Never Let YOU Go..3 and 4...

++++++++++++++++++++++++++++++

 

Vol 3

***************************

.........ร่างโปร่งบางของหนุ่มน้อยเจ้าของรถสปอร์ตสีแดงคันโก้ก้าวเข้าไปในห้องดนตรีอันโอ่โถง เสียงเปียโนไพเราะดังกระวานส่งเสียงขับขานเป็นเสียงเพลงคลาสสิกรื่นหูยิ่งนัก ทันทีที่เขาปรากฏตัวขึ้น เจ้าของบทเพลงก็หยุดเล่นเปียโน สองแขนอ้ากว้างพลางยิ้มแย้มอย่างปรีดา
“ยามะจัง....หลานปู่...”


ร่างโปร่งสวมกอดคนที่ได้ชื่อว่าเป็นปู่แนบแน่น ดวงหน้าหวานงดงามยิ้มเยือน เขาหอมแก้มเหี่ยวย่นของคุณปู่หลายฟอดทีเดียว จนผู้สูงวัยหัวเราะเสียงดัง
“แก้มปู่เป็นรอยบุ๋มแล้วมั้งเนี่ย...ไอ้เจ้าตัวน้อยมันเล่นงานปู่”
“แหม...ก็แก้มคนแก่ห้อม หอมล่ะ....คุณปู่สบายดีแน่ๆ เลยเนี่ย ผมคงไม่ต้องถามเรื่องสุขภาพให้เสียเวลา เล่นเซเรเนดออกจะเพราะพริ้งซะขนาด” หนุ่มน้อยยามะจังพูดไปพร้อมกับพยุงร่างชายชรามานั่งที่โซฟาตัวยาวริมหน้าต่าง ส่วนตัวเขาเองยืนพิงสะโพกกับขอบหน้าต่าง มองออกไปยังสวนสวยงามภายนอก
“ดูท่าทางคุณปู่จะหายเหงา ใช่มั้ยครับเนี่ย?” เขาถามยิ้มๆ
ชายชราหัวเราะชอบใจบอกว่า ยังไงก็ยังอยากมีหลานๆ มาเยี่ยมอยู่เสมอ
“อืมมม...เมื่อกี้เห็นผู้ชายอายุพอๆ กับผมนั่งรถมาจิดะขับออกไป ไม่ทราบว่าเขามาหาคุณปู่หรือเปล่าฮะ”
“อ๋อ....ปู่จ้างเขามาคุยเป็นเพื่อนช่วงกลางวันน่ะ มาดูแลแต่อยากได้เพื่อนคุยมากกว่า ยามะจังคงอยากรู้จักน่ะซิหลาน”
ยามะจังของคุณปู่ยักไหล่ แล้วก็เบ้ปาก แต่ในใจกลับนึกไปถึงหน้าตาคมคายของหนุ่มคนที่ว่า

....หน้าดุ...แต่ก็แฝงเสน่ห์เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม เพียงเห็นครั้งเดียวและในระยะเวลาอันสั้น แต่ทำไมเขาถึงจดจำหน้าตาของนายคนนั้นได้อย่างแม่นยำขนาดนี้นะ


“เขาชื่ออะไรฮะ?” เขาอดถามไม่ได้ คุณปู่ก็เลยเล่าให้ฟังหมดถึงเรื่องของคาซึยะ ชายชราพูดไปก็เอ่ยชื่อ คาซึจังไปพลาง เล่นเอาคนฟังหน้ามุ่ย เห็นได้ชัดเลยล่ะว่า คนแก่ชี้เหงาคนนี้กำลังจะมีคนโปรดขึ้นมาซะแล้ว ...แบบนี้หลานคนโปรดอย่างเขาล่ะ...จะโดนคุณปู่เหลียวแลหรือเปล่า
“อือ...คาซึยะ แหมคุณปู่เรียกคาซึจัง ดูสนิทสนมกันจัง ผมชักอิจฉาเสียแล้วซิ”
“เราน่ะ....มีอะไรมากกว่าเขาทุกอย่าง ยามะจังคงไม่อิจฉาใครต่อใครหรอกนะ” คุณปู่ออกความเห็น ท่านตบลงที่ว่างข้างตัว ทำให้หลานชายต้องขยับจากข้างหน้าต่างมานั่งลงข้างๆ
“ผมก็พูดไปงั้นแหล่ะ อันที่จริงคุณปู่ไม่ต้องจ้างใครก็ได้ ตอนเย็นถ้าผมว่าง ผมก็แวะมาอยู่เป็นเพื่อนได้ ตอนกลางวันคุณปู่ก็เล่นเปียโน สีไวโอลินไปก็ได้นี่ฮะ...หมอนั่นน่ะ ใครก็ไม่รู้ ไว้ใจได้หรือเปล่า ....เดี๋ยวมาทำร้ายคุณปู่ ฉกเอาของมีค่าไปจะว่าไง...คุณปู่แก่แล้ว สู้แรงเขาไม่ไหวนะฮะ..เอ ผมชักจะเป็นห่วงซะแล้วซิ”
“ยามะพี....กลัวเกินไปแล้วเรา” คุณยามะชิตะเอ็ดหลานชายคนโปรด
“มองคนในแง่ร้ายเกินไปแล้วนะ...”
“ก็มองไว้ก่อน...นายคนนั้นน่ะ เด็กเกินไป อายุจะสักเท่าไรกันเชียว” ยามะจังหรือยามะพีทำปากยื่นอย่างไม่สบอารมณ์ ทำไมเขาพูดแล้ว คุณปู่ถึงไม่เห็นด้วยนะ...ทีเมื่อก่อนละคล้อยตามหลานชายคนนี้ทุกอย่างเชียว
“เอ...แล้วไปรู้จักกันตั้งแต่ตอนไหนนะเรา?” คุณปู่ถาม
ยามะพียักไหล่ แล้วก็บอกชายชราว่า เขาขับรถสวนกัน ก็เลยได้เห็นหน้าลูกจ้างคนใหม่ของคุณปู่....
“แค่เห็นกันเพียงเท่านั้น หลานเอาอะไรมาตัดสินหา?” คุณปู่ตำหนิหนุ่มน้อยตรงๆ เล่นเอาคนฟังนั่งหน้าบู้ ดวงหน้าหวานชักจะเริ่มงอนเข้าให้แล้ว
“....คุณปู่ก็เข้าข้างเขา...” บ่นเสียงอ่อย...
แค่เห็นกันเพียงแว่บเดียว ....แต่ดวงตาคมกริบที่ส่งมาให้เขานั้น ทำให้เขาไม่อาจลืมเลือนได้ ....อยู่ๆ ก็ใจเต้นขึ้นมาซะงั้น แต่แทนที่จะเห็นคล้อยตามกับคุณปู่ อาการประหม่าที่เกิดขึ้นในใจกลับทำให้ยามะแสดงออกมาอย่างตรงกันข้าม....
คุณปู่ลูบศีรษะเด็กหนุ่มอย่างรักใคร่
“กลัวปู่จะเห็นคนอื่นดีกว่าเราใช่มั้ยล่ะ ยามะจัง....โธ่เอ๋ย...เด็กน้อยของปู่ สมบัติของปู่น่ะไม่หนีไปไหนหรอก ยังไงปู่ก็ต้องยกให้เจ้าอยู่แล้ว...”
“แหม...ผมไม่อยากได้สมบัติของคุณปู่นะฮะ... ผมพูดเพราะยามะคนนี้เป็นห่วงคุณปู่ต่างหากล่ะ” ยามะพีลุกพรวดพราดขึ้น เขาเดินไปที่หน้าต่าง กอดอกหันข้างให้คุณปู่ ราวกับจะข่มความน้อยใจเอาไว้ คุณปู่หัวเราะหึๆ กับท่าทางที่ดูเหมือนเด็กเล็กๆ ของเขา ยังไงๆ ยามะพีก็ยังเป็นเด็กในสายตาของคนแก่อย่างเขาเสมอ ต่อให้เรียนถึงมหาวิทยาลัยปีสองแล้ว แต่ยามะพีก็ดูจะยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เสียที

ค่ำวันนั้นคุณปู่ต้องหาของอร่อยๆ มื้อค่ำมาประเคนให้คุณหลานเพื่อเป็นการเอาใจ แต่ยามะพีก็ยังไม่ทีท่าว่าจะยอมรับในตัวเพื่อนคุยของคุณปู่แต่อย่างใด ......
การสนทนาบนโต๊ะอาหารสิ้นสุดลงเมื่อ คุณปู่ถามว่า ยามะพีจะค้างที่นี่คืนนี้หรือเปล่า... หนุ่มน้อยพยักหน้างึกๆ
“ค้างฮะ” คือคำตอบสั้นๆ จากนั้นยามะพีก็หายเข้าไปในห้องส่วนตัว ซึ่งอยู่ติดกับห้องของคุณปู่
ชายชรายังคงนั่งเล่นเปียโนต่ออีกสักพัก ....ตาคอยมองที่ประตู
....ไหนว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณปู่ไงล่ะ หนุ่มน้อยคนเดียวในบ้านหายลับเข้าห้องไปแล้ว ขลุกอยู่กับโลกส่วนตัว ....ที่มีแต่โทรศัพท์มือถือ....ดูท่าว่าจะรักในการคุยโทรศัพท์มากกว่าจะอยู่กับคนแก่อย่างเขาล่ะมัง

