|
ถาม :
งานในวงการบันเทิงเป็นความฝันของอ้นหรือเปล่าคะ
ตอบ : อ้นเป็นคนชอบแสดงออก
ชอบรำ ชอบเต้น
ชอบร่วมกิจกรรมทุกอย่าง
จึงอยากทำงานในวงการบันเทิง
แต่อ้นไม่คิดว่าจะได้ทำ
เพราะรู้ว่าตัวเองไม่สวย
คิดว่าคนที่เข้ามาทำงานตรงนี้ต้องสวยไว้ก่อน
แต่เมื่อมีโอกาสได้ทำจริง
ๆ ก็เริ่มรู้ว่า ไม่จำเป็น
เรามาคนละทาง
คนสวยก็ไปเป็นนางเอก
แต่ทางนี้คือทางของเรา
ส่วนงานใหม่ล่าสุดที่คิดไม่ถึงคืองานเขียน
ซึ่งไม่ใช่ความฝันและไม่ชอบ
เพราะอ้นพิมพ์ดีดไม่เป็น
ต้องใช้วิธีเขียน
และความคิดมักจะไปก่อนมือ
อ้นก็เลยชอบสื่อสารโดยการพูดมากกว่า
ตอนแรกที่ทางสุดสัปดาห์สำนักพิมพ์ติดต่อมา
อ้นเครียดจนเข้าโรงพยาบาล
แต่เมื่อได้ปรึกษากับพี่โญ
(ภิญโญ รู้ธรรม)
พี่โญบอกว่า
"พี่แก่ขนาดนี้แล้วยังไม่มีใครติดต่อให้เขียนเลย
โอกาสเราดีขนาดนี้
น่าจะลองดู"
โดยเขียนสิ่งที่เป็นตัวอ้นจริง
ๆ
คือความหมายของศัพท์ที่วัยรุ่นชอบใช้
และที่มาของสมญานามที่อ้นชอบตั้งให้คนโน้นคนนี้ตลอดเวลา
ถาม : ในฐานะตัวแทนวัยรุ่น
อ้นรู้สึกถึงวัยรุ่นยุคอย่างไรบ้าง
ตอบ :
วัยรุ่นทุกวันนี้มีความกล้าหาญและมีความมั่นใจตัวเองสูงมาก
อ้นยังคิดเลยว่า
สมัยที่อ้นอายุ 14-15 (ตอนนี้ 22)
อ้นยังกระโดดยางเล่นที่โรงเรียนอยู่เลย
ยังไม่รู้จักสายเดี่ยว
กระโปรงสั้น
หรือแฟชั่นอะไรทั้งสิ้น
มันแตกต่างกันมาก
แต่แม่ก็บอกว่าสมัยแม่ก็ไม่เหมือนอ้นตอนนั้นเหมือนกัน
สิ่งที่ดีคือความกล้าแสดงออกและมั่นใจในตัวเอง
แต่มั่นใจให้ถูกต้องนะคะ
ไม่ใช่มากเกินไปจนกลายเป็นก้าวร้าว...
คืออ้นก็ไม่ใช่ว่าแก่มาก
แต่อ้นเป็นวัยรุ่นคิดได้ไงคะ
จากที่เคยรู้สึกว่าครอบครัวมาเป็นอันดับสุดท้าย
เพื่อนเที่ยวมาเป็นที่ 1
ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เอ้า!
ยอมรับว่าแก่ก็ได้
เป็นวัยรุ่นตอนปลาย
(น้ำเสียงตัดใจ)
ก็เริ่มรู้ว่าครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เพราะเมื่อเรามีปัญหามาจากที่อื่น
คนที่ช่วยเราได้ก็คือพ่อแม่
จึงอยากจะฝากว่า
ให้คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ไว้
แม้จะยากสักนิดหนึ่งในช่วงวัยรุ่น
แต่แค่ถามว่า
"กินข้าวหรือยัง"
เขาก็ดีใจสุด ๆ แล้ว
ถาม :
สิ่งที่ทำให้อ้นรู้คิดคือการเข้ามาทำงานวงการบันเทิง
ตอบ : ค่ะ
ก่อนที่เข้ามหาวิทยาลัย
อ้นพูดกับแม่เสมอว่าอ้นจะเอนท์ให้ติด
อ้นจะสอบเทียบ
แต่อ้นทำไม่ได้เลย
และนั่นคือสิ่งที่แม่หวังมาก
เพราะอ้นเป็นพี่สาวคนโต
เมื่อเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยหอการค้าจึงตั้งใจว่าต้องเรียนจบภายในสามปีครึ่งให้ได้
เพื่อให้แม่ภูมิใจในตัวเรา
ทั้งที่ช่วงนั้นอ้นทำงานบันเทิงด้วย
เหนื่อยมาก
บางวันถ่ายหนังถึงหกโมงเช้า
แปดโมงเช้าต้องไปเรียนอีกแล้ว
แต่อ้นก็ลงซัมเมอร์อัด ๆ
เข้าไปจนจบอย่างที่ตั้งใจไว้
ตรงนี้ทำเพื่อพ่อกับแม่เลย
ที่อ้นภูมิใจที่สุด
และเชื่อว่าแม่ก็คงจะภูมิใจ
คือสองเทอมสุดท้ายอ้นส่งตัวเองเรียน
และที่ภูมิใจยิ่งขึ้นคือ
อ้นบอกแม่ว่า "แม่ไม่ต้องส่งน้องอีกแล้ว
