Never Let YOU Go...25

++++++++++++++++++++++++++++++

***************************

ณ ผืนแผ่นดินแห่งสายลม และเนินเขาที่ทอดยาวอยู่กลางไร่เชอรี่ กิ่งไม้และใบไม้สีทองอร่ามล้วนแห้งกรอบ บางกิ่งก้านก็ปล่อยใบร่วงหล่นจนเหลือแต่กิ่งดำ พาดเป็นเส้นสายระกับท้องฟ้าเบื้องบน ....คาซึยะหอบเอาเสื่อผืนเล็กกับหมอนฟางมาปูใต้ต้นไม้ กลิ่นดินและกลิ่นหญ้าโชยมาเข้าจมูก ทำให้เด็กหนุ่มสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าเต็มปอด ฝนเพิ่งจะลาฟ้าไปได้ไม่นานนัก อากาศชื้นและเย็นจัดของฤดูหนาวกำลังจะย่างกรายเข้ามา ก็ฝนตกแบบนี้เป็นการไล่ฤดูใบไม้ร่วงให้จางหายไปไม่ใช่หรือ??...

คาซึยะล้มตัวลงนอนหนุนหมอนที่มีกลิ่นฟาง พลางนึกถึงวันคืนที่ผ่านมานับตั้งแต่มาถึงอิโตะ...จุนโนะสุเกะมาส่งเขาที่ไร่ของแม่และพ่อเลี้ยงเมื่ออาทิตย์ก่อน หลังจากที่จุนโนะถ่ายโฆษณาเสร็จเรียบร้อย ...ไม่ใช่ครั้งแรกที่สองพี่น้องเหยียบย่างมาที่นี่ ...เคยมาน่ะเคยมา แต่ก็ไม่บ่อยครั้งนัก

...คาซึยะเกิดความรู้สึกที่ดีกับแม่เป็นครั้งแรกที่เธอสวมกอดเขาหลังจากนิ่งอึ้งตะลึงมองลูกชายทั้งสอง... ไม่คาดฝันว่าจะได้พบกับลูกสุดที่รัก ณ ที่นี้....ใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาแห่งความดีใจนั้นทำให้คาซึยะอดเสียใจไม่ได้กับวันคืนที่ผ่านมา ที่เขาและจุนโนะไม่ได้แวะเวียนมาเยี่ยมท่านเลย แม่ลูบคลำเนื้อตัวของพวกเขา ปลื้มใจที่ลูกชายโตเป็นหนุ่มน้อยน่ารักกันทั้งสองคน
“อยู่ที่นี่นะ อยู่ให้นานๆ นานแค่ไหนก็ได้ แล้วแต่ลูก” นั่นคือประโยคที่ฟังแล้วทำให้อดรู้สึกซึ้งใจไม่ได้
“ที่นี่ก็เหมือนกับไร่ของลูกนะ ทางนี้ก็ไม่มีใครจะดูแลต่อ คาซึยะมาอยู่ที่นี่จะได้ช่วยๆ กันตัดสินใจถึงเรื่องอนาคตของที่นี่” พ่อเลี้ยงของเขาพูด ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่งที่มีใบหน้าใจดีอยู่เป็นนิจ ยิ้มแย้มให้กับเขาและพี่ชาย เป็นใบหน้าที่เขาไม่ยอมมองตั้งแต่ทีแรก วันที่ได้รู้ว่าแม่แต่งงานกับชาวไร่ เขาเองก็ไม่อยากมองหน้าพ่อเลี้ยงคนนี้นัก ไม่เคยรู้จักนิสัยใจคอ แล้วทำไมถึงปิดกั้นตัวเองนัก เขาเองก็ไม่อาจตอบได้

และมาวันนี้ คาซึยะอยู่กับครอบครัวใหม่ของแม่ได้อย่างไม่เคอะเขิน แม่แต่งงานใหม่มาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่มีลูกอีก ดูแลไร่สวนผลไม้หลายอย่างกันตามลำพัง กิจการการเกษตรเล็กๆ แห่งนี้ทำรายได้อย่างงามทีเดียว
จุนโนะและพวกของยาระมาพักได้แค่สองวันก็ต้องกลับโตเกียว พอจุนโนะจะลากลับ คาซึยะก็อดใจหายไม่ได้ พี่ชายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา กลับต้องไปเผชิญชีวิตอยู่ตามลำพัง ชีวิตที่ปราศจากเขาและอะกานิชิ จิน....จุนโนะจะอยู่ได้หรือ??
.... “ได้ซิ...พี่ต้องอยู่ให้ได้ เมื่อก่อนไม่มีจินพี่ก็อยู่ได้นี่นา....แต่อีกเดี๋ยว จินเขาก็คงจะกลับมาแล้วนี่เนอะ...ทนเอาหน่อย เหงาแป๊บเดียว เดี๋ยวเดียวเองง่ะ” ....
จุนโนะปลอบใจตัวเองด้วยน้ำตาคลอเบ้า....อ้อมกอดอันอบอุ่นที่จุนโนะโอบรัดเขาในวันที่จะจาก ทำให้คาซึยะร้องไห้ออกมา
“ดูแลตัวเองนะ จุนโนะ...ทำอะไรอย่าวู่วาม อย่าคิดสั้น...อย่าลืมว่าไม่ได้มีนายในโลกคนเดียว น้องคนนี้ยังอยู่นะจุนโนะ”
“ฮื่อ..ฉันจะเข้มแข็ง เพื่อนายนะ น้องรัก เพื่อนายและเพื่อ......เอ้อ........เพื่อเขา” จุนโนะปาดน้ำตาออก แล้วก็พูดขึ้นว่า
“ไม่รู้ว่าจินจะคิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า....แต่ช่างเหอะ...นายอยู่ทางนี้ก็ช่วยแม่ดูแลไร่ด้วยล่ะ....แล้วว่างๆ พี่จะมาเยี่ยม..”

จุนโนะโบกมือลากลับพร้อมกับกองถ่ายโฆษณาที่อาสามาส่ง ทิ้งไร่ทิ้งสวนของอุซะมิแห่งเมืองอิโตะไว้เบื้องหลัง
...............

คาซึยะนอนปล่อยอารมณ์ สายตาเหม่อมองท้องฟ้าที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง เมฆขาวจับกลุ่มกันเป็นรูปนั้นรูปนี้ กระจายเต็มผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ ลมเย็นๆ พัดเอาใบไม้สีน้ำตาลทองปลิวมาตกกระทบ เขาหยิบขึ้นมาดู ใบแฉกๆ กร่อนร่วน เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า สัญลักษณ์แห่งฤดูหนาวเริ่มขึ้นแล้ว ....
....มองดูเมฆก้อนหนึ่งที่รวมกลุ่มกันเป็นรูปแมวน้อยแก้มยุ้ย...แก้มป่องเหมือนกับใครบางคน....

.....คนที่อยู่ในใจเขาตลอดเวลา .....คนที่ทำให้เขาห่วงหา ทุรนทุราย.........

....ยามะพี.......

