ความคิดเห็นที่ 59
ตามข้อตกลงเจนีวานั้น
ลาวจะต้องเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ
ต้องคบหากับทุกประเทศ
ซึ่งเจ้าสุวันพูมาได้พยายามยึดนโยบายนี้มาโดยตลอด
แต่ผุย ชะนะนิกอน ไม่ใช่
ด้วยความเป็นขวาจัด ผุย เริ่มนโยบายแอนตี้คอมมิวนิสต์แบบสุดโต่งทันที
เริ่มจากการอนุญาตให้ตั้งสถานทูตไต้หวันขึ้นในเวียงจัน
(จีนแดงแค้น)
จากนั้นก็ให้ยกระดับทูตเวียดนามใต้ขึ้นเป็นเอกอัคราชทูต
(เวียดนามเหนือเคือง)
นี่ว่าเฉพาะระดับสากล ส่วนในประเทศ
ท้าวผุย ก็สั่งการสะท้านเวียงจัน
ด้วยการให้จับกุมผู้นำฝ่ายแนวลาวรักชาดทุกคนไปเข้าคุกโพนเค็ง
ที่ดัดแปลงคอกม้าเก่าให้เป็นที่คุมขังนักโทษการเมืองกลุ่มสำคัญนี้
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ปี 1959
ผู้ที่ถูกจับกุมในครั้งนั้น
คือ เจ้าสุพานุวง, พูมี วงวิจิด, หนูฮัก พูนสะวัน, สิงกะโป
สีโคดจุนนะมาลี, มา ไขคำพิทูน, หมื่น สมวิจิด,
มหาสมบูน วงหน่อบุนทำ, คำเพ็ด พมมะวัน,
สีชะนะ สีสาน, คำผาย บุปผา, พูน
สีปะเสิด, สีทน กมมะดำ, เพ้น พิมพะจัน,
พูเขา บัวสี
ซึ่งสหายกลุ่มนี้คือแกนนำของพรรคแนวลาวรักชาติ
ที่เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยอยู่ในเวียงจัน ซึ่งจริงๆ แล้ว ไกรสอน
พมวิหาร ก็อยู่ในข่ายที่จะถูกจับตัวด้วย แต่โชคดีที่วันจับกุมใหญ่
สหายไกรสอน เดินทางไปงานแต่งงานน้องสาวกับปลัดอำเภอที่นครพนม
ก็เลยรอดตัวไปหวุดหวิด
การจับกุมตัวแกนนำของแนวลาวรักชาด
เป็นการยืนยันนโยบายของผุย ชะนะนิกอน แล้วว่า
จะไม่เอากับพวกฝ่ายซ้ายอย่างเด็ดขาด
พร้อมกันนี้ก็ได้ส่งทหารออกไปตามล่าทหารฝ่ายแนวลาวรักชาดกองพันที่ 2
ที่หอบลูกจูงหลาน หนีจากฐานที่มั่นที่ทุ่งไหหิน
เข้าไปในดินแดนของเวียดนามเหนือได้สำเร็จ
ปล่อยให้แกนนำทั้งหลาย นอนนับดาวอยู่ในคุกโพนเค็งอย่างเดียวดาย
จากคุณ :
โพนเค็ง (สื่อศิลป)
- [
30 ส.ค. 48 17:57:24
]
|
|
|