7 มีนาคม 2545 :: by จารุวรรณ ยั่งยืน
"เศรษฐกิจและการเมืองผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อ"
ปัญหาการถูกริดรอนสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนไทย ยังคงเกิดขึ้นแม้ที่ผ่านมาจะมี
การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิมาโดยตลอด แต่การริดรอนสิทธิก็ยังคงมีและยังฝังรากลึก
ในสังคมไทย
ในหนังสือ "โครงสร้างทางเศรษฐกิจทางการเมืองของระบบวิทยุและโทรทัศน์ไทยและผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ของ รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นชัดเจนถึงอำนาจของคนที่มีสื่ออยู่ในครอบครอง โดยได้มีการมีการอ้างถึง" The people's and the media right to communicate หรือการปฎิรูปสิทธิการสื่อสารของประชาชนและสื่อมวลชนของ Jean d'Arcy,1977, p.49 ไว้ว่า
"ใครก็ตามที่เป็นผู้กุมอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันศาสนา การเมือง หรือธุรกิจเอกชน ย่อมจะรู้ดีว่าการควบคุมการสื่อสารคือการควบคุมสังคมทั้งสังคมเอาไว้ ตำแหน่งหนึ่งในหลายๆตำแหน่งของจักรพรรดิ์ซีซาร์แห่งราชอาณาจักรโรมัน คือ Pontifex Maximus หรือจักรพรรดิ์ผู้สร้างสะพาน จากถนน สู่การพิมพ์และโทรศัพท์ ประวัติศาสตร์ของการสื่อสารของประชาชนเต็มไปด้วยด้วยการเซ็นเซอร์และควบคุม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายศาสนาจักรหรือฝ่ายอาณาจักร ต่างก็มุ่งหาวิธีการปกครองที่จะควบคุม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายศาสนาหรือฝ่ายอาณาจักร ต่างก็มุ่งหาวิธีการปกครองที่จะควบคุมประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมักจะนำมาซึ่งสิทธิใหม่ๆและก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนไปสู่โครงสร้างใหม่เสมอ แม้ว่าเสียงของประชามติทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของผู้นำ แต่รัฐและผู้ปกครองจำนวนมากก็ไม่ตระหนักถึงสิ่งใหม่ๆที่ว่านี้ ประชาชนไม่ต้องการผู้ปกครองสมัยใหม่ที่สร้างความชอบธรรมด้วยการกำจัดและควบคุมการสื่อสาร การเซ็นเซอร์และการปกปิดข้อมูลข่าวสาร ในวันข้างหน้า เราจักต้องมีข้อตกลงใหม่ทั้งที่เป็นกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อรับรองสิทธิเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน และนี่คือรูปแบบใหม่ของการบริหารประเทศและระหว่างประเทศ เราจะต้องมีรัฐบาลแบบใหม่ซึ่งไม่สามารถมีอำนาจอยู่ได้โดยวิธีการควบคุมหรือปฎิเสธสิทธิเสรีภาพการสื่อสารของประชาชน"
นอกจากนี้รศ.ดร.อุบลรัตน์ ยังชี้ให้เห็นชัดเจนว่าที่ผ่านมาโครงสร้างทางเศรษฐกิจทางการเมือง มีผลโดยตรงกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน โดยได้มีการวิเคราะห์ให้เห็นถึงโครงสร้างของระบบวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ไทยในอดีต ว่าแสดงให้เห็นถึงระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย (un-democratic system) คือบุคคล และองค์กรสื่อที่ไม่มีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มีการควบคุมและเซ็นเซอร์ในแบบต่างๆมีความไม่เสมอภาคในการจัดสรรค์การใช้คลื่นวิทยุและโทรทัศน์ และไม่มีการใช้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นการใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองและทางการค้า ซึ่งก่อให้เกิดการครอบงำความคิดของประชาชน เป็นระบบที่ปราศจากสิทธิเสรีภาพ( un-free)ขาดความเสมอภาค (un-equall)และขาดการสร้างสรรค์ภราดรภาพและสันติสุขให้แก่สังคม(un-friendly and un-peaceful)
จากปัญหาโครงสร้างที่แสดงให้เห็นถึงระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยขององค์กรสื่อ ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นจากหลายองค์กรรวมถึงการเสนอแนวทางเพื่อให้เกิดการ"ปฎิรูประบบวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์"จนกระทั้งเป็นผลสำเร็จและมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ.2540 ซึ่งระบุชัดเจนถึงสิทธิและเสรีภาพของการสื่อสารของประชาชนและสื่อมวลชนประเภทวิทยุและโทรทัศน์ โดยได้มีการกำหนดอย่างชัดเจนถึงสิทธิในการเป็นเจ้าของ( ownership) การเข้าถึง ( access) และการจัดสรรคลื่นทรัพยากรสื่อ ( resource allocation) การมีส่วนร่วมบริหาร ( management)และตรวจสอบองค์กร( evaluation) และคุณภาพของเนื้อหาสาระของสื่อ และความเป็นอิสระของนักวิชาชีพสื่อมวลชนไว้อย่างชัดเจน
ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ.2540 มาตรา 39 ระบุว่า "บุคคลย่อมมีเสรี ภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น"
การจำกัดสิทธิเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ และชื่อเสียง สิทธิในครอบ ครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือการรบ..
แต่หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์การสื่อมวลชนในรัฐบาลชุดนี้ ดูคล้ายจะสวนทางโดยสิ้นเชิงกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ.2540 มาตรา 39
7 เดือนของรัฐบาลทักษิณ มีตัวเลขสื่อถูกแทรกแซงถึง 14 กรณี 7 เดือนมีแทรกแซงถึง 14 กรณี !