************************************

วันรุ่งขึ้น อะกานิชิ จิน ออกจากบ้านตรงดิ่งมาที่โรงพยาบาลอีกวัน ห้องหมายเลข 504 ดูจะเป็นจุดหมายปลายทางของเขา วันนี้เป็นวันที่จุนโนะสุเกะจะเช็คร่างกายอีกครั้งก่อนที่หมอจะยืนยันว่าให้เขาออกจากโรงพยาบาลได้ในวันรุ่งขึ้น
จินเคาะประตูห้อง แล้วถือวิสาสะเข้าไปโดยไม่ต้องรอเสียงอนุญาต พอเข้าไปก็พบกับสายตาคมกริบของคนป่วย จ้องมาอย่างไม่พอใจ
“ลืมบอกไปว่า ขออนุญาตเข้าห้อง...” จินหัวเราะเจื่อนๆ รู้เลยว่าจุนโนะไม่ค่อยพอใจนัก
“ช่างเหอะ” คนบนเตียงร้องบอก
“สบายดีขึ้นแล้วนี่เนอะ....นั่งหน้าตูมได้แล้วนี่” จินแซวหนุ่มน้อยนายแบบร่างบาง ฝ่ายนั้นส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ
จินมองจุนโนะสุเกะอย่างพิจารณา วันนี้ดูจุนโนะสดใสขึ้นมากทีเดียว ดวงตาเรียวรีเป็นประกายขณะบอกเขาว่า
“พรุ่งนี้จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะ......คุณช่วยบอกยูอิจิด้วยได้มั้ยฮะ” จุนโนะขอร้อง ซึ่งก็ทำให้จินอึ้ง
“พี่ยูไม่ว่าง....”
“ยังไม่เสร็จเรื่องหรือไง?”
“เปล่า....เขาไม่มาหรอก และจะไม่มาด้วย นายไม่ต้องคอยให้เสียเวลา” ตอนแรกจินลังเลที่จะบอกความจริง แต่เมื่อจุนโนะพูดขึ้นมาแบบนี้ ก็คิดว่าจะตัดสินใจบอกเสียที ดวงหน้างดงามของจุนโนะซีดลงนิดหนึ่งแต่ก็ยังยิ้มแย้มเพราะยังไม่เข้าใจความหมายเป็นนัยของจิน
“หมายความว่าไงฮะ?”
“พี่ยูเขาฝากให้ผมมาบอกว่า....เขา....เอ้อ.....เขา.......” จินหยุดพูด มองท่อนแขนของตัวเองที่จุนโนะเผลอตัวจิกแน่นขณะฟังเขาพูด พอเงยขึ้นก็พบกับดวงตาคู่สวยที่มีเครื่องหมายคำถามเต้นริกๆ อยู่เต็มเปี่ยม สีหน้าที่ซีดเซียวเริ่มปรากฏให้เห็น
จินถอนหายใจเฮือก ....ชักลังเล....จะบอกดีมั้ยหว่า
“ถ้าเขาไม่มาล่ะ?” จินลองถามคำถามนี้ดู หน้าสวยสลดวูบ แล้วก็สั่นหน้า ฝืนยิ้มให้เขา
“ไม่หรอก ยูอิจิรักผมจะตายไป....เรารักกัน คนรักกันเขาไม่ทิ้งกันง่ายๆ หรอก” ถ้อยคำหนักแน่นเป็นเครื่องยืนยัน และตอกย้ำว่า อะกานิชิ จินควรจะสงบปากไว้ก่อนถ้าจะดี
“รอให้นายหายก่อน เขาคงมาเยี่ยมเองง่ะ” จินบอกได้แค่นั้น
จุนโนะปล่อยแขนของเขาทันที หันไปมองนอกหน้าต่าง แล้วก็บอกว่า
“อย่างน้อยเขาก็น่าจะปลีกเวลามาเยี่ยมผมบ้าง....ปล่อยให้เฝ้ารออยู่หลายวันแล้วนะฮะ....หรือว่าเขาไม่รักผมแล้ว....” น้ำเสียงเศร้าสร้อยถามขึ้นลอยๆ
“เออ.....นั่นล่ะ นั่นล่ะ ใช่เลย!!” จินดีดนิ้วดังเปาะ
จุนโนะหันขวับมาทำตาขวางใส่ เขาแยกเขี้ยวให้จิน แล้วก็บอกเสียงเขียวว่า
“ผมพูดเล่นหรอก....เรารักกันจะตายไป”
“นายแน่ใจเหรอที่พูดนั่นน่ะ?” จินลอยหน้าถามด้วยความหมั่นไส้ในความเชื่อมั่นตัวเองของจุนโนะ
“ใช่....”
“มั่นใจว่าเขารักมั่นคงล่ะซิ?”
“ใช่!!” จุนโนะชักเสียงเข้มขึ้น ดวงตาดำตวัดมองหน้าจินแบบโกรธ...
“ถ้าฉันบอกว่า เขามีคนรักใหม่แล้ว เขาขอเลิกกับนาย ...นายจะว่าไง.....โอ๊ย....!!” จินร้องเสียงหลงทั้งๆ ที่ยังพูดไม่จบประโยค เพราะจุนโนะฉวยได้ชามข้าวที่ทานแล้วบนโต๊ะหัวเตียงขว้างมาลงหัวถนัดถนี่ ....
“บ้าจริงนายนี่....มาปาหัวฉันทำไมล่ะ” จินชักฉุน
“ปากพล่อย...” นี่คือคำที่ร่างบางตะโกนใส่หน้าเขา
จินหุบปาก... เขาคลำหัวตัวเองป้อยๆ....


....หนอยไอ้คนถือดี......


...อยากดูไอ้หน้าหยิ่งๆ คนนี้ร้องไห้สักที จะหัวเราะให้ฟันหลุดเลย ให้ตายซิ....


“ความจริงน่ะมันมี อยากฟังมั้ยล่ะ?” จินลอยหน้าถาม
“ก็ว่าไปซิ”
“พี่ยูเขาให้ฉันมาบอกนายว่า ....อะแฮ้ม.....เขามีความจำเป็นที่จะต้องห่างนายสักพักหนึ่ง เพราะ....เขาคิดว่า เขาเริ่มจะมีรักใหม่แล้ว....และเขาก็กำลังจะบอกเลิกคบกับนาย.......แล้วเขาก็..............” เสียงพูดขาดหายไป เมื่อเขาเห็นจุนโนะนั่งหัวเราะคิกคักอยู่บนเตียง
“อะไรวะ ไอ้หมอนี่” จินยืนกัดปาก
“นายนี่ตลกจังเลย....แต่งเรื่องตลกก็เป็นนะ ..ไม่ต้องทำให้ฉันหายเร็วหรอกนะ ฉันสบายดีแล้ว และก็กำลังจะออกจากโรงพยาบาลพรุ่งนี้ นายไม่ต้องมาเล่นละครตลกหรอก....” จุนโนะนั่งปิดปากหัวเราะ จินเดินมาหาร่างบาง เขาก้มลงจนหน้าแทบจะติดใบหน้างามของจุนโนะสุเกะ
“ฟังนะ พ่อยอดนายแบบ.....ฉันบอกความจริงนายแล้วนะ พี่ยูน่ะเขาขอให้ฉันมาอยู่เทคแคร์นายแทนเขา คอยไปรับไปส่งนายไปทำงาน ระหว่างที่นายยังหาคนมาดามหัวใจไม่ได้....เรื่องที่ฉันบอกนาย ฉันไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้แสดงตลกให้นายขำ และนายก็น่าจะขำไม่ออกด้วย....” จินบอกเสียงกร้าวขึ้น น้ำเสียงไม่มีแววล้อเลียนเหมือนเมื่อครู่เลย จุนโนะมองเขาด้วยดวงตาระริกไหว เขาหลุดคำพูดออกไปไม่เกินเสียงกระซิบ
“ไม่จริง........นายโกหกฉัน”
“อ้าว....คุณนายแบบ เมื่อกี้ว่าฉันเล่นตลก คราวนี้มาว่าฉันโกหก...คำพูดฉันนี่ไม่น่าเชื่อถือเลยใช่มั้ย?” จินยื่นหน้ามาถามจนแทบจะติด
จุนโนะก้มหน้างุด เขาขยับตัว เอนหลังพิงหมอน ในใจไหวหวั่น จินจะพูดจริงแท้แค่ไหน เขาไม่อาจรู้ได้ แต่ความจริงไม่มีมูลเลยนี่นา รักกันอยู่ดีๆ จู่ๆ ยูอิจิจะมาเลิกรักกันง่ายๆ ได้ไง......นายคนนี้ต้องแกล้งล้อเขาเล่นแน่ๆ เลย.....
“คุณจะพูดเรื่องจริงหรือไม่ ก็เรื่องของคุณ แต่ขอโทษที ผมไม่เชื่อ......ผมง่วงแล้วล่ะ ขออนุญาตนอนก่อนนะครับ” และโดยไม่รอคำตอบ จุนโนะหลับตานิ่ง แขนข้างที่มีผ้าพันแทนเฝือกวางไว้ข้างลำตัว ส่วนอีกข้างก็พาดอก ดวงตาหลับพริ้ม ทำราวกับว่าอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุข และในห้องก็มีเขาอยู่คนเดียวเท่านั้น .....
จินยืนเคว้งอยู่ชั่วครู่ หมายความว่าจะไล่กันใช่มั้ยเนี่ย.....เขาเองก็คิดว่าน่าจะไปจากที่นี่จะดีกว่า ในเมื่อจุนโนะไม่อยากจะคุยกับเขาเท่าไรนัก ...แต่พอจะก้าวออกเดิน เขาก็อดปรายตามองคนนอนหลับไม่ได้

ความสวยงามราวกับเจ้าหญิงนิทราของจุนโนะสุเกะ ทำให้จินก้มลงมองหน้าไม่วางตา ผิวเนียนละเอียดของแก้มใส ทำให้เขาเอื้อมมือไปใกล้ ปลายนิ้วเกือบจะสัมผัสกับแก้มนวล แต่แล้ว....เขาก็ยั้งใจตัวเองไว้ทัน ....เพราะจุนโนะลืมตาขึ้นพรึ่บ จินสะดุ้งเฮือก...เขายืดตัวขึ้น
“นายจะทำอะไรฉัน?” จุนโนะถามเสียงห้วน
“เปล่าซะหน่อย...” จินปฏิเสธ มือไม้โบกให้ว่อน
“แค่จะปัดแมลงออกจากหน้าให้เท่านั้นเองง่ะ”
“....ผมจะนอนแล้วนะ แต่ว่า...ขอฝากบอกยูอิจิหน่อยนะฮะว่า ผมจะออกจากโรงพยาบาลพรุ่งนี้ตอนเที่ยง ถ้ายูเขามาได้ ผมจะดีใจมากเลยนะฮะ...” จุนโนะไม่วายสั่งความ จินเองก็มองหน้านั้นแล้วก็ถอนหายใจ ....เป็นอันแน่นอนแล้วล่ะว่า
.....จุนโนะไม่เชื่อเรื่องที่เขาบอกเกี่ยวกับยูอิจิ.......
....เด็กโง่....
.....บอกแล้วไม่เชื่อ กินน้ำตาต่างข้าวก็แล้วกัน....
จินพยักหน้าให้จุนโนะอย่างเสียไม่ได้ รับปากดิบดีว่าจะบอกยูอิจิให้
“แต่เขาจะมาหรือไม่นั้น ไม่รู้ด้วยนะ.....อ้อ...แล้วอีกอย่างนะ ทางุจิคุง ....นายยังต้องเห็นหน้าฉันอีกสักระยะหนึ่ง แต่คนที่นายอยากเห็นหน้าน่ะ ถ้าจะยากส์.....” จินพูดทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้น ร่างของเขารีบรุดไปที่ประตู กลัวว่าอะไรต่อมิอะไรจะกระเด็นมาโดนหน้าเข้า....

จุนโนะทำจมูกย่นใส่บานประตูที่ปิดสนิท .....คนบ้าอะไร....มาถึงก็มาพูดไม่ถูกรูหูคน ผิดกับเมื่อวานลิบลับเชียว


.....เอ...ว่าแต่ ที่นายคนนั้นพูดน่ะ ขอให้แค่ล้อเล่นเท่านั้นเองเถอะ หวังว่ายูอิจิคงไม่ทิ้งเขาไปจริงๆ หรอกนะ....


....แต่ว่าถ้าจินพูดความจริงล่ะ เขาจะทำอย่างไร จะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีคนรักคนนี้.....

