Geocities.ws