^UP^

รักคือเงา

คุณเคยคิดถึงใครคนหนึ่งสักคนตลอดเวลาไหมครับ?
ใครสักคนจากจำนวนคนนับล้านล้านคนบนโลก
ใครคนนั้น, ที่อยู่ในความทรงจำของคุณเสมอ
ใครคนนั้น, ที่คุณเชื่อว่าคุณเกิดมาเพื่อเขา
เคยไหมครับ
ผมไม่เคย
   
แต่มีใครคนหนึ่ง, บอกให้ผมได้รู้ว่าผมคือคนคนนั้นของเธอ.
ผมคือคนคนนั้น, คนที่เธอเชื่อว่าเธอสามารถรอผมได้, แม้มันจะแลกด้วยเวลาทั้งหมดของเธอเอง, ทั้งชีวิตก็ตาม
คุณเคยสังเกตบ้างไหมว่า, ในแต่ละวันที่คุณออกจากบ้านนั้น คุณได้พบเจอกับใครบ้าง?
ผมไม่เคย.
ดังนั้นผมจึงไม่รู้เลยว่ามีใครคนหนึ่งเฝ้ามองผมอยู่, ตลอด, เสมอมา.

อาชีพของผมคือการเป็นพนักงานเลือกฟิล์มสไลด์อยู่ในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ทุกวันทุกวันผมจะตื่นเวลาตีห้าตรง เสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อน ก่อนจะเดินเข้าไปอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ออกมาเทกาแฟรอไว้ในถ้วยที่ได้มาจากงานปีใหม่ที่บริษัท และตอนนี้ขอบถ้วยมันก็เริ่มบิ่นไปเล็กน้อยแล้ว ผมหยิบกางเกงยีนส์จากราวตากผ้ามาสะบัดก่อนจะใส่ เพราะทุกวันจันทร์ถึงพุธ, ผมจะใส่กางเกงยีนส์ และพฤหัสบดี ไปจนถึงวันศุกร์ ซึ่งผมจะได้เลิกงานเร็วเป็นพิเศษนั้น ผมจะใส่แสลคสีดำ
ทุกวัน, ผมจะใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว.
ถึงแม้ผมจะแต่งตัวซ้ำซ้ำเช่นนี้ เป็นเวลาสามปีมาแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีใครออกความเห็นเรื่องการแต่งตัวของผมเลย
ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า, ในบริษัทจะมีสักคนไหม ที่จำผมได้.
เมื่อนาฬิกาบอกเวลาตีห้า สามสิบห้านาที ผมจะเดินออกมาจากห้องที่ผมเช่าอยู่ คอยลิฟท์หนึ่งนาที มันส่งเสียงดังกึงกังอยู่ในความเงียบของเวลาเช้ามืด ก่อนจะค่อยค่อยเคลื่อนตัวมาถึงชั้นที่ผมยืนรออยู่ ผมใช้เวลาที่อยู่ในลิฟท์เอามือเสยและจัดทรงผมให้เรียบกับเงาวาววาวของประตูแสตนเลสนั้น
และเมื่อมันเปิดอีกครั้ง ในสองนาทีถัดมา, ผมก็อยู่ในสภาพพร้อมไปทำงาน. ขอบฟ้าค่อยค่อยสว่างขึ้นทีละน้อย ขณะผมเดินไปที่สถานีรถไฟฟ้า, ผมจะยืนรออยู่บนชานชาลา มองดูไฟสว่างจ้าจากขบวนรถไฟฟ้าที่เคลื่อนตัว มาจากสถานีก่อนหน้า ใช้เวลาสองนาที ก่อนที่มันจะมาหยุดตรงหน้าผม
สำหรับผม, ฟ้ากรุงเทพฯเวลาหกโมงเช้า ดูเหมือนเดิมทุกวัน.
ที่ทำงานของผมในเวลาหกโมง ยี่สิบนาทีนั้นโล่งว่าง ร้างผู้คน ผมจะรับกุญแจมาจากยาม และถึงแม้ในบางวัน เขาจะแอบไปงีบหลับที่ไหน ก็จะมีพวงกุญแจแขวนไว้ในป้อมยามเพื่อรอผมเสมอ.