*******************************

จินออกมาจากโรงพยาบาลแล้วก็ขับรถออกมานอกชานเมือง พอตกบ่ายก็มาเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวท่าเรือ เขาเดินอย่างกล้าหาญชาญชัยไปที่เคบินหลังหนึ่งที่อยู่ติดกับอู่ซ่อมเรือ ถามหานายซึโยชิ เจ้าของบ่อนการพนันที่จินเป็นหนี้อยู่ .....
ชายร่างอ้วนรับเงินจำนวนห้าล้านกว่าๆ ที่จินเป็นคนไปเบิกมาเมื่อกลางวันเก็บใส่เซฟ แล้วก็หันร่างเทอะทะมาบอกว่า
“คืนนี้จะเล่นหรือเปล่าไอ้หนู....เอาเงินคืน เอาเปล่า?”
จินส่ายหน้า
“ไม่ดีกว่า...ไม่อยากโดนโกงอีก”
“เห้ย....ไอ้นี่...เดี๋ยวโดนยำตีนหรอกเมิง...กรูไปโกงอะไรมึงวะ” ซึโยชิเตรียมถลกแขนเสื้อ
“ถ้าไม่ได้โกงจะเดือดร้อนอะไรล่ะ...” จินรีบบอก หลังจากเหลียวหน้าเหลียวหลังแล้ว คนของเจ้านี้ออกจะยั๊วเยี้ยะเต็มอู่
“แล้วว่าไง จะไปถอนทุนคืนหรือเปล่า?”
“อืมมมม....คิดดูก่อนก็แล้วกัน”
“อย่าคิดนานนะเว้ย ...ได้ลูกหนี้แบบแกนี่ฉันชอบ พ่อรวยนี่หว่า ได้เงินง่ายดีนิ”
“เรื่องนี้พ่อไม่เกี่ยว ถ้าจะกรุณาอย่าให้พ่อผมรู้จะดีที่สุด ไม่งั้นผมไม่ไปเล่นด้วยนา...” จินบอก เขาเตรียมลากลับ ซึโยชิเดินมาส่งที่หน้าประตู ตบบ่าจินอย่างแรง กำชับว่า ถ้าอยากได้เงินง่ายๆ ก็ให้ไปเล่นอีก จินสั่นหัว นึกว่าหาเงินง่ายๆ หรือเสียเงินง่ายๆ กันแน่ฟะ......

.....เขาเดินออกมาจากท่าเรือ ขับรถอย่างเอ้อระเหยผ่านโรงพยาบาลที่จุนโนะพักรักษาตัวอีกครั้ง อดมองเข้าไปยังตึกที่ว่าไม่ได้ ป่านนี้เจ้าหน้าสวยยอดนายแบบนั่นจะหลับอยู่หรือเปล่านะ....เขาเผลอคลำรอยที่โดนชามอาหารปาหัวเมื่อเช้า รู้สึกว่าจะยังเจ็บๆ อยู่นิดหน่อย ....นึกถึงหน้าคนขว้างแล้วก็ต้องหัวเราะออกมา ก็จุนโนะนั่นน่ะ ทำหน้าราวกับจะสับเขาเป็นชิ้นๆ โทษฐานพูดจาอะไรไม่ได้เรื่อง......แต่เรื่องทุกเรื่องที่เขาพูดน่ะ มันคือความจริงล้วนๆ ...

....บอกให้แล้วนะพี่ยู...แต่เขาไม่เชื่อเอง...ช่วยไม่ได้.....

รถติดไฟแดงตรงสี่แยก คงจะนานกว่าจะหลุดจากแหล่งจอแจออกมาได้ เพราะหางแถวยาวเหยียดอย่างนี้ ต้องรออีกกี่ไฟแดงล่ะนี่ถึงจะได้ไป.....เขาเคาะนิ้วกับพวงมาลัยรถ เกิดอาการเบื่อหน่ายขึ้นมา เหลียวมองโน่นมองนี่ไปเรื่อยๆ จนมาสะดุดที่ป้ายคัทเอาท์ที่ติดหราอยู่บนตึก
เป็นป้ายขนาดยักษ์เลยทีเดียว ตัวหนังสือโฆษณาชื่อสินค้ายี่ห้อไวน์ขาวชื่อดัง เด่นหราอยู่ที่นั่น แก้วไวน์สีขาวใสดูจะเป็นจุดสนใจพอๆ กับเบื้องหลังแก้วนั้น ปรากฏใบหน้าของหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ที่มีดวงหน้าคุ้นตาเป็นที่สุด ดวงตาใสแจ๋วระยิบระยับโผล่พ้นขอบแก้วสีใสออกมาสบตาเจ้าชู้ให้กล้อง จินมองอย่างนิ่งอึ้ง ความจริงป้ายคัทเอาท์ชิ้นนี้ เขาเคยเห็นมาหลายอาทิตย์แล้ว ขับรถติดไฟแดงทีไรก็จะแหงนมอง แล้วก็นึกชมว่า...เออ...ถ่ายออกมาได้สวยดี....

แต่คราวนี้ เพิ่งจะสังเกตหลังจากที่กลับจากโรงพยาบาล ดวงตาดำคมสวยซึ้งของใครคนหนึ่งติดแน่นอยู่ในความคิด เป็นดวงตาคู่เดียวกับที่เขากำลังจ้องมองในยามนี้.....ดวงตาของพรีเซ็นเตอร์รูปงามนามว่า ...ทางุจิ จุนโนะสุเกะ...

จินไล่สายตามองนายแบบในป้าย ...ใช่จริงๆ ด้วย ปาก คอ คิ้ว คาง รวมทั้งดวงตางดงามนั่นก็ใช่....
....ใช่จุนโนะจริงๆ ด้วย


จินหัวเราะให้ตัวเอง เออ...แน่ะ มองผ่านๆ ถ้าไม่สนใจก็คิดว่าเป็นนางแบบ แต่ที่ไหนได้ เป็นเจ้าเด็กคนนั้น คนที่เพิ่งจะปาชามข้าวใส่หัวเขาเมื่อเช้านี่เอง.....

จินขับรถกลับบ้านในวันนั้น ด้วยอาการของคนเหมือนเป็นโรคจิต พอรถติดไฟแดงที่ไหน เขาเป็นต้องกวาดสายตามองป้ายโฆษณาชิ้นอื่นๆ ที่เขาไม่เคยสนใจจะมองเลยสักครั้ง แต่มาบัดนี้ มันเป็นเหมือนอาการดึงดูด ...ดูดให้เขาค้นหาว่าจะมีป้ายชิ้นไหนอีกที่มีจุนโนะสุเกะเป็นพรีเซ็นเตอร์...

*********************************

จินกลับบ้านในค่ำวันนั้นพร้อมกับนิตยสารเรื่องสวยๆ งามๆ เล่มหนึ่ง พอเข้าบ้านมา พี่สาวคนสวยนามว่ายูริ ก็คว้าหนังสือของเขาหมับ
“โอ้โฮ...ไอ้จิ้น...นี่เดี๋ยวนี้แกอ่านหนังสือแบบนี้แล้วหรือเนี่ย....” พี่สาวเอ่ยปากแซว พลางพลิกหนังสือดูไปมา จินกระชากคืน มีรอยยับที่หน้าปกนิดหน่อย จินบ่นเสียดาย ทำท่าจะทุบพี่สาวเป็นการหยอกล้อเพราะหน้าที่ยับน่ะเป็นหน้าปกที่จุนโนะสุเกะขึ้นปกหรา
“อ่านหนังสืออย่างงี้ด้วยหรือแก” พี่สาวยังไม่วายแซว ใบหน้าที่ไม่ได้รับการแต้มแต่งของหล่อนเป็นการบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวใกล้จะเข้านอนเต็มทีแล้ว
“เออเด่ะ...ไง...ซื้อไม่ได้หรือไง” เขาตอบห้วน ซ่อนหนังสือนั้นไว้ข้างหลัง
“ไม่ได้เว้ย...อย่างแกต้องซื้อหนังสือประเภท ...ทำอย่างไรไม่ให้ขาดทุน....มาอ่านแทน”
“เฮ้ย....เบาๆ เด่ะ เดี๋ยวพ่อได้ยิน...” จินรีบจุ๊ปาก

ยูริเป็นพี่สาวที่ห่างจากเขาปีเดียว และก็เป็นพี่ที่จินสนิทด้วยมากที่สุด อาจจะเป็นเพราะวัยที่ใกล้เคียงกัน และพี่สาวคนนี้ก็เป็นคนที่โผงผาง แก่นแก้วราวกับเด็กผู้ชายก็ไม่ปาน
“แกอย่าบอกนะว่าแกไปเล่นไพ่มาทั้งวัน?”
“เปล่าน่า” จินส่ายหน้า เขานั่งเอนหลังกับโซฟาหน้าทีวี เสียงรายการในจอกว้างๆ นั้นผ่านเข้าหูมาแล้วก็ผ่านไป....

สักพักเขาก็ได้ยินพี่สาวอุทานกรี๊ดกร๊าดออกมา พลางชี้ไปที่จอทีวี
“โห้ย....มาแล้ว...มาแล้วโฆษณาอันนี้ สุดโปรดเลยล่ะนี่....หล่อชิบ...” พี่สาวของเขาชี้ไปที่โฆษณาโคโลญจน์ของวัยรุ่น มีนายแบบมาร่วมเล่นกับบรรดาฝูงเด็กสาว จินจ้องจอตาไม่กะพริบ
“เฮ้ย...นั่นมันจุนโนะนี่หว่า...” เขาอุทานออกมา ทำให้พี่สาวหันขวับมามองเขา
“ก็เออเด่ะ....โฆษณาอันนี้มันมีตอนค่ำๆ นี่แหล่ะ คนอะไรง่ะ หล่อชิบเป้งเลย....เฮ้อ...ถ้าได้มาอยู่บ้านเรานะ ฉันจะจับใส่ตู้โชว์ ไม่ให้เดินไปไหนเลย เอาไว้มองอย่างเดียว” เธอว่าฉอดๆ
“พี่ก็...ไม่จับมาไว้บนหิ้งซะเลยล่ะ พอถึงตอนค่ำๆ ก็เอาอาหารไปเซ่น พอหน้าเทศกาลก็จับเขาลงมาปัดฝุ่นซะทีหนึ่ง”
“ไอ้บ้า...” ยูริค้อนให้จนตากลับ
“จุนโนะ......น่ารักดีเหมือนกันนิ” จินครางเบาๆ ขณะมองโฆษณาชิ้นนั้นต่อ

...เป็นครั้งแรกที่เขาสนใจในการนั่งดูทีวีอย่างจริงๆ จังๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ..โฆษณา...
ยิ่งดูๆ ไป ก็ชักจะเห็นว่าจุนโนะสุเกะคนนี้ดังไม่เบา อย่างน้อยก็เป็นพรีเซนเตอร์ให้โฆษณาหลายชิ้นเหมือนกัน....ก็ตัวจริงน่ารักอย่างงี้นี่เล่า ........
เขาอดมองพี่สาวไม่ได้ รายนั้นน่ะ แอบจิ๊กหนังสือที่เขาซื้อมาพลิกดูอีกแล้ว ดูไปกรี๊ดไป

......เขาเอ็ดเธอว่าอย่าให้หน้าที่มีจุนโนะยับ เธอมองค้อน แล้วก็พลิกดูชื่อหนังสือ...Bidan...ชื่อก็บอกโต้งๆ ว่า เป็นหนังสือวัยรุ่นชายที่หน้าตาดี...เพราะงั้นเรื่องที่จะมีจุนโนะมาลงปก ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก..............นี่ถ้ายูริรู้ล่ะว่า นายแบบที่เธอแอบหลงใหลอยู่นี้ เคยโต้คารมกับเขามาแล้ว จะทำหน้าอย่างไรกันน้า....และถ้ายิ่งรู้ว่า จุนโนะคนเดียวกันนี้เป็นคู่รักของญาติตัวเองอีกล่ะ จะมีปฏิกิริยาอย่างไร.....

**********************

คาซึยะก้าวออกมาจากบ้านยามาชิตะในเวลาพลบค่ำแล้ว งานวันนี้เป็นวันแรกที่เขาทำ และไม่ค่อยจะถนัดเอาซะด้วย อยู่เป็นเพื่อนคุยกับคนแก่ทั้งวัน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่วัยอย่างเขาจะมานั่งทำ แต่ก็อย่างว่า ทำไปก่อนพอได้ช่องก็ค่อยขยับขยายหางานใหม่...
แต่จะว่าไป คุณยามะชิตะผู้ชราคนนี้ก็สรรหาเรื่องโบราณมาเล่าให้เด็กหนุ่มอย่างเขาฟังได้ไม่เบื่อ .....

