Never Let YOU Go..1...and 2...

++++++++++++++++++++++++++++++

 

Vol 1

***************************

.........เขาคนนั้น.....


.........อะกานิชิ จิน.....นั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันสีเทา ซึ่งลอยคลุ้งอยู่เหนือโต๊ะกลมขนาดใหญ่.......


........ ร่างโปร่งเพรียวมีสีหน้าครุ่นคิด ...ควันบุหรี่นั้นเป็นเหมือนม่านบางเบาที่ดวงตาดำคมของเขาใช้เป็นที่หลบเลี่ยงจากสายตาคู่อื่นของคนในโต๊ะ....
........เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นที่ข้างขมับขณะที่จ้องจับไพ่ในมือของตัวเอง เริ่มจะหงุดหงิดเมื่อเรียกไพ่ได้ไม่เป็นดังใจนึก และแล้วเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นรอบข้างเขา เมื่อเจ้ามือร่างอ้วนวางไพ่คิงโพดำลงกลางวง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเจ้าของไพ่ปรากฏขึ้น ท่ามกลางเสียงโอดครวญของเพื่อนร่วมก๊วน แต่ชายหนุ่มคนนั้นกลับถอนหายใจเฮือกขณะวางไพ่ที่เหลือในมือจนเกือบจะเป็นโยนใส่กลางโต๊ะ เขาได้ยินเสียงเจ้ามือหัวเราะลั่น
“ขอโทษนะคร้าบบ...เจ้ามือกินอีกแล้ว...” ร่างอ้วนเทอะทะของคนที่ได้ชื่อว่า...เจ้ามือ....หัวเราะจนพุงกระเพื่อม เขากวาดชิพบนโต๊ะมากองไว้ตรงหน้า ตั้งหน้าตั้งตาจะแจกไพ่อีกรอบ แต่ชายหนุ่มนัยน์ตาคมกลับยกมือขึ้น
“ผมว่าจะเลิกเล่นแล้วครับ...ดึกมากเดี๋ยวขับรถไม่ไหว” เขาว่า
“เฮ้ย...ได้ไง จิน...นายยังติดหนี้ฉันอยู่ห้าแสนเยนนะโว้ย...ห้ามเลิก จนกว่าจะมีเงินมาใช้หนี้หมด” นายอ้วนตุ้ยนุ้ยชี้หน้าเขา แจกไพ่ให้เขาจนได้
“แต่ว่า เงินหมดแล้วง่ะ...” จินแย้ง
“ไม่เป็นไร ให้ยืมก่อน...เดี๋ยวค่อยไปต๊ะกับไอ้แสนกว่าๆ ที่นายติดฉันก็ได้” เจ้ามือบอกเหมือนกับจะเป็นคนใจดี เขาพ่นบุหรี่ใส่หน้าจิน
“เฮ้อ....ถ้าเสียอีกล่ะ มิต้องใช้หนี้หัวโตเลยหรือไง?” จินพูด แต่ก็เก็บไพ่ในมือขึ้นมาคลี่ดู ...กะจะลองอีกสักตา เขากวาดดูไพ่ที่ได้มา ดวงตาสีเข้มขึ้นโอกาสจะชนะมีสูง เขาตวัดตาขึ้นมองเจ้ามือ
“เล่นสองเท่าของที่เป็นหนี้ก็แล้วกัน” เขาพูดยิ้มๆ ลางชนะเห็นใสๆ อยู่
“โอเค้!!” เจ้ามือคีบบุหรี่ไว้ที่ปลายนิ้ว ขณะที่จินนั่งอมยิ้มในหน้า เขาไม่เรียกไพ่เพิ่ม ทำให้ทุกคนในนั้นต่างมองอย่างใช้ความคิด ยกเว้นเจ้ามือร่างอ้วนที่ยังทำสีหน้ายิ้มกริ่ม

........Tu...ru....ru.....ru....ru......


เสียงเรียกเข้าของจินดังขึ้น
“พี่ยู....อะไรล่ะครับคุณพี่......??” จินกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ ขณะที่ดวงตาก็กวาดดูคนอื่นในโต๊ะ
จินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงปลายสาย ...เขาเริ่มทำหน้าเบ้ขณะโต้ตอบกับปลายทาง
“ยังไปไม่ได้พี่ยู ผมไม่ว่าง...”
..............................
“อะไรนะ? อุบัติเหตุ...แหม...อุบัติเหตุอะไรฟะ...เสียงแจ๋วเชียว”...
...........................
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปหาที่โรง’บาลก็แล้วกันนะ...แค่นี้นะพี่ยู” จินวางหูโทรศัพท์ปุ๊บ ส่ายหน้าให้กับญาติผู้พี่ที่โทรฯ มา

ไพ่ในมือของทุกคนถูกวางลงบนโต๊ะ เลขเด็ดของจินเด่นเป็นต่อใครต่อใครในที่นั้น เขาฝันถึงการได้ใช้หนี้และยังแถมได้กำไรเหนาะๆ มาอีกหลายแสนด้วย...แต่แล้วโชคกลับไม่เข้าข้างเมื่อคนสุดท้ายที่วางไพ่ลง คือเจ้ามือกินรวบ
....
จินตาค้าง เมื่อเจ้ามือโยนไพ่เป็นคนสุดท้าย


“กินอีกแล้วนะคร้าบบบ....” ร่างหนาทำท่าจะกวาดชิพหมดโต๊ะ แต่จินหยุดมือเขาไว้
“อะไรวะ กินได้ไง” จินท้วง เขาพลิกหลังไพ่ของเจ้ามือดู ไม่มีสิ่งปกติใดๆ อยู่ที่ไพ่ใบนั้น
“ก็กินเห็นๆ อะไรวะไอ้จิน แพ้แล้วอย่าพาล เหนือฟ้าย่อมมีฟ้าโว้ย...ไพ่แกดี ฉันไม่เถียง แต่ของฉันดีกว่าโว้ย!!” เขาปัดมือจินออก แล้วก็รวบชิพเข้ามากองตรงหน้า และเป็นอีกครั้งที่จินพยายามจะหาทางเลิกเล่น
“ให้แก้ตัว” นี่คือคำตอบจากเจ้าหนี้
จินจำยอมต้องนั่งเล่นต่อ ความอยากได้เงินคืน ทำให้เขาคิดว่า โอกาสดีๆ ต้องมีมาถึงเข้าสักตา
จนเวลาผ่านไปล่วงเข้าวันใหม่ เสียงจ้อกแจ้กของคนพูดคุย เสียงแก้วเหล้ากระทบกัน ก็ยังไม่เลิกรา บัดนี้นัยน์ตาของจินเริ่มแดงก่ำด้วยควันแสบๆ ของบุหรี่ และความง่วงงุนของร่างกาย

xxxx......เล่นต่อไปอีกสักตาก็แล้วกัน ...เผื่อจะได้บ้าง...xxxxx
เขาคิด....

...............

“ห้าล้านห้าแสนเยนแล้วนะ ไอ้หนู...ที่แกติดฉัน” เจ้ามือตะโกนปาวๆ ให้ทุกคนในโต๊ะได้ยิน จินนั่งเอามือกุมขมับ ดวงตาแดงช้ำเพราะอดนอน แต่ก็ไม่ร้ายเท่าจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ชายหนุ่มในวัยเดียวกันกับเขาสะกิดแขนเขาเบาๆ
“เลิกเหอะจิน....วันนี้ไม่ใช่วันของมึง...เล่นไปก็เสีย”
“แต่กูเป็นหนี้ไอ้อ้วนนั่น”
“มึงอยากเป็นหนี้แค่ห้าล้านห้า หรืออยากเป็นมากกว่านั้นวะ?” ชายหนุ่มคนนั้นให้ข้อคิด จินมองเศษกระดาษที่เจ้าหนี้เอามาให้เซ็นตรงหน้า เห็นแล้วก็อยากฉีกทิ้ง ขณะที่กำลังชั่งใจอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ของญาติผู้พี่คนเดิมก็ดังขึ้นอีก
..................
“อะไรอีกง่ะพี่ยู....” จินพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
.....................
“บาดเจ็บอะไรวะ.....เออ...เออ...ก็บอกว่าพรุ่งนี้จะไปเยี่ยมไง...แค่นี้ก่อนละกัน...” จินไม่รอคำท้วงจากปลายสาย เขาปิดโทรศัพท์ทันที
“ใครโทรฯ มาวะ ดึกป่านนี้แล้ว?” เพื่อนคนเดิมถาม
“ญาติง่ะเด่ะ...บอกว่าตอนนี้อยู่โรงพยาบาล เกิดอุบัติเหตุ รถชนกัน เขาบาดเจ็บนิดหน่อย ให้ไปหาด่วน”
“อ้าว...แล้วทำไมมึงไม่ไปวะ? มัวโอ้เอ้อยู่ได้”
จินส่ายหน้า กระดกวิสกี้เข้าปาก
“คงไม่เป็นอะไรหรอก ไม่งั้นไม่โทรฯ มากวนใจกูหรอก” เขายักไหล่ ตาจ้องหน้าเจ้ามือที่เริ่มออกอาการง่วงให้เห็น แต่มือยังคงสับไพ่ต่อไป
จินมองอนาคต ณ ตอนนี้ ขืนเล่นต่อไป มีหวังไม่แคล้วพอกหนี้อีกแน่ๆ
“ผมเลิกแล้ว!!” จินตะโกนบอกเสียงดังฟังชัด ซึ่งสมาชิกคนอื่นก็เห็นด้วย ส่งเสียงอืออาออกมาพร้อมๆ กัน จนเจ้ามือชะงักมือที่จะแจกไพ่รอบต่อไป
“อะไรวะ....กำลังมือขึ้น”
“พรุ่งนี้ค่อยมาต่อก็แล้วกัน” ชายวัยกลางคนพูดขึ้น ซึ่งก็ทำให้เจ้ามือพยักหน้าอย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก
....นี่ถ้าไม่ใช่พ่อตาพูด กรูไม่ยอมเลิกแน่เว้ย....

