ไฟฟ้าสถิตสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
สุรัตน์ ศรีน้อย* และยุทธพงศ์ ทัพผดุง**
คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต*
กองบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค**
ทุกท่านคงรู้จักและเคยสัมผัสกับไฟฟ้าสถิตมาไม่มากก็น้อยอาจจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป สำหรับไฟฟ้าสถิตที่เกี่ยวข้องกับงานอุตสาหกรรมนั้น กลับมีทั้งคุณประโยชน์กับอุตสาหกรรมบางประเภทเช่น เครื่องฟอกอากาศ,เครื่องกรองฝุ่น,เครื่องพ่นสีโดยใช้หลักการไฟฟ้าสถิตในอุตสาหกรรมรถยนต์และอื่นๆอีกมากมาย แต่อุตสาหกรรมบางประเภทนั้นไม่ประสงค์จะให้เกิดไฟฟ้าสถิตขึ้นเลยในกระบวนการผลิตหรือประกอบเลย อาทิเช่นอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เนื่องจากการที่เราไม่ทำการควบคุมไฟฟ้าสถิตระอยู่ระดับที่เหมาะสมอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์เหล่านั้นก็อาจจะเกิดความเสียหายเนื่องจากไฟฟ้าสถิตได้ บทความนี้จะทำให้ท่านทราบถึงการเกิดไฟฟ้าสถิต และการป้องกันและลดการเกิดไฟฟ้าสถิตเพื่อมิให้ทำความเสียหายแก่สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของท่าน
ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นได้อย่างไร
ไฟฟ้าสถิตจะเกิดขึ้นจากการสัมผัสและหลังจากนั้นมีแยกวัสดุออกจากกัน ซึ่งวัสดุนั้นอาจจะเป็น ของแข็ง,ของเหลว หรือก็าซก็ได้ เมื่อมีวัสดุทั้งสองชนิดเป็นฉนวนมีการสัมผัสกันจะมีประจุบางส่วน(Electrons)จะถูกถ่ายโอนจากวัสดุฉนวนชิ้นหนึ่งไปสู่วัสดุฉนวนอีกชิ้นหนึ่ง และเมื่อฉนวนทั้งสองชิ้นถูกแยกออกจากกัน ประจุดังกล่าวก็ไม่อาจจะกลับไปยังวัสดุฉนวนเดิมได้ ดังนั้นประจุดังกล่าวก็จะไม่สามารถเคลื่อนที่ในวัสดุฉนวนได้ ซึ่งถ้าวัสดุทั้งสองเป็นกลางแล้วก็จะเกิดประจุบวกขึ้นในวัสดุฉนวนชิ้นหนึ่งและเกิดประจุลบกับวัสดุอีกชิ้นหนึ่ง
โดยวิธีข้างต้นจะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตโดยอ้างอิงจาก Triboelectric effect ซึ่งบางวัสดุจะซึมซับอิเลค ตรอนได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันวัสดุบางประเภทก็จะสร้างอิเลคตรอนขึ้นได้ง่าย สำหรับอนุกรม Triboelectric นั้นจะเป็นการแสดงรายละเอียดของวัสดุชนิดต่างๆที่จะสร้างประจุอิเลตตรอนขึ้น ดังตารางที่ 1 วัสดุที่อยู่ด้านบนสุดของตารางจะสร้างอิเลคตรอนได้ง่ายซึ่งทำให้มีการรับประจุบวกได้ง่าย แต่สำหรับวัสดุที่อยู่ด้านล่างของตารางนั้นจะซึมซับอิเลคตรอนได้ง่ายซึ่งทำให้มีการรับประจุลบได้ง่าย ซึ่งท่านผู้อ่านควรจะจำไว้น่ะครับแต่ถึงอย่างไรค่าในตารางที่ 1 ก็เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น
