COMPLAIN OR OPINION
"พาดหัวข่าว บทพิสูจน์จริยธรรม"
::
โดย จารุวรรณ ยั่งยืน จากคอลัมน์ทัศนะวิจารณ์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 30 เดือนพฤศจิกายน 2544
ในการพาดหัวข่าวทุกๆ 10 ชิ้น มีเพียง 3 ชิ้นเท่านั้นที่เป็นกลาง !!!
หน้าที่สำคัญของสื่อมวลชน คือ การทำความจริงให้ปรากฏ โดยการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล และองค์กรต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม ที่ผ่านมา สื่อมวลชนประสบความสำเร็จ ในการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีต่อสังคมไทย อย่างไรก็ตาม กระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับการทำงานของสื่อมวลชนไทย มีอย่างต่อเนื่อง
หากพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรม ล้วนมีพื้นฐานมาจากความเป็นจริง จึงเป็นหน้าที่เช่นกันที่สื่อมวลชนต้องหยุดรับฟัง และหันกลับมาทบทวนถึงบทบาท และหาทางปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น
โดยเฉพาะข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการพาดหัวข่าวที่รุนแรง ตื่นเต้น หวือหวาเกินจริง ใส่ความคิดเห็นส่วนตัว แทรกอคติ ความคิดเห็นโน้มน้าวชักจูงใจคนอ่าน ใส่อารมณ์ชอบหรือไม่ชอบอย่างรุนแรง รวมถึงการพิพากษาความถูกผิดของบุคคลในข่าวเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงบ่อยครั้ง
ทั้งที่ตามหลักนิเทศศาสตร์แล้ว ภาษาที่ใช้ในการพาดหัวข่าวจะต้องแสดงออกถึงความเป็นกลาง หรือภววิสัย ปราศจากอคติของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ยกเว้นกรณีที่หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต้องการชี้นำเพื่อให้เกิดเป็นประชามติ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้
ในเรื่องของความเป็นกลาง หรือภววิสัย ในการพาดหัวข่าวนั้น เคยมีนิสิตระดับปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อรพรรณ มูลจันทร์ ได้ทำการวิจัยเสนอเป็นวิทยานิพนธ์ไว้เมื่อปี พ.ศ.2536 ชี้ชัดว่า ร้อยละ 72 ของการพาดหัวข่าว ล้วนแต่ใส่ความคิดเห็น
หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดขึ้น คือ ในการพาดหัวข่าวทุกๆ 10 ชิ้น มีเพียง 3 ชิ้นเท่านั้นที่เป็นกลาง !!!
หนังสือพิมพ์ที่พาดหัวข่าวไม่เป็นกลางมากที่สุด ถึงร้อยละ 86 คือ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ตามมาด้วยข่าวสด ที่ร้อยละ 83
คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การพาดหัวข่าวเป็นเรื่องของการจับประเด็น เพื่อสร้างเป็นจุดขายให้กับหนังสือพิมพ์ และบางครั้งเกิดความผิดพลาดในประเด็นที่นำเสนอ ความผิดพลาดที่เกิดจากความสามารถในการย่อความ ตีความหมาย จับประเด็นของคนที่ทำหน้าที่ พาดหัวข่าว ต้องยอมรับความจริงที่ว่านักข่าวทุกคนมีความรู้ รีไรเตอร์ทุกคนมีความสามารถ แต่คนเราทุกคนไม่สามารถที่จะรอบรู้ไปหมดทุกด้าน ซึ่งหากผสมผสานกับการไม่ไถ่ถามผู้รู้อย่างจริงจัง โอกาสจับประเด็นผิดก็มีโอกาสเป็นไปได้สูง
เมื่อรีไรเตอร์ส่งประเด็นข่าวที่ถูกย่อมาแล้วถึงมือหัวหน้าข่าว เนื้อที่ของหนังสือพิมพ์ ที่มีอยู่ไม่มากนักก็อาจจะกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ต้องหยิบเอาเฉพาะประเด็นที่คิดว่าขายได้มานำเสนอ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะย่อความยาวของเนื้อข่าว ที่มีระยะการพูดจริง 1 ชั่วโมงให้เหลือเพียง 15 บรรทัด โดยยังคงเนื้อหาเดิมได้ครบถ้วน และได้ดังใจ เหล่านี้คือความผิดพลาดที่เกิดจากการขั้นตอนการปฏิบัติงาน
แต่อีกประเด็นของความผิดพลาดเกิดจากความจงใจ จงใจจะบิดเบือนข่าวของบุคคลที่ทำหน้าที่ในการพาดหัวข่าว!!!