เขามายืนเคว้งคว้างอยู่หน้าบ้าน กำลังนึกว่าจะไปคลับ Cherish อย่างไงดี ก็พอดีมีรถสปอร์ตสีแดงคันเดียวกับคันที่สวนกันเมื่อวานมาจอดบีบแตรอยู่ข้างๆ เขาหลีกทางให้นึกว่ารถคันนั้นจะเข้าไปในบ้าน แต่ว่า.......
หนุ่มตาโตเจ้าของรถกดกระจกเปิดออก เผยให้เห็นดวงหน้าที่คาซึยะไม่อาจลืมได้ ....เจอกันอีกแล้ว...
“นาย...ใช่ชื่อคาซึจังหรือเปล่า?” ร่างบางในรถเอ่ยปากถาม คาซึยะชี้ที่หน้าตัวเอง ทำหน้าสงสัยแล้วก็พยักหน้างึกๆ
“เสร็จงานแล้วหรือไงเรา?...” เขาถามต่อ
“เสร็จแล้วครับ...” คาซึยะตอบสั้นๆ ยามะพีพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ ดวงตากลมโตกวาดมองเขาไปทั่วตัว แล้วก็ตวัดสายตาจ้องหน้าเขาเอาตรงๆ คาซึยะก็จ้อง ต่างคนต่างจ้องโดยไม่มีสาเหตุ
ยามะพีเกิดอาการใจเต้นขึ้นมา ....ดูเอาเถอะ นายคนนี้ ...ตาคมกริบเลยล่ะ...เล่นเอาเขาใจแกว่ง อยากจะพูดต่อ แต่ลมหายใจเริ่มติดขัด ไม่รู้จะหาคำอะไรมาทักทายดี ในที่สุดเขาก็พูดออกมาว่า
“แล้วทำหน้าที่อะไรบ้างล่ะ?”
“ก็คอยฟังเวลาท่านพูด คอยเล่าเรื่องให้ฟังเวลาท่านถาม....หยิบโน่นหยิบนี่ให้ อยู่เป็นเพื่อนไงฮะ...”
“ฮึ!! แค่นั้นน่ะ?” ยามะพีถามเสียงสูง ริมฝีปากอิ่มเบ้ใส่คาซึยะ
“แค่นั้นน่ะ ฉันก็ทำได้ แต่คุณปู่ไม่ยอม...คงเบื่อหลานแท้ๆ แล้วละมั้ง?”
“คุณเป็น....เอ้อ...คงจะเป็นหลานคนเล็กละมัง” คาซึยะถาม จ้องตาโตๆ จนอีกฝ่ายต้องเมินหลบ
“ใช่ซิ...รู้เหมือนกันหรือ?” น้ำเสียงกระตือรือร้นขึ้นมาทันที ดวงตากลมโตเป็นประกายวาว
“ท่านพูดถึงคุณบ่อยๆ วันนี้ก็เล่าแต่เรื่องของคุณ”
“อื๋อออ....คุณปู่ต้องชมฉันแน่ๆ เลย” ยามะพีทำท่าเขินจัด จนคนฟังขำ

คาซึยะก้มลงมาจนลำตัวติดกับหน้าต่างรถ มองหน้าหวานของคุณหนูยามะชิตะด้วยความชื่นชม ดวงหน้าสวยหวานราวกับเด็กสาวคนนี้ ยิ้มสวยบาดใจนัก ดวงตาโตเป็นประกายราวกับแสงระยิบของดาวยามราตรี คาซึยะส่งสายตาลูบไล้ไปที่ริมฝีปากอิ่มเต็มที่เผยอนิดๆ ยามเจ้าตัวเผลอ กลีบปากสีสดดูอ่อนนุ่มน่าประทับจุมพิตลงไปเสียนัก เขามองไล่สบตาโตคู่นั้น เห็นว่าฝ่ายที่ถูกเขามองก็มองเขาอย่างสำรวจตรวจตราเช่นกัน
ปลายนิ้วมือของคาซึยะทาบทับกับมือเรียวของยามะพีที่วางทับกับขอบหน้าต่าง ดวงหน้าหล่อเหลาของคาซึยะมองหน้าหวานด้วยสายตาล้อเลียน ส่งเสียงทุ้มนุ่มหูลอดริมฝีปากบางออกมาว่า
“คุณปู่คุณบอกว่า มีหลานคนเล็กที่ดื้อมากๆ เอาแต่ใจ ไม่เห็นจะน่ารักเลย...”
“อ๊ะ??” ยามะพีทำปากยื่น ลืมตัวค้อนขวับเข้าให้ เมื่ออีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ เขาจึงหลุบตาลงมองมือของตัวเองที่กำลังถูกมือของคาซึยะทาบอยู่ด้านบน เขากระชากมือกลับ ส่งเสียงฮึ!!
“ฮึ....นายน่ะ ...อย่าทำให้ปู่ฉันผิดหวังล่ะกัน ตามใจท่านด้วยล่ะ อย่าเอาคำพูดข้างถนนมาใช้ด้วย เข้าใจมั้ย?” จบคำพูดทื่อๆ นั้นแล้ว ร่างบางก็ไขกระจกขึ้น แต่คาซึยะก็ยังมีโอกาสได้เห็นว่าผิวแก้มของคนพูดนั้นมีริ้วแดงๆ พาดผ่าน สายตาที่มองเขานั้นจะว่าดูถูกก็ไม่ใช่ เพราะมันมีอาการกระดากอายแฝงอยู่ ...คงอยากจะคุยด้วยแต่ไม่รู้จะพูดอะไร ก็เลยเกิดปฏิกิริยาต่อต้านหัวใจตัวเอง .....
คาซึยะมองตามท้ายรถคันนั้นไป เขาอมยิ้มเมื่อรู้สึกว่าอย่างน้อยคนตาโตที่น่าดูคนนั้น ยังอุตส่าห์จอดรถทักทายแม้จะเป็นคำพูดที่ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไรก็ตาม

คาซึยะไปนั่งเป็นโฮสให้แขกคุยเล่นจนดึกดื่น ถึงได้กลับอพาร์ตเม้นต์ที่ใช้ร่วมกับจุนโนะสุเกะ
ห้องชุดค่อนข้างหรูบนตึกสูงเสียดฟ้า เขาอยู่ชั้นที่ 20 มองไปยังเบื้องล่างเห็นอ่าวโตเกียวได้ชัดเจน กระจกผนังบานใหญ่กั้นอากาศเย็นๆ จากภายนอกไม่ให้กระทบเข้ามาภายในได้ แต่กระนั้นมันก็ใสสะอาดเสียจนมองเห็น แสงพราวระยับของโป๊ะไฟ และแสงสียามค่ำคืนจากด้านนอก โตเกียวเมืองไม่เคยเลือนจากแสงไฟ ไฟดวงน้อยและดวงใหญ่ต่างก็แข่งกันทอแสงระยิบพร่างพราวไม่แพ้ดาวที่ส่องแสงมาจากเบื้องบนท้องฟ้าเลย

คาซึยะจัดแจงปัดกวาดเช็ดถู เครื่องเรือนทุกชิ้นภายในบ้าน รอรับการกลับบ้านของพี่ชายคนเดียว อพาร์ตเมนต์แห่งนี้เป็นห้องชุด มีห้องนอนสองห้อง ห้องน้ำในตัว ห้องรับแขกและห้องครัวเล็กๆ สองคนพี่น้องอยู่กันอย่างสบาย แบ่งปันความสุขร่วมกัน อย่างไม่ขาดสนเรื่องเงินทองนัก แต่คาซึยะรู้ดีว่า สิ่งที่ประกอบเป็นความสบายของเขาสองคนนั้น จุนโนะเป็นคนหามาเกือบทั้งนั้น
อาชีพนายแบบของพี่ชายรายได้งาม จึงทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นผิดกับตอนที่หนีออกจากบ้านมาหลายปีก่อนลิบลับ แต่กระนั้นคาซึยะก็ยังรู้สึกโหยหาอะไรบางอย่างที่ขาดหายไป......


....ครอบครัว......คือสิ่งที่เขาทุรนทุรายอยากได้ ....


...พ่อกับแม่...ที่เขาอยากให้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเหมือนเดิม....แต่ว่าสิ่งนั้นมันเป็นไปได้ยากที่จะทำให้มันเกิดขึ้น และตอนนี้จะมีก็แต่การชดเชยความรักที่ขาดหายไปจากพ่อและแม่ มาลงอยู่ที่จุนโนะสุเกะเพียงคนเดียว


....พี่ชายที่แสนดีคนนี้ จะต้องได้รับความรักจากเขาอย่างดี
จุนโนะต้องมีความสุขทุกอย่าง ....ไม่ว่าจะเป็นความสุขที่พี่ชายไขว่คว้าหามาเองหรือจะเป็นความสุขที่เขาจะหามาให้....ก็แล้วแต่


....เพราะจุนโนะคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขา......

******************************

to be continue

 

vol 4

 

***************************

........
เสียงครางระงมด้วยความหฤหรรษ์คลุกเคล้าไปพร้อมกับการโยกส่ายของร่างบางที่คร่อมทับร่างใหญ่ ลีลาการโยกคลึง สะบัดตัวไปมาทำให้คนที่อยู่ด้านล่างร้องครางหนักกว่าเดิม เหงื่อเม็ดใหญ่หลั่งไหลคละเคล้ากันไป แม้ว่าภายในห้องหรูจะเปิดแอร์เย็นฉ่ำก็ตาม
“อา....อ๊า......โท....โทโมะ.....อาาา.....” เสียงครวญยังคงดังต่อเนื่อง และเมื่อถึงขีดสุดของอารมณ์ ชายหนุ่มก็พลิกร่างขึ้นทาบทับ และเป็นฝ่ายบรรเลงพายุกระหน่ำใส่ร่างบางไม่ยั้ง
“อ๊ะ...ยูอิจิ.....อาาา....ไม่ไหวแล้ว.....แรงๆ ...ซิ...แรงอีก......” เสียงครางกระเส่าดังมาจากร่างบาง เขาขยับไหวสะโพกเข้ากับจังหวะกระแทกกระทั้นไม่หยุดหย่อน
เมื่อลมพายุหมุนวนจนมิอาจจะทนทาน ร่างสองร่างก็สะดุ้งเฮือกพร้อมกับการกระตุกเกร็งด้วยความหฤหรรษ์
“อ๋า..โทโมะ.....” ยูอิจิครางใส่ปากของคนร่างบาง จุมพิตลึกซึ้งดื่มด่ำ ขณะที่เขาถอนกายออกมา
“โฮ้ย......” ยูอิจินอนหอบหายใจระรวย ราวกับจะขาดใจ เขาพยายามปรับระดับอารมณ์ให้คงที่ ก่อนที่จะพลิกตัวมากอดร่างบางเอาไว้แนบแน่น
“อื้อ....ยูอิจิ” เสียงคนถูกกอดผะแผ่ว หอบสั่นไม่แพ้กัน ร่างเล็กบางหงายร่างขึ้น ซุกซบกับอกกว้างของชายหนุ่ม ใบหน้าหวานงดงามช้อนขึ้นมองหน้าหล่อของยูอิจิ นิ้วเรียวยาวแตะที่แก้มของชายหนุ่ม กดจนมันเป็นรอยบุ๋ม เสียงหัวเราะน้อยๆ ดังออกมาจากปากอิ่มสีสด
“ดีจัง...ยูเก่งจังเลย”
“เก่งที่ทำให้นายมีความสุขใช่มั้ย โทโมฮิสะ...” ยูอิจิงับนิ้วเรียวเบาๆ เขาผงกตัวขึ้น กอดโทโมะหลวมๆ และซุกไซร้คางที่เริ่มจะมีไรหนวดบางๆ เข้ากับซอกคอหอมกรุ่นของคู่นอน
“อื๊อ...จักจี้ออก” เสียงหัวเราะคิกคัก ร่างงามผวาขึ้นกอดคอเขา และเสนอริมฝีปากอวบให้เขาประทับลงไปแทน
“อีกแล้วหรือ โทโมะ...”
“จะเอาหรือเปล่าล่ะ” ร่างบางยิ้มยั่ว
“ไม่เอาก็บ้าแล้ว...” ยูอิจิพูดพร้อมกับฝังใบหน้าลงไปที่ซอกคอ จากนั้นก็บรรเลงบทเพลงรักอีกครั้งเป็นครั้งที่เท่าไร ทั้งสองไม่อยากจะจำ

................................