เมื่อวัสดุสองชนิดมีการสัมผัสกัน อิเลคตรอนจะถูกถ่ายโอนจากวัสดุที่อยู่ด้านบนของตารางที่ 1 ไปยังวัสดุที่อยู่ต่ำกว่าในตารางที่ 1 แต่ถึงอย่างไรก็ตามระยะห่างในระดับชั้นของวัสดุในตารางที่ 1 ก็มิได้แสดงถึงขนาด(Magnitude)ของประจุที่ถูกสร้างขึ้นโดย Triboelectric effect ทั้งหมด แต่ขนาดของประจุที่แท้จริงนั้นไม่เพียงแต่จะขึ้นอยู่กับลำดับของวัสดุในตารางที่ 1 แต่จะประกอบด้วยปัจจัยอื่นๆอีกอาทิเช่น ความสะอาดของพื้นผิววัสดุ,แรงกดหรือการแนบแน่นในการสัมผัสระหว่างวัสดุ,ปริมาณการเสียดสี,พื้นที่ที่มีการสัมผัส,ความเรียบของวัสดุและความเร็วของการทำให้วัสดุแยกออกจากกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามการเกิดประจุนั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน เมื่อวัสดุสองชนิดเป็นวัสดุชนิดเดียวกันและมีการสัมผัสและเกิดการแยกจากกัน ดังตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็เช่น รกระเป๋าหรือแฟ้มพลาสติก หรือการแยกแผ่นใสสำหรับการบรรยายออกจากกัน
|
POSITIVE 1.Air 2.Humen skin 3.Asbestos 4.Glass 5.Mica 6.Human hair 7.Nylon 8.Wool 9.Fur 10.Lead 11.Silk 12.Aluminum 13.Paper 14.Cotton 15.Wood 16.Steel 17.Sealing wax |
18.Hard rubber 19.Mylara 20.Epoxy glass 21.Nickel,copper 22.Brass,silver 23.Gold,platinum 24.Polystyrene foam 25.Acrylic 26.Polyester 27.Celluloid 28.Orlon 29.Polyurethane foam 30.Polyethylene 31.Polypropylene 32.PVC(vinyl) 33.Silicon 34.Teflona NEGATIVE |
|
a Trademark of E. I. Du Pont de Nemours |
|
ตารางที่ 1 Triboelectric Series
โดยความสัมพันธ์ระหว่างประจุ,แรงดันไฟฟ้า และคาปาซิแตนซ์นั้นได้แสดงดังสมการข้างล่างนี้
![]()
ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเมื่อวัสดุสองชิ้นถูกแยกออกจากกันก็จะทำให้ประจุ(Q)ที่ไม่สมดุลย์เหลืออยู่คงที่ ดังนั้นก็จะทำให้ VC เป็นค่าคงที่ แต่เมื่อวัสดุสัมผัสเข้าด้วยกันค่าคาปาซิแตนซ์จะมีค่าสูงมากแต่ในขณะนั้แรงดันไฟฟ้าจะมีค่าต่ำ แต่เมื่อวัสดุแยกออกจากกันก็จะทำให้ค่าคาปาซิแตนซ์ลดลงและก็จะทำให้แรงดันไฟฟ้ามีค่าเพิ่มขึ้น ดังตัวอย่างถ้า ค่าคาปาซิแตนซ์มีค่าเท่ากับ 75 pF และประจุมีค่าเท่ากับ 3m C ก็จะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้ามีค่าสูงถึง 10,000 โวลท์
โดยปรากฎการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อวัสดุที่เป็นฉนวนแยกออกจากวัสดุที่เป็นตัวนำ แต่จะไม่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวเมื่อวัสดุทั้งสองชิ้นเป็นตัวนำทั้งคู่ และในกรณีที่วัสดุทั้งสองชิ้นเป็นตัวนำทั้งคู่เมื่อเริ่มต้นแยกวัสดุตัวนำออกจากกันประจุก็จะย้อนกลับไปยังวัสดุชิ้นเดิม เนื่องจากการเคลื่อนที่ของประจุในวัสดุที่เป็นตัวนำจะมีการเคลื่อนที่ของประจุค่อนข้างมาก