ยามะจังคนน่ารักของเขา คงลืมคำที่เขาเคยบอกเอาไว้

..... “เชื่อใจฉันซิ....รักกันก็ต้องเชื่อใจกัน” ......

....ป่านนี้ยังจะจำถ้อยคำของเขาได้หรือเปล่า หรือว่าในอ้อมกอดของหนุ่มหน้าสวยคนนั้น มีคนชื่อเรียวอยู่ไม่ห่างกาย.......
“เฮ้อ....ยามะพี....ทำยังไงถึงจะลืมนายได้นะ” คาซึยะพลิกกายนอนตะแคง เขาเขี่ยยอดหญ้าเล่น น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งลงมาตกบนหมอนฟาง เขารีบปาดมันทิ้งไป แล้วก็หัวเราะขมขื่น
“เป็นลูกผู้ชายร้องไห้ทำไมกันนะเรา...”
“ป่านนี้คุณจะเป็นยังไงบ้างนะ....คิดถึงคนที่ชื่อคาซึจังคนนี้หรือเปล่า?” คาซึยะพึมพำกับตัวเอง ดวงตาคมกล้าหม่นหมอง เขาปิดเปลือกตาที่เริ่มไหวระริก แม้บริเวณหางตาจะเริ่มมีละอองน้ำตาจับชุ่มชื้น เขาก็กรีดมันออกไปอย่างไม่ใยดี.....

****************************

ในเวลาเดียวกันนั้น คนที่คาซึยะกำลังคิดถึงก็มีสภาพไม่ต่างกันเท่าไรนัก แม้ว่าจะเป็นยามว่างที่ปราศจากวิชาเรียน ยามะพีกลับเกยคางกับโต๊ะ ยกหนังสือเรียนเล่มหนาขึ้นตั้งเพื่อบดบังสายตาจากเพื่อนคนอื่นๆ สายตาที่มองตัวหนังสือในเล่มนั้นพร่าเลือนเพราะจิตใจมัวแต่เหม่อคิดถึงใครบางคน.......
“ปิดเทอมนี้ เราจะไปออนเซ็นกันที่ไหนดี” เรียวพูดขึ้น ซึ่งก็นั่งอยู่ใกล้กับยามะ เพื่อนคนอื่นๆ รีบออกความเห็นกันยกใหญ่ แต่ยามะพีกลับนั่งอยู่ในท่าเดิม จนเรียวต้องเอาหนังสือที่บังไว้ลง ถึงจะเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่ม ยามะพีเหลือบตาขึ้นมอง แล้วก็เลิกคิ้ว
“ถามว่า จะไปออนเซ็นที่ไหนดีเอ่ย ยามะอยากไปไหนล่ะ ผมจะพาไป” เรียวถาม เขาเอื้อมมือมาจับท่อนแขนเรียว แล้วลูบไล้ไปมา แต่ยามะกลับสั่นศีรษะ
“ไม่อยากไป...จะอยู่กับคุณปู่”
“เฮ้อ....” เรียวทำเสียงเซ็งๆ
“เอะอะอะไรก็คุณปู่ ยามะไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตาเลยใช่มั้ย? อยู่กับคนแก่จะมีอะไรดี”
“ก็เขาเป็นปู่ฉันนี่!!” ยามะพียืดตัวขึ้น เขาปิดหนังสือที่กางออกดังปัง มองเรียวอย่างไม่พอใจ ทำไมต้องพูดถึงปู่เขาแบบนี้ด้วย ไม่เห็นเหมือนกับคนคนนั้นเลยล่ะ ที่พูดถึงปู่ของเขาอย่างยกย่องตลอดเวลา
“เอ้อ....ผมไม่ได้หมายความว่าจะให้ยามะทิ้งคุณปู่หรอกนะ แต่ว่า เราน่าจะไปเที่ยวไกลๆ กันบ้าง ปู่ของยามะก็น่าจะมีคนดูแลไม่ใช่เหรอ? คนอื่นน่ะที่ไม่ใช่นาย”
“ไม่มี!! คุณปู่ไม่มีใคร นับตั้งแต่......ตั้งแต่ที่.....ที่คาซึยะลาออก ท่านก็ไม่ได้จ้างใครมาอีก.....” ยามะพีกัดริมฝีปากขณะบังคับท้ายประโยคไม่ให้สั่นเมื่อเอ่ยชื่อของคนคนนั้น
“ในที่สุดก็พูดถึงหมอนั่นตามเคย....โฮสห่วยๆ แบบนั้น มันทำให้นายกับปู่นายหลงหัวปักหัวปำเชียวเรอะ..”
“อย่าพูดถึงคาซึจังแบบนั้นนะ...!!” ยามะพีเสียงเขียว เขาผุดลุกขึ้นยืน มือสองข้างกำหมัดแน่น ทั่วทั้งโต๊ะเงียบกริบ เพื่อนคนอื่นต่างมองมาที่ยามะพีและเรียวเป็นจุดเดียว
“ทำไม? ทำไมฉันจะพูดถึงมันไม่ได้ ...ทนมาพอแล้วนะ ยามะพี นายกับฉันคบกันอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมยังนึกถึงไอ้โฮสห่วยแตกของนายอยู่ ....นี่...ฉันนั่งหัวโด่อยู่นี่ทั้งคน ทำไมนายไม่มอง ทำไมนายไม่ให้ฉันจับจองเป็นเจ้าของเนื้อตัวนายบ้าง นายจะเล่นตัวให้ใครอีก...ไหนว่าเลิกกับมันแล้วไง?” เรียวลุกขึ้นยืนบ้าง เขาฉวยแขนของยามะพีมากำแน่น แถมยังเขย่าจนยามะพีเจ็บ เด็กหนุ่มกระชากแขนกลับ แล้วก็ฉวยหนังสือไว้ในอ้อมแขน แต่เรียวดึงมันออกและวางกระแทกกับโต๊ะ
“จะไปไหน? ลุกเดินหนีฉันอีกแล้วนะ กี่ครั้งแล้วที่นายเดินหนีฉัน?”
“ปล่อยนะ เรียว...” ยามะพีขืนตัวเอาไว้ ตะโกนบอกเสียงห้วนจัด
“ไม่ปล่อยบอกมาก่อนซิ นายยังไม่ลืมไอ้แฟนโฮสของนายใช่มั้ย?”
“...............”
ยามะพีตอบไม่ได้ เขาได้แต่ยืนกัดปากน้ำตาคลอ เรียวยามนี้ดูดุดัน หน้าตาถมึงทึงและน่ากลัวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ตอบไม่เป็นหรือไง ...ไหนว่าใครจะหิ้วมันไปนอนก็ได้ไง คนเลวๆ อย่างงั้นจะรักอยู่อีกงั้นหรือ?”
“หยุดนะเรียว ..!! อย่าพูดถึงเขาแบบนั้นนะ”
“ทำไม...จะพูด ก็นายเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอ ไอ้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้านั่นน่ะ”
“บอกว่าให้หยุดพูดไง เขาจะเป็นยังไงก็ช่าง ...ฉันลืมเขาไม่ได้! แล้วไง...นายเพิ่งจะมาคบกับฉัน อย่ามาบังคับให้ฉันลืมใครต่อใคร นายยังไม่ใช่คนรักของฉัน จำไว้!!” ยามะพีหยิบหนังสือขึ้นมาอีก แต่ก็โดนเรียวยึดเอาไว้ ดวงหน้าบึ้งตึงของคนสองคนจ้องกันแบบไม่ลดละ...
“เฮ้ย...เรียว ยามะ...ใจเย็นๆ น่า คนมองแล้วนะ” เพื่อนโบกมือห้าม เรียวถึงได้หันมองรอบตัว จริงด้วยซิ ใครต่อใครพากันมองมาที่โต๊ะเขาเป็นตาเดียว