อ้นจะส่งน้องเรียนวชิราวุธฯเอง"
สิ่งที่ทำให้อ้นเข้าใจแม่จริง
ๆ คือตรงนี้เลยค่ะ
เพราะวชิราวุธฯค่าเทอมแพงม้ากค่ะ
(เน้นเสียง)
หนูหาเงินก็เหนื่อยเหมือนกันนะคะ
แต่ส่งเทอมแรก
น้องเรียนได้เกรด 1.5
อ้นคิดถึงแม่ทันที
เพราะอ้นก็เคยเป็นอย่างนี้เหมือนกัน
อ้นได้ 1.2 ด้วยซ้ำไป
อ้นก็เลยเอาคำพูดของแม่ไปพูดกับน้อง
"แค่เรียนหนังสืออย่างเดียว
เราทำไม่ได้หรือ"
น้องก็คงรำคาญเหมือนอ้นตอนนั้น
ทุกวันนี้อ้นก็เลยรักแม่มาก
ทำทุกอย่างเพื่อพ่อกับแม่
น้องเกเร แม่ร้องไห้
อ้นบอกเลย "ไม่ต้องเป็นห่วง
อ้นจัดการกับน้องเอง"
เพราะอ้นผ่านมาก่อนไงคะ
อ้นรู้ว่าควรพูดอย่างไร
สิ่งที่แม่พูดบางทีน้องอาจไม่เข้าใจ
อ้นว่าน้องแรง ๆ
น้องก็ไม่โกรธ
แต่ถ้าพ่อแม่ว่า
เขาจะงอนไม่พูดด้วย
ถาม : อีกเรื่องหนึ่งที่รู้สึกว่าไม่น่าจะใช่อ้นคือ
การดูแลสุขภาพเกี่ยวกับอาหารการกิน
ตอบ : บุคลิกอ้นดูเหมือนห้าว
ๆ มั่ว ๆ ใช่ไหม
ความจริงไม่มั่วนะคะ
เลือกปฏบัติและเลือกรับประทาน
ใครที่อยู่รอบ ๆ
ตัวอ้นจะถูกแนะนำให้กินแต่ถั่วเขียวต้มน้ำตาล
"กินไปทำไมบัวลอย
มีแต่แป้ง"
วัยรุ่นชอบกินขนมสวย ๆ
กินได้ค่ะ
แต่อย่าเอามาเป็นหลักเลย
อันนี้อ้นศึกษาและคุยกับพี่
ๆ
ที่เขากินชีวจิตและนำมาปรับใช้กับตัวเอง...
เรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนรู้
มันเป็นอีกมุมหนึ่งของชีวิตอ้น
สมัยก่อนอ้นก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไป
อยากกินอะไรก็กิน คิดว่า
"เดี๋ยวไปออกกำลังกายก็เผาผลาญหมดแล้ว"
แต่พอเริ่มทำงาน
เวลาออกทีวีจะมีคนทักว่าหน้าบาน
ก็เลยต้องดูแลตัวเอง
และถ้าจะอดอาหารเป็นมื้อ
ๆ
ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องใช่ไหมคะ
จึงหันมากินผักผลไม้มากขึ้น
พอกินไปเรื่อย ๆ
รู้สึกว่าสุขภาพและระบบขับถ่ายของตัวเองดีขึ้น
จากคนที่ถ่ายไม่เป็นเวลา
บางครั้งทิ้งไว้ 2-3 วัน
ก็สามารถถ่ายทุกวันเหมือนชาวบ้านได้
3
ปีมาแล้วที่อ้นหันมาดูแลตัวเองมาก
ๆ
โดยเริ่มจากเลิกกินเนื้อวัวก่อน
กินผักโดยเริ่มจากผักที่ไม่ขมมาก
เช่น ผักบุ้ง ผักกาดแก้ว
และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ
และมาประจวบเหมาะกับที่อ้นบนไว้ว่า
ถ้าเรียนจบภายในสามปีครึ่ง
จะงดทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด
ยกเว้นอาหารทะเล เป็นเวลา 6
เดือน
คือตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว
ซึ่งครบกำหนดวันที่ 9
มิถุนายน
แต่เมื่องดไปเรื่อย ๆ
อ้นรู้สึกว่าเป็นความเคยชินแล้ว
ถ้าให้กลับไปกินหมู เนื้อ
พวกนั้นอีกคงจะเหม็น
ก็เลยเลิกดีกว่า
ตอนนี้กินผักได้ทุกอย่างแล้ว
ยกเว้นคะน้ากับมะเขือเทศสด
ถาม :
รับประทานอย่างนี้ลำบากไหมคะ
ตอบ : ช่วงแรกเวลาไปทำงานจะลำบากบ้าง
แต่เมื่อพี่ ๆ
ที่กองถ่ายรู้
เขาก็เตรียมลูกชิ้นปลาไว้ให้
ส่วนที่บ้านสบายมาก
แม่เตรียมไว้ให้อยู่แล้ว
และถ้าไม่มีอะไรเลย
ก็ต้องมีชมพู่อยู่ข้างกายเสมอ
เพราะแม่รู้ว่าเป็นของโปรด
อาโรคยาปรมา
ลาภา จริง ๆ ค่ะ
พี่เบิร์ดพูดถูก
|