ดังนั้นทั้งวัสดุตัวนำและฉนวนจะมีการเกิดประจุได้ง่ายเมื่อมีการสัมผัสและแยกออกจากวัสดุฉนวนอื่นๆ ซึ่งการที่วัสดุมีการสัมผัสอย่างแนบแน่นนั้นก็ส่งทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตเพิ่มขึ้นนั่นเอง และถ้าความเรียบของพื้นผิวที่ดีก็จะส่งผลทำให้การถ่ายโอนประจุได้ดีขึ้น ความรวดเร็วในการแยกระหว่างวัสดุก็จะทำให้ประจุไม่สามารถถ่ายโอนกลับได้ทำให้มีการเพิ่มประจุและแรงดันไฟฟ้าที่พื้นผิวเพิ่มขึ้น
ตารางที่ 2 ได้แสดงระดับแรงดันไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นในสภาวะต่างๆ การเกิดแรงดันไฟฟ้าสถิตระหว่าง 10 kV. ถึง 20 kV. สามารถเกิดขึ้นจากวัสดุที่มีใช้งานอยู่ในที่พักอาศัยและสำนักงานที่สภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม
การเกิดปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิตนั้นจะเกิดประจุบนพื้นผิวของวัสดุเพียงอย่างเดียวโดยจะไม่มีการเกิดประจุภายในของตัววัสดุ และประจุที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวที่จุดใดๆก็จะยังคงอยู่และจะไม่สามารถแพร่กระจายประจุไปยังพื้นผิวจุดอื่นๆของวัสดุนั้นได้ ด้วยเหตุผลนี้เองการทำระบบกราวด์ให้กับวัสดุที่เป็นฉนวนก็จะไม่ทำให้ประจุบนพื้นผิวลดลงได้เลย ซึ่งจะไม่เหมือนกับประจุที่เกิดบนพื้นผิวของวัสดุที่เป็นตัวนำเมื่อมีการทำระบบกราวด์และก็จะทำให้ประจุที่อยู่บนพื้นผิวมีค่าลดน้อยลงได้
การปล่อยประจุของไฟฟ้าสถิตโดยทั่วไปจะเกิดขึ้นเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้ (1)ประจุจะเกิดจากวัสดุที่เป็นฉนวน,(2)ประจุดังกล่าวจะถูกถ่ายโอนไปยังวัสดุที่เป็นตัวนำโดยการสัมผัสหรือการเหนี่ยวนำ,และ(3)ประจุที่อยู่บนตัวนำและเมื่ออยู่ใกล้กับโลหะซึ่งโดยทั่วไปจะมีการทำระบบกราวด์ ก็จะให้มีการปล่อยประจุเกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณเดินบนพรม รองเท้าของคุณ(โดยทั่วไปจะเป็นวัสดุที่เป็นฉนวน)จะรับประจุเมื่อรองเท้าของคุณสัมผัสและแยกจากพื้นพรม จากการรับประจุดังกล่าวก็จะถูกถ่ายโอนไปยังร่างกายคุณ(ซึ่งตัวคุณเป็นตัวนำ) และเมื่อคุณไปสัมผัสกับวัสดุที่เป็นโลหะซึ่งได้มีการทำระบบกราวด์หรือไม่ก็ตาม ก็จะทำให้เกิดการปล่อยประจุขึ้น เมื่อมีการปล่อยประจุไปยังวัตถุที่ไม่ทำระบบกราวด์(เช่นลูกปิดประตู)ขึ้น การปล่อยประจุดังกล่าวก็จะทำให้เกิดค่าคาปาซิแตนซ์ขึ้นระหว่างวัตถุที่คุณจับกับกราวด์ขึ้น
|
ระดับแรงดันไฟฟ้าสถิต(Electrostatic on Personnel) |
||
|
ลักษณะการเกิดไฟฟ้าสถิต |
ความชื้นสัมพัทธ์ 10-20 % |
ความชื้นสัมพัทธ์ 65-90 % |
|
เดินบนพรม |
35,000 |
1,500 |
|
เดินบนพื้นไวนิล |
12,000 |
250 |
|
ทำงานบนโต๊ะ |
6,000 |
100 |
|
ซองพลาสติกใส่เอกสารแนะนำการทำงาน |
7,000 |
600 |
|
