|
"กฎหมายกับสิทธิความเป็นส่วนตัว"
จาก เวบไซต์อสมท วันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 :: ดร.กนกวรรณ ว่องวัฒนะสิน
เมื่อประธานาธิบดีบุช ผ่านกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายออกมาได้ ด้วยคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2001 ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากเหตุการณ์การก่อนวินาศกรรม 11 กันยายน กฎหมายฉบับนี้รู้จักกันดีในชื่อ "USA PATRIOT ACT" หรือเรียกสั้นๆว่า "USA ACT"
USA PATRIOT ACT มีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ วิธีการ ตลอดจนลดขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายหรือการออกหมายค้น เพื่อช่วยให้การตรวจสอบ ป้องกัน หรือแม้นแต่การจารกรรม เพื่อหาข้อมูลในเรื่องการต่อต้านผู้ก่อการร้ายให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และมีประสิทธิผลให้มากที่สุด โดยเฉพาะเพื่อต่อกรกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายยุคใหม่ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีข่าวสารและการใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ 4 ปี จนถึงเดือนธันวาคม 2005 และเป็นกฎหมายฉบับแรกที่มีผลใช้บังคับให้สามารถตรวจสอบอีเมลและรูปแบบการสื่อสารออนไลน์ทุกประเภท โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่จำเป็นที่จะต้องออกหมายค้นหรือมีคำสั่งศาล ถือว่าเป็นการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของชาวอเมริกันที่ให้อำนาจรัฐเข้าตรวจสอบระบบเครือข่าย ดังฟังสายโทรศัพท์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เอฟบีไอ (FBI)ร้องขอมาตลอดแต่ไม่ผ่าน เพราะมีปัญหาถกเถียงในเรื่องของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ที่ชาวอเมริกันถือเป็นเรื่องใหญ่มาก
มาคราวนี้ผ่านได้อย่างชนิดที่เกือบจะไม่มีการคัดค้านเลย รายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้สามารถเรียกดูได้จากอินเทอร์เน็ตที่ลงรายละเอียดเอาไว้ทุกมาตรา แต่สาระสำคัญที่ให้อำนาจหน่วยงานอย่างเช่น เอฟบีไอ ตามมาตรา 505 ที่ เอฟบีไอ ถ้ามีข้อสงสัยในข้อมูลของบุคคลใดๆก็ตาม ที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวกับการก่อการร้ายระหว่างประเทศ จะสามารถขอข้อมูลจากบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ได้ทันที โดยไม่ต้องมีคำสั่งศาลเหมือนแต่ก่อน และผู้ให้บริการเหล่านี้จะต้องเปิดเผยข้อมูลทุกชนิดแก่เอฟบีไอ แม้นจะอ้างว่าเป็นความลับของลูกค้าห้ามเปิดเผยก็ไม่ได้ รวมไปถึงบรรดาเว็บไซต์ทั้งหลายด้วย
นอกจากนี้ยังคลอบคลุมไปถึงพวกอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ อย่างเช่น พวกแฮกเกอร์ที่ชอบจู่โจมระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานรัฐ พวกผู้ก่อการร้ายที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ ที่ถือว่าเป็นอาชญากรรมชนิดใหม่ มีชื่อเรียกพวกนี้ว่า Cyberterrorism มีบทลงโทษเอาไว้ในกฎหมายนี้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับสภาพความรุนแรงของการกระทำ โทษหนักสุดคือ จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี อันนี้อยู่ในมาตรา 814
ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนจากการเพิ่มเติมและแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้มีความทันสมัยต่อเหตุการณ์มากขึ้น และให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐเต็มที่ ขณะนี้จึงเป็นเรื่องประเด็นที่ชาวอเมริกันถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ว่ากฎหมายนี้จะมีผลอย่างไรกับความเป็นส่วนตัวของพวกเค้า ที่ไม่รู้ว่าขณะนี้จะมีใครแอบดูหรือคอยติดตามพวกเค้าอยู่ในอินเทอร์เน็ต
หลายคนเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ เนื่องมาจากเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ที่ต้องการให้เอฟบีไอก็ดี รัฐบาลอเมริกันก็ดี มีเครื่องไม้เครื่องมือ และอำนาจในการติดตาม ป้องกัน และขัดขวางพวกผู้ก่อการร้าย แต่ขณะเดียวกันหลายคนก็มีความเห็นว่า หลังจากที่เหตุการณ์ดังกล่าวสงบลงหรือยุติไปแล้ว กฎหมายฉบับนี้ก็ยังมีผลใช้บังคับอยู่ แม้นว่าบางมาตราจะมีผลแค่ 4 ปี แต่ก็มีอีกหลายมาตราที่จะมีผลบังคับตลอดไป จนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือยกเลิก ถ้าเป็นเช่นนี้จริงจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิทธิส่วนบุคคลของเค้าจะไม่ถูกละเมิดโดยการอ้างของกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากไม่จำเป็นที่จะต้องมีหมายศาล เพียงแค่ข้อสงสัยจากหน่วยงานรัฐก็สามารถตรวจสอบและขอข้อมูลทั้งหมดได้แล้ว