เมื่อยามเช้ามาเยือน มีเสียงโทรศัพท์ดังมาจากข้างที่นอน ยูอิจิงัวเงียเอื้อมมือรับ พอกรอกเสียงตอบรับ เขาก็หายง่วงเมื่อเสียงคุ้นหูดังมาทางปลายสาย
“จุนโนะสุเกะ......” ยูอิจิพึมพำออกมา เขาปรายตามองร่างที่นอนคุดคู้ที่เตียงของเขา
“ยูอิจิ....ใช่จริงๆ ด้วย เนี่ยกว่าจะหาเบอร์ได้แทบแย่แน่ะ....ยูเปลี่ยนเบอร์แล้วก็ไม่บอกผมด้วยน้า....” เสียงจุนโนะฟังดูกระตือรือร้นอยู่ที่ไหนสักที่ อาจจะยังอยู่ในโรงพยาบาลก็ได้ เขาฟังเสียงตัดพ้อต่อว่าอยู่สักครู่ จนได้คำตอบว่า เจ้าน้องชายตัวแสบนั่นเองที่เป็นคนให้เบอร์ใหม่เขาแก่จุนโนะ....
“เอ้อ...ผมยังไม่ว่าง” เขาบอกเมื่อจุนโนะถามสาเหตุที่เขาไม่มาเยี่ยมเลย
จุนโนะเงียบไปเป็นครู่ แล้วก็มีเสียงถอนหายใจยาวเหยียดลอดมาให้ได้ยิน
“คนที่ชื่อจิน...ญาติยูน่ะ บอกว่ากำลังติดต่อกับคู่กรณีเหรอฮะ?” จุนโนะถาม เขาตอบรับ
“แล้ว จุนโนะหายดีแล้วหรือ?”
มีเสียงหัวเราะจากจุนโนะ แล้วจุนโนะก็สาธยายสภาพตัวเองให้ยูอิจิฟัง น้ำเสียงร่าเริง ตบท้ายด้วยการบอกว่า
“วันนี้จะออกจากโรง'บาลแล้ว อยากให้ยูมารับง่ะ?” เขาอ้อน
“ไปไม่ได้หรอก จุนโนะ ขอโทษนะ ผมมีประชุมทั้งวันเลย”
“...................” จุนโนะเงียบกริบ ยูอิจิกลั้นใจฟังคำตอบ ในที่สุดเสียงปลายสายก็แว่วๆ มาว่า
“เวลาไหนก็ได้ฮะ...”
“ขอโทษจริงๆ จุนโนะ เอาไว้จะไปเยี่ยมที่ห้องก็แล้วกัน” ยูอิจิรีบตัดบท เมื่อคนที่นอนข้างกายเริ่มขยับเปลือกตา เขาพูดเสียงเบาลงอีกนิดว่า แล้วจะโทรฯ ไปหาเอง จุนโนะไม่ต้องติดต่อมาก็ได้ เพราะเขาจะปิดเครื่องทั้งวัน
“เพราะว่ามีประชุมง่ะ...แค่นี้ก่อนละกันนะ จุนโนะ เอ้อ...จินบอกอะไรนายหรือเปล่า”
“ฮะ..”
“ว่าไงมั่ง”
“บอกว่ายูส่งเขามาเทคแคร์ผม ไม่เอานะฮะ อยากให้เป็นยูมากกว่า” จุนโนะทำเสียงอ้อน ยูอิจิชายตามองโทโมฮิสะ ก็เห็นฝ่ายนั้นนอนมองเขาตาแป๋ว
“ขอโทษนะจุนโนะที่ทำให้ต้องบาดเจ็บ แต่ฉันกลับไม่ได้ไปคอยดูแล ไม่ว่างเลยจริงๆ”
เสียงหัวเราะของจุนโนะสุเกะคือการตอบรับ
“ไม่เป็นไรฮะ....ถ้ายูอิจิไม่ว่างก็ไม่เป็นไร” จุนโนะเสียงเริ่มอ่อย...จนยูอิจินึกละอายใจ
“ขอโทษจริงๆ จุนโนะ...แค่นี้ก่อนนะ ผมต้องรีบไปทำงานแต่เช้า”
“ฮะ...เอ้อ...ยู....รักนะฮะ.....” จุนโนะรีบพูดเพราะกลัวอีกฝ่ายจะวางหู
“เอ้อ...อื้อ..” ยูอิจิไม่ได้พูดตอบรับ เพราะอะไร เขาเองก็รู้อยู่แก่ใจ เมื่อปิดโทรศัพท์แล้ว โทโมะก็เป็นฝ่ายกระชากมือถือของเขามาจากมือ กดดูเบอร์คนโทรฯ มาหาเขาทันที
“ฮึ!! แฟนเก่าล่ะซิ...ไม่ได้บอกหรือไงว่านายมีคนรักใหม่แล้ว?” เสียงห้วนบ่งบอกถึงความเป็นคนเอาแต่ใจถามมา ใบหน้างามบึ้งตึงขึ้นมาทันที
ยูอิจิได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน เขาผลักร่างเล็กให้นอนราบกับเตียง เขากัดที่หัวไหล่โทโมะเบาๆ
“จินบอกว่าจะเป็นคนไปบอกให้”
“จะบอกหรือไม่บอก ฉันไม่แคร์หรอกนะ เพราะฉันมั่นใจว่า ฉันเอานายอยู่ และหมอนั่นน่ะจิ๊บจ๊อย ถ้ายูรับปากว่าจะไม่กลับไปหาเขาอีก ฉันก็ไม่แคร์หรอก” โทโมะกระซิบที่ริมหู แขนเรียวตวัดรอบคอของยูอิจิ เผยอตัวขึ้น ขณะที่ยูอิจิกระชากผ้าห่มคลุมกายออก เผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าของคนรักและของตัวเอง จากนั้นห้องเย็นฉ่ำก็ร้อนฉ่าขึ้นมาอีกครั้ง.....จากเพลิงพิศวาสของคนทั้งคู่

****************************

จุนโนะนั่งกอดอกอยู่บนเตียงคนไข้ ...ทำหน้าเมื่อยหลังจากวางโทรศัพท์ลง อุตส่าห์เค้นเบอร์โทรฯ มาจากจินได้แล้วเชียว แต่ก็ผิดหวังกลับมา ....ยูอิจิไม่ยอมมาจนแล้วจนรอด และที่สำคัญฝ่ายนั้นเป็นคนวางหูก่อนเขาด้วย ซึ่งยูอิจิไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเลย และน้ำเสียงก็ฟังดูห่างเหินอย่างไรชอบกล
เขาหันมาทางประตูห้องพัก เมื่อมันถูกเปิดออกหลังจากมีเสียงเคาะประตูสองสามครั้ง อะกานิชิ จินเยี่ยมหน้ามาดูเหตุการณ์ในห้องก่อน แล้วก็ยิ้มแห้งๆ เข้ามา
“เฮ้อ...นายอีกแล้ว” จุนโนะทำหน้าเบ้
“เป็นไง นายแบบรูปหล่อ ได้เวลาออกจากโรง'บาลหรือยัง?” จินถาม
“กำลังรอให้เขาคิดเงิน” จุนโนะตอบ
“คงไม่ต้องหรอก ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว”
“หือ?” จุนโนะชะงัก หันมามองจินเต็มๆ คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูงเป็นเชิงถาม
จินก็เลยแจงว่า เงินที่จ่ายไปน่ะ ยูอิจิให้มาจ่ายแทนให้
“เขาบอกว่า เขาเป็นคนพานายเกิดอุบัติเหตุ ก็เลยต้องรับผิดชอบ”
“เมื่อกี้โทรฯ ไปหาแล้วล่ะ เขาไม่มาจริงๆ ด้วย ไม่ว่าง วันนี้มีประชุม”
“อ๋อ เหรอ....” จินร้องคราง พลางทำท่าคิด ประชุมทั้งปีง่ะแหล่ะ...ญาติกรู
“แล้วก็เชื่อล่ะซิ เราน่ะ?” เขาหันมาถามจุนโนะ
“เชื่อซิ ไม่เชื่อคนรักแล้วจะไปเชื่อหมาที่ไหนล่ะ”
“อ้าว...นี่ว่าฉันเป็นหมาหรือไง?” จินยืนหน้าบึ้ง
“เปล่าว่าซะหน่อย โอยย...” จุนโนะทำท่าจะลงจากเตียง แต่ก็ขัดๆ เต็มที ใบหน้าเหยเกขณะที่ช่วยตัวเองอย่างทุลักทุเล จนจินอดใจไม่ไหว เขาตรงรี่เข้าประคอง รู้สึกถึงแรงฝืนจากร่างบาง จนเขาต้องเอ็ดเบาๆ
“อย่าเกร็งซิ เจ็บไม่รู้นะ”
“ไม่ต้องกอดแรงก็ได้นี่” จุนโนะแหงะหน้ามามองค้อน เมื่อจินกระชับร่างของเขาแน่นเกินกว่าเหตุ
จินย่นจมูกใส่ พึมพำว่า
“อยากกอดนักนี่ ตัวก็แห้ง หล่อก็ไม่หล่อ เป็นนายแบบขี้ก้างชัดๆ เลยนายเนี่ย”
“เชอะ!!” จุนโนะทำเสียงขึ้นจมูก ค้อนจินตาคว่ำอีกรอบ
จินมองแล้วก็แอบไปยิ้มทางอื่น เนื้อตัวของคนในอ้อมแขนนวลเนียนนุ่มมือชะมัดยาดเลย เป็นนายแบบนี่มันคงดูแลผิวพรรณอย่างดีล่ะซิ หน้าตาผิวนวลออกจะขนาดนี้ เนียนไม่เนียนเปล่าแถมหอมอีกต่างหาก....แก้มใสที่เห็นอยู่ใกล้ๆ นี่ น่าจูบจริงๆ เห็นแล้วนึกอิจฉายูอิจิเป็นบ้าเลย ไม่รู้ว่าจะได้แตะต้องสัมผัสความอ่อนนุ่มจากจุนโนะกี่ครั้งแล้ว......
พอจุนโนะลงมานั่งบนรถเข็นเรียบร้อยแล้ว จินทำท่าจะเข็นรถ แต่แล้วประตูบานเดิมก็เปิดออกกว้าง ร่างของหนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามา ส่งสายตายิ้มแย้มให้จุนโนะ แต่ก็ยังไม่วายมีแววสงสัยเมื่อมองหน้าของจิน
“หือ?..” เขาเลิกคิ้ว ขณะมองหน้าจิน
“ญาติยูอิจิ” จุนโนะแนะนำสั้นๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้
“อ๋อเหรอ...ผมคาซึยะฮะ น้องพี่จุนโนะ” คาซึยะยิ้มให้จิน ดูจะถูกชะตามากกว่ายูอิจิเสียอีกแน่ะ เขามองจินอย่างพิจารณา ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่หลังรถเข็นของจุนโนะดูเข้ากันได้ดีกับพี่ชายของเขา ...ความรู้สึกวูบแรกกับการที่ได้เห็นภาพนี้ มันทำให้เขาเกิดความอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด......คู่นี้สมกันดีจัง....เขาอดคิดไม่ได้
เสียงจินแนะนำตัวเองพร้อมกับก้มหัวให้
“อะกานิชิ จินครับ งั้นคุณคงเป็นน้องจุนโนะสุเกะซินะ”
คาซึยะพยักหน้า เขาขอเป็นคนเข็นรถจุนโนะเอง ....จินก็เลยต้องถอยออกมา เขายืนมองไปรอบๆ ห้อง เห็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของจุนโนะวางอยู่ข้างเตียง
.... ในเมื่อคาซึยะเป็นคนเข็นรถคนป่วย
.....งั้นเขาก็ต้องเป็นคนยกกระเป๋าซินะ...
.....เออ ดีว้อย....เป็นคนคอยเทคแคร์ในความหมายของสองพี่น้องนี่ก็คือ
....เจเนรัลเบ๊...ดีๆ นี่เอง