“เออ...ก็ได้ จำคำพูดของนายเอาไว้นะ ฉันไม่ใช่คนรักของนาย....จำไว้เลย...” เรียวปล่อยมือจากแขนของยามะ ชายหนุ่มรุ่นพี่ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มองยามะพีอย่างเคืองจัด

ยามะพีเองก็ฉุนจัด เขารีบฉวยหนังสือแล้วเดินจ้ำไปทางตึกเรียน จนเกือบจะถึงหน้าห้องเลคเชอร์จึงเกือบชนกับหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่กำลังจะเดินออกจากห้องพอดี
“อ๊ะ....พี่ยามะ”
“คุซาโนะ!!”
ทั้งสองชะงัก ยามะพีขบปากเหมือนกับจะข่มใจตัวเอง เห็นหน้าคุซาโนะแล้วก็นึกไปถึงวันที่พาหนุ่มน้อยคนนี้ไปผับ และแนะนำโฮสอย่างคาซึยะให้รู้จัก และตั้งแต่วันนั้นก็ร่วมสองอาทิตย์แล้ว ไม่ได้เจอกันอีกเลย
“หายหน้าไปเลยนะฮะ ไม่ค่อยเห็นเลย” คุซาโนะเอ่ยปากทัก สีหน้ายิ้มแย้ม ดวงตากลมโตที่ขี้เล่นของเขาทำให้ยามะพีนึกขวาง ....
“ดูท่าทางมีความสุขดีนะ น้องคุ”
“อ้อ...ฮะ...ก็คนกำลังอินเลิฟ...” คุซาโนะพูดพลางทำหน้าเขินๆ ยามะพีดึงร่างบางมาที่มุมตึก แล้วก็มองหน้าหวานของเพื่อนรุ่นน้องไม่วางตา
“นายกำลังมีความรักเหรอ”
คุซาโนะพยักหน้างึกๆ กอดตำราเรียนไว้กับอก
“ฮื่อ...ฮะ...ก็โฮสที่ผับนั้นไง ผับที่พี่ยามะพีพาผมไป”

ยามะพีขนลุกซู่ หมายความว่า คุซาโนะกลับไปที่นั่นอีก และคนที่คุซาโนะผูกสมัครรักใคร่.....หวังว่าจะไม่ใช่.........
“ผมกลับไปที่นั่นอีก ไม่รู้ซิ ติดใจละมั้ง ก็เลยเจอกับแฟนที่นั่น นี่ก็คบกันได้.....” หนุ่มน้อยชูนิ้วขึ้นนับตรงหน้ายามะพี ซึ่งก็ทำให้ยามะอยากจะงับนิ้วสั้นๆ นั้นซะนัก
“สามสี่วันแล้วฮะ...”
“กับใคร?” ยามะถามเสียงเย็นเฉียบ หรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้า
“อึ้ย....ทำไมพี่ยามะพีทำหน้าโหดจัง...” คุซาโนะทำคอย่นเมื่อยามะพีโน้มร่างใกล้เข้ามา สองมือของยามะขยุ้มหัวไหล่ของเขาแน่นอย่างลืมตัว พร้อมกับเสียงร้องถามแหลมปรี๊ดจนคุซาโนะหลับตาปี๋
“ชื่ออะไรเล่า แฟนนายง่ะ?”
“ค...คาโต้...ชื่อคาโต้...ฮะ”
“ชื่อคาโต้??? แล้วคาซึยะล่ะ??? นายไม่ได้คบกับเขาใช่มั้ยหา??”
“นายคาซึยะนั่นน่ะ...มันบื้อ...ไอ้บื้อ....ใครจะคบด้วย...” คุซาโนะบอก จับมือยามะพีออกจากไหล่ของเขา
“ก็วันนั้นออกไปด้วยกัน ไม่ได้เข้าโรงแรมกันหรอ?” ยามะพีถามโพล่งออกมาตรงๆ ทำให้คนฟังหน้าแดงก่ำ
“พี่ยามะก็...ถามอะไรน้า......”
“ก็....วันนั้น เห็นหิ้วกันออกไป”
“ไปน่ะไป ไอ้โรงแรมนั่นน่ะ แต่หมอนั่นกลับเปลี่ยนใจซะงั้น...บอกว่า..เอ้อ.....”
“บอกว่าไงหา??” ยามะพีเผลอตัว คว้าไหล่คุซาโนะมาเขย่าๆ จนหัวสั่นหัวคลอน
“โอ๊ย...เจ็บนะ!! ปล่อยผมก่อนเด่ะ โอ๊ย..”
“อ๊ะ ขอโทษๆ ทีน้องคุ...รีบบอกออกมาให้หมดนะ ถ้าไม่อยากโดนอย่างเมื่อกี้อีกน่ะ”

เมื่อโดนยามะพีคาดคั้นเข้า เขาก็เล่าเหตุการณ์มหาวิปโยคให้ยามะพีฟัง ....ตั้งแต่รถแท๊กซี่จอดหน้าโรงแรมจนถึงโต้เถียงกันในรถ และคาซึยะโดนเขาไล่ลงจากรถ และคุซาโนะกลับไปที่ผับนั้นอีกในวันต่อมา แต่ไม่เจอคาซึยะเพราะลาออกไปแล้ว แต่มาเจอคาโต้ หนุ่มโฮสอีกคนหนึ่งแทน
“ลาออกเหรอ...คาซึยะลาออก” ยามะพีพูดเหมือนคนละเมอ ไม่ได้สนใจคุซาโนะอีกต่อไป
“อ้าว!! จะไปไหนล่ะฮะ ไม่เรียนเหรอ?...” เด็กหนุ่มรุ่นน้องตะโกนถาม เมื่อเห็นยามะพีเดินหันหลังลิ่วๆ ออกไปนอกตึก
“ไม่ล่ะ...” ยามะพีตะโกนตอบ เขาตรงดิ่งไปที่รถสปอร์ตของตัวเอง จุดหมายปลายทางน่ะหรือ มีเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้.........