เพราะผมคือคนแรกที่มาถึงที่นี่.
ผมเริ่มเปิดไฟทีละดวง ทีละดวง เริ่มที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ด้านหน้า แล้วก็กระดานข่าว ห้องรับรองลูกค้า ไขม่านบังแสงให้กว้างขึ้น เดินไปเสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อนในห้องแม่บ้าน เปิดไฟห้องน้ำ เปิดไฟที่ห้องฝ่ายสร้างสรรค์งานโฆษณา เปิดเครื่องถ่ายเอกสาร เปิดไฟตู้โชว์รางวัล
เปิดไฟห้องนั้น และห้องนี้ จนมาถึงห้องสุดท้ายของบริษัท
นั่นก็คือห้องทำงานของผมเอง.
มันไม่เชิงเป็นห้องเท่าไรนัก แต่พื้นที่สี่เหลี่ยมแคบแคบที่ได้มาจากการเอาฉากกั้นระหว่างตู้เก็บเอกสารและประตูห้องมืดมันก็คือบริเวณของผมอยู่ดี โต๊ะทำงานของผมเต็มไปด้วยแฟ้ม, กระดาษเตือนความจำ,สก๊อตเทปใส, ซองใส่ฟิล์มชนิดต่างต่างที่ผมจะแยกประเภทไว้อย่างเป็นระเบียบ มีปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินหนึ่งแท่ง ปากกาเมจิกสีน้ำเงินแบบกันน้ำหนึ่งแท่ง ดินสอเขียนฟิล์มและดินสอดำเหลาแหลมแหลมอย่างละหนึ่งแท่ง ยางลบหนึ่งก้อน
หกโมงสี่สิบนาที, ผมเปิดโคมไฟบนโต๊ะ.
"สวัสดีค่ะ, ต้องขอโทษคุณด้วยที่เข้ามาวุ่นวายกับโต๊ะคุณโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน หวังว่าคุณคงจะไม่โกรธ ไม่รู้ว่าคุณจะจำฉันได้หรือเปล่า ฉัน, คนที่ได้ของขวัญหมายเลขหนึ่งของคุณไงคะ"
การเลือกสไลด์เป็นงานน่าเบื่อ ทุกวัน, คุณจะต้องเพ่งดูรูปเล็กเล็กที่ติดกันเป็นพืด บนที่ดูสไลด์ซึ่งมีไฟนีออนสีขาวแสบตาผ่านแว่นขยาย เพื่อที่จะเลือกมาสักรูป หรือสอง หรือสามรูปตามแต่คำสั่งที่ได้รับ วงรูปเหล่านั้นด้วยดินสอเขียนฟิล์มสีขาว เอาสไลด์ใส่ซอง เขียนหมายเลขของรูปเหล่านั้นอีกทีที่หน้าซองด้วยปากกาเมจิก ก่อนจะส่งเข้าห้องมืด เพื่ออัดรูปตามขนาด ก่อนจะส่งคืนไปที่ผู้สั่ง เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะเอาไปเสนองานลูกค้า ว่าโฆษณาสินค้าที่จะให้ทางบริษัททำจะมีรูปแบบออกมาในแนวไหน หรือเอาไว้สั่งฝ่ายศิลปกรรม ว่าต้องการได้ฉากลักษณะเช่นรูปนี้ จงรีบไปสร้างขึ้นมาโดยเร็ว งานจะได้เสร็จตามกำหนด หรือเอาไปทำอะไรอะไรอีกหลายอย่างที่ผมไม่เคยรู้
รู้แต่ว่าเวลาสิ้นปี บริษัทของผมจะจัดงานเลี้ยงพนักงานทุกแผนก และมีการมอบรางวัลให้กับผู้ที่สร้างชื่อเสียง หรือชนะรางวัลมาให้บริษัท มีคนใหม่ใหม่ขึ้นไปบนเวทีทุกปี คนเก่าเก่าที่เคยสร้างชื่อให้กับบริษัทก็ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนกันขึ้นไปรับรางวัล เมื่อปีที่แล้วผมจำได้ว่า คนที่ได้รางวัลพนักงานดีเด่นคือ แม่บ้าน กับยามเฝ้าประตู แม่บ้านนั้นรีบแกะสร้อยทองในถุงของขวัญออกมาใส่ตั้งแต่ยังไม่ได้ลงจากเวที ยามแย่งไมโครโฟนจากพิธีกรเพื่อกล่าวขอบคุณสำหรับรางวัลที่มอบให้กับเขา, เขาซึ่งปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หรือหยุดพัก และเขาจะตอบแทนรางวัลนี้ด้วยการร้องเพลงขอบคุณจากใจ
งานวันนั้นจบลงด้วยการลากยามลงมาจากเวที ทั้งที่เขายังไม่ทันร้องท่อนสุดท้ายในเพลงที่สิบสี่.