จินรู้สึกโล่งขึ้นมาทันใด แต่ก่อนที่เขาจะผละจากโต๊ะพนัน เจ้ามือร่างอ้วนก็ฉวยบ่าของเขาไว้
“เอาใบแจ้งหนี้ของแกไปด้วย ไอ้จิน...อย่าลืมหาเงินมาถอนหนี้ละเฟ้ย....ไม่งั้นมึงตาย!!!” เขาผลักไหล่จินออกอย่างแรง จนร่างเพรียวเซ
“เออ...มีเงินจ่ายน่า...” จินยืนเม้มปาก รับปากทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจว่าจะหาเงินมาได้หรือเปล่า....

..........................

อะกานิชิ จิน เด่ินโผเผออกมาจากรั้วบ้านหลังใหญ่ที่หลวมตัวเข้าไปใช้ชีวิตพนันที่นั่น พอมาถึงรถ เขาก็ฟุบหน้าลงกับพวงมาลัย .....ในใจคิดถึงเงินที่จะต้องไปหามาให้ได้ ห้าล้านห้า....ตัวเขาเองคงไม่มีปัญญาเสกมาได้ในชั่วข้ามคืน แต่กับพ่อของเขา....คงจะเป็นเหมือนขี้เล็บ แค่สลัดทิ้งก็หาได้ใหม่ไม่ยาก แต่.....คนอย่างอะกานิชิ จินน่ะหรือจะกล้าไปบอกพ่อ....
“พี่ยู........” จินครางเบาๆ ใครคนหนึ่งที่เขาเห็นว่าพอจะช่วยเขาได้ ผ่านแว่บเข้ามาในหัว
ยูอิจิ หรือนากามารุ ยูอิจิ ญาติข้างแม่ของเขา ดูจะเป็นคนที่เขานึกถึงที่สุดละมัง
xxxx......เงินแค่ห้าหกล้าน พี่ยูต้องมีอยู่แล้ว....xxxx
จินพอจะมีความหวัง ยูอิจิที่บอกเขาเมื่อคืนว่า ตัวเองได้รับอุบัติเหตุจากรถชนกัน ขณะนี้กำลังนอนอยู่ที่โรงพยาบาล คงจะเป็นที่พึ่งของเขาได้ละมัง
จินบึ่งรถไปโรงพยาบาลทันที แทนที่จะกลับบ้าน ขณะนี้ล่วงเข้าวันใหม่แล้ว ท้องฟ้าเริ่มจับสีเป็นแสงสีทอง พระอาทิตย์กำลังจะเริ่มหมุนพาเอาความสว่างสดใสมายังคนทั้งโลก แต่สำหรับเขานั้น มันกำลังจะเป็นวันที่มืดมนเสียเหลือเกิน
ต้องหาเงินให้ได้....ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้....ไม่งั้นไอ้อ้วนจอมโกงนั่นมันอาจจะเล่นเขาถึงตาย แม้แต่ความร่ำรวยของพ่อก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้.........

***************************

จินผลักบานประตูเข้าไปภายในห้องสีขาว กลิ่นยาฆ่าเชื้อชนิดหอมกรุ่นลอยมาเข้าจมูก ยังดีที่โรงพยาบาลเอกชนหัดใช้ยาชนิดหอมซะบ้าง ไม่งั้นไอ้กลิ่นโรงพยาบาลทั่วๆ ไปคงทำให้เขาแทบอาเจียน
ร่างของชายคนหนึ่งนอนหงาย หลับสบายอยู่ในห้อง เสียงเครื่องปรับอากาศครางเบาๆ จินจรดฝีเท้ามาหยุดยืนข้างเตียง กวาดสายตามอง นากามารุ ยูอิจิ ที่นอนหลับตาพริ้มสบายอยู่บนเตียงคนไข้
“นี่ง่ะเหรอ คนเจ็บ...” จินบ่นค่อยๆ เขาสำรวจเนื้อตัวของญาติผู้พี่ เห็นมีบาดแผลที่ข้างขมับ และตามเนื้อตัวมีรอยถลอกไม่กี่แห่งเท่านั้นเอง
จินเลิกผ้าห่มดูร่างกายท่อนล่างของคนเจ็บ
xxxxx....เออ...ขายังอยู่ครบ ..ไม่เป็นเดชไอ้ด้วนแฮะ....xxxxx
จินปิดผ้าห่มไว้อย่างเดิม เขาลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ เมื่อคนเจ็บยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น เขาจึงปฏิบัติการขั้นพิเศษ
มือเรียวตบที่ข้างแก้มของยูอิจิอย่างไม่เบามือนัก ดวงตาของคนนอนลืมโพลงขึ้นอย่างงุนงง
“อะไรวะ....ไอ้จิน...ปลุกเบาๆ ก็ได้แกนี่...” ยูอิจิ ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เอนหลังพิงหัวเตียง
“ไหนว่าเจ็บไง...ไม่เห็นเป็นไรนี่หว่า...” จินขมวดคิ้วใส่ แต่ยูอิจิคว้าหมอนมากอดไว้
“ก็เจ็บหัวอยู่นี่ไง แขนก็เคล็ดอีก...ถลอกไปหมดแล้ว ไม่แหกตาดูซะบ้างล่ะ”
“นั่นมันเรียกว่าบาดเจ็บเล็กน้อยนะ คุณพี่...แล้วมันเรื่องอะไร อยากพบผมล่ะฮับ จะให้ผมมาดูใจก่อนตายหรือไง?”
“ไอ้จิน น้อยๆ หน่อยๆ แก....ฉันเรียกแกมา เพราะพ่อแกบ่นหา ว่าแกหายหัวไปไหน ฉันก็เลยบอกว่า แกมานอนเฝ้าไข้ฉัน ทั้งๆ ที่ความจริงแกน่ะ มันไอ้สำมะเลเทเมาอยู่ที่บ่อนโน่นน่ะ...เค้าช่วยแล้วยังเสือกมาแช่งอีก....” ยูอิจิร่ายยาว ทำให้จินนั่งเงียบกริบ
“อย่าบอกพ่อฉันนะพี่ยู ว่าฉันน่ะ...เอ้อ...ไปเล่นมาน่ะ”
“เสียมาอีกแล้วซิแก” ยูอิจิพูดดักคอ เมื่อเห็นสีหน้าไม่สบายใจของคนตรงหน้า
“อือ.....” จินพยักหน้างึกๆ เขาก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตายูอิจิ
ได้ยินเสียงคนบนเตียงถอนหายใจยาว ยูอิจิมองหน้าจิน แล้วก็ถามจำนวนเงินที่จินเป็นหนี้ เมื่อจินแจ้งบอกจำนวนเงินที่มากกว่าความเป็นจริง ยูอิจิก็ทำตาเหลือก
“เจ็ดล้าน!!!” เขาร้องลั่นห้อง จนจินต้องผวาเข้ามาอุดปาก
“โอ๊ย...เบาๆ เด่ะ พี่ยู!!”
“อื้อ.....ไอ้อ๊องเอน อ่อยอากอู...” (ไอ้น้องเวร...ปล่อยปากกรู)
“เออ...แต่อย่าโวยวายนาโว้ย...ไม่งั้นบีบจมูกให้ตายเลยเอ้า...” จินยอมปล่อยแต่โดยดี เมื่อยูอิจิดิ้นขลุกขลัก และทำท่าจะกดกริ่งเรียกนางพยาบาลเข้ามาอยู่แล้ว
“เฮ้อ...ไอ้จิน...เมิง....เกือบหายใจไม่ออก...”
“ก็อย่าโวยซิ พี่ยู...แค่นี้ฉันก็กลุ้มจะแย่อยู่แล้วนะ” จินกระแทกตัวลงนั่งตามเดิม
“ขอพ่อแกเด่ะ รวยนี่หว่า”
“อ๊ะ ไม่ได้นะ!! พ่อรู้ไม่ได้...เอาผมตายเลย ดุกว่าเจ้าหนี้อีก...” จินโบกไม้โบกมือให้ว่อน
“ลูกคนเล็ก...ทำไมจะให้ไม่ได้”
“นั่นแหล่ะยิ่งไม่ได้ พ่อรักผมซะที่ไหน ...เห็นผมไม่เอาถ่าน ผมก็เลยไม่เอาซะจริงๆ สู้พวกพี่ๆ ก็ไม่ได้ เชอะ...เกิดเป็นอะกานิชิ จิน ใครว่าสบาย...ไม่จริงสักหน่อย...พ่อก็ไม่รัก แม่ก็ไม่มี...น่าจะหาเมียใหม่ให้สักคน จะได้มองคนในแง่ดีบ้าง”
ยูอิจิฟังจินร่ายยาวไปเรื่อยๆ ในใจนึกเห็นใจพ่อของจินไม่น้อย ก็มีลูกชายเล่นไพ่เป็นอาชีพแบบนี้น่ะซิ จะรักเข้าไปยังไงไหว จินยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ จนยูอิจิต้องปิดเปลือกตาลง เขาฟังหูซ้ายทะลุหูขวา ในใจนึกไปถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน


....อุบัติเหตุที่ทำให้เขาต้องมานอนที่นี่ .....
.......แต่ไม่ใช่เขาคนเดียวที่ได้รับบาดเจ็บ คนที่นั่งมาด้วยก็พลอยต้องได้รับเคราะห์คราวนี้ด้วย .....และคนๆ นั้นก็พักรักษาตัวอยู่ห้องไม่ใกล้ไม่ไกลจากห้องเขานี่เอง


....ในที่สุด จินก็จบคำพูดของเขาด้วยคำที่ว่า
“พี่ยูมีเงินให้ผมยืมมั้ย?”
ยูอิจิสะดุ้งเมื่อได้ยินคำขอร้องจากน้องชาย เขาลืมตาขึ้น ทำปากเบ้
“ฉันให้แกมาเยี่ยม ไม่ได้ให้แกมายืมเงินโว้ย!!”
“แหม..พี่ยู...นะ ผมรู้นะว่าพี่พอมี ช่วยน้องหน่อยก็ไม่ได้ จะให้ผมทำอะไรก็ยอมล่ะ” จินยกมือไหว้
“ไปเอาที่พ่อแกเด่ะ”
“โธ่...พี่ยู....” จินทำหน้าเศร้า เขานวดแขนของยูอิจิ จนอีกฝ่ายร้องลั่น
“โอ๊ย...ไอ้จิน เสือกมาบีบกระดูกกรู มันยังเจ็บนาว้อย...”
จินหัวเราะแห้งๆ ทำตาเป็นลูกหมาน่าสงสาร ยูอิจินิ่งเงียบไปนิดหนึ่ง เขาหลุบตามองผ้าห่ม ขณะคิดไปถึงใครคนนั้น...คนที่ได้รับบาดเจ็บกว่าเขามากนัก....
“ฉันให้แกก็ได้ ไอ้จิน...” เขาโพล่งออกมา ทำให้จินผวาเข้าเกาะแขนแน่น
“พะ..พี่ยู..จริงง่ะ...”
“เออ...แต่ต้องมีข้อแม้ ไอ้จิน....”
“อะไรฮะ ผมคนนี้ยินดีทำทุกอย่าง” จินตบอกตัวเองแรงๆ เป็นการยืนยันในคำพูดของเขา
“ฉัน...ฉันจะให้เงินแกฟรีๆ ถ้าแกรับปากกับฉันก่อนว่า จะดูแลคนๆ หนึ่งให้ฉันระหว่างที่เขายังไม่หายดี...ฉัน...ฉันเป็นคนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บในครั้งนี้ แต่ฉันไม่กล้าพอที่จะ....จะไปสู้หน้าเขา ไปดูแลเขาได้....” เสียงของยูอิจิขาดหายไป จินมองหน้าพี่ชายนิ่งนาน ยูอิจิหลบตาลงต่ำ จนจินแน่ใจว่า มันไม่ใช่แค่การทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บธรรมดาแน่ๆ
“จะเล่าให้ผมฟังได้ไหม?” เขาถาม
“แกอย่าเพิ่งรู้เลย บอกได้ว่า คนที่ฉันให้แกไปดูแลน่ะ เขาได้รับบาดเจ็บมากกว่าฉัน เป็นคนที่นั่งไปกับฉันในวันเกิดเหตุ เป็น...เป็นคนรักของฉันเอง....”
“พยาบาลก็มี จ้างพยาบาลก็ได้นี่” จินแย้ง แต่ยูอิจิส่ายหน้า
“ฉันหมายถึงตอนเขาออกจากโรง’บาลแล้ว ให้แกคอยไปเทคแคร์เขาที่ห้องพัก ไปรับไปส่ง ไปชดเชยเขาในสิ่งที่ฉันไม่อาจทำให้เขาได้แล้ว”
“หมายความว่าไงพี่ยู? ทำให้ไม่ได้แล้ว หมายความว่าไง? จินจ้องหน้า คาดคั้นเอาคำตอบจากปากของญาติ ยูอิจิเงยหน้าสบตาดำคมของจิน แล้วก็เอ่ยปากว่า
“เขาไม่รู้ว่าฉันกำลังจะขอเลิกกับเขา เมื่อวันนั้น ยังไม่ทันได้บอกเลิก ก็พอดีเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน...ถ้าฉันไปเทคแคร์เขา ฉันก็อาจจะไม่ได้ทำอะไรในสิ่งที่ฉันอยากทำ สิ่งนั้นก็คือ.....ฉันต้องการเลิกกับเขา...”
“ทำไมต้องเลิกด้วยล่ะ แล้วเขาของพี่นั่นน่ะ ....ไม่ดีพอสำหรับพี่หรือไง? สวยน้อยไปหรือเปล่า?...หรือว่าไม่รวยพอ?” จินถาม
“ไม่ใช่เหตุผลเหล่านั้นเลยนะจิน เหตุผลนั้นน่ะ ฉันไม่อยากบอกใคร?”
“ถ้าพี่ไม่บอก แล้วผมจะทำงานนี้ได้ไงล่ะ?”
ยูอิจิถอนหายใจ ความจริงจินก็พูดถูก เขาจะทำงานนี้ได้อย่างไร ถ้าไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ยูอิจิสลัดผ้าห่มออก เขาเดินช้าๆ ไปที่หน้าต่าง แสงสีขาวของดวงอาทิตย์ส่องความร้อนมากระทบพื้นดิน ตึกสูงเสียดฟ้าที่ขึ้นแข่งกันอยู่ดูเหมือนกล่องหลากสีสัน ที่เขาเหม่อมองไปนั้น เป็นตึกสีน้ำเงินเข้มที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางตึกสีขาวของใจกลางเมือง ตึกที่เป็นที่อยู่ของใครคนหนึ่ง คนที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อหัวใจของเขาแทนที่คนๆ นั้น
ยูอิจิชี้ไปที่ตึกสีน้ำเงิน แล้วหันมาบอกจินว่า
“ฉันมีคนรักใหม่แล้ว....และคนๆ นั้นก็อาศัยอยู่ที่ตึก Local นั่น ...จิน....อย่าให้ฉันเอ่ยชื่อ...บางทีความรักอยู่ๆ มันก็ลอยมากระทบกับหัวใจ โดยที่เราไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้เลยว่าจะเป็นเมื่อไร...ถ้านายมีความรัก เมื่อนั้นนายจะรู้ บางทีคนที่เราคบอยู่ด้วย มันก็ไม่มีความหมายอะไรถ้าเรารู้สึกว่ายังมีใครอีกคนได้ก้าวเข้ามาในชีวิตของเราแทนที่คนเก่า ....เป็นคนที่ฉันบอกได้เลยว่า...คนนี้แหล่ะ...เป็นคนนี้ต่างหาก ไม่ใช่คนนั้น...”
“เฮ้อ...ผมก็ไม่รู้ง่ะนะ เพราะผมก็ยังไม่คิดจะมีใคร เป็นอันว่า เหตุผลของพี่ยู ก็คือ พี่มีคนใหม่ แต่ยังไม่ทันบอกเลิกกับคนเก่า ก็พอดีเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ใช่มั้ย...เป็นอันว่า ผมยอมรับทำงานนี้ก็แล้วกัน แต่ผมบอกซะก่อนนะว่า แค่ให้คนรักเก่าของพี่ยูหายดี มีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไปได้แค่นั้นเองนะ หวังว่าคงไม่ผูกชีวิตไว้กับผมตลอดนะฮะ...?”
ยูอิจิตบบ่าน้องชายเบาๆ
“ช่วยหน่อยนะจิน...ฉันไม่กล้าไปสู้หน้าเขาได้หรอก....จุนโนะน่ะคงจะเข้าใจอะไรได้ง่าย ถ้าฉันจะห่างหายจากเขาไป”
“ชื่ออะไรนะ คนรักเก่าของพี่น่ะ” จินเลิกคิ้วถาม
“จุนโนะสุเกะ...ทางุจิ จุนโนะสุเกะ..”
“เอ๊...ชื่อเหมือนผู้ชายเลยแฮะ?”
“ก็ผู้ชายน่ะซิ...แฟนฉันเขาเป็นผู้ชาย”
“หา???? ผะ...ผู้ชาย????” จินร้องเสียงหลง คราวนี้ยูอิจิต้องรีบจุ๊ปาก
“เบาๆ หน่อยไอ้จิน....”
จินส่ายหัวให้กับยูอิจิ เขาไม่ได้พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว นอกจากถอนหายใจเฮือกๆ
xxxx.....บ้า....นึกว่าเป็นสาวสวย ถ้าถูกใจอาจจะรับช่วงต่อจากพี่ยูของเขาก็ได้ แต่ที่ไหนได้ ....เป็นเรื่องบ้าบอคอแตกที่สุด นี่เขาต้องมาเทคแคร์ผู้ชายด้วยกันหรือนี่...โอ้ว..พระเจ้า ทำไมชีวิตของอะกานิชิ จิน ถึงได้ตกต่ำถึงขนาดนี้ ....xxxx

