CARAVAN LOVER.......

 

Vol 22

***************************

ที่ปลายโต๊ะอาหารค่ำในวันนั้น จินมองจุนโนะจากอีกฟากหนึ่งของหัวโต๊ะ มื้อนี้คงจะเป็นการทานอาหารมื้อค่ำที่แปลกกว่าที่เคย เพราะคนที่เคยนั่งอยู่ด้านขวามือของจินมาโดยตลอดกลับย้ายตัวเองไปนั่งที่ปลายสุดของอีกหัวโต๊ะหนึ่ง ห่างกันหลายฟุต อาหารที่จัดเป็นชุดของจุนโนะถูกกวาดลงกระเพาะอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเจ้าตัวไม่อยากฝืนนั่งในห้องนั้นอีกต่อไปแล้ว อาการก้มหน้าก้มตากินโดยไม่เงยของเด็กหนุ่มทำให้จินถอนหายใจเฮือก... อาหารค่ำมื้อนี้เขาเห็นแต่ปลายจมูกที่โผล่พ้นบางส่วนของเส้นผม ยามมันลงมาปรกหน้าปรกตาของจุนโนะ... และเมื่อในที่สุดเมื่อเด็กหนุ่มรวบช้อน ...จินก็หมดความอดทนเช่นกัน เขาลุกพรวดพราดขึ้น เดินก้าวยาวๆ มาข้างที่จุนโนะนั่งอยู่ ร่างบางทำท่าจะผวาแต่จินก็กดไหล่เอาไว้มั่น
“นี่...การที่ฉันเสนอจะเลี้ยงดูนายนี่มันผิดนักใช่มั้ยหา? ทำไมต้องทำท่าเมินใส่กันแบบนี้ด้วย จุนโนะ!!”
“ผิดซิครับ...เห็นผมเป็นนางบำเรอแบบนี้ เป็นใครมั่งจะไม่โกรธ...” จุนโนะเถียงกลับ ใบหน้าบูดบึ้ง เขากระดกน้ำในแก้วดื่มรวดเดียวหมด ตั้งท่าจะลุกแต่จินก็ยังกดมือเอาไว้จนต้องทรุดตัวลงนั่งต่ออย่างกระแทกกระทั้น หน้าหวานบึ้งตึงจนจินเชยคางมนขึ้น
“ฉันขอโทษ...ขอโทษจริงๆ นะ จุนโนะ ที่พูดอะไรออกไปเหมือนเป็นการดูถูกนาย ทั้งๆ ที่ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นเลย ที่เสนออะไรแบบนั้นก็เพราะอยากให้นายอยู่ด้วยทุกขณะจิต...อยากเก็บนายไว้กับตัวตลอดเวลา...เพราะอะไร...นายย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ”
จุนโนะนิ่งเงียบ ก็เพราะรักน่ะซิ... ทำไมเขาจะไม่รู้ ใจอ่อนไหวยวบ ยามมองสบตาคมกล้าของชายหนุ่ม...
“คุณจิน.....ผม.....” จุนโนะจับมือที่แตะบ่าของเขา ดึงมือนั้นมากุมไว้ ใบหน้าหวานเงยขึ้นยิ้มให้อย่างหวานหยด
“ผมไม่ได้โกรธอะไรคุณหรอกครับ...แค่น้อยใจเท่านั้นเอง”
“โอ้โห..ขนาดไม่ได้โกรธนะ แต่ก็...” จินหัวเราะ แตะโหนกแก้มตัวเองที่โดนจุนโนะต่อยที่กลางสวน เด็กหนุ่มพลอยหัวเราะไปด้วย เสียงใสขึ้นจนจินใจชื้น ..จุนโนะแตะโหนกแก้มจิน ลูบคลำเหมือนกับจะเป่ามนต์ให้หายเจ็บ
“ผมขอโทษที่ต่อยคุณ...เจ็บมั้ยฮะ?”
“มันจะไม่เจ็บถ้านายจะ...เอ้อ...” เสียงคนพูดหยุดไปซะเฉยๆ จินเอานิ้วจิ้มไปที่โหนกแก้มตัวเอง เป็นการบอกใบ้อะไรอยู่ในที จุนโนะนั่งหน้าแดงเข้าใจความหมายเป็นนัยนั้นดี เขายืดตัวขึ้น ประทับรอยจุ๊บกับแก้มช้ำของจิน
“เท่านั้นแหล่ะ...คืนนี้จะทำโทษให้เข็ดเชียวคอยดู...” จินพูดอย่างหมายมั่น ประคองจุนโนะให้ลุกขึ้น.........