******************************

“วันนี้ไม่ทำงานหรือไง คาซึจัง?” จุนโนะถามขณะอยู่ด้วยกันในรถของจิน
“ขอหยุดครึ่งวัน เจ้านายผมเขาใจดีหรอก”
“อย่าหยุดบ่อยล่ะเรา....เดี๋ยวพี่กลับไปทำงานได้แล้ว ค่อยมาคุยเรื่องเรียนของนายต่อ”
“รักษาตัวให้หายก่่อนจะดีกว่านะ ขายังเข้าเฝือกอยู่เลยจะทำงานได้ไง?” คาซึยะพยักหน้าไปทางขาด้านซ้ายของพี่ชาย
“เออน่า......เดือนหน้าก็เอาเฝือกออกได้แล้วล่ะ”
“ว่าไงนะ?? เดือนหน้า??!!” จินอุทานอยู่หลังพวงมาลัย เขาปรับกระจกมองหลัง ให้ส่องไปที่หน้าของจุนโนะเต็มๆ
“ทำไมล่ะครับ คุณอะกานิชิ จิน”
“ก็ไม่ไงง่ะ หมายความว่าฉันก็ต้องคอยเทคแคร์นายจนกว่าจะหาย และนายบอกว่าอีกตั้งเดือน ..โฮ้ย....” จินครางเสียงอ่อยราวกับจะขาดใจ
“ใครใช้ให้มาวอแวด้วยล่ะครับคุณจิน” คาซึยะอดใจไม่ไหวถามขึ้นจนได้ นึกสงสัยเหมือนกันว่าเจ้าหล่อคนนี้มารู้จักกับพี่ชายเขาได้ไง
“ก็พี่ยูขอให้มาช่วย....”
“ผมก็อยู่ดูแลพี่ชายผมได้ คุณคงไม่จำเป็นมังครับ”
“แหมหวงด้วยเหรอพี่นายน่ะ”
“ไม่หวงแต่ห่วง....กลัวใครไม่รู้มันหลอกเอา”
จินสะดุ้งเฮือก นี่เขาไม่ได้หลอกนะ คนที่หลอกงาบจุนโนะแล้วทิ้งน่ะ โน่น นากามารุ ยูอิจิต่างหากล่ะว้อย....
..เอ....แล้วคบกับยูอิจิจนป่านนี้ นายคนนี้จะเสร็จพี่ยูของเขาหรือยังหว่า
...อยากรู้จัง จุนโนะโดนงาบไปหรือยัง....เหอ...เหอ....ต้องถามให้รู้แน่ ....แต่ถามยูอิจิดีกว่า ถามเจ้าตัวได้ที่ไหน
มิโดนขาเฝือกฟาดกบาลก็ไม่เรียกว่าจุนโนะสุเกะแล้วล่ะ
“และฉันจะอยากรู้ทำไมว่านายโดนงาบแล้วหรือยัง?” จินเผลอพึมพำออกมา ทั้งสองพี่น้องมองหน้ากัน แล้วก็ยื่นหน้ามาถามว่า
“เมื่อกี้ว่าไงนะ?”
“เปล่าครับเปล่า....เอ้อ...อพาร์ตเมนต์อยู่ไหนบอกด้วยนะคร้าบบ....” จินร้องถามเสียงดัง .....วันนี้เหมือนคนขับรถเลยว้อย เพราะเจ้าสองพี่น้องนั่งเบาะหลัง คุยกันสนุกสนาน .........
...และในที่สุดเขาก็ขึ้นมาถึงชั้น 20 ของตึกสวย ที่อยู่ของนายแบบรูปงามอย่างจุนโนะจนได้ .......และคงจะไม่ได้มาครั้งเดียว แต่หลายครั้งเลยละมังนับต่อจากนี้ไป......

**************************************

รถเบนซ์คันหรูขับฉวัดเฉวียนเฉี่ยวดอกไม้ต้นไม้ไปตลอดทางเข้าบ้าน จนถึงหน้าตึกใหญ่ทรงยุโรปสีขาวสง่า ทันทีที่จอดรถ หนุ่มน้อยหน้าหวานก็โยนกุญแจให้คนขับรถของบ้านที่วิ่งมารับหน้าทันที
“เอาไปเก็บเลยนะ ฉันไม่ไปไหนแล้ว”
“ครับคุณโทโมะ”
โทโมะพยักหน้า ปรายตามองรถปอร์ตสีแดงเพลิงอีกคันที่จอดอยู่หน้าตึก
เขาก้าวฉับๆ เข้าไปภายในบ้าน กำลังจะขึ้นบันไดอยู่แล้วเชียว แต่แล้วสายตาของเขาก็เห็นร่างบอบบางไม่แพ้กัน กำลังนั่งพลิกหนังสือเล่มหนาอยู่ที่ห้องโถง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏที่มุมปาก เมื่อก้าวไปหาหนุ่มน้อยที่มีหน้าตาไม่ผิดจากตนเท่าไรนัก
“โฮ้ย....เพลียชะมัดเตี่ยเลย...” โทโมะโอดครวญ ทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟา ทำให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ....
“ไปทำอะไรมา บ้านช่องไม่ยอมกลับหลายวัน” คนที่จับตามองอยู่แล้วเอ่ยถามขึ้น โทโมะมองหน้าคนพูดแล้วก็ยื้มเป็นนัยๆ
“ก็แฟนฉันเขามาพักฟื้นที่บ้าน พอดีมันว่างก็เลยไปสนองตัณหาซะหน่อย ...อึดเป็นบ้าเลยยูอิจิเนี่ย....” พูดหน้าตาเฉยเล่นเอาคนฟังหน้าร้อนซู่ บทจะพูดอะไรออกมา โทโมะก็ไม่ประหยัดคำพูดเอาซะเลย เขาเอนศีรษะกับพนักเก้าอี้ พลางกระดิกขามองหนุ่มน้อยที่นั่งมองเขาตาแป๋ว ดวงตากลมโตใสแจ๋วที่เหมือนกับดวงตาของเขาดูมีแววตำหนิกรายๆ หน้าตาที่เหมือนกันมองมาแบบนั้น เขาไม่ชอบมองเลย เหมือนส่องกระจกเห็นตัวเองยังไงยังงั้น
“ว่าไงยามะพี... ไม่ไปหาคุณปู่หรือไงวันนี้?” โทโมะถาม
“ไม่ง่ะ....คุณปู่มีคนคอยอยู่เป็นเพื่อนแล้วนี่” ตอบพลางทำแก้มตุ่ย
“นายก็เลยโดนเด้งมางั้นซิ”
“แล้วนายล่ะ ทำไมไม่ไปหาคุณปู่บ้าง” ยามะพีถามกลับ
อีกฝ่ายทำหน้าเบ้
“ฉันไม่ใช่หลานคนโปรดนี่หว่า...ไม่อยากไปด้วย เบื่อคนแก่...แล้วอีกอย่างคุณปู่ก็ไม่ได้ถามถึงฉันเลยละมั้ง?”
“ก็ใช่ ...แต่ว่าไปให้เห็นหน้าหน่อยก็ดี........” ยามะลากเสียง
“ไม่ง่ะ ก็ไหนบอกว่ามีคนอยู่เป็นเพื่อนแล้วนี่....ใครง่ะ? ลูกจ้างคนใหม่หรือไง ยามะพี”
“อือ...ชื่อคาซึจัง...เอ้อ...คาซึยะ ....ทางุจิ คาซึยะ” เสียงตอบเรื่อยๆ เฉื่อย แต่แววตาระยิบนักหนายามเอ่ยชื่อนั้นออกมา
“อือ....ทางุจิเหรอ...เอ....คุ้นๆ แหะ นามสกุลเดียวกับแฟนเก่าของแฟนฉันเลยง่ะ” โทโมะบอกหน้าตาเฉย ส่วนอีกคนวางหนังสือลงทำตาโตเข้าใส่
“จุนโนะสุเกะ ใช่เปล่า?” ยามะพีถามตรงๆ เมื่อคู่แฝดพยักหน้าแบบไม่ใส่ใจนัก เขาก็แอบทำหน้าเบ้
“นายไปแย่งเขามาอีกล่ะซิ แย่งมาได้ไงฟะ...รายนั้นน่ะนายแบบดังเลยนะนั่นน่ะ”
โทโมะได้ฟังก็ยิ้มมุมปาก เขายักไหล่แบมือหรา
“ก็งั้นๆ ...โทโมะซะอย่าง...จะเอาอะไรแล้วต้องเอาให้ได้... ยูอิจิแย่งมาง่ายจะตาย ใช้เสน่ห์นิดหน่อยก็เรียบร้อย ยิ่งตอนนี้กำลังหลงฉันอย่างกับอะไรดี” โทโมะพูดอย่างภูมิอกภูมิใจ
“อือ....ฉันคงทำอย่างนายไม่ได้แน่ๆ” ยามะพีพูดเสียงเยาะ ไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับคนพูดสักนิด
“ก็ลองดูเด่ะ ยังไงเราก็น่าจะเหมือนกัน เราฝาแฝดกันนี่เนาะ อะไรๆ ก็เหมือนกัน เสน่ห์ที่มีกับตัวก็น่าจะคล้ายกัน” โทโมะแนะ แต่อีกคนกลับส่ายหน้า ยามะพีคว้าหนังสือที่อ่านมาถือไว้ พูดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
“บางอย่างที่เหมือนกันก็ไม่ได้หมายความจะเอามันออกมาใช้ในทางเดียวกันหรอกนะ โทโมะ...ขอให้นายโชคดีในเรื่องของการแย่งแฟนชาวบ้านก็แล้วกัน”
“อ้าว...พูดกันดีๆ กัดกันซะล่ะ แล้วนี่จะไปไหนล่ะ?”
“ไปหาคุณปู่”
“โธ่เอ๊ย.....ไปเสนอหน้าอีกจนได้ ไหนว่าจะไม่ไปไง?” เสียงพูดติดจะเยาะๆ ทำให้ยามะพีหูร้อน เขาไม่ได้ตอบโต้อะไร ฉวยกุญแจรถของตัวเองได้ก็เดินไม่เหลียวหลัง......