นักวิเคราะห์จากการ์ตเนอร์มีข้อคิดเห็นที่น่าสนใจและรับฟังได้ ในแง่ที่ว่าความสามารถในการตรวจสอบติดตามผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของหน่วยงานรัฐน่าจะมีข้อจำกัด เนื่องจากปริมาณข้อมูลที่วิ่งผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันมีมากมายมหาศาลจนไม่สามารถจะเก็บข้อมูลได้ทั้งหมด นอกจากจะเลือกเฉพาะที่สำคัญและเฉพาะกลุ่ม และยังไม่มีใครสามารถเก็บข้อมูลหรือสถิติของ Traffic ที่อยู่บนเน็ตได้
แต่ที่น่าเป็นห่วงกลับจะเป็นเรื่องผลกระทบของกฎหมายฉบับนี้กับอีคอมเมิร์ซ เนื่องจาก Web Shoppers ทั้งหลายอาจจะเกิดความไม่แน่ใจในการจับจ่ายใช้สอย โดยใช้เบอร์บัตรเครดิต รวมทั้งพฤติกรรมส่วนตัวที่เคยมั่นใจว่าเป็นความลับ ที่บรรดาเว็บไซต์ทั้งหลายจะไม่เปิดเผยข้อมูลพวกนี้ให้แก่ผู้อื่นทราบ อย่างเช่น ถ้าเข้าไปในเว็บไซต์ที่ซื้อของเกี่ยวกับสารเคมี โดยอาจจะซื้อเพื่อใช้เอง แต่ถ้าไปเข้าข่ายเป็นที่ต้องสงสัยของเอฟบีไอ ก็อาจจะต้องถูกตรวจสอบ หรือแม้นแต่การเข้าไปเรียกดูข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย หรือนายบิน ลาเด็น โดยอาจจะแค่อยากจะรู้อยากจะเห็นในเรื่องพวกนี้ หรือเข้าเว็บไซต์ของพวกแฮกเกอร์เหล่านี้ ต่อไปก็อาจจะถูกตรวจสอบหรือถูกติดตามได้
สิ่งเหล่านี้จะทำชาวอเมริกันเกิดความไม่แน่ใจและทำให้การใช้งานซื้อของผ่านเน็ต ตลอดจนการติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตลดน้อยลง ซึ่งหลายคนเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ จะมาริดรอนสิทธิความเป็นส่วนตัวของชาวเน็ต โดยเฉพาะจะทำให้เอฟบีไอสามารถจะใช้เทคโนโลยี Snooping ที่ชื่อ FBI'S DCS 1000 คอยตรวจสอบและเฝ้าดูผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคน โดยไม่จำเป็นที่จะต้องตกเป็นผู้สงสัยก่อน เรียกว่าทุกฝีก้าวจะต้องถูกจับตามอง
นอกจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดการตื่นตัวแล้ว ยังมีผลทำให้หน่วยงานของรัฐบาลอเมริกันที่ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตต้องปรับปรุงตัวด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะจากการเป็นเป้าหมายของพวกผู้ก่อการร้าย หรือแฮกเกอร์ในการเจาะเข้าเครือข่ายของรัฐบาลเอง
สิ่งที่น่าตกใจและประหลาดใจ จากผลของการตรวจสอบระบบความปลอดภัยของหน่วยงานรัฐชั้นนำของอเมริกาปรากฏว่า ใน 24 หน่วยงานใหญ่
หน่วยงานที่มีระบบรักษาความปลอดภัยดีที่สุดคือ National Science
Foundationที่ได้คะแนนสูงสุดแค่ B+
รองลงมาคือ Social Security
Administrationได้คะแนน C+
และแม้นแต่ NASAเอง ยังได้คะแนนแค่ C-
ซึ่งตามกฎหมายใหม่ หน่วยงานรัฐเหล่านี้จะต้องถูกตรวจสอบโดยสำนักงบประมาณของรัฐ และมีการถูกทดสอบโดยการทดลองเจาะเข้าไปยังระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานทั้งหลาย ผลจากการตรวจสอบอย่างเข้มงวดทำให้เห็นว่า แม้นแต่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานหลักในสหรัฐอเมริกาที่เป็นผู้ให้กำเนิดเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเอง มาตราการในการรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่ายก็ถูกละเลยเช่นกัน
อย่างนี้เริ่มจะไม่สงสัยแล้วเหมือนกันว่าเหตุการณ์ในวันที่ 11 กันยายน ที่เกิดขึ้นที่เพนตากอนเกิดขึ้นได้ยังไง
ก็ยังดีที่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อเมริกาตัดสินใจออกมาตราการ และกฎหมายแบบนี้ออกมา อย่างน้อยก็เป็นมาตรการเชิงรุก ที่เตรียมพร้อมไว้ดีกว่าจะเกิดปัญหาแล้วมาแก้ไขที่หลัง สงสารก็แต่เอฟบีไอ (FBI)เท่านั้น ที่จะมีงานหนักมากกว่าเดิมอีกไม่รู้กี่เท่า ที่จะต้องคอยตรวจสอบ ควบคุม ดูแลระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ลำพังแค่ตรวจดูห้องแชตอย่างเดียวก็คงงานล้นมือแล้ว อย่างอื่นๆ คงไม่ต้องพูดถึงว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน
>> กลับไปหน้าเดิม
|