ส่วนผมจะนั่งอยู่ข้างข้างเวที จัดของจับสลากให้เป็นหมวดหมู่ เขียนตัวเลขเหมือนเหมือนกันสองชุดเพื่อเอาไว้แปะที่ของ และพับใส่โหลแก้วเอาไว้จับรางวัลก่อนเลิกงาน เป็นการทำงานชดเชยที่ผมไม่สามารถจะหาของขวัญมาจับสลากแลกกับใคร เสียงหัวเราะเฮฮาเวลาเห็นของขวัญในกล่อง บางคนก็บ่นออกมาดังดังเมื่อได้ของไม่ถูกใจ กระดาษห่อของขวัญ และริบบิ้นหลากสีเกลื่อนอยู่ที่พื้น เสียงขานเลขสลากดังผ่านไมโครโฟน คนแล้วคนเล่าที่ขึ้นไปยืนบนเวที
ยกเว้นก็แต่ผม.
ทุกปี ทุกปีกับโต๊ะข้างเวที, สลาก, กล่องของขวัญกล่องแล้วกล่องเล่าผ่านมือผมไป, เสียงหัวเราะ, คนเมา และใครต่อใคร
ผมจึงตัดสินใจร่วมจับฉลากในปีที่แล้วนั่นเอง.
"ฉันขอโทษที่ให้ถ้วยกาแฟของบริษัทกับคุณ มันดูมักง่ายมากเมื่อเทียบกับของที่คุณเลือกซื้อมา แต่ฉันไม่รู้จริงจริงว่าพี่ที่ห้องเบอร์8เป็นคนเขียนชื่อฉันลงไปในจำนวนคนที่จะร่วมจับสลาก ฉันกลับบ้านก่อนงานจะเริ่มเพราะไม่มีของขวัญ แต่พี่เขามาเล่าให้ฟังทีหลังว่าจัดการเรื่องของขวัญให้แล้ว แต่ในเมื่อฉันไม่อยู่มอบของขวัญเอง คุณจึงเป็นคนสุดท้ายในงานที่ได้ของไป"
คุณเคยเข้าไปในห้องมืดไหม? ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าทึบทึบ มีอ่างขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางเพื่อใช้ผสมน้ำยาล้างรูป และในห้องก็แบ่งย่อยเป็นห้องเล็กเล็กอีกที เพื่อความสะดวกและเป็นส่วนตัวสำหรับการทำงาน โดยหน้าที่แล้ว, ผมไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปในนั้น แต่ก็มีบางครั้งที่ต้องเข้าไปส่งฟิล์มสไลด์ด้วยตัวเอง เมื่อก้าวเข้าไป ผมจะยืนนิ่งอยู่กับที่สักครู่เพื่อให้สายตาปรับรับแสงในนั้นได้ ไฟในห้องมืดจะให้แสงสีแดงคล้ำคล้ำ ต่างจากห้องอื่นอื่น เมื่อคุณอยู่ในห้องมืด, คุณจะเห็นทุกอย่างเป็นสีมืดมืด หม่นหม่น สีขาวไม่เป็นสีขาว และในสีดำก็มีสีแดงปนอยู่ คุณจะเห็นเงาของตัวเองไม่ชัดเจน ผมแอบเก็บกระจกเงาทุกบานออกจากห้องนี้, เพราะผมกลัวที่จะเห็นตัวเองในสีที่แปลกออกไป ผมพยายามใช้เวลาในห้องมืดให้น้อยที่สุด และหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าไปข้างในระหว่างที่มีการอัดรูปอยู่ เพราะถ้าผมเกิดเข้าไปตอนมีคนกำลังทำงาน เวลาที่ผมจะออกมาข้างนอก