***********************

จุนโนะสุเกะกลับมาถึงอพาร์ตเมนต์ก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบกับหนุ่มน้อยคนหนึ่งนั่งคุดคู้อยู่หน้าประตูห้องของเขา ศีรษะทุยได้รูปสีน้ำตาลอ่อนซุกซบกับหัวเข่าของตัวเอง ท่าทางจะหลับลึกทีเดียวแหละ เพราะเขาเดินมาหยุดใกล้ๆ ร่างนั้นก็ยังเฉย พอลองเรียกดูหลายหน ร่างนั้นก็เงยหน้าขึ้น
“คุณยามะพี!!”
“จุนโนะ...” เสียงอ่อนระโหยของยามะพีเอ่ยออกมา จุนโนะทรุดตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้า เห็นใบหน้างามนั้นมีรอยน้ำตาเปรอะแก้มด้วย
“คุณมาทำอะไรที่นี่?” จุนโนะถาม
“มา...เอ้อ...มาหาน้องนายน่ะ อยู่มั้ย?”
“จะมาหาเขาทำไมกันครับ....ตัดรอนกันแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ตัดรอน? เอ้อ...เหรอฮะ..ผมน่ะเหรอตัดรอนเขา...” ยามะพีพูดเหมือนคนสติยังไม่เข้าร่างดีนัก จุนโนะต้องช่วยพยุงให้ลุกขึ้น แล้วพาเข้าไปในห้อง
“คาซึยะล่ะครับ?” ยามะถามทันทีที่กวาดตาดูรอบห้องแล้วไม่พบใครเลยสักคน
“ผมกดออดตั้งนานแน่ะ สงสัยจะไม่อยู่”
“ไม่อยู่หรอก...คาซึยะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”
“หา?” ตาที่โตอยู่แล้วของยามะพีโตขึ้นอีกสองเท่าตัวเมื่อเจอกับประโยคนี้ของจุนโนะ
“ไปไหนฮะ?”
“ทำไมล่ะ สนใจด้วยเหรอ...คุณน่ะ ทำเขาช้ำใจขนาดนั้นแล้ว ยังจะมาถามทำไมกัน?” จุนโนะอดค่อนขอดไม่ได้ ความรักน้องทำให้มองข้ามไปด้วยว่า ยามะพีเองก็ถูกทำให้ช้ำใจจากคาซึยะมาแล้ว
“เขาไปไหน?”
“ถ้ารู้แล้วจะทำอะไรได้ล่ะ คุณน่ะ...จะตามเขาไปเหรอ ....” จุนโนะหัวเราะหึๆ แล้วก็ส่ายหน้า
“เขาไม่เหมาะกับคุณหรอก ยามะพี ...อืมมม...ได้ข่าวว่าคุณมีแฟนใหม่แล้วนี่ ใช่มั้ย?”
ยามะพีก้มหน้า แล้วก็ส่ายศีรษะปฏิเสธ จุนโนะมองสีหน้าที่ก้มงุดนั้นแล้วก็แอบอมยิ้ม เห็นได้ชัดๆ เลยว่ายามะพีก็มีอาการไม่ผิดกับน้องชายเหมือนกัน
“คาซึยะน่ะ ที่เอาตัวเองไปพัวพันกับพี่ชายคุณก็เพราะ...เพราะเขาทำเพื่อผม” จุนโนะบอก และนั่นก็ทำให้ยามะพีเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง
“หมายความว่าไงฮะ?”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เพียงแค่เขาเป็นน้องชายที่รักพี่ชายมากถึงขนาด ยอมเอาตัวเองเป็นเครื่องต่อรองที่จะให้โทโมะเลิกตื๊อจิน...เพราะ...เขาหวังว่า ถ้าโทโมะเอนเอียงมาทางเขา แล้วจินจะปลอดภัย และฉันกับจินก็จะไม่ถูกรังควาน แต่...เขาเองกลับทำไม่ได้ ...เขาไม่มีอะไรกับพี่ชายของคุณนะ ยามะพี ...เกือบจะ...แต่ก็เพราะ ..เขารักคุณ...เขาถึงทำไม่ได้...คาซึยะน่ะ ไม่เคยรักใครมาก่อน...มีคุณเป็นคนแรก แต่หวังว่าจะไม่ใช่คนสุดท้าย...” จบประโยคของจุนโนะ ยามะพีก็นิ่งอึ้ง

....เคยคิดเอาไว้แบบนี้เหมือนกันว่าคาซึยะต้องไม่ใช่คนเลวแบบนั้น.....แต่จะมาคิดได้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว....

.......โธ่...คาซึยะ.........

ยามะพีน้ำตาปริ่มเลอะขอบตา .....สะอื้นออกมาด้วยความอัดอั้น
“....ฮึก.......ผมมันไม่ดีเอง ไม่ยอมเชื่อใจเขาตั้งแต่แรก พอโทโมะมาพูดแบบนั้น ก็เชื่อสนิท แล้วยิ่งมาเห็นเขานอนอยู่ด้วยกันอีก ยิ่งแล้วใหญ่เลย....ผมน่ะ วู่วามเอง...ฮึก....ผมก็เสียใจนะที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น....” ยามะพีปาดน้ำตาออกด้วยหลังมือ
“เสียใจมาตลอด ...มาคิดได้มันก็สายไปแล้ว....จุนโนะ...บอกได้มั้ยว่า เขาอยู่ที่ไหน...” เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายของคนรักอย่างเว้าวอน เห็นจุนโนะก้มมองเขาอย่างสงสาร ยามะพีบีบแขนของคนตรงหน้าเบาๆ และคลายออก สลับกันอยู่เช่นนั้น จนจุนโนะระบายลมหายใจออกมา
“เฮ้อ......ว่าจะหาคนร่วมเหงาตอนจินไม่อยู่ อยู่แล้วเชียว...” เขาหันไปจดข้อความใส่กระดาษโน้ต แล้วส่งให้ยามะพี
“เอ้า...นี่ครับที่อยู่...ไปแล้วอย่าทะเลาะกันล่ะ”
“อ๋า...จุนโนะ...ข...ขอบคุณครับ...” ยามะพีรับโน้ตมาประคองไว้ในอุ้งมือที่สั่นเทา รอยยิ้มแห่งความดีใจฉาบฉายไปทั่วดวงหน้าเศร้าสร้อย เห็นแล้วก็ทำให้จุนโนะยิ้มออกมา ดูอาการของยามะพีแล้วก็อดนึกไม่ได้ว่า เห็นทีคาซึยะคงจะอยู่ที่อิโตะได้อีกไม่นาน
“อ้าว...จะไปแล้วหรือครับ?” จุนโนะร้องถามเมื่อเห็นหนุ่มตาโตฉวยโอเวอร์โค้ทมาใส่
“ครับ...จะรีบไปเก็บของ”
“ยามะ....ไปตามเขากลับมาให้ได้นะ...”
“ฮะ...ผมไม่ยอมแพ้หรอก...” ยามะพีชูนิ้วสองนิ้วเป็นการให้สัญญา ดวงหน้ายิ้มละไม ผิดกับตอนขามาลิบลับ

