COMPLAIN OR OPINION
ข่าวลือเป็นข่าวหรือไม่? ::
จาก คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์ จากหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9096



จุดยืนและท่าทีของรัฐบาลต่อกรณีเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญที่ผ่านมาและต่อไปจะเป็นอย่างไรผมคงไม่ขอพูดถึง ได้ยินแต่เสียงชื่นชมว่าทำถูกต้องแล้วเป็นอันมาก สิ่งที่อยากจะพูดก็คือ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำหรับสื่อมวลชนและคนเป็นผู้นำอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะสื่อท้าทายไปถึงสถาบันวิชาการ และวิชาชีพทีเดียว

บทสรุปเบื้องต้นเหตุการณ์นี้สะท้อนความเป็นจริงว่า มาตรฐานของสื่อเป็นไปตามความเจริญของระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ แต่ก็เกิดคำถามตามมาอีก

ว่าไปแล้วสื่อถูกถามมาตลอดกับคำพูดที่ว่า สังคมเป็นเช่นไร สื่อเป็นเช่นนั้น หรือสื่อเป็นเช่นไร สังคมเป็นเช่นนั้น ความถูกต้องควรเป็นเช่นนั้นหรือ

ด้วยคำตอบทำนองนี้เองสื่อจึงถูกตำหนิว่า อาศัยความผุกร่อนของสังคมเป็นเครื่องมือทำมาหากิน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สื่อไม่สามารถปฏิเสธ หรือเอาสังคมมาเป็นข้ออ้างอีกต่อไป ไม่ว่าสภาพสังคมจะเป็นเช่นไรการปฏิบัติขั้นพื้นฐานของวิชาชีพสื่อคือการตรวจสอบความถูกต้อง เป็นเรื่องต้องกระทำตลอด

เพราะสื่อต่างกับอาชีพอื่น สื่อมีหน้าที่ไขข่าว

ศ.เฟรเดริค เอส ซีเบิร์ต นักเขียนตำรากฎหมายสื่อมวลชนและคณบดีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยมิชิแกน เคยพูดว่า นักสื่อมวลชนจะไปเปรียบกับพวกแพทย์ ทนายความ หรือนักบวชไม่ได้ ในเมื่อบุคคลทั้งสามอาชีพไม่ได้แพร่งพรายเรื่องราวให้ใครทราบ แต่สื่อมวลชนกลับเปิดเผยเรื่องราวให้บุคคลอื่นทราบ

ความพิเศษกว่าอาชีพอื่นนี่เองทำให้สื่อต้องมีแนวทางปฏิบัติพื้นฐานเป็นเครื่องกำกับการทำหน้าที่อย่างเข้มงวด เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือทางธุรกิจของใครทั้งสิ้น

การนำเสนอข่าวสองด้านและรอบด้านซึ่งเป็นหลักในการนำเสนอจึงไม่พอ การแสวงหาความจริงก่อนการนำเสนอรวมถึงความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข่าวสารจึงเป็นเรื่องต้องปฏิบัติ ทำความจริงให้ปรากฏก่อน ส่วนนำเสนอหรือไม่ เสนออย่างไรเป็นขั้นตอนต่อไป

กรณีที่สื่อเขมรอ้างมีคนมาให้ข่าวถึงแม้ต้นตอมีตัวบุคคลจริงก็ไม่พอ ต้องพิจารณาอีกว่า คนๆ นั้นเป็นใคร ฐานะทางการเมือง สังคมเป็นอย่างไร น่าเชื่อถือหรือไม่ สิ่งที่นำมาบอกกล่าวมีความเป็นไปได้แค่ไหน ยิ่งเป็นข่าวทำนองนี้ยิ่งจำเป็นต้องตรวจสอบเป็นการใหญ่ ให้ถึงต้นตอทีเดียว

การเอาเรื่องไม่จริง กึ่งจริงหรือกึ่งเท็จ ข่าวลือมาเสนอ เท่ากับช่วยกระพือข่าวลือออกไปอีก เกิดคำถามในทางทฤษฎีว่าข่าวลือเป็นข่าวหรือไม่

คำอธิบายที่ผ่านมาคือ ก็ลือกันอย่างนั้นจริงๆ คนลือกันจริง

ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ว่า คนลือกันจริงหรือไม่จริง แต่อยู่ที่เรื่องที่เอามาลือกันนั้นมีฐานความเป็นจริงรองรับหรือไม่ ลือเรื่องที่เป็นจริงแต่รับรู้มาไม่ครบถ้วน กับลือในเรื่องไม่จริงโดยสิ้นเชิง

แต่ไม่ว่าจะลือจากข่าวที่มีฐานมาอย่างไรก็ตาม ผลก็คือเท่ากับทำให้ข่าวลือขยายต่อไปอยู่นั่นเอง ฉะนั้นต้องเอาความจริงเป็นตัวตั้ง ดูว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ มีประโยชน์หรือโทษกว่ากัน

พูดถึงเรื่องข่าวลือ ในอดีตเคยมีตัวอย่างมาแล้วน่านำมาคิดเทียบเคียงคือ การเสนอข่าวลือปฏิวัติในหมู่ประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถูกคัดค้านว่าทำให้คนตื่นตระหนก กระทบต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ความเห็นอีกด้านหนึ่งมองว่า เมื่อการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่างๆ รวมถึงฝ่ายทหาร มีความไม่พอใจและความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจริง การนำเสนอข่าวลือปฏิวัติทำให้คนได้คิด ใช้สติพินิจพิจารณา ตรวจสอบเพิ่มเติมเป็นประโยชน์ ทำให้คนคิดระงับเสีย

กรณีนี้มีเบาะแส มีความเคลื่อนไหว มีคนคิดเพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นการปฏิบัติ แต่ข่าวรั่วคนเอาไปลือกันเสียก่อน

ย้อนมาถึงกรณีเขมรเป็นความไม่รับผิดชอบของสื่อเพราะไปเอาข่าวที่ไม่มีมูลความจริงมาเสนอโดยไม่มีการตรวจสอบ เสรีภาพที่นำมาอ้างจึงอ้างไม่ขึ้นเพราะไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง

ฉะนั้น ไม่ว่าสื่อหรือผู้นำก็แล้วแต่หากเริ่มด้วยการกลับไปหาความจริงจะไม่บานไปถึงขนาดนี้ ตรงกันข้ามการละเลยความจริง รีบรับลูกโดยมุ่งประโยชน์ทางการเมืองเป็นตัวตั้ง นำไปสู่ความรุนแรง ดังที่เกิดขึ้นแล้วนั่นเอง

ส่วนจะเป็นเพราะหวั่นไหว ไม่มั่นใจในเสถียรภาพของตัวเอง หรือมีอำนาจมาก ยาวนานจนคิดว่าจะทำอะไรก็ได้ พูดอะไรก็ได้ จากเงื่อนไขการเมืองภายในกัมพูชา ผมมองว่าเป็นประการหลังนี้มากกว่า

เรื่องนี้จึงพิสูจน์สัจธรรมอีกครั้งหนึ่งว่า ไม่ว่าจะมีอำนาจขนาดไหน ถ้าทำอะไรไม่ใคร่ครวญ เอาตัวเองเป็นใหญ่ ความพินาศก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา








>> กลับไปหน้าเดิมค่ะ...:)

| HOME | WORK'S EXPERIENCE | SIGN &VIEW GUESTBOOK |

© 2001 "Complain or Opinion" Created and Published by JaRuWaN yUnG-yUeN All rights reserved.
 
Hosted by www.Geocities.ws

1