************************

การทำงานของนักศึกษาฝึกงานได้สิ้นสุดลง ในส่วนของบริษัทกระดาษ อุจี้ อุเอดะ โคกิก็ได้ออกไปแล้ว รวมทั้งยามะพีด้วย ดังนั้นยามะจึงอยู่แต่ในบ้านเช่าในหมู่บ้าน คอยเป็นแม่บ้านให้คาเมะเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อคาเมะถูกไล่ออกจากงานเขาถึงไม่รู้
เป็นที่โจษจันทั่วโรงงานเมื่อคาเมนาชิ คาซึยะถูกเรียกตัวไปที่ห้องทำงานของประธานกรรมการซึ่งมีศักดิ์เป็นพ่อเลี้ยงของเขาอีกครั้งหนึ่ง การโต้เถียงดำเนินตลอดบ่ายจนกระทั่งเย็น คาเมะจึงกลับออกมาพร้อมด้วยซองขาวในมือ ฮิโตมิพี่สาวเดินแกมวิ่งตามออกมาด้วย
“เธอจะเปลี่ยนใจก็ได้นะคาซึยะ...” หญิงสาวตะโกนตรงทางเดิน แต่ชายหนุ่มจะเหลียวมามองก็หาไม่ ร่างโปร่งบางเดินแน่วแน่ไปที่ที่ทำงาน ลงมือเก็บของออกจากที่แห่งนั้น ทำงานได้ไม่กี่เดือน ความผูกพันยอมไม่มี ...พ่อเลี้ยงกล้าไล่เขาออกจากงานด้วยสาเหตุอันน้อยนิด อยากจะรู้นักว่าถ้าแม่ของเขารู้ เธอจะว่าอย่างไร ...

...คนตัวเล็กๆ อย่างแม่น่ะหรือจะทำอะไรได้ นอกจากเออออตามสามีใหม่อยู่แล้ว

ชายหนุ่มเก็บของท่ามกลางการมุงล้อมจากเพื่อนๆ เสียงถามกันให้เซ็งแซ่เรื่องสาเหตุของการออก แต่ว่าคำตอบที่ได้รับคือรอยยิ้มจากคาเมะเพียงอย่างเดียว....

คาเมะไม่ได้บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับยามะพี เย็นนั้นเขาไม่มีแก่ใจจะกลับบ้าน เพื่อนๆ ลากเขาไปเลี้ยงส่ง ซึ่งคาเมะเองก็เมาหัวราน้ำ ปล่อยให้คนที่บ้านรอคอย....

****************************

ยามะพีชะเง้อมองนอกหน้าต่างเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งมาจอดหน้าบ้าน เขาเปิดประตูผลัวะออกไปพอดีกับที่หญิงสาวคนหนึ่งพยุงร่างอันเมามายของคาเมะเข้ามาพร้อมกับชายอีกสองคนที่ยามะพีจำได้ว่าเป็นนายช่างเพื่อนร่วมงานของคาเมะ ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคือ ฮิโตมินั่นเอง
เมื่อมาถึงห้องรับแขก ชายสองคนนั้นก็ขอตัวกลับบ้าน ก่อนไปก็โค้งแล้วโค้งอีกให้หญิงสาวอย่างนอบน้อม
“ช่วยฉันหน่อยเถอะ” ฮิโตมิกวักมือเรียกยามะพีให้เข้ามาหา
“เมาไม่ได้เรื่องเลย” หญิงสาวบ่นอุบ แต่สีหน้ายิ้มแย้มจนคนมองหนาวๆ ร้อนๆ
“ทำไมเมามาได้นะ” ยามะพีพูดขึ้นลอยๆ หญิงสาวก็เลยเล่าให้ฟังว่า ชายหนุ่มไปฉลองกับเพื่อนๆ ที่เดียวกับที่เธอไปพอดี
“เขาเมาจนแทบไม่ได้สติ เพื่อนเขาเห็นเป็นน้องชายฉัน ก็เลยบอก...รู้มั้ยล่ะว่าทำไมเขาถึงไปกินเหล้ากับเพื่อน” ฮิโตมิถามกลับ เธอดึงแขนของคาเมะขึ้น ยามะพีก็เลยเข้าไปประคองอีกข้างหนึ่ง พากันลากคนเมาเข้าห้องนอน