เมื่อประตูปิดลง จุนโนะก็กอดอกยืนพิงประตูอยู่อย่างนั้น ขอภาวนาให้คาซึยะกับยามะพีสมหวังด้วยเถอะ ......น้องชายคงจะยินดีที่จะได้เห็นหน้าคนรักอีกครั้ง....เรื่องร้ายๆ จะได้ผ่านไปสักที
แล้วตัวเขาเองล่ะ ....จินหายเงียบไปเสียเฉยๆ โทรฯ ไปก็ไม่ได้เรื่อง ....หนำซ้ำคนใจร้ายคนนั้นยังไม่โทรฯ มาหาเขาอีกด้วย ...น่าเจ็บใจจริงๆ หรือว่าจินจะทิ้งเขาแล้ว
....ไม่นะ.........
จุนโนะสั่นหน้าแรงๆ ตบแก้มตัวเองแปะๆ แล้วเดินออกไปสงบสติที่ผนังกระจก

เห็นท่าเรือยามค่ำคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะมีเรือท่องเที่ยวมาลง ....มองไปอีกตำแหน่งหนึ่ง ...อู่ต่อเรือของจินอยู่ที่นั่น และมันก็ยังมีแสงสว่างส่องให้เห็นว่าอู่ของจินมีคนทำงานอยู่ ....จุนโนะเชื่อแน่ว่า กิจการของจินกำลังรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ แต่เจ้าของอู่ล่ะ ....ไปสิงสถิตย์อยู่แห่งหนตำบลไหนของลิเวอร์พูล.......จะติดต่อกลับมาหาเขาสักนิดก็ไม่มี...

*********************

ริมถนนในซอยหน้าบ้านของยามะพี เรียวจอดรถนิ่งสนิทอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานแล้ว ยามะพียังไม่มีวี่แววว่าจะกลับบ้านแต่อย่างใด เขาจุดบุหรี่สูบมวนแล้วมวนเล่า รอคอยด้วยความอดทน

...ยามะพีหายไปไหน ....ทะเลาะกันเมื่อกลางวัน แล้วซิ่งรถหนีไปเสียงั้น ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย ...เรียวเคาะนิ้วกับพวงมาลัยรถ รอจนค่ำมืด และในที่สุด เสียงรถคันหนึ่งก็วิ่งฝ่าความมืดมาจอดที่หน้าบ้าน เขารีบขับรถเข้ามาขวางประตูใหญ่ทันที
เสียงบีบแตรไล่ดังสนั่นจากรถคันนั้น แต่เรียวยังทำเฉย จนร่างโปร่งบางของหนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินอาดๆ ปราดมายังที่นั่งด้านเขา
“จะบ้าหรือไงโว้ย...ประสาทหรือเปล่า มาจอดรถขวางทางฉันได้ไง ลงมาพูดกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลยนะ!!” ไม่ใช่พูดอย่างเดียว กำปั้นน้อยๆ ทุบไปที่กระจกรถปึกๆ จนเรียวต้องลดกระจกลง
“ยามะจัง...อารมณ์เสียมาจากไหนกัน?” ชายหนุ่มถามยิ้มๆ คว้าข้อมือของเด็กหนุ่มแล้วลากมาจนชิดรถ
“บ้าเด่ะ...ฉันไม่ใช่ไอ้ไก่อ่อนนั่นซะหน่อย...ฉันโทโมฮิสะต่างหาก” เสียงคนพูดอ่อนลง เมื่อเห็นหน้าเจ้าของรถที่จอดขวางเขาชัดๆ
ไอ้หนุ่มคนนี้ คงเป็นแฟนใหม่ของยามะพีแหงๆ เชียว...
...ชิ...หล่อดีเหมือนกันนี่หว่า..ท่าทางกรุ้มกริ่มไม่เลวแหะ น่าลองสักตั้ง...

เรียวมองสบดวงตากลมโตของโทโมะจังๆ เห็นประกายยิ้มยั่วสวาทเต้นริกๆ อยู่เต็มเปี่ยม เรียวจ้องมา โทโมะจ้องตอบ จ้องกันไปจ้องกันมา ไม่มีใครยอมหลบใคร จนในที่สุด เรียวก็หัวเราะหึๆ
“นายไม่ใช่ยามะจัง งั้นก็คงเป็นพี่ชายฝาแฝด ....น่ารักดีเหมือนกันนี่”
“เชอะ...ฉันง่ะเริ่ดกว่าหมอนั่นเยอะ...ขอบอก” โทโมะเชิดหน้า แต่ก็ปรายตามองคนในรถ
“ไม่เชื่อหรอก...แต่ว่า หน้าตาเหมือนกันแบบนี้ อย่างอื่นเหมือนกันด้วยหรือเปล่าเอ่ย?” เรียวยื่นหน้าหล่อๆ ออกมานอกหน้าต่างรถ เป็นจังหวะเดียวกับที่โทโมะโน้มร่างลงมา ใบหน้าแทบจะติดกัน ต่างคนต่างมีประกายไหววูบเต้นในดวงตาเหมือนกันทั้งคู่ ของแบบนี้ ไม่ต้องพูดจาให้มากความ อีกฝ่ายจะเป็นอย่างไรก็มองทะลุปรุโปร่งหมด ก็คนนิสัยแบบเดียวกัน
“มาหาน้องชายฉันเหรอ?” โทโมะถาม ขยับหน้าเข้าใกล้ใบหน้าของเรียว จนลมหายใจรินรดปอยผมเหนือหน้าผากของชายหนุ่ม
“ฮื่อ...แต่ไม่เจอก็ไม่เป็นไร โชคดีที่เจอนายแทน...ฉันชื่อเรียว...นิชิกิโด เรียว”
“ฉันโทโมฮิสะ เรียกว่า โทโมะก็ได้”
“อืมมมม...” เรียวหลิ่วตาล้อ เขามองมือของโทโมะที่เกาะขอบหน้าต่างรถของเขาอยู่ ชายหนุ่มทาบมือซ้อนทับ
“ขอโทษนะครับที่ จอดรถดักเมื่อกี้นี้ นึกว่าเป็นแฟนผม”
“ไม่เป็นไร...ดีซิ เราจะได้รู้จักกันไง” โทโมะบอก ส่งยิ้มเซ็กซี่ให้ เล่นเอาเรียวใจกระตุก....
“ไม่เจอยามะพีแย่ชะมัดเลย ว่าจะชวนไปฟังเพลงซะหน่อย...เซ็งจริงๆ”
“เอ้อ...ถ้าไม่รังเกียจ ฉันก็กำลังอยากหาคนฟังเพลงเป็นเพื่อนอยู่พอดีเลย ...ถ้าไม่ติดว่าฉันไม่ใช่ยามะล่ะก็ ฉันไปนั่งเป็นเพื่อนก็ได้” โทโมะยื่นหน้าเข้าใกล้อีกนิด ชิดเข้าไปอีกหน่อย
“จะไปกับผมจริงๆ เหรอ?”
“จะให้ไปหรือเปล่าล่ะ?”
เรียวอมยิ้มกับคำอ้อนนั้น แล้วก็พยักเพยิดมาทางเบาะข้างๆ ตัว

เมื่อตกลงกันตามนี้ โทโมะก็ขับรถเข้าไปเก็บในบ้าน ส่วนตัวเองก็นั่งปร๋อนั่งหน้าระรื่นออกไปกับเรียว เป็นการพบกันและออกเดทกันอย่างง่ายดาย....
เรียวนึกกระหยึ่ม ไม่พบยามะพีวันนี้ แต่ก็ได้พบของดีไม่แพ้กัน และฝาแฝดคนนี้ดูท่าจะไวไฟเป็นบ้าเลย เขาอารมณ์ดีไปตลอดทาง คิดเสียว่า ยังไงๆ ต่อจากฟังเพลงแล้วคงต้องได้บริหารร่างกายกับคู่เดทคนใหม่แน่นอน
ดี....ยามะพี ......ไม่มีนายฉันก็ไม่อดเสน่หาหรอกว้า.......