*******************

to be continue

 

Vol 2 ....

***************************

.........อะกานิชิ จิน ก้าวออกมาจากร้านขายดอกไม้ที่ตั้งอยู่หน้าโรงพยาบาลที่ยูอิจิเคยพักฟื้นอยู่ หอบดอกลิลลี่สีขาวแซมชมพูเต็มอ้อมแขน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันโชยมาเข้าจมูก เขาก้มมองดอกใหญ่ของลิลลี่ที่อวดชูช่ออย่างสวยงามตรงหน้าเขา ...นี่ถ้าคนที่จะเอาไปให้เป็นหญิงสาวสวยล่ะก็ เขาคงจะไม่กระดากแบบนี้หรอก


....แต่ตรงกันข้ามเลยทีเดียว..เพราะคนที่จะได้รับดอกไม้แสนสวยจากเขาเป็นครั้งแรกนี้ เป็น...ผู้ชาย....


....หน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้...แต่ก็คงจะดูดีอยู่ละมั้ง ไม่งั้นยูอิจิไม่เอามาเป็นคนรักแน่นอน...


จินคลำเช็คเงินสดจำนวนเจ็ดล้านที่นอนยิ้มแก้มตุ่ยอยู่ในกระเป๋าเสื้อข้างซ้าย ทันทีที่เขาได้รับเช็คจากยูอิจิ หน้าที่แรกก็คือการไปเยี่ยมว่าที่คนรักเก่าของพี่ชาย
“ไปหาเขาแล้ว ระวังคำพูดหน่อยนะเว้ย...พูดให้เขาเข้าใจ และก็เห็นใจฉันด้วย” เสียงยูอิจิสั่งความมา จินทำหน้าเบ้แล้วก็ตอบว่า
“ไอ้ที่สั่งมาเนี่ย ยากนาพี่นา จะทิ้งเขาแล้ว จะให้เขาเข้าใจเนี่ยนะ...โอ๊ย...เขาไม่หาอะไรขว้างหัวผมแตกหรอกหรือนี่?”
ยูอิจิรีบเขียนเช็คเงินสดให้จินเป็นการปิดปากจอมโวยวายของเขา แล้วก็ไล่ส่ง
“แกไปเลยไป ไปทำตามใจเจ้าของเงินหน่อยเว้ย...ฉันจะไปสะสางเรื่องคดีที่รถชนกัน...”

******************************

จินเดินผ่านห้องที่ยูอิจิมาพักฟื้นเมื่อสองสามวันก่อน และตอนนี้ญาติผู้พี่คนนี้ได้ออกจากโรงพยาบาลไปเมื่อสองวันที่แล้วนี้เอง เขาเดินลับหัวมุมทางด้านซ้ายของอาคาร หยุดรีรออยู่หน้าห้อง 504 ที่มีป้ายติดไว้ว่า

...............................................................
ชื่อผู้ป่วย.....ทางุจิ จุนโนะสุเกะ
อายุ........19 ปี
...............................................................

จินขยับแว่นสีชาให้เข้าที่ คลำเช็คเลข 7 หลักอีกครั้งเพื่อเรียกความมั่นใจ เขาเคาะประตูสองครั้ง พยายามเล็งเข้าไปมองภายในห้องทางกระจกฝ้าเล็กๆ ของประตู แต่ก็ไม่อาจเห็นอะไรได้มากนัก ไม่มีเสียงอนุญาตให้เข้าห้องดังออกมาแต่อย่างใด เขาตัดสินใจผลักประตูเข้าไป
แสงสว่างจากเพดานห้องและแสงสดใสจากหน้าต่างกรุกระจกบานใหญ่ส่องให้ในห้องพักคนป่วยสว่างจ้า
ภายในห้องนั้นไม่มีผู้ใดอื่นอยู่ นอกจากร่างโปร่งบางของคนเจ็บนอนอยู่บนเตียง จินก้าวเข้าไปใกล้ๆ

....ร่างนั้นกำลังนอนหลับหันศีรษะไปอีกทาง ทำให้เขาไม่อาจเห็นใบหน้าได้ชัดนัก เห็นแต่ผ้ากลอสสีขาวแปะแผลไว้ข้างขมับ
สภาพของคนเจ็บที่จินเห็น ท่าทางจะหนักกว่าอาการเจ็บของยูอิจิมากกว่าจริงๆ ด้วย
ขาที่เข้าเฝือกข้างซ้ายมีลายเซ็นของใครต่อใครเซ็นไว้ยุ่งเหยิงไปหมด ...จินมองแล้วก็หัวเราะออกมา เขามองมือข้างหนึ่งที่มีผ้าพันแผลพันอยู่โดยรอบ ก็ข้างซ้ายอีกเหมือนกัน


....รอยฟกช้ำตามท่อนแขนและอาจจะที่อื่นอีกที่เขามองไม่เห็น คนเจ็บนอนนิ่งไม่ไหวติง จินไม่อยากจะปลุกหนุ่มน้อยคนนี้ขึ้นมาหรอก ไม่รู้จะพูดอะไรด้วย คนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อยู่ๆ ก็จะให้มาคอยเทคแคร์ นี่ถ้าเขาจ้างพยาบาลต่ออีกทอดหนึ่ง ยูอิจิจะว่าอะไรมั้ยเนี่ย เงินที่ขอเกินมาจากการใช้หนี้ก็พอจะให้มีทุนอยู่บ้าง
แต่ว่า......เสียดายเงินง่ะ...เอาไว้ต่อทุนดีกว่า......
จินเห็นคนป่วย ขยับตัวยุกยิก เสียงครางเบาๆ ดังลอดมาให้ได้ยิน คงจะเจ็บแผลมากซินะ จินเข้าไปยืนจนชิดเตียง เมื่อร่างที่นอนหลับค่อยๆ พลิกกายนอนหงาย กะพริบเปลือกตาขึ้น ดวงตาดำขลับมองไปรอบกาย และมาหยุดนิ่งที่ร่างของจิน ดวงตานั้นทอแสงแห่งความฉงนใจ...
จินถอดแว่นสีชาออก เขายืนถือช่อดอกไม้มือสั่นเมื่อเห็นใบหน้าของ ...จุนโนะสุเกะ..ชัดเจน ใบหน้างดงามของคนป่วยทำให้เขาต้องยืนอึ้ง....
...ให้ตายเถอะ...
เป็นมนุษย์ผู้ชายที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา...
ใบหน้าของ ทางุจิ จุนโนะสุเกะ ที่มองสบตาเขานั้น ซีดเซียว แม้กระนั้นก็ยังงดงามน่ามอง
...นี่ขนาดนอนเจ็บอยู่นะเนี่ย ถ้าสุขภาพดี คงจะสดใสและงามขึ้นอีกกี่เท่าละหนอ...
จินยืนมองหน้าจุนโนะสุเกะอยู่นาน ในอ้อมแขนยังมีช่อดอกไม้อยู่เต็ม ต่างคนต่างมอง แต่มองกันคนละแบบ

จุนโนะสุเกะนึกแปลกใจที่วันนี้ตื่นขึ้นมาก็พบกับชายหนุ่มแปลกหน้ารูปร่างสูงโปร่ง มายืนจ้องเอาจ้องเอา จะพูดอะไรก็ไม่พูด...