ซองถุงพลาสติกธรรมดาจากโต๊ะทำงาน |
20,000 |
1,200 |
ตารางที่ 2 ระบบแรงดันไฟฟ้าสถิตบนร่างกายมนุษย์
การเกิดประจุบนวัสดุฉนวนนั้นจะไม่ทำให้เกิดปัญหากับเราได้โดยตรง ด้วยเหตุที่ประจุไม่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระดังนั้นประจุจึงไม่สามารถเกิดการปล่อยประจุได้ อันตรายที่เกิดจากวัสดุที่เป็นฉนวนนั้นจะเกิดมาจากความต่างศักย์ของการเหนี่ยวนำประจุไปยังวัสดุตัวนำ ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นก็จะเกิดจากวัสดุที่เป็นตัวนำนั่นเอง ซึ่งส่วนมากก็จะเป็น โลหะ,คาร์บอนและมนุษย์(ซึ่งก็จะสัมพันธ์กับความนำกับความชื้นของพื้นผิวด้วย)
การเหนี่ยวนำของประจุ
เมื่อวัตถุ(ฉนวนหรือตัวนำ)มีการรับประจุไฟฟ้าขึ้นเนื่องจากอยู่ในบริเวณที่มีไฟฟ้าสถิตอยู่ และถ้านำวัตถุดังกล่าวเข้าใกล้กับตัวนำธรรมชาติหรือเป็นกลาง(Neutral Conductor) ก็จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดการสมดุลย์ของประจุของตัวนำกลางแยกออกจากกัน โดยขั้วของประจุที่เกิดขึ้นจะเกิดตรงกันข้ามกับประจุของวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าสถิต(Charged Object) ดังรูปที่ 1 ซึ่งตัวนำก็ยังคงมีค่าความเป็นกลางของประจุอยู่ แต่อย่างไรก็ตามจำนวนประจุทั้งบวกและลบก็ยังคงมีจำนวนเท่ากัน

รูปที่ 1 ประจุที่อยู่บนตัวนำที่เป็นกลางที่อยู่ใกล้เคียงกับวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าสถิต
ถ้ามีการต่อระบบกราวด์ชั่วขณะ(เช่นถ้าวัตถุถูกสัมผัสชั่วขณะโดยมนุษย์หรือวัตถุที่ได้ทำระบบกราวด์) ซึ่งขั้วประจุที่อยู่บนตัวนำกลางที่อยู่ห่างจากวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าสถิตจะถูกถ่ายประจุลงดินดังรูปที่ 2 และจะคงเหลือขั้วประจุที่อยู่ใกล้วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าสถิตอยู่บนตัวนำกลาง ทั้งที่ไม่มีการสัมผัสกับวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าสถิต ซึ่งจะเห็นได้ว่าถึงแม้จะมีการต่อระบบกราวด์ก็ยังจะเกิดการเหนี่ยวนำจากประจุอยู่ดีซึ่งเราควรจะต้องคำนึงถึงด้วย


รูปที่ 2 ถ้าวัตถุที่เป็นตัวนำกลางในรูปที่1 ถ้าต่อลงกราวด์ชั่วขณะ(ก),ประจุลบบนตัวนำกลางจะถูกปล่อยลงระบบกราวด์และจะเหลือเพียงประจุบวก(ข)
การสะสมประจุ
การสะสมประจุบนวัตถุนั้นจะเป็นการสะสมค่าคาปาซิแตนซ์บนวัตถุ โดยทั่วไปเราคิดว่าค่าคาปาซิแตนซ์จะเกิดขึ้นระหว่างการขนานแผ่น plate แต่อย่างไรก็ตามวัตถุทั่วไปก็จะมีปล่อยค่าคาปาซิแตนซ์อิสระ ( Free-space capacitance) ของวัตถุแต่ละชนิดอยู่แล้ว โดยแผ่น plate ที่สองจะอยู่ในระยะอนันต์(infinity) ดังนั้น ค่าคาปาซิแตนซ์ในวัตถุจะมีค่าในน้อยมาก โดยค่าคาปาซิแตนซ์อิสระของรูปทรงของวัตถุที่ไม่แน่นอนนั้นก็จะเป็นการหาค่าจากพื้นที่ผิววัตถุ ดังนั้นค่าคาปาซิแตนซ์อิสระสามารถประมาณได้โดยการพิจารณาจากรูปทรงเลขาคณิตง่ายๆของทรงกลมซึ่งจะเหมือนกับพื้นที่ผิววัตถุ