ฮิโตมิกวาดตามองรอบๆ ห้อง แล้วก็ย่นจมูก เป็นบ้านที่บ่งบอกให้รู้ชัดเลยว่า เจ้าของบ้านตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่กับหนุ่มน้อยคนนี้จริงๆ ของใช้จัดวางกันเป็นคู่ ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นสภาพของครอบครัวเล็กๆ ...ความรักคงมีอยู่เต็มเปี่ยม ...อดหมั่นไส้ไม่ได้ เห็นแบบนี้แล้วต่อมอิจฉาชักกำเริบ หญิงสาวตวัดสายตาคมกล้ามองร่างบางที่นั่งปลดกระดุมคาเมะอยู่ข้างเตียง เมื่อเห็นยามะพีใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆ กำลังบรรจงเช็ดไปตามเนื้อตัวของคาเมะ เธอจึงเดินฉับๆ ตรงรี่เข้ามาคว้าข้อมือของเด็กหนุ่มทันที
“ฉันถามว่า เธออยากรู้มั้ยว่าทำไมคาซึยะถึงเมา?” ฮิโตมิกระชากเสียงถามซ้ำจนยามะพีตกใจ
“อะ...อะไรกันฮะ?” หนุ่มน้อยเบิกตากว้าง ดวงตาคู่สวยของยามะพีมองเธอแบบหวาดระแวง
ฮิโตมิอยากจะซัดหน้าหวานของหนุ่มตรงหน้าเหลือเกิน...เห็นเจ้าหนุ่มคนนี้แล้วต้องร้องเฮอะในใจ หน้าตาสะสวย หวานซึ้ง ชนิดสาวอายแบบนี้นี่เล่า ถึงทำให้คาเมะมีจิตใจไม่วอกแวก เมื่อก่อนเคยเป็นของเล่นของเธออย่างง่ายๆ แต่ว่าตอนนี้ คาเมะมียันต์กันความอ่อนไหว ซึ่งก็คือหนุ่มคนนี้...

ความงดงามของยามะพีทำให้คนมองอดอิจฉาไม่ได้ สดใสเหมือนดอกไม้แรกแย้ม แล้วยังผิวพรรณที่ดูนุ่มนวลละออตานั่นอีก ...อย่างเธอที่ภูมิอกภูมิใจในความงามของตัวเองเห็นแล้วยังอดอิจฉาไม่ได้...

ยามะพีกับจุนโนะสุเกะ สองหนุ่มที่มีความงามฉายชัด และเป็นบุคคลที่เธอพึงจะกลัว ได้เห็นสองหนุ่มแบบนี้แล้ว เกิดอยากเอาชนะขึ้นมา ทั้งจินและคาเมะต่างก็หลงใหลในความงามของหนุ่มๆ พวกนี้ด้วยกันทั้งนั้น และเธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มันก็น่าชวนให้ใหลหลงจริงๆ
“เขาเสียใจ ก็เลยไปกินเหล้า ...เธอง่ะนะ เป็นคนทำให้เขาถูกไล่ออกจากงานรู้หรือเปล่า...” พูดแล้วก็ปรายตามองยามะพีอย่างหยันเยาะ ซึ่งคนฟังทำหน้าตกใจ มือที่ถูกคว้าเอาไว้ถูกสะบัดออกอย่างแรง ยามะพีลุกขึ้นยืน
“ถูกไล่ออกจากงาน !!”
“ใช่!! เขาดื้อ...ไม่ยอมไปเรียนต่อ พ่อก็เลยต้องใช้วิธีนี้ ไม่ยอมให้เขาทำงานซะ จะได้ตัดสินใจไปเรียน ก็เพราะ...เจ้าน้องชายฉันน่ะ มันกำลังรัก กำลังหลงเด็กอย่างเธอจนไม่ลืมหูลืมตา พ่อฉันจะส่งไปเรียนต่อเมืองนอก ยังไม่ยอมไปเพราะเธอคนเดียวน่ะแหล่ะที่ตัดอนาคตของเขา” หญิงสาวว่าฉอดๆ พลางเดินกอดอกเข้ามายืนตรงหน้า

กลิ่นน้ำหอมโชยมาจากร่างของหญิงสาว ยามะพีสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไป พอได้กลิ่นก็เริ่มแน่ใจ ก็กลิ่นเดียวกับที่เขาเคยได้กลิ่นมันติดตัวคาเมะมานี่นา กลิ่นผู้หญิงแบบนี้เขาพอจะจำได้ ....เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นี่แสดงว่าความสัมพันธ์ที่คาดไว้ระหว่างคาเมะกับพี่สาวคนสวยคงจะเป็นจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ...

เห็นหน้าตาของหนุ่มน้อยตรงหน้าเริ่มซีดลงเรื่อยๆ เสียงฮิโตมิร้อง ..ฮึ...ในลำคอ...
“คาเมะโดนไล่ออกจากงาน ตั้งแต่เมื่อไรฮะ ผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย แล้วคาเมะไม่ยอมไปเรียนก็เพราะผมเหรอ? ไม่เห็นเขาพูดอะไรสักคำ ไม่ได้บอกอะไรเลยด้วย แล้วพ่อของคุณมาเกี่ยวอะไรด้วย?” ยามะพูดเสียงสั่น
“พ่อของฉัน?? นี่เธอไม่รู้จักพ่อของฉันและฐานะของคาเมะเลยซินะ”
“ไม่ฮะ...คาเมะไม่ได้บอกอะไรนี่”
“โห้ย...หมอนั่นน่ะ เขาจะมาบอกอะไรนาย เพราะเขาทั้งหลงนายยังกะอะไรเลย นี่คงจะปรนเปรอกันจนถึงใจล่ะซิ ถึงได้ติดกันหนึบออกอย่างนี้” น้ำเสียงเยาะหยันออกมาจากปาก รวมทั้งสีหน้าที่มีแววดูถูกเด็กหนุ่มออกจะเต็มเปี่ยม