...เป็นใครก็ไม่รู้....

ริมฝีปากแห้งผากของเขาเผยอออกนิดๆ ขณะจ้องมองหน้าของจินบ้าง
“ขอโทษ...คุณมาเยี่ยมผมเหรอ?” จุนโนะถามให้แน่ใจ ไม่รู้ว่าหมอนี่จะเข้าห้องผิดหรือเปล่า หน้าตาแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน
จินพยักหน้า เขายื่นช่อลิลลี่ตรงหน้าจุนโนะ พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า
“ถูกแล้วครับ...คุณทางุจิ จุนโนะสุเกะ...”
จุนโนะยิ้มให้ รับช่อดอกไม้ด้วยมือข้างเดียว เอามาวางไว้ข้างที่นอน จินก็เลยจัดแจงเอามาไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียงให้ พอหันกลับไปมองคนป่วย ก็เห็นฝ่ายนั้นยิ้มให้อย่างมีไมตรี เป็นรอยยิ้มที่จินเห็นว่ามันสว่างสดใสเหลือเกิน
“ขอบคุณที่มาเยี่ยม...คุณ...เอ้อ...” ร่างบางเอ่ยปาก
“อะกานิชิ จิน...เรียกผมว่าจินก็ได้...” จินบอก รู้สึกดีอย่างประหลาดกับการที่ได้พูดคุยกับคนๆ นี้
“ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อนเลย ไม่ทราบว่ามาจากสปอนเซอร์ไหนหรือเปล่าครับ?” จุนโนะถาม
“สปอนเซอร์???...เอ้อ...สปอนเซอร์อะไรครับ?” จินเริ่มงง
“ก็ที่ผมเป็นพรีเซนเตอร์ให้น่ะซิ” จุนโนะตอบพลางทำคิ้วขมวด เมื่อเห็นจินเกาหัวแกรกๆ
“เอ้อ...คุณเป็นพรีเซนเตอร์เหรอ? คุณทางุจิ...”
“เฮ้อ!! ช่างเหอะ...” จุนโนะทำท่าอ่อนใจ เห็นได้ชัดๆ ว่านายคนนี้ ไม่รู้จักเขาสักนิด
จินมองหน้าขาวใสอยู่นาน เห็นคนนอนเตียงทำท่าจะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง แต่มือเดียวก็คงทำอะไรไม่ถนัดนัก เขาจึงไปกดปุ่มปรับเตียงขึ้นให้
“ขอบคุณครับ” เป็นเสียงพึมพำจากร่างบาง
“คุณเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่าครับ นอกจากอาการที่ผมเห็นจากภายนอกแล้วน่ะ?”
จุนโนะส่ายหน้า เขาแตะขมับตัวเองเบาๆ แล้วก็ชี้ไปที่ขาเข้าเฝือก
“ขาหัก แขนเดาะ หัวกระแทก แล้วก็เป็นแผลถลอกนิดหน่อย เพราะข้างที่ชนน่ะมันตรงผมพอดี ...แต่หมอบอกว่าคนที่มากับผมน่ะ กลับบ้านไปแล้ว.....คงไม่เป็นอะไรมาก....” ท้ายประโยค จุนโนะทอดเสียงคล้ายคนละเมอ น้ำเสียงแผ่วเบาจนคนฟังจับความรู้สึกออก ...นี่ยูอิจิคงจะไม่มาเยี่ยมคนรักคนนี้เลยซินะ
“พี่ยูอิจิกลับบ้านไปเมื่อสองวันที่แล้ว” จินบอก ทำให้คนบนเตียงหันขวับมองหน้าเขาทันที
“คุณรู้จักแฟนผมด้วยหรือ?” เสียงคนป่วยกระตือรือร้นขึ้นมาทันที ดวงตาแจ่มใสมากขึ้น
“ครับ...ผมเป็นญาติเขาเอง...พี่ยูฝากให้ผมมาเยี่ยม เพราะ......เพราะ.........” จินกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก เขามองจุนโนะเห็นอาการตื่นเต้นของร่างนั้น รอยยิ้มที่เปิดกว้างขณะฟังเขาพูด ...แถมยังจะดวงตาระยิบระยับนั้นอีกล่ะ......
.........เฮ้อ...........


แล้วนี่เขาจะบอกได้อย่างไร ว่าเพราะอะไรยูอิจิถึงไม่มาเยี่ยม
“เพราะอะไรครับ?” จุนโนะใช้มือข้างที่ว่างเขย่าแขนจินแรงๆ ราวกับเรียกสติให้กลับคืน
“เพราะ...เอ้อ...เขามีธุระต้องไปจัดการ ก็เรื่องรถคู่กรณีที่ชนกัน...” จินบอกความจริงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งที่เป็นความจริงอันร้ายแรงต่อจิตใจของจุนโนะ เขายังไม่บอกในตอนนี้ และไม่รู้ว่าเมื่อไรเขาถึงจะได้โอกาสบอก
เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดที่ว่า....อะกานิชิ จินไม่อยากเห็นสีหน้าสดชื่นของหนุ่มน้อยตรงหน้าต้องเศร้าหม่นหมองเลย....
จุนโนะสุเกะพยักหน้าหงึกๆ เขาก้มมองมือของตัวเอง แล้วก็เงยขึ้นยิ้มให้จินจนตาหยี ช่อดอกลิลลี่ถูกคว้ามากอดไว้แนบอก
“นี่ยูฝากมาให้ผมหรือครับ?” จุนโนะถาม จินก็เลยต้องจำใจพยักหน้า ...อยากจะบอกว่าเป็นของเขาเองต่างหากล่ะ แต่เมื่อจุนโนะสุเกะจะเข้าใจแบบนั้นก็ช่างเถอะ....
“อืมมม...อีกไม่นานก็คงจะมาหาผมหรอกเนอะ...ยูเขาเป็นแบบนี้แหล่ะ งานสำคัญกว่าเสมอ...” น้ำเสียงเศร้าสร้อยอีกแล้ว จินถอนหายใจเฮือก ถ้าคนๆ นี้ได้ล่วงรู้ความจริง อะไรจะเกิดขึ้น...
“แล้วคุณอยู่อย่างไง? อยู่กับใคร? อยู่ที่ไหน? แล้วทำงานอะไร? หรืออายุขนาดนี้คงจะเรียนหนังสืออยู่ซินะ? เจ็บแบบนี้ใครจะดูแลตอนออกจากโรงพยาบาลแล้วล่ะ?” จินถามเป็นชุด เล่นเอาจุนโนะสุเกะทำหน้าเอ๋อ เขาก้มหน้าซ่อนยิ้มขันเอาไว้


...ดูๆ ไปนายคนนี้ก็ช่างพูดดีเหมือนกันแหะ...


...เป็นญาติยูอิจิหรือ...หน้าตาหล่อเหมือนกัน ...แต่....ดูจะกะล่อนอย่างไรชอบก้ล....