ผมจะต้องใช้ประตูแบบหมุนที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันแสงสว่างจะเข้าไปทำความเสียหายกับรูปที่กำลังอัด, และทุกครั้ง, ในวินาทีที่ผมก้าวเข้าไปยืนอยู่ในช่องว่างระหว่างห้องมืดกับโลกภายนอก ที่มีบานประตูเหล็กหนาหนักกั้นอยู่ มันทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ เพราะผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามีอะไรอยู่ตรงหน้าหรือเปล่า พื้นที่ว่างทรงกลมรอบตัวเหมือนอ้อมแขนอันมืดมิดที่โอบรัดเบียดชิดติดแน่นกับตัวผม ผมต้องยื่นมือเปะปะไปข้างหน้า ควานหาสัมผัสของพื้นผิวเย็นเฉียบจากประตูเหล็ก ออกแรงเลื่อนให้มันค่อยค่อยขยับหมุน และกว่าแสงสว่างจะลอดเข้ามาได้อีกครั้ง, มันก็ดูช่างเนิ่นนานจนบางครั้งผมแทบจะขาดใจ
ในที่มืดมิดที่สุดแบบนั้น, ผมไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่เงาของผมเอง.
"ฉันทำงานอยู่ที่ห้องเบอร์2ค่ะ ถ้าคุณหมุนประตูห้องมืดเข้ามาห้องทำงานของฉันจะอยู่ทางซ้ายมือของคุณ ฉันมาทำงานก่อนคุณได้ไม่นาน จริงจริงจะเรียกว่ามาทำงานก็ไม่ถูกเสียทีเดียวเพราะที่นี่ไม่ได้จ้างฉันหรอกค่ะ เพียงฉันแต่รู้จักกับพี่ที่ทำงานในห้องหมายเลข8 เธอคงเห็นฉันอยู่ว่างว่าง เลยชวนมาทำ"
ผมเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงตัดสินใจขึ้นมาว่าจะร่วมจับสลากเหมือนคนอื่นเขา แต่ผมก็ใช้เวลาว่างของบ่ายวันเสาร์ไปในการหาซื้อของขวัญ เพื่อเอามาร่วมงานในช่วงกลางคืน ผมเดินผ่านร้านนั้นร้านนี้ ขึ้นไปดูชั้นบน วนลงมาชั้นล่างอย่างสับสนว่าควรจะเลือกซื้ออะไรดี ผมนึกถึงของที่คนมักจะโห่ฮา หรือเบ้หน้าใส่เมื่อได้รับ เพื่อที่จะเลี่ยงไม่ไปซื้อมันเข้า แต่ของที่ถูกใจผู้รับ, เท่าที่ผมจำได้ ราคามันก็ไม่ใช่น้อยเลย จนในที่สุด, ผมก็เลือกซื้อของที่ดูเข้าท่าและเข้ากับเงินของผมมาจนได้
ก่อนจะกลับไปที่บริษัท เอาริบบิ้นจากโต๊ะฝ่ายศิลป์มาผูกมันไว้ด้วยกัน เขียนหมายเลขลงบนกระดาษ และติดเบอร์1ลงไปบนกล่องของผม ก่อนที่จะม้วนกระดาษที่เขียนหมายเลขเดียวกันลงไปในโหลแก้วใสใสเป็นชิ้นแรก ตลอดเวลาที่ผมอ่านข้อความที่เธอคนนั้นเขียนมาถึง
ผมพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่า,
ในคืนวันนั้น,
ใครกันนะที่เป็นคนได้มันไป