ที่เห็นได้ชัดเจน คือ การแทรกแซงการเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี,
การงดถ่ายทอดเสียงคำแถลงปิดคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินของนายกรัฐมนตรี
โดยนายกล้าณรงค์ จันทิก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ป.ป.ช.),การระงับการออกอากาศของรายการเหรียญ 2 ด้าน และล่าสุด
การถอดรายการเก็บตกจากเนชั่น และข่าวสั้นจากศูนย์ข่าวเนชั่น จากคลื่น 90.5 ซึ่งต่อมาเครือเนชั่นได้ออกคำแถลงว่า เนื่องจากบรรยากาศทาง การเมืองไม่เอื้ออำนวยให้เปิดกว้างทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างอิสระ รวมทั้งการตัดสินใจปรับแนวทางการเสนอข่าวของ Nation Channel UBC 8 ให้เป็นสถานีข่าวที่เน้นเนื้อหาเศรษฐกิจ รวมทั้งข่าวด้านสังคม-ศิลปวัฒนธรรม- บันเทิง-กีฬา-ต่างประเทศ โดยงดเว้นการนำเสนอข่าว และความคิดเห็นเกี่ยว กับข่าวการเมืองเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีความมั่นใจว่าไม่มีการแทรกแซง ใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งกระแสข่าวปปง.ขอให้สถาบันการเงิน 17 แห่งตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบัญชีทรัพย์สินของผู้บริหารระดับสูงของเครือเนอะเนชั่น หนังสือแนวหน้าและหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ และยังมีอีกหลายรายการที่ถูกเตือนหากมีการเสนอข่าวหรือพาดพิงไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์และส่งผลแง่ลบต่อรัฐบาล ก็จะมองว่าสื่อมวลชนกำลังใช้เสรีภาพไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์และ
เป็นการทำลายความสงบสุขของประเทศ
สอดคล้องกับความคิดเห็นของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ว่า"ปัจจุบันสื่อมวลชนมีเสรีภาพมากพออยู่แล้ว แต่ควรทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ และไม่กระทบกับสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น และบ้านเมืองต้องการให้ทุกฝ่ายมีความสามัคคี สื่อมวลชนจึงไม่ควรใช้ความสะใจมานำเสนอข่าว เพราะไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้นได้ แต่หากใครมีข้อเสนอแนะใด ก็ให้บอกรัฐบาลได้ตลอดเวลา โดยอยากให้สื่อรวมกลุ่มกันมา เพื่อที่จะพูดคุยถึงปัญหาในการทำงานร่วมกัน!!!"
แนวความคิดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดกับแนวทางปฎิบัติ???
ในการเสวนาที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงสื่อซึ่งจัดโดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยเชิญทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน และตัวแทนจากรัฐบาลมาร่วมพูดคุย อาจารย์ประจำนิเทศศาสตร์ วิลาสินี พิพิธกุล แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุถึงความเป็นมืออาชีพในการครอบงำทางความคิดของของรัฐบาลชุดนี้ในการเสวนาที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงสื่อ เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยเชิญทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน และตัวแทนจากรัฐบาลมาร่วมพูดคุย โดยการสร้าง 3 กระแสหลัก คือ กระแสชาตินิยมและการกู้ชาติ ทำให้ใครที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไม่กล้าออกมาพูด เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นคนไม่รักชาติ
กระแสที่ 2 คือ กระแสการทำงานสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ ทำให้ไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นคนขัดขวางการทำงานที่สร้างสรรค์
และกระแสที่ 3 คือ กระแสความเป็นมืออาชีพ ทำให้สื่อมวลชนได้รับผลกระทบเพราะรัฐบาลมีความชอบธรรมในการทำลายสื่อ เมื่อเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล
ระยะทางของปี 2545 ยังคงอยู่อีกยาวไกล "สุนัขเฝ้าบ้าน" คงไม่ยอมปล่อยให้ความอ่อนล้า กัดกร่อนความกล้าหาญ ความสง่างาม และหวงแหนไว้ซึ่งความถูกต้องและเสรีภาพในวิชาชีพ สำคัญที่สุดคืออย่าปล่อยให้ความอ่อนล้าเปลี่ยนแปลง"สุนัขเฝ้าบ้าน"ให้กลับกลายเป็นเป็น"สุนัขล่าเหยื่อที่ไร้ซึ่งอุดมการณ์"
แม้....
หลายคนจะฝากความหวังไว้กับการปฎิรูปสื่อ...
แต่
ตราบใดที่ยังมีความเชื่อที่ว่า"สิทธิคืออำนาจของผู้นำทางสังคม"และภายใต้เงื่อนไขที่ว่า "รัฐบาลเป็นเจ้าของสื่อมวลชน" แทนมุมมองที่ว่าสื่อคือ
เครื่องมือสื่อสารเพื่อผลประโยชน์ของมหาชนและของสังคมโดยรวม ประกอบกับสภาพขององค์กรสื่อมวลชนในปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งต้องมีการใช้งินทุนจำนวนมากในการจัดการ และถูกผูกขาดโดยองค์การขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัทซึ่งผูกพันกันอย่างค่อนข้างลึกซึ้งกับสถาบันทางการเมือง...
เราจะเชื่อมั่นและมั่นใจได้หรือไม่ว่า
ปัญหาการถูกริดรอนสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยจะไม่เกิดขึ้น!!!
>> กลับไปหน้าเดิมค่ะ...:)
|
|
|