จุนโนะหัวเราะเบาๆ ขณะตอบคำถามของจินทีละข้อ สรุปความได้ว่า หนุ่มน้อยคนนี้อยู่อพาร์ตเมนต์หรูย่านใจกลางเมือง มีน้องชายคนเดียวมาอยู่ด้วย ตัวเขาไม่ได้เรียนหนังสือต่อหลังจากจมมัธยมปลายแล้ว และในเมื่อมาถึงคำถามที่ว่าจะมีใครดูแลเขาระหว่างพักฟื้นหรือเปล่า? จุนโนะสั่นหน้าแล้วก็บอกว่า
“ผมช่วยตัวเองได้...มือก็ยังดีข้างหนึ่ง ขาก็ดีอีกข้าง อีกไม่นานก็คงหายดี ไปทำงานได้....”
“แล้วน้องชายนายล่ะ?” จินถาม
“รายนั้นเขาเรียนหนังสือด้วย ทำงานด้วย คงมาดูแลผมมากนักไม่ได้หรอก”
“แล้วนาย..เอ้อ...ทางุจิคุงทำงานที่ไหน?” จินถาม
จุนโนะมองเขาตาแป๋ว ริมฝีปากหยักสวยขบกันเองด้วยความสงสัย
“นี่คุณ...ไม่รู้จักผมจริงๆ เหรอ?”
จินส่ายหน้าช้าๆ .....คราวนี้จุนโนะถามต่อ
“ไม่เคยเห็นหน้าผมที่ไหนมาก่อนหรือไง?”
จินส่ายหน้าอีกครั้ง พยายามนึกหน้าของจุนโนะ นึกไปนึกมาก็ออกจะคุ้นๆ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้นึกอะไรออกนัก สีหน้าของเขาเพิ่มความพิศวงให้จุนโนะอีกต่อหนึ่ง
จุนโนะสุเกะถอนหายใจเฮือก
“อืมม....ผมคงไม่ใช่คนในสายตาที่คุณควรจะสนใจหรอก” จุนโนะพูดน้ำเสียงติดจะเยาะๆ ตัวเองนิดหน่อย เขาวางดอกลิลลี่ลงบนโต๊ะตามเดิม มองดอกไม้ราวกับมันน่าสนใจมากกว่าคนที่คุยด้วย
“ผมเป็นนายแบบ...” หนุ่มน้อยหน้าสวยบอกสั้นๆ แล้วก็ทำมือขอให้จินช่วยปรับเตียงให้นอนดังเดิม

จินร้องอ๋อในใจ....เป็นนายแบบหรือนี่...ก็น่าอยู่หรอก หน้าตาชวนฝันแบบนี้ คงทำเอาใครต่อใครเก็บไปฝันได้แน่ๆ จินกวาดตามองรูปร่างของ ‘นายแบบ’...สูง เพรียว ติดจะผอมไปสักหน่อย แต่ก็กำลังเข้ากับยุคสมัยที่เดี๋ยวนี้กำลังฮิตนายแบบ นางแบบหุ่นเพรียวลม....
แต่ว่ากลับต้องมีสภาพเป็นคนเจ็บ เดินไม่ได้แบบนี้ งานการจะทำอย่างไรล่ะ...จินนึกเห็นใจเงียบๆ
“แล้วเจ็บออกขนาดนี้ นายจะไปถ่ายแบบได้หรือไง?” เขาอดถามในสิ่งที่คิดไม่ได้ อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ แล้วก็ส่ายหน้า
“ก็พักฟื้นซิครับ นี่ก็แคนเซิลโฆษณาแชมพูสระผมไปรายหนึ่งแล้ว เหลือเป็นพรีเซนเตอร์โลชั่นอีกอย่าง สงสัยคงจะหายไม่ทัน”
ร่างบางเอนหลังลงนอน สายตายังจับจ้องอยู่ที่ร่างสูงของจิน
“แล้วทำไมผมต้องมาสาธยายชีวิตของผมให้คุณฟังด้วยนะ” เขาพูดกับตัวเอง
“ก็เพราะพี่ยูฝากให้ผมช่วยคอยเทคแคร์คุณขณะพักฟื้นน่ะซิ ทางุจิคุง”
????????????

*************************

คนที่ชื่อ อะกานิชิ จิน กลับไปแล้ว กลับไปพร้อมกับทิ้งเอาปัญหามาให้จุนโนะสุเกะขบคิด
ยูอิจิแทนที่จะมาเยี่ยมเขาด้วยตัวเอง กลับส่งญาติหนุ่มมาทำหน้าที่แทน ....ไม่ใช่แค่มาเยี่ยมเฉยๆ นายจินคนนั้นบอกอีกด้วยว่า เขาจะมาคอยเทคแคร์จุนโนะด้วยอีกต่างหาก
แล้วยูอิจิล่ะ...เขาไปไหน...ไปเคลียร์ปัญหา? จะนานสักแค่ไหนกันเชียว....แม้แต่เขานอนเจ็บอยู่โรงพยาบาลเดียวกันแท้ๆ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักก็ไม่เคยย่างกรายมาเยี่ยมเลยสักครั้ง
จุนโนะหลับตาลงอย่างหม่นหมอง คิดถึงผู้ชายที่ได้ก้าวเข้ามาในชีวิตเมื่อหลายเดือนก่อน ความรักที่มีให้แก่กันและกันนั้น มันยังคงอ่อนหวานนักในความรู้สึก ยูอิจิผู้อ่อนโยน เป็นสุภาพบุรุษสำหรับเขาตลอดเวลา เวลาที่ผ่านมานับแต่มีคนๆ นี้เข้ามาในชีวิต มันทำให้ชีวิตของเขามีค่าขึ้น รอยยิ้มที่มีให้นั้นก็เหมือนกัน มันจุดประกายให้ความสว่างแก่ชีวิตของเขา ชีวิตที่เคยมืดมน....จมปลักอยู่กับความไม่แน่นอน


จากชีวิตที่เคยสดใสในวัยเยาว์ก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งวัยรุ่นอันน่าระทมเมื่อพ่อกับแม่แยกทางกันเดิน พ่อของเขาเอาแต่ขลุกอยู่กับงานและแม่เลี้ยงคนใหม่ ส่วนแม่ก็แต่งงานกับชาวไร่ ไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด เขาเคว้งคว้างอยู่กับน้องชายที่บ้านพ่อได้สักพัก ก็ชวนเอาน้องชายวัยอ่อนกว่าหนึ่งปีออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก ตัดขาดกันเสียทีกับพ่อที่เอาแต่หลงเมียใหม่


ภาพในอดีตผุดขึ้นในสมอง เขากับน้องชายระเหเร่ร่อนไปตามย่านต่างๆ ทำงานหนักในตอนกลางคืน ส่วนกลางวันก็ไปเรียนบ้างหยุดเรียนบ้าง จนกระทั่งเมื่อสองสามปีมานี้ที่เขาเดินไปเตะตาโมเดลลิ่งเข้า ชีวิตจึงผันแปร เป็นนายแบบเด่นดังอยู่จนทุกวันนี้


ชีวิตนักเรียนของเขาสิ้นสุดลงเมื่อจบม. ปลาย เพื่อเปิดโอกาสให้น้องชายเรียน ส่วนตัวเขาเองก็โลดแล่นอยู่กับแสงสีของวงการโฆษณาและนายแบบ เมื่อนั้นแหล่ะ ชีวิตความเป็นอยู่ค่อยดีขึ้น เงินทองที่ได้มาถูกใช้ไปกับสิ่งที่เขาขาดหาย และค่าเล่าเรียนของน้องชายสุดที่รัก.....
แต่...อดคิดไปถึงคนรักไม่ได้ ยูอิจิมาเสนอตัว ขอทำความรู้จักเมื่อเขาลงจากเวทีแคทวอล์คแห่งหนึ่ง เพียงแรกสบตา เขาก็ตกหลุมรักชายหนุ่มผู้นี้ทันที และยูอิจิเองก็ใจตรงกัน คนสองคนกับความสัมพันธ์ที่ผูกพัน แม้ในเวลาอันสั้น จุนโนะก็มอบหัวใจให้ชายคนนี้หมดทั้งดวง ........


ดวงหน้างดงามของเขายิ้มละไม เมื่อนึกถึงหน้าของชายอันเป็นที่รัก แม้ว่าจะเคยมีปากเสียงกันบ้างในระยะหลัง แต่ก็เป็นเพราะรักไม่ใช่หรือ ที่ทำให้จุนโนะออกจะระแวงเมื่อยูอิจิเริ่มไม่ค่อยมาหาเหมือนเดิม แต่ก็คอยส่งดอกไม้ช่อใหญ่มาให้หลังจากเขาทำงานเสร็จแล้ว.....
“...ฉันมีอะไรจะบอก....”
ยูอิจิพูดเอาไว้เมื่อครั้งสุดท้ายที่พบกัน และจนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เอ่ยปากคำนั้นออกมา เพราะเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน
...ยูอิจิจะบอกอะไรให้เขารับรู้ ....ถ้าเป็นคำสารภาพรัก ก็ได้ยินมาแล้ว จุนโนะอมยิ้มน้อยๆ หรือว่าจะเป็นคำที่เขาอยากได้ยิน ....คำที่ยูอิจิจะขอให้เขาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน....

........................................