*************************************************

ในตอนค่ำของคืนนั้น ยาระมาหาจุนโนะพร้อมกับหอบเอาเอกสารต่างๆ มาเต็มอ้อมแขน เขาใช้เท้าเขี่ยประตูให้ปิด เดินเซแถดๆ เข้ามาในห้องรับแขก พอถึงโซฟาก็นอนแผ่หรา หอบหายใจเฮือกๆ
“พี่ยาระมาทำไมป่านนี้ คนจะหลับจะนอน” จุนโนะยืนเท้าเอวมองผู้จัดการร่างเล็กนอนกลิ้งตรงหน้าแล้วก็ขำ
“ไม่ต้องนอนแล้ว...นี่มีข่าวสำคัญจะบอก” ยาระพูดแล้วก็กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง
“ต้นเดือนหน้าเตรียมตัวไปยุโรป”
“หา??” จุนโนะอุทานตาโต ทรุดตัวลง จับเข่ายาระเขย่าถามอย่างกระตือรือร้น
“ไปไหนฮะ...อังกฤษ...ใช่อังกฤษหรือเปล่า?”
“เอ....ไหนหว่า...” ชายหนุ่มเปิดแฟ้มดู มองปราดไปตามข้อความต่างๆ จุนโนะยื่นหน้ามาดูบ้างจนหัวแทบจะชนกัน
“ไม่ใช่ว่ะ....”
“ว้าาาา...” เด็กหนุ่มทำหน้ามุ่ย ถอยหน้ากลับมา
“ไปกรีซและก็ตุรกี แถบเมดิเตอร์เรเนียนน่ะ”
“ไปทำบื้ออะไรที่นั่นง่ะ?”
“ก็แถวยุโรปตอนบนมันหนาวนี่หว่า ไปถ่ายแบบโว้ย ไอ้หนูน้อย....ไม่ใช่ไปหาแฟน” ยาระรีบพูดดักคอจนคนฟังสะดุ้ง
“ถ่ายแบบอะไรง่ะ ไกลจัง...”
“ไปหลายอย่าง... ไปคราวนี้น่ะ เซ็ตใหญ่เลยนะ ไปถ่ายแบบแถวกรีซ แล้วก็ไปงานสำคัญที่ฝรั่งเศส ไปเดินแบบน่ะกับนายแบบชั้นนำของที่นั่นเลยนะ ของเราน่ะไม่ใช่กระจอก หนุ่มญี่ปุ่นหน้าตาท่าทางแบบนี้ สู้เขาได้สบายมาก” ยาระหยอดคำยอ แต่หนุ่มน้อยไม่เหลิง ดวงตาเรียวเหม่อไปนอกหน้าต่าง

.......จะมีประโยชน์อะไรล่ะ ที่ยาระพูดมาทั้งหมดนั้น ไม่เกี่ยวกับอังกฤษเลยสักนิด......

“ไปน่ะ ไม่ได้ไปเที่ยวนะ จุนโนะ เวลาที่เสียไปน่ะ ต้องเก็บเกี่ยวงานให้คุ้ม.........”
ยาระหยุดพูดถึงงานเมื่อเห็นคนฟังไม่ได้ตั้งใจฟังเขาสักนิด เขากระแอมดังๆ แล้วก็พูดต่อ
“ถ้ามีเวลาก็อาจจะไปช้อปปิ้งแถวอังกฤษก็ได้ ....แต่เอ.....นายอาจไม่สนใจก็ได้มั้งเนี่ย...”
“สนซิฮะ!!” คราวนี้จุนโนะหันขวับมาทันที
“งั้นก็เตรียมตัวไว้ก็แล้วกัน ต้นเดือนหน้านี้แหล่ะ พี่มาบอกเท่านี้นะ จะกลับล่ะ ยูกิคอยอยู่ในรถ” ยาระยืนขึ้น จุนโนะเดินลิ่วไปเปิดประตูให้ ปากก็บ่นพึมว่า
“มาบอกแค่นี้ โทรฯ มาก็ได้น้า....”
ยาระที่กำลังจะก้าวพ้นประตูชะงักขา และหันมาบอกว่า
“ที่มาเนี่ยก็เพราะอยากมาดูว่า นายอยู่ดีหรือเปล่า ปล่อยให้อยู่คนเดียว พี่เองก็ไม่ไว้ใจ ดีไม่ดีเหงาจัด เกิดเปิดหน้าต่างโหม่งท่าเรือข้างล่างล่ะยุ่งแน่....เดี๋ยวที่นี่จะมีผีดุ...”
จุนโนะยืนกอดอก หัวเราะเสียงใส
“บ้าจริงพี่....ผมอยู่ได้นา.....ยิ่งตอนนี้ยิ่งต้องอยู่ เดี๋ยวอดไปอังกฤษก็แย่น่ะซิ”
“งั้น รักษาเนื้อรักษาตัวก็แล้วกัน หวังว่าคงตั้งตารอให้ถึงวันนั้นเร็วๆ นะ” ยาระโบกมือลา แล้วก็เดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีจากไป
จุนโนะยืนยิ้มอยู่คนเดียว เขาเหลือบมองปฏิทิน ...ต้นเดือนหน้า......ห่ะ......อะไรกัน!! วันนี้เพิ่งจะต้นเดือนเองง่ะ เพิ่งจะวันที่สาม ต้นเดือนหน้าของพี่ยาระ......โห....
...เข่าแทบทรุด .........อีกตั้งเดือน!!

***********************************

เมื่อรุ่งสางของวันใหม่มาถึง ยามะพีคว้ากระเป๋าเดินทางใบเล็กได้ก็จ้ำอ้าวออกจากบ้าน เขาและรถคู่ชีพขับลงใต้ไปเรื่อยๆ จนแสงสีทองทางทิศตะวันออกเริ่มปรากฏให้เห็นรำไรๆ ผ่านยอดไม้สีเทาโกร๋นที่ทอดโค้งเป็นแนวตามถนนทางหลวง

...อิโตะ...อิโตะ ...ท่องเอาไว้ในใจ....อีกสองชั่วโมงก็จะได้เจอกันแล้ว ...เขาเผื่อเวลาไว้เป็นสามชั่วโมงเอาไว้หาทางเข้าไร่เชอรี่ของแม่คาซึยะด้วย

ยามะพีผิวปากเป็นเพลงมาตลอดทาง ออกนอกโตเกียวมาได้หน่อยหนึ่ง เขาก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเครื่องยนต์สำลักแค่กๆ รถสะดุดแล้วก็ดังครากๆ ยามะพีคิ้วขมวด นึกสบถตัวเอง ขับมาไหนมาได้ แล้วทำไมตอนสำคัญแบบนี้ เครื่องยนต์ดันเกซะนี่ ....เขาน่าจะตรวจเครื่องยนต์ก่อนจะมาซะหน่อย แต่เพราะอารามรีบก็เลยเป็นแบบนี้.........

