| |
|
|
|
|
|
|
ทุกๆ
เย็นหลังเสร็จสิ้นภาระการเรียน นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลุ่มหนึ่งจะพากันมาชุมนุม
(อาจด้วยกานัดบ้างหรือไม่นัดบ้างก็แล้วแต่) เพื่อก่อการอะไรบางอย่าง
เป็นการก่อการที่กระทำกันโดยเปิดเผย แฝงด้วยความสุขและความภูมิใจ
เพราะสิ่งที่ได้ตามมาหลังจากนั้น คือ
ความน่ารักสวยงามสดชื่นที่ค่อยทยอยเดินทางไปตั้งประดับบนโต๊ะเขียนหนังสือ
ริมระเบียง ตามห้องพักของเพื่อนนักศึกษาเกือบทั้ง มช. และของบุคคลภายนอกด้วย
ชมรมพืชสวน มช. เริ่มเป็นรูปเป็นร่างอย่างชัดเจนเมื่อสัก 9
ปีที่แล้วนี่เอง คุณธีรพล พรสวัสดิ์ชัย ที่ปรึกษาของชมรม หรือพี่มิ้งค์ของน้องๆ
เล่าประวัติความเป็นมาให้ฟังว่า
“สมัยก่อนภาควิชาพืชสวน
คณะเกษตรศาสตร์มีอยู่ 2 ชมรม คือ ชมรมพืชสวน
กับชมรมไม้ดอกไม้ประดับที่ตั้งของทั้งสองชมรมอยู่ที่คณะนั่นเอง เมื่อสัก 2
ปีที่แล้วเค้าจะรื้อที่ตรงนั้นเพื่อสร้างตึกใหม่
เลยคิดกันว่าน่าจะรวมกันเพราะมันก็เหมือนๆ กันอยู่แล้ว
และอาจารย์ก็แนะนำว่าให้รวมกันดีกว่า
เลยกลายเป็นชมรมพืชสวนชมรมเดียวแล้วย้ายมาอยู่ที่นี่”
ที่นี่ของพี่มิ้งค์คือ
พื้นที่หลังที่ทำการของศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งปัจจุบันพี่มิ้งค์ทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ที่นี่
“ผมมาเรียนต่อปริญญาโท
ทางด้านไม้ดอกที่นี่เมื่อปี 2531 เรียนจบปี 2535
และทำงานเป็นนักวิจัยของศูนย์มาตลอด
สมัยนั้นผมเองก็มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ของผมเองอยู่บ้าง ใกล้ๆ กับชมรมพืชสวนเดิม
แต่เป็นที่ของชมรมเชียร์ เพราะสนิทกับน้องๆ ชมรมนี้พอสมควร
ต่อมาอาจารย์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของชมรม ก็คือ รองศาสตราจารย์ ดร.อดิศร กระแสชัย
อาจารย์ประจำภาควิชาพืชสวน ท่านบอกว่าให้ผมย้ายมาพร้อมน้องๆ เลยแล้วกัน
มาช่วยดูน้องๆ ด้วย เหมือนเป็นที่ปรึกษาให้”
แรกเริ่มชมรมพืชสวนนี้ไม่ค่อยดำเนินงานเป็นระบบเท่าไรนัก
สมาชิกจะปลูกพืชเฉพาะที่ตัวเองชอบ ไม่ได้ปลูกเพื่อหวังผลในวันข้างหน้า
เพราะติดตรงงบประมาณที่ได้รับมาจากคณะปีละพันกว่าบาทเท่านั้น
ซึ่งไม่พอเพียงสำหรับการขยับขยายและวางแผนทำอะไรในระยะยาว
“เมื่อก่อนต้นไม้ที่ปลูกได้เราไม่เคยขายเลยนะ
แต่งบประมาณที่ได้รับมาน้อยมาก แค่จ่ายค่าปุ๋ยหมัก ค่าวัสดุปลูก หมดแล้ว
ไม่พอที่เราจะสร้างโรงเรือนหรือซ่อมแซมอะไรเลย
บางคนต้องใช้เงินตัวเองไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกกัน ผมเลยบอกน้องๆ ว่า
ถ้าอยากปลูกต้นไม้หรือทำอะไรจริงๆ จังๆ ต้องเริ่มจากมีทุนสนับสนุนก่อน