นั่งคิดอะไรเพลินๆ ก็ต้องสะดุ้งเมื่อประตูห้องถูกเปิดออก ร่างของหนุ่มน้อย ดวงหน้าสดใสก้าวเข้ามา รอยยิ้มที่ส่งมาจากร่างเล็กนั้น ทำให้จุนโนะอารมณ์ดีขึ้น เขายิ้มตอบพลางส่งมือข้างที่ดีให้
“เป็นไงมั่งล่ะวันนี้” ร่างเล็กถาม จับมือคนบนเตียงมาบีบและก็คลายออก
“ก็ดี...” จุนโนะตอบ ตบลงที่นอนข้างๆ ตัว เด็กหนุ่มไม่รีรอที่จะกระโดดขึ้นมานั่ง
“ไม่เป็นเรียนหนังสือหรือไงวันนี้ คาซึจัง?”
“ไม่ง่ะ...” เสียงตอบอ้อมแอ้ม ดวงตาหลุบต่ำลงมองปลายมือที่ยังกอบกุมมือของพี่ชายไว้
“คาซึจัง....อีกแล้วนะเรา...จะเกเรียนไปถึงไหนกัน...” เสียงเหนื่อยหน่ายดังมาจากร่างโปร่ง
“ฉันไม่เรียนแล้วล่ะ...จะทำงาน...” คาซึจังหรือคาซึยะตัดสินใจบอก
คนฟังถึงกับนิ่งอึ้งกับคำพูดของน้องชาย จุนโนะดึงมือออกมา เขาเอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากของคาซึยะ
“ไม่ได้นะ ไม่ยอมหรอก ฉันเป็นคนจ่ายค่าเทอมให้นาย เพราะงั้น นายต้องเรียนต่อ ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด...”
“ไม่ง่ะ...ขี้เกียจ” คาซึยะส่ายหน้า
...ทำไมจะไม่อยากเรียน แต่ก็เกรงใจพี่ชายคนนี้จะแย่อยู่แล้ว รู้ดีว่าจุนโนะต้องทำงานหนักขนาดไหนถึงจะได้เงินมา ตัวเองก็ต้องอดเรียนต่อเพราะจะส่งเขาให้ได้เรียน...เขารู้ดีทำไมจะไม่รู้ซึ้ง แต่ว่าจะให้บอกตรงๆ จุนโนะก็จะไม่ยอมอีก ก็เลยต้องอ้างเรื่องขี้เกียจนี่แหล่ะดีที่สุดแล้ว
“เมื่อกี้ไปสมัครงานมา เขารับแล้วด้วย พรุ่งนี้ไปทำงานได้เลย....” เขาว่า
“งานอะไรกัน?” พี่ชายถาม
“ดูแลคนชรา” สิ้นเสียงตอบ จุนโนะก็หัวเราะพรืดออกมา เขายื่นหน้ามาจ้องน้องชายเอาตรงๆ เล่นเอาคาซึยะต้องดันหน้าเขาให้ออกห่าง
“อะไรเล่า...ไม่ใช่เรื่องขำขำซะหน่อย”
“ก็มันขำนี่นา...นายง่ะนะจะไปดูแลคนแก่...โอ๊ย...ห่ามๆ แบบคาซึจัง มีหวังทำคุณปู่คุณย่าเขาสาหัสแน่ๆ แล้วเอาคุณวุฒิอะไรไปทำ นายจะทำเป็นเร้อ...?”
คาซึยะลุกขึ้นยืนข้างเตียง เขาทำปากยื่นขณะตอบว่า
“ไม่รู้ง่ะ ตอบรับเขาไปแล้ว...และก็ไอ้เรื่องอยู่เป็นเพื่อนคนแก่ แค่นี้ผมทำได้สบายมาก...เงินดีด้วยนะ...บ้านเศรษฐีน่ะ ...ยามะชิตะง่ะ เคยได้ยินหรือเปล่า..?”
“เคยซิ...บ้านของนักธุรกิจก่อสร้าง รวยนี่นา...ไม่เอาง่ะ...เป็นฉัน ฉันทำไม่ได้หรอก เกร็งตายเลย...คาซึจัง..ไม่เอาน่า เรียนต่อไปเหอะ...นะ ฉันส่งนายไหวนะ...จะเอาอะไรจะหามาให้ รถสักคันก็ได้นะ เดี๋ยวฉันหายแล้ว ไปถ่ายโฆษณาได้ก็ว่าจะถอยรถให้นายสักคัน...” จุนโนะพยายามหว่านล้อม แต่คนเป็นน้องชายเอาแต่ส่ายหน้าลูกเดียว
“นี่...รถง่ะเอาไว้ซื้อให้ตัวเองเหอะ...คันนั้นน่ะที่ยูอิจิให้ง่ะ เอาไปซ่อมก่อนเหอะ..” คาซึยะหมายถึงรถคันหรูที่ยูอิจิให้จุนโนะไว้ใช้เวลาไปทำงาน และเป็นคันเดียวกับที่พาเขาเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วย
“ซ่อมหนักเลยล่ะ ถ้าจะอีกนาน ตอนนี้ก็อาศัยรถผู้จัดการไปก่อน เออ...นี่ คาซึจังไม่อยากเป็นผู้จัดการฉันเหรอ...เอามั้ยเป็นผู้จัดการของพี่ชายดีกว่าน้า...ได้เรียนหนังสือด้วยล่ะ”
“แล้วเอาคุณยาระ ผู้จัดการคนเก่งของนายไปทิ้งไหนซะล่ะ...อย่าลืมเด่ะ พี่ชาย ...แหม...พูดอะไรไม่นึกเลยนะ” คาซึยะยืนกรานความตั้งใจเดิม ความจริงก็ไม่ได้ชอบอะไรหรอก เป็นคนดูแลคนชรานี่....แต่ว่าเผอิญได้ไปรู้จักกับแขกคนหนึ่งของเขาตอนเขาเป็นโฮสในยามค่ำคืน แขกคนนั้นกำลังหาเด็กแข็งแรง คอยช่วยพยุงดูแลคนชราในคฤหาสน์หลังงามของตระกูลยามะชิตะ เขาก็เลยรับปากไว้ก่อน อ้างว่าเคยดูแลคนเจ็บมาแล้ว ...คนเจ็บที่ว่าก็คือ จุนโนะสุเกะ พี่ชายที่มานอนเจ็บอยู่นี่แหล่ะ และคาซึยะก็ไม่ได้พูดปดที่ว่าดูแลคนเจ็บ ก็ดูจริงๆ นี่นา ก็เห็นหน้าพี่ชายอยู่ทุกวัน จะอะไรซะอีกล่ะ
จุนโนะสุเกะทำหน้ามุ่ย เขาเอนตัวลงนอน คาซึยะจัดแจงช่วยห่มผ้าให้จนถึงอก เสียงคนป่วยยังงึมงำมาว่า
“แล้วโฮสที่เป็นอยู่ล่ะ ว่าไง...”
“ก็ยังทำอยู่ กลางวันก็อยู่เป็นเพื่อนคนแก่ กลางคืนก็เป็นโฮส” คาซึยะพูดจาราวกับว่าภูมิใจนักหนา จุนโนะขี้คร้านจะฟัง เขาปิดเปลือกตาได้สักครู่ ก็ถูกอีกฝ่ายเขย่าแขนยิกๆ
“อะไรง่ะ?” จุนโนะปรือตาขึ้นมอง เขาเห็นน้องชายคนเดียวกำลังถือช่อลิลลี่ที่จินเอามาให้อยู่ในมือ
“ใครเอามากำนัลนายแบบคนสวยเอ่ย?” เขาทำเสียงล้อเลียน
จุนโนะหน้าร้อนซู่ เมื่อนึกถึงคนที่คิดว่าฝากเอามาให้ตัว...นากามารุ ยูอิจิ
“ตัวยังไม่มา ส่งแต่ดอกไม้มาให้ เออ ...ดีเหมือนกันแหะ..” คาซึยะก้มลงหอมดอกลิลลี่ พอเงยหน้าขึ้นก็พบกันใบหน้าแดงระเรื่อของพี่ชาย
“แปลกนะฮะ ทำไมยูอิจิถึงไม่มาเยี่ยมพี่ชายของผมบ้าง...นี่มันก็หลายวันแล้วนะ ตัวเองเป็นคนขับรถไปชนแท้ๆ เป็นแฟนกันอย่างไรนะ”
“เขาไม่ว่างมาน่ะ แต่ส่งญาติมาเยี่ยมแทน ลูกพี่ลูกน้องเขาเป็นคนเอาดอกไม้มาให้แทน ยูเขาต้องมาซิ ฉันเจ็บอยู่นี่นา...” จุนโนะพูดหางเสียงตอนท้ายออกจะแกว่งนิดๆ ด้วยความน้อยใจ
“ก็ขอให้มันจริงเหอะ..” คาซึยะย่นจมูกใส่พี่ชาย เขานั่งคุยเป็นเพื่อนคนป่วยสักครูก็ขอตัวกลับอพาร์ตเมนต์เพื่อเตรียมตัวไปพบนายจ้างก่อนเข้าทำงานจริงในวันพรุ่งนี้.....