ค่าปาซิแตนซ์ระหว่างสองทรงกลมที่มีจุดศูนย์กลางเดียวกันดังแสดง
![]()
เมื่อ
ค่า Free Spare
![]()
เมื่อ

รูปที่ 3 ค่าประจุไฟฟ้าและค่าความต้านทานของร่างกายมนุษย์
การปล่อยประจุของไฟฟ้าสถิต
การสะสมของประจุบนวัตถุ โดยทั่วไปแล้วจะปล่อยประจุไม่หนึ่งในสองวิธีนี้คือการรั่วหรือการอาร์กของประจุ ดังนั้นแนวทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงการปล่อยประจุด้วยการอาร์กและให้การปล่อยประจุบนวัตถุเป็นแบบรั่วเป็นสิ่งที่ดีกว่า ประจุสามารถรั่วหรือค่อยๆปล่อยออกจากวัตถุผ่านอากาศได้ซึ่งจะสัมพันธ์กับค่าความชื้นในอากาศด้วย ซึ่งเมื่อค่าความชื้นในอากาศมีค่าสูงก็จะทำให้การปล่อยประจุออกจากวัตถุได้รวดเร็วขึ้น และประจุบนวัตถุนั้นสามารถเร่งให้เกิดการปล่อยประจุออกได้ด้วยโดยใช้เครื่อง Ionizer ดังรูปที่ 4 ซึ่งจะเป็นการเป่าอากาศที่มีประจุมีขั้วตรงกันข้ามกับขั้วประจุที่อยู่บนวัตถุ โดยไอออนจะที่ปล่อยออกจากเครื่องดังกล่าวจะไปสัมผัสหรือติดกับวัตถุและจะทำให้วัตถุดังกล่าวกลายเป็นวัตถุที่เป็นกลาง ซึ่งถ้ามีการปล่อยไอออนมากก็จะทำให้วัตถุกลายเป็นวัตถุที่เป็นกลางได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

รูปที่ 4 เครื่องปล่อยประจุ Ionizer
การรั่วของประจุที่วัตถุเป็นตัวนำนั้นเราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้โดยการทำระบบกราวด์กับวัตถุนั้น ซึ่งการทำระบบกราวด์นั้นอาจจะทำเป็นแบบ Hard Ground (ค่าอิมพีแดนซ์มีค่าใกล้ศูนย์)หรือเป็นแบบ Soft Ground (ค่าอิมพีแดนซ์มีค่าค่อนข้างสูงซึ่งโดยทั่วไปจะเป็น Megaohm ซึ่งจะเป็นการจำกัดการไหลของกระแสไฟฟ้า) ดังนั้นร่างกายของมนุษย์ซึ่งเป็นสื่อตัวนำทางไฟฟ้า(Conductive)การทำระบบกราวด์นั้นจะทำได้โดยใช้สายรัดข้อมือ(Wrist strap) ดังรูปที่ 5 ซึ่งจะทำการปล่อยประจุออกจากร่างกายประจุ แต่อย่างไรก็ตามการทำระบบกราวด์ของมนุษย์นั้นจะมิได้ทำการปล่อยประจุไฟฟ้าสถิตออกจากเสื้อผ้า(ซึ่งไม่เป็นสื่อทางไฟฟ้า)หรือจากวัตถุที่เป็นพลาสติกที่อยู่บนมือของมนุษย์ เช่นถ้วยกาแฟพลาสติก ดังนั้นการที่เราจะลดไฟฟ้าสถิตออกจากวัตถุดังกล่าวจะสามารถทำได้โดยปล่อยประจุจากเครื่อง Ionization เพื่อให้วัถตถุเกิดความเป็นกลางหรือการทำให้ค่าความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องให้มีค่าสูงขึ้น และระบบกราว์ที่ใช้กับมนุษย์นั้นเราควรจะหลีกเลี่ยงการทำระบบกราวด์ที่เป็นแบบ Hard Ground เนื่องจากเราต้องตระหนักถึงความปลอดภัยซึ่งถ้ามนุษย์หรือพนักงานเราไปสัมผัสกับระบบไฟฟ้าโดยตรงหรือไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นโดยไม่ตั้งใจก็จะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายได้อย่างสะดวกขึ้นซึ่งจะทำให้มนุษย์หรือพนักงานเราเกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นค่าอิมพีแดนซ์ต่ำสุดที่ใช้เพื่อทำระบบกราวด์กับมนุษย์นั้นควรจะใช้ที่ค่าประมาณ 250 kOhms.