โดยเริ่มจากเอาเงินที่เหลืออยู่ไม่กี่ร้อยบาทนั้นซื้อเมล็ดพันธุ์แล้วสอนเขาปลูก
ปลูกแบบหวังผลว่าให้ออกมาสวย มีคุณภาพที่ดี คือเราคิดว่าถ้าทำออกาดีแล้วนี่
ลูกค้าจะมาซื้อที่นี่เอง ซึ่งมันก็ได้ผล เริ่มมีคนมาติดต่อขอซื้อ แบบค่อยเป็นค่อยไป
ทีนี้เงินที่ได้จากการขายต้นไม้เราก็ซื้อเมล็ดพันธุ์เพิ่ม ซื้ออุปกรณ์ ซื้อปุ๋ย ฯลฯ
และเงินที่ได้ยังสามารถทำให้เราได้โรงเรียนและรูปแบบชมรมที่เป็นระบบขึ้น
ที่สำคัญคือ ดูเป็นระเบียบกว่าแต่ก่อน ผมเน้นอยู่เสมอว่าต้องเป็นระเบียบ
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเราวางให้เป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่แล้วมันน่าดู
อีกทั้งยังเป็นการฝึกนิสัยของน้องๆ ไปในตัวด้วย
เงินที่ได้มานั้นสามารถบันตาลให้โครงสร้างของชมรมมั่นคงขึ้นก็จริง แต่คุณมิ้งค์มองว่าเงินนั้นเป็นเรื่องรองลงไป
ถ้าเทียบกับความรู้และประสบการณ์ที่น้องๆ นักศึกษาได้รับ
“ผลตอบแทนที่เข้าได้มากที่สุดเลยก็คือ
ความรู้ วิธีการดูแลต้นไม้ชนิดนั้นๆ ทำอย่างไรให้ได้งามที่สุด
ถือเป็นการศึกษาทดลองด้วยตัวเอง เพราะเขาต้องดูแลตั้งแต่เพาะเมล็ด
ศึกษาการปลูกเลี้ยงดูแลพันธุ์ไม้แต่ละชนิดจนถ่องแท้
เพื่อให้ได้ต้นไม้ที่สมบูรณ์จริงๆ เขาจึงได้พบว่าต้นไม้นี้ของอะไร ไม่ชอบอะไร
ทำไมมันเหี่ยวหรือทำท่าจะตายและเรียนรู้การแก้ปัญหาโดยตรงเลยทำให้เขาพบอะไรที่นอกเหนือในตำราอีกมาก”
การศึกษาแต่เฉพาะในตำรานั้น ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิชาใดก็ตาม ล้วนได้ผลจริงๆ
เป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยเหลือเกินเพราะปัจจัยภายนอกต่างๆ
นั้นตำราไม่สามารถบันทึกไว้ได้หมด ยิ่งเป็นด้านการเกษตรด้วยแล้ว
สภาพแวดล้อมนับเป็นตัวแปรสำคัญอย่างหนึ่ง
และสภาพแวดล้อมของโลกที่ต่างกันก็นับได้ไม่ถ้วน
“เราเรียนกันแต่ในตำรา
ในห้อง เมื่อมาเจอจริงๆ เราไม่รู้เลยว่าทำไมต้นไม้ถึงแสดงอาการอย่างนี้ออกมา
เรามีประสบการณ์ไม่พอ แล้วเท่าที่เคยปลูกต้นไม้มาหลายชนิด
การปลูกตามตำราบางอย่างก็ไม่ได้ผล
เพราะว่ามันมีหลายปัจจัยที่เป็นตัวแปรมากกว่าในหนังสือ ซึ่งต้องดัดแปลงแก้ไขกันไป
ตำราเขียนไว้ในสภาวะปกติ
ซึ่งเราสามารถอาศัยใช้เป็นพื้นฐานในการจะรู้ว่าพืชแต่ละชนิดต้องการอะไร
เมื่อมาปลูกเลี้ยงจริงๆ เราไม่มีทางจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นอย่างในตำราได้
ก็ต้องปรับให้เหมาะสม ซึ่งตรงนี้ประสบการณ์จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่สุด”
พื้นที่ของชมรมพืชสวน 200 ตารางวานี้ มีโรงเรือนเลี้ยงไม้ดอกอยู่ 2 หลัง