"ฉันเก็บโปสการ์ดที่ได้จากคุณไว้นานมากกว่าจะตัดสินใจหยิบขึ้นมาเขียนเพื่อส่งหาตัวเอง, คุณจะว่าฉันบ้าก็ได้นะคะ ฉันอยากจะใช้ของที่ได้มาตามประโยชน์ของมัน แต่ฉันก็ไม่รู้จักใคร เลยเลือกที่จะส่งหาตัวเอง คุณรู้สึกเหมือนฉันไหมคะ ว่าการรอคอยจดหมายเป็นการรอคอยที่มีความสุข เพราะจดหมายจะนำข่าวคราวของใครสักคนมาให้เรารู้ หรือเพื่อจะได้รู้ว่ามีคนคิดถึงเรา ฉันมีความสุขจริงจริงคะ ทั้งที่ส่งเอง, แล้วก็รับเองนั่นแหละ"
สลากในโหลแก้วลดจำนวนลงเรื่อยเรื่อย พร้อมพร้อมกับกล่องของขวัญข้างหน้าผม ริบบิ้นหลากสีเกลื่อนอยู่ที่พื้น กองปะปนไปกับขวดเบียร์และกระดาษทิชชู่ ผมหยิบของขวัญหมายเลขหนึ่งมาถือไว้ในมือ แกะปมที่ผูกเป็นโบออก แล้วผูกกลับเข้าไปใหม่, แกะออก และผูกเข้าซ้ำซ้ำเช่นนั้นหลายรอบ พยายามจะทำให้มันดูดีที่สุด ทั้งที่มันก็เป็นริบบิ้นเส้นเดิม ของขวัญอันเดิมเดิมนั่นเอง
ผมคงทำอยู่นานจนไม่ได้สังเกตว่าเหลือผมอยู่คนเดียว ที่ยังถือของขวัญตัวเองอยู่ในมือ.
"ฉันไม่รู้ว่าคุณได้ใช้ถ้วยกาแฟนั่นบ้างหรือเปล่า, แต่ถ้าฉันเป็นคนได้ไป มันคงเป็นของขวัญที่ไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย หัวใจฉันไม่ถูกกับกาแฟค่ะ แต่คุณคงไม่เป็นไร เพราะฉันเห็นคุณดื่มกาแฟอยู่บ่อยบ่อยเวลาที่คุณเลือกสไลด์ มันทำให้หัวใจคุณเต้นแรงหรือเปล่าคะ, เพราะสำหรับฉัน แค่เห็นคุณดื่มกาแฟ หัวใจฉันก็เต้นผิดจังหวะเสียแล้ว ฤทธิ์คาเฟอีนในกาแฟมันเป็นเช่นนี้นี่เอง"
เสียงกริ่งไฟฟ้าจะดังขึ้นจากเหนือประตูห้องมืดในตอนห้าโมงเย็นของทุกวัน เพื่อบอกถึงเวลาเลิกงาน เสียงจ้อกแจ้ก พูดคุย ร่ำลากัน เสียงโทรศัพท์ เสียงปิด เปิดประตูจะดังขึ้นใกล้ใกล้กับโต๊ะของผม มีเพียงฉากบางบางกั้นอยู่ระหว่างผมและห้องข้างนอก แต่เสียงเหล่านั้น, ก็ไม่เคยผ่านเข้ามาถึงผมเลย.
ผู้คนทยอยออกไปเรื่อยเรื่อย ผมจะนั่งรอจนเสียงต่างต่างเหล่านั้นเงียบลง ซึ่งก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง แล้วจากนั้น, ผมจะเดินเข้าไปในห้องมืด เปิดประตูห้องอัดภาพทีละห้อง ทีละห้อง เพื่อตรวจดูว่ายังมีใครอยู่หรือเปล่า บางที, ผมมองเห็นแสงไฟลอดออกมาจากขอบประตูห้องบางห้อง ซึ่งนั่นหมายถึงใครบางคนที่กำลังตรวจความสมบูรณ์ของรูปที่เขาอัดอยู่ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมจะต้องเคาะประตูให้ใครคนนั้นรู้ตัวก่อนจะบอกว่า ขณะนี้เลิกงานแล้ว กรุณาปิดห้องให้เรียบร้อยเมื่อเสร็จงาน และอย่าลืมลงชื่อกับเวลาออกจากห้องที่สมุดทะเบียนบนโต๊ะผมด้วย
ผมจำไม่ได้เสียแล้วว่า, ผมเคยเคาะห้องหมายเลขสองบ้างหรือเปล่า.