เขาพยายามสตาร์ตรถหลายครั้ง แต่ก็ฟรีทุกครั้ง จนเหนื่อยใจ ก็เดินมาเตะกระโปรงหน้าดังปัง....
“โอ๊ย.....” เจ็บส้นเท้า จนต้องนั่งแหมะกับพื้นถนน
“รถเฮงซวย แพงซะเปล่า อะไรฟะ...เดี๋ยวพ่อปั๊ดเข็นไปเผาหน้าโชว์รูมซะเลยนี่” ยามะพีบ่นกระปอดกระแปด

แต่เมื่อทำอะไรไม่ได้ แก้รถก็ไม่เป็น ก็ต้องโทรฯ พึ่งอู่ซ่อมรถแถวๆ นั้นมายกรถไป จากนั้นตัวเองก็มายืนเคว้งอยู่หน้าถนน.... แล้วจะไปอิโตะยังไงล่ะหว่า....
“ไปรถไฟมั้ยคุณหนู...” เจ้าของอู่มีแก่ใจเดินมาบอก พอยามะพีตกลง เขาก็ให้คนงานขี่มอเตอร์ไซด์พายามะไปรอขึ้นรถสายโทไคโดที่จะไปจังหวัดชิสุโอกะแล้วต่อไปเมืองอิโตะอีกทีหนึ่ง

ดังนั้นการเดินทางอันกระท่อนกระแท่นของยามะพีก็เริ่มขึ้น กระเป๋าใบเล็กที่เอามาด้วยก็ถูกพาดไว้บนบ่า หันหน้าเข้าสู่ตะวัน หนทางข้างหน้าไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคาซึยะเกิดงอนขึ้นมาบ้าง... ไม่ใยดีเขาอีกแล้วล่ะก็ เขาคงนั่งร้องไห้อยู่ตรงทางเข้าไร่นั่นแหละ
ยามะลงจากรถไฟในเวลาสองชั่วโมงต่อมา เดินฝ่าลมหนาวและแสงแดดลามเลีย มายืนเอ๋อตามแผนที่...ไม่เคยลำบากก็ต้องมาลำบาก เพราะใครกัน.....ถ้าไม่ใช่เพราะนาย.....ทางุจิ คาซึยะ........

*******************************

โทโมฮิสะพาร่างอันสะบักสะบอมขึ้นมายังชั้นที่เขาพัก ค่อยๆ เดินเกาะกำแพงของแต่ละห้องมาเรื่อยๆ พอเลี้ยวตรงหัวมุมก็ชะงักกึกเมื่อพบยูอิจิยืนกอดอกพิงประตูอยู่ด้านนอก ใบหน้าบึ้งตึงและริมฝีปากที่ขบกันแน่นนั้น บ่งบอกให้รู้แน่ชัดว่า ชายหนุ่มรู้สึกเช่นไร
“ยู.........ฮึก.....ยู...ช่วยด้วย.....” โทโมะผวาเข้ากอดร่างสูงของคนรัก เนื้อตัวสั่นระริกไปหมด ส่วนยูอิจิก็ยืนนิ่งเฉย เขาจับโทโมะให้ยืนตัวตรง มือรั้งบ่าของเด็กหนุ่มออกจนสุดแขน พิจารณาสารรูปของคนตรงหน้า

เนื้อตัวที่เขียวเป็นจ้ำนอกร่มผ้า เหมือนโดนขยำขยี้ ใบหน้าที่เคยสวยก็บวมฉึ่ง มีรอยฝ่ามือทั้งห้าปรากฏขึ้นที่แก้มป่อง มุมปากมีเลือดไหลซิบๆ เหมือนโดนตบ....
ยูอิจิกลั้นลมหายใจ นี่โทโมะไปโดนใครทำอะไรมา เหมือนกับจะถูกข่มขืน...แต่คนอย่างแฟนเขา ไม่น่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้
“เกิดอะไรชึ้นโทโมะ?” ยูอิจิถาม ทำให้โทโมะน้ำตาคลอ ปล่อยโฮตรงนั้นนั่นเอง
ยูอิจิลากร่างบางเข้าห้อง เนื้อตัวที่สั่นระริกนั้นโผเข้าหาเขาอีกครั้ง คราวนี้โทโมะสอดแขนรัดร่างเขาแน่นราวกับจะหาที่ปลอบขวัญ
“ไอ้เลวนั่น....ไอ้บ้ากามที่ชื่อเรียว มันพาฉันไปนอน ....ฮือ......มันซ้อมฉัน...ยู...ฉัน.......” โทโมะร้องไห้สะอึกสะอื้นขณะเล่า
“ใครอีกล่ะ เรียวนั่นน่ะ?”
“เขาเป็นแฟนยามะพี....เขามาหากัน แต่ไม่เจอ...มันเจอฉันแล้วมันก็.........”
“ฮึ!! ในที่สุดนายก็ไม่เลิกนิสัยเดิม เป็นไงล่ะ แร่ดจนเจ็บตัว นี่ฉันควรสงสารนายหรือสมน้ำหน้านายดีนะ โทโมะ??”
“ฮึก.....ยู....ฮืออออ........” โทโมะส่ายหน้า น้ำตาหลายหยดไหลโดนเสื้อเชิ้ตของยูอิจิจนชุ่ม อยากจะซัดให้หมอบซ้ำรอยช้ำ แต่ร่องรอยที่บอบช้ำของคนรักทำให้เขาทำไม่ลง......