สุภา ศิริมานนท์ เคยกล่าวใน "การเสนอความจริง กับการกดดันทางธุรกิจ และสังคมที่หลอกกันเอง" เกี่ยวกับข้อจำกัดของหนังสือพิมพ์ไว้ว่า "แม้หนังสือพิมพ์ มีบทบาทหน้าที่หลักที่จะต้องเสนอความจริง แต่ความกดดันทางธุรกิจมักจะทำให้อุดมการณ์แปรเปลี่ยนไป หนังสือพิมพ์ต้องคำนึงถึงยอดขาย และรายได้จากโฆษณา การเขียนหนังสือแข็งๆ และตายด้าน ใครจะอยากอ่าน ดังนั้น ลัทธิทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก การหนีจากปัญหาซึ่งยากต่อการอธิบาย การประโคมข่าวที่หวือหวาไร้สาระ จึงบังเกิดขึ้น
สุภา เห็นว่า "เนื่องจากสื่อมวลชนนั้นสามารถให้ได้ทั้งคุณและโทษ ดังนั้น นักหนังสือพิมพ์
จึงต้องมี "ธรรม" เป็นพื้นฐาน..."เสรีภาพของหนังสือพิมพ์ จึงเป็นเสรีภาพในด้านการสร้างสรรค์และบทบาทของหนังสือพิมพ์ย่อมเป็นธรรมสถิตย์ของสังคม ซึ่งหนุนเกื้อให้เกิดความเจริญด้านต่างๆ...หากมุ่งแต่ยอดขายอย่างเดียว ก็เป็นดุจเครื่องเบิกทางอุบายให้แก่เพื่อนร่วมชาติหนังสือพิมพ์นั้นๆ ย่อมไร้ค่าไปเองในที่สุด"
ในสังคมปัจจุบันที่องค์กรสื่อมวลชนต้องแข่งขันกันแสวงหาผลกำไร ซึ่งหากเป็นการแข่งขันโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพ และตระหนักในหลักจริยธรรมของวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ปัญหาการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ก็คงจะไม่เกิดขึ้น แต่ในมุมกลับกัน หากเป็นการแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรจากสินค้า คือ เนื้อหาของข่าวสาร ความรู้และบันเทิง การใส่สีสันให้เร้าใจ เพื่อให้เกิดความเตะตา ดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อก็ต้องเกิดขึ้น
แต่ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแข่งขัน เพื่อแสวงหาผลกำไรขององค์กรหนังสือพิมพ์ แต่อยู่ที่ "จิตสำนึก" ของคนที่กำลังทำหน้าที่สื่อมวลชน ว่า มีความเข้าใจและตระหนักถึงหลักจริยธรรมของวิชาชีพที่กำลังปฏิบัติหรือไม่ ? และอย่างไร ? เป็นเรื่องของ "จิตสำนึก" ที่คงไม่ต้องมีใครมานั่งบอกนั่งสอน
จิตวิญญาณของหนังสือพิมพ์ เป็นสิ่งที่มีชีวิต มีอิสระเสรี เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและอธิบายได้ ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย หรือเป็นเพียงแค่อุดมคติ ที่ไม่สามารถปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม การรายงานข่าวที่รวดเร็ว ถูกต้อง ให้แง่คิดความเห็นให้คนบริโภคข่าวได้นำไปคิดต่อเอง
นี่คือ จุดหมายสูงสุดของคนทำข่าว ซึ่งเสมือน "หมาเฝ้าบ้าน" ที่ต้องเห่าในยามที่ควรจะเห่า!!!
สำคัญที่สุดเหนืออื่นใด ที่วันนี้คนหนังสือพิมพ์ต้องตอบตัวเอง คือ เคยรับรู้ หรือมีโอกาสได้อ่านธรรมนูญ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ บ้างหรือไม่ !!!
บางทีคำตอบที่ได้...อาจทำให้คนในวิชาชีพอื่นเลิกวิพากษ์วิจารณ์ และถามถึงจริยธรรมของคนทำงานสื่อไปเลยก็ได้ค่ะ
>> กลับไปที่หน้าสารบัญ Media Watch...:)
|
HOME
|
WORK'S EXPERIENCE
|
SIGN &VIEW GUESTBOOK
|
© 2001 "Complain or Opinion" Created and Published by JaRuWaN yUnG-yUeN All rights reserved.