"ฉันนึกอยากเปิดประตูห้องมืดออกมาชวนคุณคุยอยู่บ่อยบ่อย, หลายครั้งที่ฉันเฝ้ามองคุณผ่านประตูกระจกติดฟิล์มของห้องมืด สงสัยว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่เวลาที่ไม่ได้เช็คสไลด์, พยายามนึกถึงหัวข้อสนทนาเพื่อจะเดินออกไปชวนคุย แต่กว่าฉันจะนึกอะไรออกสักเรื่อง และค่อยค่อยรวบรวมความกล้าขึ้นมาจนเกือบจะถึงจุดที่สามารถผลักประตูออกไปเจอคุณได้แล้ว ก็มักจะมีคนมาหาคุณก่อนทุกที ตลกดีนะคะ, เราไม่เคยคุยกันทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่นี้"
ไอเย็นลอยอ้อยอิ่งอยู่ในมวลอากาศ กลิ่นสารเคมีจางจางลอยมากระทบจมูกเมื่อผมก้าวเข้าไปในห้องมืด บางวูบของความคิด, มันทำให้ผมนึกถึงกลิ่นของโรงพยาบาล เอื้อมมือกดสวิทช์ไฟ แสงสีแดงคล้ำคล้ำขมุกขมัว ส่องต้องอ่างล้างรูปกลางห้อง ผมหันไปทางซ้ายมือ, แผ่นพลาสติกหมายเลขสองดูขาวโพลนตัดกับพื้นสีน้ำตาลของประตูไม้บานนั้น
"ถ้าไม่รังเกียจ, วันหลังฉันจะคุยกับคุณบ้างได้ไหมคะ? ในเวลาที่คุณว่างจากงาน แต่ถ้าคุณยุ่งก็ไม่ต้องหรอกนะคะ แค่ได้รับของขวัญจากคุณฉันก็ดีใจมากแล้ว จะว่าไป, มันก็ไม่ใช่ว่าคุณจะให้ฉันโดยตรงเสียหน่อย แต่ฉันก็ไม่เคยได้ของขวัญจากใครมาก่อนเลย ฉันเอาโปสการ์ดพวกนั้นขึ้นมาดูทุกวัน แล้วก็คิดว่าถ้ามีเรื่องราวที่คุณต้องการเล่าให้ฉันฟังเขียนอยู่บนนั้น ฉันคงมีความสุขมากขึ้นไปอีก, ทักฉันบ้างนะคะ ฉันจะรอ"
ห้องนั้นกว้างแค่สุดช่วงแขนของผมเท่านั้น เก้าอี้เหล็กถูกพับพิงไว้กับโต๊ะ ไม้บรรทัด,กล่องกระดาษอัดรูป, คัตเตอร์ถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบ รูปใบหนึ่งคว่ำอยู่ข้างข้าง
มันคือรูปของงานปีใหม่ปีที่แล้ว.
ใบหน้าของแต่ละคนเล็กจนแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร สีสันสดใสของเสื้อบนตัวดูแปลกแปลกเมื่อถูกอัดลงบนรูปขาวดำ มันเปลี่ยนจากสีแดง สีเขียวเป็นสีเทาเทาไปแทบทั้งรูป ทุกคนยิ้มแย้มหัวเราะให้กล้อง บางคนกอดคอกัน ชูไม้ชูมือกันอย่างสนุกสนาน มือบางมือขาดหายไปเพราะตกขอบกระดาษ
ผมเห็นตัวเองอยู่ตรงขวาสุดของภาพ.
ขากางเกงยีนส์ แขนเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว และนาฬิกาบนข้อมือขวาที่กำลังถือกล่องของขวัญบอกว่านั่นคือผม ผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำหน้าอย่างไรอยู่ในตอนนั้น มีตัวผมอยู่แค่ครึ่งเดียวในรูป.