คาดคั้นความจริงทั้งหมดจากปากของโทโมะ นับตั้งแต่ที่เจอกับเรียวที่หน้าบ้าน ไปดื่มเหล้าเคล้าเสียงเพลงและเต้นรำที่บาร์เกย์ จนจบลงที่โรงแรมแถวๆ นั้น คำสารภาพที่ยูอิจิได้ยินนั้น ทำให้เขาอึ้ง นี่โทโมะยังหาเรื่องใส่ตัวไม่หยุดหย่อน และคนๆ นั้นก็เป็นแฟนของน้องชายตัวเอง....โทโมะคิดจะแย่งแฟนน้องอีกแล้วหรือ ...เสียงโทโมะยังดังเคล้ากับเสียงสะอื้น
“นายคนนั้นเป็นแฟนของยามะ....ฉันไม่คิดว่าเขาจะหลอกฉันไปฟันนะ....ไม่รู้จริงๆ”
“อ๋อ....ไม่รู้??? อืมมม...อย่างนายนี่ง่ะนะไม่รู้??” ยูอิจิอดประชดประชันไม่ได้ จนแล้วจนรอดโทโมะก็ยังไม่ยอมรับว่าผิด
“โธ่...ยูอิจิ....ก็ฉัน...ฉัน....”
“อยากจะบริหารเสน่ห์ว่างั้นเหอะ”
“ฮึก.....ฉันเจ็บออกอย่างนี้ นายยังจะซ้ำเติมฉันอีกเหรอ เนี่ย...ดูซิ มันบีบ มันขยำ ขยี้และก็ตบฉัน ต่อยฉัน พอฉันร้อง มันก็หัวเราะบอกสะใจ เมื่อทำกับยามะไม่ได้ ก็ฉันนี่แหล่ะที่มันจะระบายได้....” โทโมะคร่ำครวญจนยูอิจิเริ่มหมั่นไส้ เขาผลักร่างบางออกห่าง ส่วนตัวเองก็ถอยไปพิงหน้าต่างห้อง ยกมือกอดอกมองคนรักอย่างระอาใจ
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เลิกนิสัยนี้ซะ”
“ก็......ฉันเหงานี่”
“เหงาหรือว่าแร่ดกันแน่ ฉันชักเบื่อพฤติกรรมของนายแล้วนะโทโมะ ฉันว่าเราเลิกกันดีกว่า ..”
“ยูอิจิ!!” โทโมะร้องเสียงหลง เขาผวาเข้าหาชายหนุ่ม เขย่าแขนยูอิจิด้วยความตกใจ
“ไม่นะยู...ไม่เอา...ฮือออ.........ฉันไม่เหลือใครแล้วนะ ยูไม่เอานะ....ไม่เลิก ไม่เลิกกันนะ...”
“ฉันทนนายไม่ไหวแล้วนะ โทโมะ นายไม่อิ่มในสิ่งที่เรามีร่วมกัน นายแสวงหาความร่านในอารมณ์ไม่มีหยุด แล้วฉันล่ะ จะต้องทนดูนายคอยยั่วสวาทใครต่อใครอีกอย่างงั้นหรือ...ฉันเคยห้ามนายเรื่องจินกับคาซึยะแล้วนะ ฉันก็เบาใจว่านายจะยอมเลิกนิสัยแบบนี้ ....แต่ที่ไหนได้ ฮึ!! กลับร่านหนักกว่าเดิม” ยูอิจิสะบัดตัวออกจากโทโมะ เขาเดินไปที่ตู้เก็บเสื้อผ้า รื้อเอาชุดของตัวเองมากองไว้ที่เตียง กำลังหันรีหันขวางหากระเป๋าเสื้อผ้า โทโมะก็โผเข้ากอดเขาจากทางด้านหลัง
“จะไปไหนง่ะ ไม่เอานะ ไม่ให้ไป อย่าไปนะ ยู.....อย่าทิ้งฉันน้า....ฉันสัญญาจะไม่ทำตัวแบบนี้อีกแล้ว นายอย่าปล่อยฉันไว้แบบนี้ซิ...ฉันรักนายนะยูอิจิ รักนายคนเดียว...” เด็กหนุ่มเกลือกหน้านองน้ำตากับแผ่นหลังของยูอิจิจนเสื้อของชายหนุ่มเปียกชุ่ม สองมือขยุ้มชายเสื้อด้านหน้าของยูอิจิแน่น
“จะไม่ทำอีกแล้ว....ยูอิจิ...อย่าไป......”
“ฉันไม่เชื่อใจนายอีกแล้วโทโมะ” ยูอิจิพูดเสียงเย็นชา แต่ใจนี่ซิไม่วายอ่อนยวบยาบ ไม่เคยเห็นโทโมะฟูมฟายมากมายแบบนี้มาก่อน เขาลดสายตามองท่อนแขนที่โอบกอดเขา เห็นรอยเขียวจนช้ำที่ท้องแขนและข้อมือ นึกไปถึงว่านายเรียวอะไรนั่นน่ะจะรุนแรงกับโทโมะคนนี้มากมายเพียงใดกัน แต่เห็นจากร่องรอยนี้ก็อดใจหายไม่ได้...เพราะมันหนักเอาการ

...ชักสงสัยว่าไอ้หมอนั่นจะเป็นโรคจิตประเภทซาดิสม์หรือเปล่า....

.....แม้ใจจะเริ่มอ่อน....แต่ก็ไม่ได้...จะปล่อยให้โทโมะได้ใจไม่ได้เด็ดขาด...

“ปล่อยเถอะ...ถ้าไม่มีฉันอยู่ บางทีนายอาจจะทบทวนชีวิตของตัวเองได้ว่าต้องการอะไรกันแน่” ยูอิจิปลดมือเหนียวหนึบของโทโมะออกจนได้ เมื่อเขาก้าวออกห่าง โทโมะก็ทรุดไปกองกับพื้น สะอื้นฮักออกมา จากหางตาเห็นยูอิจิเดินไปเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าอย่างใจเย็น
“จะไปจริงๆ ง่ะเหรอ??”
“ก็เห็นอยู๋แล้วนี่” ยูอิจิผายมือไปที่กระเป๋าตัวเอง โทโมะเบือนหน้าหนี แต่เมื่อได้ยินเสียงรูดซิปกระเป๋าปิด โทโมะก็ปล่อยโฮลั่นห้อง
“ฮือ........ไอ้บ้า!! ....จะไปไหนก็ไป ไป๊!!....จะไปตายที่ไหนก็ไปเลย.....ดี!! จะมั่วให้สุดๆ เลยคอยดู๊...อย่านึกว่าฉันจะแคร์นะยูอิจิ ไสหัวไปเลยไป๊!!” เขาก้มหน้าซบกับพื้นห้อง ทุบกำปั้นกับพื้นปึกๆ

เสียงฝีเท้าหนักๆ กระทบกับพื้นพรมแล้วจางหายไปพร้อมกับเสียงประตูปิดสนิท ... โทโมะเงยหน้าขึ้น ในใจแปลบปลาบไปหมด เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเช่นนั้น....
“อ๊ะ?? ไปจริงๆ เหรอเนี่ย...ฮึก...ไอ้บ้าาาา..!!” โทโมะปล่อยกรี๊ดลั่นห้อง
เมื่อของที่อยู่ในกำมือได้หลุดลอย สุดที่จะไขว่คว้า ของที่เคยเป็นเจ้าของได้แปรเปลี่ยนไป เขาก็รู้สึกใจหายและเสียดาย.....ยูอิจิไปแล้ว.....นั่นคือความจริงที่กำลังเกิดขึ้น......

เหลียวมองห้องที่เคยมีแต่กลิ่นแห่งความรักความใคร่ ....มีความสุขสมลอยฟ่องอยู่รอบตัว .....แต่บัดนี้ห้องเดียวกันนี้ ทำให้เขารู้สึกอ้างว้าง และเปล่าเปลี่ยว ......เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ซะแล้ว ....โทโมะรู้สึกว่าเขากำลังสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไปจริงๆ..........และสิ่งนั้นก็คือ
.....นากามารุ ยูอิจิ....

************************

to be continue

comment ที่นี่ก็ได้จ้า..กด..กด..


Hosted by www.Geocities.ws

1