(โดยทั่วไปสายรัดข้อมือจะใช้ค่าอิมพีแดนซ์เท่ากับ 1 Mohms.ต่อกับระบบกราวด์) ซึ่งการต่อค่าอิมพีแดนซ์ที่มีค่าสูงก็จะทำให้ใช้เวลานานในการปล่อยประจุออกจากร่างกายของมุนษย์เช่นกัน

รูปที่ 5 สายรัดข้อมือ(Wrist strap)
เวลาการลดลงของประจุ(Decay Time)
เนื่องจากการปล่อยประจุจากวัตถุนั้นจะต้องมีระยะเวลาของการปล่อยประจุด้วย โดยค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Decay Time ซึ่งเวลาดังกล่าวจะเป็นเวลาตั้งแต่ประจุเริ่มลดลงโดยเทียบเป็นเปอร์เซนต์กับค่าประจุเริ่มต้น ซึ่งค่าDecay Time (บางครั้งเราอาจจะเรียกว่า Relaxation time)จะมีค่าเท่ากับ
เมื่อ
ซึ่งจากสมการที่ 5 เราจะพบว่าเราสามารถทราบค่า Decay Time ด้วยการวัดค่าสภาพต้านทานของวัสดุได้
ดังนั้นปรากฏการณ์ของไฟฟ้าสถิตบนพื้นผิววัสดุนั้นเราสามารถกำหนดค่าสภาพต้านทานของพื้นผิวได้ โดยค่าสภาพต้านทานจะมีมิติเป็น Ohms per Square ซึ่งจะเหมือนกับการวัดค่าความต้านทานคล่อมพื้นที่หน้าตัดสี่เหลี่ยมของวัสดุ โดยการวัดค่าสภาพต้านทานของพื้นผิวนั้นจะเป็นการวางขั้วทางไฟฟ้า(Electrode)ไว้ฝั่งตรงกันข้ามของพื้นผิวของพื้นที่สี่เหลี่ยม โดยความยาวของขั้วทางไฟฟ้านั้นจะมีความยาวเท่ากับระยะห่างระหว่างขั้วทางไฟฟ้าทั้งสอง ซึ่งจะต่างกับการวัดค่าความต้านทานจะไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความยาวของตัวนำทางไฟฟ้า ตัวอย่างเช่นถ้าขั้วทางไฟฟ้า(Electrodes)ทั้ง 2 ชิ้นมีความยาวเท่ากับ 1 นิ้ว ดังนั้นระยะห่างระหว่างขั้วไฟฟ้าก็จะเป็น 1 นิ้วเช่นกัน
โดยพื้นฐานของค่าสภาพต้านทานของพื้นผิวตามมาตรฐาน DOD-HDBK-263 ได้แบ่งวัสดุเป็น 4 ระดับดังตารางที่ 3
|
Material |
Surface Resistivity(Ohms/Square) |
|
Conductive |
0 to 105 |
|
Static dissipative |
105 to 109 |
|
Antistatic |
109 to 1014 |
|
Insulative |
>1014 |
ตารางที่ 3 ค่าสภาพต้านทานของพื้นผิว
วัสดุที่มีค่าสภาพต้านทานของพื้นผิว 109 Ohms หรือน้อยกว่าสามารถปล่อยประจุได้รวดเร็วโดยระบบกราวด์ และถ้าประจุเกิดขึ้นบนวัตถุและเราควรจะพยายามทำให้การปล่อยประจุเกิดขึ้นอย่างช้าๆเพื่อจะเป็นการจำกัดการไหลของกระแสเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดความเสียของวัตถุนั้น(ซึ่งวัตถุอาจจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ที่มีความไวต่อไฟฟ้าสถิต)