******************

เสียงหัวเราะของคนสองคนดังก้องไปทั่วห้อง ทำให้ร่างบางชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าประตูอยู่ตรงนั้น ดวงตากลมโตแอบมองเข้าไป เห็นคนเป็นปู่กับลูกจ้างคนใหม่กำลังอ่านหนังสือตลกขำขันกันละมัง เสียงหัวเราะมันถึงได้ออกจากดังลั่นขนาดนั้น
ดวงหน้ายิ้มแป้นของหนุ่มหน้าขาวที่ยามะพีเห็นว่ามีเสน่ห์เหลือรับนั้นเหลือบมองเขาเพียงชั่วแว่บ ซึ่งก็ทำให้เขาหลบไม่ทัน ยามะพีทำหน้าเจื่อนๆ แล้วก็เข้ามาร่วมวงด้วย
“หวัดดีฮะ คุณปู่” หนุ่มน้อยโอบกอดชายชราจากทางด้านหลัง บรรจงจูบแก้มอันเหี่ยวย่นนั้นแรงๆ
“วันนี้ยามะจังมาเร็วนะ ทุกทีก็เย็นค่ำไปแล้ว”
“ก็มันว่างนี่ฮะ อีกตั้งนานกว่ามหา'ลัยจะเปิด” ยามะพีนั่งลงตรงข้ามคุณปู่ ปรายตามองหนังสือที่อยู่ในมือของคาซึยะ ก็แค่หนังสือโคลงกลอนธรรมดา ทำไมต้องหัวเราะกันด้วยนะ
“อ่านอะไรง่ะ?” เขาถามคาเมะ แต่สายตามองหน้าคุณปู่
“โคลงไฮกุครับ”
“ยี้...” เสียงล้อเลียนไม่จริงจังนักดังออกมาทันที คุณปู่หัวเราะหึๆ บอกว่าเข้าใจวัยรุ่นสมัยนี้ดีทีเดียว
“ไหนจะสนุกเท่ากับทำนองฮิปฮอปได้ล่ะ ไอ้หลานตัวดี” คุณปู่เอื้อมมาตบศีรษะยามะพีเบาๆ
“เอ๊.......คุณปู่รู้จักฮิปฮอปด้วยอ่ะ?” ยามะทำตาโต
“ก็คาซึจังเขาเอามาเล่าให้ฟัง ปู่ก็ไม่เคยฟัง บอกให้เขาร้อง เขาก็ไม่ยอม ...ยามะจะร้องให้คนแก่ฟังได้มั้ยล่ะ”
“โห้ย....ง่ายจะตาย อะฮึ่ม...โย่...โย่.....” เสียงดังลั่นของหลานชายร้องเป็นเสียงจังหวะแร๊ฟ แถมพอเริ่มไปได้หน่อย เขาก็กางมือประกอบ นี่ถ้าเต้นได้ก็คงจะโย่ เต้นไปแล้ว
คุณปู่นั่งอมยิ้ม ส่วนคาซึยะก็หันไปกลั้นหัวเราะทางอื่น พอไม่ไหวจริงๆ ทั้งคุณปู่และเขาก็ปล่อยก๊ากออกมา ยามะพีหยุดร้องทันที
“ทำไมง่ะ...หัวเราะอะไรฮะ” คนร้องถาม พร้อมกับเท้าเอว
“เสียงเหมือน.....เหมือนอะไรดีล่ะ คาซึจัง” คุณปู่หันมาถาม คาซึยะมองหน้าหวานที่เริ่มจะบึ้งของหลานชายเจ้านายแล้วก็ยิ้มกว้าง บอกกับผู้สูงวัยกว่าว่า
“เสียงเหมือนเป็ดออกไข่”
“อ๊ะ?...ไอ้บ้านี่...” ยามะเดินมาซัดเพียะที่ไหล่ของคาซึยะ แล้วก็หันไปกอดอก ทำปากยื่นอย่างไม่สบอารมณ์
“เอาแล้วไง มาตีผมได้ไง?” คาซึยะคลำแขนตัวเองป้อยๆ
“เชอะ...เสียงนายดีนักนี่”
“ผมไม่ชอบร้องเพลงหรอก...ถ้าเสียงเหมือนเป็ดแบบนี้จะไม่ร้องเด็ดขาด”
“เอ๊ะ ...นายคาซึยะ!!” ยามะพีเตรียมหันมาซัดอีกเพี้ยะ แต่ว่าสบสายตากับคุณปู่ เขาก็ลดมือลง เดินกระแทกส้นออกไปนอกห้อง
“จะไปไหนล่ะยามะพี...” คุณปู่ร้องถาม
“ไปหาอะไรกินฮะ หิว.........ป้าซาจิโกะจ๋า....” ยามะพีส่งเสียงร้องหาคนครัวให้วุ่นไปหมด โดยที่ไม่รู้ว่าวันนี้ป้าซาจิโกะของเขาขอลาหยุดหนึ่งวัน
“ไปดูทีซิ ...คงไม่รู้มั้งว่าไม่มีใครอยู่บ้านแล้วน่ะ” คุณยามะชิตะบอกคาซึยะ
“ครับท่าน...” ร่างเล็กของคาซึยะเดินจ้ำอ้าวตามร่างของคุณหนูเสียงเป็ดไปทันที ....
เห็นยามะพียืนหันซ้ายหันขวาอยู่ภายในห้องครัว เขาก็แอบมองอยู่เงียบๆ ตรงประตู ร่างโปร่งบางยืนเกาหัวแกรกๆ อยู่ตามลำพัง เปิดดูตู้โน้นตู้นี้ให้วุ่นไปหมด ลงท้ายก็เปิดประตูตู้เย็นออกกว้าง คว้าไข่มาได้สองฟองก็เอามาวางไว้ในซิงค์ล้างชาม
“อะแฮ้ม!! ต้องการตัวช่วยมั้ยครับ?” คาซึยะปรากฏกายทางเบื้องหลัง
ยามะพีสะดุ้งเฮือกพอหันมาก็พบกับลูกจ้างของคุณปู่ยืนอยู่ซะแทบจะตัวติดกัน
“เอ้อ......” ยามะอึกอัก ใกล้กันเกินไปแล้ว เจ้าหน้าคมคนนี้มองเขาด้วยประกายตาวิบวับ ชวนให้ใจเต้นกระหน่ำ
“จ...เจียวไข่ให้หน่อยซิ” เสียงเล็กๆ สั่งออกมา คาซึยะรับคำสั่ง เขาเดินปัดไหล่ยามะพีไปทำหน้าที่นั้น โดยมีสายตาของเจ้านายหน้าหวานมองตามหลังตลอด

ร่างเล็กๆ ทำงานอย่างคล่องแคล่ว เสียงตีไข่ในชามฟังราวกับชามไข่จะแตก ยามะพีมองแล้วก็แอบอมยิ้มแก้มตุ่ย เขานั่งเท้าคางมองเพลินเลยล่ะ มาสะดุ้งเอาก็ตอนที่จู่ๆ คนตีไข่ก็หันขวับมามองราวกับจะมีตาหลัง และรู้ว่ามีเขาจับตามองอยู่
“คล่องดีนะ ถ้าจะทำบ่อยล่ะซิ” เขาพูดแก้เขิน มือชี้ไปที่ชามไข่เจียว
คาซึยะยักไหล่ หันกลับไปตั้งกระทะ
“ทำให้พี่ชายบ่อย”
“พี่ชายที่ใช่นายแบบ จุนโนะสุเกะหรือเปล่า?”
“หือ...รู้จักด้วยเหรอคุณน่ะ”
“แหม...นายแบบออกจะดังไม่รู้ก็แย่แล้ว....ว่าแต่ใช่เปล่า?” ยามะพีถามซ้ำ สูดกลิ่นหอมของไข่เจียวเข้าไปเต็มๆ ท้องเริ่มร้องโครกคราก ดังพอที่คาซึยะจะหันมาทำตาโต
“หิวจริงๆ ด้วยซิคุณยามะพี”
อีกฝ่ายหัวเราะคิก เมื่อคาซึยะยกไข่เจียวมาเสิร์ฟ มันเหลืองฟูน่ากิน จนท้องของยามะพีร้องเป็นครั้งที่สอง หนุ่มน้อยเหลือบตามองคาซึยะอย่างกระดาก เห็นฝ่ายนั้นอมยิ้มมองอยู่ก็หลบตาวูบ
“เชิญทานได้เลยครับ นี่ผมแถมเบคอนให้อีกสองชิ้นนะครับเนี่ย” คาซึยะไม่พูดเปล่า เขาจัดแจงหาน้ำมาเสิร์ฟรวมถึงแอ้ปเปิ้ลสีแดงแจ๊ดมาจัดวางไว้ด้วย ยามะพีเริ่มลงมือทานโดยที่ลืมคำถามเรื่องพี่ชายของคาซึยะเสียสนิท

คาซึยะทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ ร่างของหลานชายเจ้านาย มองร่างบางกินอย่างเพลิดเพลิน เขามองแล้วก็ยิ้มกว้าง ดูถ้าฝีมือของเขาจะถูกปากคุณหนูคนนี้ซะละมัง ถึงได้กินเอากินเอาแบบนั้น ....และในที่สุด ยามะพีก็ผลักจานไปข้างหน้า
“ฮ้า...อิ่มล่ะ....ยอดเยี่ยมจริงๆ เลยนะนายเนี่ย เป็นกุ๊กได้สบาย...”
“กุ๊กไข่เจียวง่ะนะ” คาซึยะหัวเราะ ยามะพีก็พลอยหัวเราะไปด้วย เขาหยิบแอ้ปเปิ้ลมากัดกร้วมๆ น้ำจากผลไม้ย้อยหยดถึงปลายคาง ยังไม่ทันจะหาผ้าเช็ด ปลายคางฉ่ำน้ำแอ้ปเปิ้ลก็ถูกมือหนึ่งเชยขึ้น นิ้วมือเรียวของคาซึยะไล้มันออกอย่างเบามือ
จากนั้นมือของเขาเคลื่อนไหวช้าๆ มาสัมผัสที่ริมฝีปากของตัวเอง ไล้เลียนิ้วมือที่เปื้อนน้ำผลไม้นั่น ขณะที่ดวงตาเรียวหลุบมองริมฝีปากเย้ายวนของยามะพี ....กลีบปากชุ่มชื้นของหนุ่มน้อยตาโตคนนี้เร้าใจให้สัมผัส และเขาก็ไม่รีรอจะแตะปลายนิ้วลูบไล้อย่างอ่อนโยน ลมหายใจของยามะพีสะดุด เขาเผยอริมฝีปากออกราวกับต้องมนต์สะกด ดวงตาจับจ้องที่ตาคมของคาซึยะ
“จะ...จะทำอะไรฉัน” เสียงกระท่อนกระแท่นเป็นของยามะพี ลมหายใจติดขัดที่ลำคอ ความวาบหวามบังเกิดขึ้นจนยากที่จะดับได้ เขาหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้คาซึยะลูบไล้ริมฝีปากต่อไปเรื่อยๆ

.......ตุ๊บ........