**********************

บ้านหลังนั้น ดูโอ่โถง สง่างามราวกับปราสาทราชวัง ตัวตึกก่อด้วยอิฐแดงเนื้อดีทั้งหลัง ทำให้ดูบรรยากาศเข้าใกล้กับสมัยโบราณมากทีเดียว คาซึยะกดกริ่งที่อยู่หน้าประตูเหล็กหนาเกือบทึบ มีเสียงถามมาจากกล่องเสียงด้านหน้า เมื่อแจ้งเหตุผลในการมาขอพบเจ้าของบ้าน ประตูก็เปิดออกโดยอัตโนมัติ
คาซึยะถูกนำตัวไปพบกับชายชราคนหนึ่งในห้องดนตรีโอ่โถง เขายืนอยู่กลางห้องกว้าง มีเปียโนสีดำหลังใหญ่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างทรงฝรั่งเศส ความสูงของประตูบานนั้นจรดเพดาน เหนือเปียโนคือโคมไฟระย้าขนาดกลาง เด็กหนุ่มแหงนมองเลยไปถึงกลางห้อง มีโคมไฟระย้าอีกเช่นกันทำจากแก้วเจียระไนขนาดใหญ่ลอยเด่นอยู่กลางห้อง
เสียงกระแอมไอแหบแห้งดังมาจากร่างของชายชรารูปร่างผอมสูง ผมสีเงินเปล่งประกายเพราะแสงจากโคมระย้า ดวงตาภายใต้แว่นสายตาสีขาวมองมาทางหนุ่มน้อยรูปงามที่ยืนเด่นอยู่กลางห้อง คาซึยะโค้งตัวให้ชายชรา ก่อนที่จะเดินมาหาเจ้าของบ้าน
“ทางุจิ คาซึยะซินะ?” เสียงแหบอันบ่งบอกถึงวัยเอ่ยถามขึ้น เด็กหนุ่มโค้งให้อย่างสุภาพ มีอาการประหม่าออกมาในท่าทีของคาซึยะ
“ครับ...ท่าน...”
“เรียกฉันว่าคุณปู่ก็ได้...” ผู้สูงวัยหัวเราะน้อยๆ เมื่อคาซึยะทำหน้าเหรอหรา เพราะไม่คิดว่าจะได้พบกับความไม่ถือตัวจากนายจ้าง
ชายชราผายมือ เชื้อเชิญให้เด็กหนุ่มนั่งที่โต๊ะเล็กๆ ข้างเปียโน ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉงไม่สมวัย มายืนเบื้องหน้าคาซึยะ
เด็กหนุ่มมองตามอากัปกิริยานั้นอย่างฉงน ดูท่าทางชายชราคนนี้ก็ท่าทางคล่องแคล่วว่องไวขนาดนี้ แล้วทำไมยังต้องจ้างคนมาดูแลอีกล่ะ ดูราวกับจะรู้สึกในสายตาสงสัยของเขา เสียงแหบแห้งจึงบอกเขาว่า
“ฉันต้องการเพื่อนคุยธรรมดา ไม่ใช่คนดูแล ฉันยังไม่ใกล้ตายถึงขนาดนั้นหรอกพ่อหนุ่ม”
คาซึยะพยักหน้าเข้าใจแล้ว....สาเหตุที่เขาได้มาทำหน้าที่นี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีคุณวุฒิเหมาะสมในการจะดูแลคนชรา ...
...ชายคนนี้ คงจะเหงาซินะ บ้านออกใหญ่โต แต่หาคนที่จะมาเป็นเพื่อนพูดคุยไม่ได้ บั้นปลายชีวิตของไม้ใกล้ฝั่ง ลูกหลานคงจะปล่อยปละละเลย
“เบื่อคนแก่มั้ย?” เขาถาม
“เอ้อ...ไม่ฮะ..” พูดทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีมูลความจริงสักเท่าไร
อยากทำงานได้เงินต่างหากล่ะ คือคำตอบที่แท้จริง....
คาซึยะพิจารณาดูชายชราตรงหน้า ใบหน้าที่มีริ้วรอยว่าอยู่บนโลกมานาน ....ยิ้มให้เขาอย่างคนแก่ใจดี เหมือนคุณตาที่บ้านเก่าของแม่เลยล่ะ ความเมตตาฉายแววออกมาจากสายตาที่มองเขาอย่างลูกหลาน ความละอายใจวูบหนึ่งบังเกิดขึ้นในใจของเด็กหนุ่ม
“ผมจะเป็นเพื่อนคุยของท่านเองครับ” คือคำยืนยันจากปากของเขา...และนั่นก็ทำให้ชายชรายิ้มกว้าง
ท่านเล่าว่า ใช่ว่าจะไม่มีลูกหลาน แต่ว่าก็ต่างคนต่างอยู่ นานๆ ทีที่จะมีมาเยี่ยมบ้าง
ที่มาบ่อยๆ ก็....หลานชายคนเล็ก
.....มาทีก็มาค้างอยู่ด้วย คอยเล่าเรื่องสนุกๆ ของวัยรุ่นให้ฟัง ทำให้คุณปู่อย่างเขาแช่มชื่นขึ้นมาบ้าง
“พอจะทนทำงานแบบนี้ไหวมั้ยล่ะ คาซึจัง?” เขาถาม ซึ่งการเรียกชื่อของเขาแบบนี้ ทำเอาคาซึยะสะดุ้ง ...นั่นมันเป็นชื่อที่จุนโนะสุเกะและเพื่อนสนิทใช้เรียกเขาเท่านั้น....
“คงไม่ต้องทนหรอกครับ อยู่กับท่านคงไม่ต้องทนหรอก ผมเต็มใจทำงานนี้ครับ” คาซึยะให้คำยืนยันพร้อมกับรอยยิ้ม ชายชราหัวเราะกับคำตอบนั้น......

....................................................

ขากลับ ชายชรายังใจดี ให้คนรถไปส่งเขากลับอพาร์ตเม้นต์ด้วย มันเป็นรถลีมูซีนสีดำสนิทเช็ดจนขึ้นเงา คาซึยะนั่งคู่ไปกับคนขับรถวัยกลางคน ท่าทางคุยสนุก ขณะรถจะแล่นออกจากอาณาเขตของบ้าน ปรากฏว่าต้องหยุดชะงักเพื่อที่จะให้รถสปอร์ตสีแดงเพลิงคันหนึ่งได้แล่นสวนไป
แต่แทนที่รถคันนั้นจะขับเลยไป มันกลับหยุดเทียบกับรถลีมูซีน กระจกไฟฟ้าถูกไขลงด้านคนขับ เผยให้เห็นหน้าของคนขับชัดเจน
สิ่งแรกที่คาซึยะได้เห็นคือ ดวงตากลมโตสดใสราวกับน้ำค้างยามเข้า....มันแวววาวราวกับเกล็ดเงินติดค้างบนยอดหญ้า อันดับต่อมาคือจมูกโด่งเล็กที่รับกับริมฝีปากอวบอิ่ม ที่กำลังแย้มยิ้มให้คนขับรถลีมูซีน
“หวัดดีมาจิดะ...คุณปู่อยู่หรือเปล่า?” เสียงทุ้มนุ่มนั่นก็อีกที่มันน่าฟังนักในความรู้สึกของคนแปลกหน้าอย่างคาซึยะ
“อยู่ครับคุณหนู...” มาจิดะตอบอย่างนอบน้อม
‘คุณหนู’ ของมาจิดะพยักหน้าให้นิดหนึ่ง และก่อนจะกดกระจกขึ้น ดวงตาดำกลมโตคู่นั้นก็ยังอุตส่าห์ชายตามองหนุ่มน้อยแปลกหน้าที่นั่งคู่มากับคนขับรถของคุณปู่ด้วย
คาซึยะมองตอบไม่หลบเลี่ยง...
...ตาสบกันเพียงชั่วแว่บเดียว แต่ก็ดูเหมือนจะมีกระแสบางอย่างส่งถึงกันซะแล้ว...
...เป็นกระแสที่หนุ่มน้อยสองคนมีความรู้สึกตรงกันว่า ....มันคืออาการกระตุกของหัวใจ ยามเมื่อได้สบตากันเพียงแรกพบ....

**************************************

to be continue


Hosted by www.Geocities.ws

1