วัสดุที่เป็นตัวนำ(Conductive Materials)จะสามารถกระจายประจุได้รวดเร็วและจะเป็นอันตรายเมื่อวัสดุดังกล่าวเข้าใกล้หรือสัมผัสกับอุปกรณ์ที่มีประจุไฟฟ้าสถิตอยู่แล้ว ถ้าอุปกรณ์ดังกล่าวสัมผัสกับวัสดุที่เป็นตัวนำที่ได้ทำระบบกราวด์แล้วก็จะทำให้เกิดการปล่อยประจุไฟฟ้าในปริมาณกระแสที่สูงซึ่งจะเป็นผลทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวเกิดความเสียหายจากไฟฟ้าสถิตได้
วัสดุกระจายไฟฟ้าสถิต(Static-dissipative Materials)เป็นวัสดุที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับวัสดุที่เป็นตัวนำเพราะว่าการกระจายของประจุจะเกิดขึ้นช้ากว่าวัสดุที่เป็นตัวนำซึ่งอัตราการปล่อยประจุจะอยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่การทำระบบกราวด์กับวัสดุกระจายไฟฟ้าสถิตนั้นก็ยังคงมีความจำเป็นอยู่เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดประจุบนวัสดุดังกล่าวเองด้วย อีกทั้งยังเพื่อให้วัตถุที่มีจุไฟฟ้าสถิตที่มาสัมผัสปล่อยประจุผ่านลงระบบกราวด์อย่างช้าๆทำให้เกิดความปลอดภัยกับวัตถุที่มาสัมผัส
วัสดุต้านไฟฟ้าสถิต(Antistatic Materials)เป็นวัสดุที่มีการปล่อยประจุได้ช้ากว่าวัสดุกระจายไฟฟ้าสถิต แต่กระนั้นวัสดุทั้งสองก็เป็นประโยชน์มากเนื่องจากการกระจายประจุนั้นจะเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าาการสร้างประจุขึ้นมานั่นเอง ดังนั้นจึงป้องกันการเกิดประจุสะสมในวัตถุได้ ตัวอย่างเช่นถุงพลาสติกสีชมพูที่มีใช้กันอยู่เพื่อบรรจุอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์นั้น โดยทั่วไปการป้องกันการรับประจุ Triboelectric นั้นค่าสภาพต้านทานของพื้นผิวของวัสดุดังกล่าวควรมีค่าไม่เกิน 1012 Ohms/Square
แต่ไม่ว่าทั้งวัสดุกระจายไฟฟ้าสถิตและวัสดุต้านไฟฟ้าสถิต ก็จะเกิดประจุไฟฟ้าสถิตขึ้นได้เมื่อมีการสัมผัสและแยกวัสดุดังกล่าวจากวัสดุที่เป็นชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกันก็ได้ ซึ่งวัสดุทั้งสองชนิดจะถูกประยุกต์ใช้งานที่ใกล้เคียงกันและบางครั้งอาจถูกรวมอยู่ในกลุ่มวัสดุประเภทเดียวกัน ซึ่งวัสดุดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในบริเวณที่อุปกรณ์มีความไวต่อไฟฟ้าสถิตสูง
สำหรับวัสดุที่เป็นฉนวนนั้นจะไม่สามารถกระจายประจุได้และยังคงเก็บประจุไว้ได้ด้วย ดังนั้นวัสดุประเภทดังกล่าวเช่นถุงพลาสติกทั่วไปหรือวัสดุโฟมทั่วไปนั้นในอุตสาหกรรมจะไม่ยอมให้นำไปใช้ในกระบวนการหรือบริเวณที่อุปกรณ์ที่มีความไวต่อไฟฟ้าสถิตสูง
เมื่อถึงตรงจุดท่านผู้อ่านคงจะมีความรู้เกี่ยวและเข้ากับการเกิดและวิธีป้องกันไฟฟ้าสถิตเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย ซึ่งการที่เรารู้ต้นเหตุปัญหาที่ทำให้กระบวนการผลิตหรือสินค้าของท่านเสียอย่างแท้จริงแล้ว ท่านก็สามารถหาวิธีป้องกันหรือลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน สวัสดีครับ
เอกสารอ้างอิง