ในลิ้นชักมีโปสการ์ดที่ผมซื้อเป็นของขวัญจับสลากวางไว้ครบทั้งชุด มันเป็นภาพเขียนสีน้ำและภาพถ่ายเมืองกรุงเทพฯจำนวนสามสิบใบ ทุกใบมีตราประทับและถูกจ่าหน้ามาที่ที่อยู่ของบริษัท พื้นที่สำหรับเขียนถูกปล่อยทิ้งว่างเปล่า, ผมเก็บมันไว้ในลิ้นชักเหมือนเดิม อ่านจดหมายนั้นซ้ำอีกครั้ง และคิดถึงสามปีของการทำงาน, แสงกรุงเทพฯเวลาหกโมงเช้า, ชุดซ้ำซ้ำที่ผมใส่มาทำงาน, งานปีใหม่, ใครต่อที่ผมไม่รู้จัก, ถ้วยกาแฟขอบบิ่นบิ่นที่บ้าน
และคนที่เอาถ้วยใบนั้นมาจับสลาก.
ผมคงจะยิ้มให้เธอก่อน แล้วค่อยบอกสวัสดี, เธอบอกว่าไม่ชอบกินกาแฟ แต่ผมก็กินคนเดียวได้ในระหว่างที่เราคุยกัน ผมคงจะให้ที่อยู่กับเธอ เผื่อเธอจะอยากเขียนอะไรส่งผ่านไปรษณียบัตรมาให้ผมอ่าน เวลาที่ผมไม่ได้เช็คสไลด์ ผมอาจจะเข้าไปดูเธอทำงาน
บางที, ผมจะหัดล้าง อัดรูปให้เป็นบ้าง
แต่ผมก็ไม่เคยได้ทำอะไรอย่างนั้นเลย
"ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของพนักงานแผนกภาพ, ประจำห้องอัดภาพที่สอง และห้องอัดภาพที่แปด ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ศพตั้งบำเพ็ญกุศลที่…."
ผมจำไม่ได้เสียแล้วว่าข้อความต่อจากนั้นคืออะไร มันถูกติดอยู่ที่กระดานข่าว ปะปนอยู่กับกระดาษอื่นอื่นอีกหลายแผ่น ผมไม่รู้ว่ามันถูกแปะไว้ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่.
มันอาจจะเป็นเย็นวันศุกร์, วันที่จดหมายฉบับนั้นมาอยู่บนโต๊ะของผม
ผมเชื่อมาตลอดว่า ระยะเวลาสามปีที่ผมนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน การมีอยู่ของผมคือการไม่มีอยู่ ไม่มีใครสังเกตเห็นผม มีแต่ผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นฝ่ายเฝ้ามองคนอื่นอื่น ถูกกดให้จมลงไปในความเงียบเหงาโดดเดี่ยวที่ล้อมรอบ ก้มหน้าซ่อนตัวอยู่หลังกองสไลด์ ไม่มีใครเอ่ยปากทักทายหรือยิ้มให้ ไม่มีใครสนใจ
หรือบางที, อาจจะเป็นตัวผมเองก็ได้ ที่ไม่เคยสนใจใครเลย.
น่าแปลกที่พอเธอไม่อยู่แล้ว, ผมกลับรู้สึกถึงเธอได้ชัดเจนทั้งที่ผมไม่เคยเจอเธอเลย หรือบางที, ผมอาจจะเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้ว่ามีเธอที่เฝ้ามองผมอยู่
ในที่สุด, ความตายของเธอก็ทำให้ผมมีตัวตนจริงขึ้นมาบนโลกนี้
ในที่สุด, ความตายก็ทำให้เธอมีอยู่จริงในความทรงจำของผม
ตลอดไป.

เอื้อเฟื้อต้นฉบับ : ทราย เจริญปุระ.

" ความรู้สึกว่าเป็นเงาเนี่ย ก็เลยให้มีเรื่องที่เกี่ยวกับ การอัดรูป ล้างรูป ความเป็นรูปถ่าย แล้วก็ ความไม่รู้ของความรักที่คนจะมีต่อกัน
มันจะเป็นเรื่องของความมืด แล้วก็เป็นเรื่องของเงาดำ
จะเรียกว่าเป็นความรู้สึกผิดนิดนิด ที่ยังติดอยู่ในใจก็ว่าได้ "
Hosted by www.Geocities.ws

1