ลูกแอ้ปเปิ้ลที่กัดอยู่เมื่อครู่หล่นกลิ้งหายเข้าไปใต้โต๊ะกินข้าว
ลมหายใจอบอุ่นของคาซึยะกรุ่นที่ข้างใบหู เสียงเซ็กซี่กระซิบเสียงพร่าว่า
“ผมไม่ได้ทำอะไรคุณหนูยามะพีสักหน่อย...แค่เช็ดน้ำแอ้ปเปิ้ลออกให้เท่านั้นเอง”
ยามะพีลืมตาขึ้นช้าๆ เห็นใบหน้าของคาซึยะถอยห่างไปแล้ว รู้สึกเสียดายขึ้นมา ...ความห่างเหินค่อยกลับคืนมาทันที เช่นเดียวกับวันแรกที่ได้เจอ....
...นึกว่าจะโดนจูบซะอีก....
วูบหนึ่งที่ยามะพีเกิดความเสียดายขึ้นมาลึกๆ ริมฝีปากอิ่มยื่นออกมาเพราะไม่สบอารมณ์ มองคาซึยะเก็บชามไปล้างเงียบๆ ...สักพักเขาจึงเดินกระแทกไหล่ลูกจ้างรูปหล่อออกไปนอกห้องครัว ไม่ทันได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ ของคาซึยะลอยตามหลังมาเบาๆ......

**********************************

จุนโนะนั่งห่อตัวอยู่ในเสื้อคลุมอาบน้ำตัวยาวเพียงตัวเดียว เขาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างห้อง มองออกไปเห็นอ่าวโตเกียวคึกคักเมื่อมีผู้คนเดินกันขวักไขว่ ราวกับมดงานตัวเล็กๆ
เมื่อกี้นี้ ยาระผู้จัดการของบริษัทเอเจนซี่แวะมาเยี่ยมเยียน เอาตารางมาปรึกษากันดู พอเห็นขาเข้าเฝือกของจุนโนะสุเกะ ยาระก็ขีดรายการพรีเซนเตอร์กางเกงยีนส์ยี่ห้อดังออกทันที จากนั้นก็ฆ่ารายการโลชั่นกันแดดออกอีกหนึ่งรายการ
“เหลืออะไรมั่งล่ะฮะเนี่ย” จุนโนะยื่นหน้ามาถาม
“โค้ก...... อันนี้คงได้ ถ่ายแค่ครึ่งตัว.. แต่ว่า ไหนๆ ดูขมับหน่อยซิ...เฮ้อ...ยังมีรอยแผลอยู่เลย” ยาระถอนหายใจเฮือก ส่ายหน้าดิกๆ
“จะแคนเซิลหมดเลยก็ได้นะ” จุนโนะพูดประชด
“เฮ้ย...ไม่ได้ เดี๋ยวก็หมดงานกันพอดี เอางี้ เอาโค้กนี่แหล่ะ เดี๋ยวพี่จะติดต่อเอเยนต์เอง....นายพักผ่อนก็แล้วกัน เมื่อรืนค่อยว่ากัน...นะ..พักก่อนนะ...”
ว่าแล้วยาระก็จากไปพร้อมกับหอบเอกสารสคริปต์คร่าวๆ ของโฆษณามาวางไว้เกลื่อนโต๊ะ
.......................................

จุนโนะหันกลับจากนอกหน้าต่างมาพิจารณาดูงานแต่ละชิ้นที่วางอยู่บนโต๊ะ ทั้งที่แคนเซิลไปแล้ว และกำลังจะแคนเซิล มีอยู่รายการหนึ่งที่เขาเห็นแล้วต้องหัวเราะหึๆ

......ถ่ายนู๊ด....

อันนี้มีรอยที่ยาระฆ่าทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว แถมมีเขียนด่าเอาไว้อีกแน่ะ.....
ถึงผู้จัดการไม่ฆ่าทิ้ง เขาเองนั่นแหล่ะจะเป็นคนเอามันไปหย่อนลงถังขยะเอง
จุนโนะนั่งอยู่ได้สักพัก ก็มีแขกที่ไม่ได้เชิญมาเสนอหน้า เยี่ยมๆ มองๆ อยู่หน้าประตู ลีลาการเคาะประตูสองครั้งทำให้จุนโนะชิน ....อะกานิชิ จิน คนเดียวที่เคาะประตูแบบนี้
“เชิญครับ” จุนโนะร้องตะโกน เขากดรีโมทประตูออก
จินก้าวเข้ามาทันที ใบหน้าแจ่มใสยิ้มเยือนมาแต่ไกล
“ไฮ...เป็นไงมั่งวันนี้” เขาทัก มองร่างโปร่งบางนั่งทอดอารมณ์อยู่ข้างหน้าต่าง ลำแสงอ่อนๆ จากแดดยามเช้าลูบไล้ผิวกายของจุนโนะดูผ่องใสยิ่งนัก
.......โดนแสงแดดจุมพิตแต่เช้าเชียว...ภาพงดงามตรงหน้าทำให้เขานึกอยากเป็นตากล้องขึ้นมาซะงั้น....
จินนึกถึงวิชาเลือกที่เคยเรียนในมหา'ลัย ....ไม่ได้ถ่ายภาพมานานเท่าไรแล้วเนี่ย....

xxxx....ไอ้หมอนี่มันเกิดมาเพื่อเป็นนายแบบจริงๆ ด้วยซิ... ดูเอาเถอะขนาดนั่งเฉยๆ มีแต่ผ้าคลุมผืนเดียวมันก็ยังดูเท่....เร้าใจเป็นบ้าเลย.....xxxx

จินถอนสายตาจากจุนโนะอย่างยากลำบาก ไม่ทันได้ยินเสียงจุนโนะเรียกให้ดื่มกาแฟ
“หา...ว่าอะไรนะ?” เขาสะดุ้ง
“ผมบอกว่าให้หากาแฟกินเองนะ ลุกไปบริการไม่ไหว” จุนโนะว่า
“แล้วนายล่ะ”
“นั่นแหล่ะ ผมบอกให้คุณไปชงกาแฟเอง แล้วก็...เอ้อ...ช่วยชงมาเผื่อผมด้วย”
จินเกาหัวแกรกๆ
เอาแล้วไง พอเริ่มมาอยู่ในที่ของตัวเอง จุนโนะสุเกะก็เริ่มให้เขารับบท ...เจเนรัลเบ๊ ซะแล้ว
พอจินเริ่มลงมือชงกาแฟ เสียงโอดครวญของหนุ่มน้อยยอดนายแบบก็ดังมาอีกว่า....ชักจะหิวขึ้นมาแล้ว.... จินก็เลยหันรีหันขวางอยู่ที่ห้องครัว
จุนโนะได้ยินเสียงน้ำมันเดือดฉี่ๆ ดังออกมาจากในครัวเล็กๆ นั่น พร้อมกับกลิ่นอาหารหอมฉุนโชยมาปะทะจมูก....เขาจิบกาแฟรสกลมกล่อมที่จินนำมาเสิร์ฟ พลางมองลงไปที่โตเกียวเบย์อีกครั้งหนึ่ง เห็นคลื่นราบเรียบของน้ำทะเลแล้วนึกอยากจะกระโจนลงน้ำทะเลซะเดี๋ยวนั้น นึกรำคาญตัวเองขึ้นมาที่ยังมีขาเฝือกเป็นพันธนาการอยู่เช่นนี้.....

แสงแดดอุ่นๆ ที่ส่องลอดผ่านผนังกระจกบานใสทำให้เขารู้สึกอบอุ่น ใบหน้าสวยงามแหงนรับกับแดดอ่อนๆ เต็มที่ ดวงตาเรียวรีปิดสนิทดื่มด่ำกับสภาพธรรมชาติเช่นนี้ ทำให้จินที่ถือถาดอาหารเข้ามาต้องหยุดชะงักกับภาพสวยงามตรงหน้า
.......ให้ตายเถอะ ภาพของจุนโนะขณะนี้ ทำให้เขานึกถึงภาพวาดของจิตรกรฝีมือดี......
......เรือนร่างโปร่งเพรียวที่ห่อหุ้มตัวด้วยผ้าคลุมอาบน้ำสีขาวงดงามราวกับภาพวาด.....
.....สดใสราวกับน้ำค้างยามเช้า....
.....และผุดผ่องราวกับเกล็ดหิมะในฤดูหนาว....
....นี่แหล่ะ คือสิ่งที่เขามองหนุ่มน้อยตรงหน้า......ไม่เข้าใจเลยว่า
....ยูอิจิจะสลัดเด็กหนุ่มคนนี้ทิ้งได้อย่างไร...

“มองอะไรมิทราบ?” เสียงของจุนโนะเตือนสติให้เขากลับสู่ความเป็นจริง ดวงหน้าที่สวยงามเมื่อกี้มุ่ยตุ้ย เมื่อรู้ว่าถูกจ้องเอาตรงๆ
จินยิ้มเจื่อนๆ ขณะวางถาดอาหารสำหรับสองที่ตรงหน้า
“มองคนกำลังถูกแฟนทิ้ง!!” จินพูดหน้าตาเฉย ทำให้จุนโนะชะงักกึก เขาทิ้งส้อมลงกับจานเสียงดัง
“ว่าไงนะ...นี่ยังไม่เลิกอำผมอีกเหรอ จะให้อาหารมื้อเช้ากร่อยรึไง คุณอะกานิชิ จิน!!??”
“ก็แค่พูดความจริง...” พูดเสียงอ่อย
“ฮึ!! ไม่มีวันถูกทิ้งหรอก ผมน่ะ”
“แล้วถ้าถูกทิ้งล่ะ จะเอายังไง?” จินถามกลับ
จุนโนะมองหน้าจินเขม็ง เขาหยิบแฟ้มงานถ่ายนู๊ดมาโยนตรงหน้าจิน แล้วพูดเสียงดังฟังชัดว่า
“ถ้าผมถูกแฟนทิ้ง จะถ่ายนู๊ดให้ดู!!”
“ห่ะ??” จินสะดุ้งเฮือก...มองจุนโนะด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง เขามองแฟ้มตรงหน้าแล้วก็อยากจะร้องวู้ๆ ดังๆ จุนโนะสุเกะคนนี้ดูจะมั่นใจในตัวเองมากจนลืมนึกถึงเรื่องแห่งความเป็นจริง เขามองหน้าหวานตรงหน้าแล้วก็ยืนขึ้นช้าๆ สายตาซอกแซกกวาดทั่วร่างที่อยู่ใต้ชุดเสื้อคลุม มองจนแทบจะทะลุให้เข้าไปถึงเนื้อใน
“ถ้านายจะถ่ายนู๊ดจริง ฉันขอเป็นตากล้องก็แล้วกัน ตกลงมั้ย จุนโนะสุเกะ?”
“เฮอะ!! นึกเหรอว่าจะได้ถ่าย...เชอะ...เอาไว้ให้ฉันโดนทิ้งจริงๆ ซะก่อนแล้วค่อยมาทวงสัญญา...ซึ่งก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะงั้นนายไม่ได้เห็นขาอ่อนของฉันหรอก”
คนพูดๆ ราวกับไม่ใส่ใจ เขายังคงนั่งจิบกาแฟพร้อมกับตักอาหารเข้าปากอย่างไม่สะทกสะท้านกับชะตากรรมที่ล่อแหลมของตัวเอง จินนั่งลงมองเขาด้วยสายตาที่หรี่ปรือ.....
....ทำไมพวกดารานี่มันชอบสลัดผ้าทิ้งเวลาอกหักเกือบทุกคนเลยละฟะ....
....จะได้เห็นจุนโนะแก้ผ้าก็คราวนี้แหล่ะวะ.....เป็นคนพูดขึ้นมาเองนะ จุนโนะสุเกะ....

*-*********************


to be continue

 

 



Hosted by www.Geocities.ws

1