ยามะพีส่ายหน้า ดวงตาฉายแววงงจัดจนฮิโตมิส่งเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมา บิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่องการถูกไล่ออกจากงานของคาเมะนิดหน่อย ก็ทำให้ยามะพีน้ำตาซึม
“เด็กดื้อแบบนั้น จะให้ใช้วิธีไหนล่ะ... รู้มั้ย? คาซึยะน่ะ เขาควรจะกลับบ้านที่หรูหราของเขานะ แทนที่จะมาจมอยู่ที่นี่กับเด็กอย่างเธอ ...ลูกชายเจ้าของโรงงานกระดาษ ทำไมต้องมาอยู่แบบซอมซ่อด้วยนะ ฉันล่ะไม่เข้าใจจริง จริ้ง...”
“ฮะ? ว่าอะไรนะฮะ...ใครกันลูกชายเจ้าของโรงงานกระดาษ?” ยามะพีทำเสียงขึ้นจมูก เป็นผลให้หญิงสาวหันขวับมามอง ไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“อาไร้??? นี่เป็นแฟนกันประสาอะไรนะ ไม่รู้หรือไงว่าคาซึยะน่ะเขาเป็นลูกเจ้าของโรงงานที่เธอทำงานอยู่น่ะ ถึงจะเป็นลูกเลี้ยงก็เถอะ แต่เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนที่ใครต่อใครหวังจะจับ รวมถึงเธอด้วยละมั้ง? นี่อย่าบอกนะว่าไม่รู้ ...ฉันไม่เชื่อหรอกย่ะ...”
“ไม่รู้....ไม่...เอ้อ....ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าคาเมะเป็นลูกเลี้ยงของท่านประธานกรรมการ รู้แต่ว่าเขาเป็นน้องเลี้ยงของคุณ ผมก็ไม่ทราบอีกง่ะแหล่ะครับว่า คุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงงานนี้ด้วย อีกไม่นานผมก็จะไปแล้ว ช่วงนั้นคาเมะจะไปเรียนต่อก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องไล่ออกจากงานเลย...” ยามะพีพูดเรื่องจริงล้วนๆ ก็คบกับคาเมะมาตลอดเวลา ไม่เห็นมีใครบอกเขาสักคำ และเจ้าตัวคู่รักเองก็ไม่ได้บอกด้วย....
คาเมะเป็นถึงลูกเจ้าของกิจการ...แต่กลับมาอยู่กับเขาในบ้านเท่ารูหนู...หมายความว่าอย่างไรกันแน่นะ.....

“เด็กบ้านั่นน่ะ รักคนไม่ลืมหูลืมตา..เชอะ...ฉันว่า ฐานะอย่างเขาง่ะนะ จะหาใครมานอนด้วยกี่สิบกี่ร้อยก็ได้... พอเธอไปแล้ว ขี้คร้านจะหาใหม่...เธอน่ะจะโดนเขาหลอกกินฟรีซะก็ไม่รู้นะ??”

เสียงแปร๋นๆ นั้นยังดังมากระทบโสตประสาท...ทำไมยามะพีถึงจะฟังเสียงนั้นไม่ออก เสียงแห่งการอิจฉาเริ่มฉายแสงมาให้เห็นรำไร ผู้หญิงคนนี้ต้องไม่มีความประสงค์ดีแน่นอนในการมาบอกกล่าวครั้งนี้ ยามะพีสูดลมหายใจลึกขณะกล่าวว่า
“คาเมะเขารักผมน่ะถูกแล้วล่ะ อย่างน้อยสิ่งที่ผมให้เขาก็จริงใจและเต็มไปด้วยความรัก ไม่ใช่การยัดเยียดความใคร่ให้เขาแบบใครบางคน!!”
“นี่เธอ!! พูดแบบนี้หมายถึงใครหา?” ฮิโตมิแทบสะอึก เจ้าเด็กคนนี้ เห็นท่าจะไม่ยอมลงให้เธออย่างที่คิดไว้แต่แรกซะแล้ว
“ก็คุณนั่นแหล่ะ คุณฮิโตมิ นึกเหรอว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องของคุณ เรื่องคุณกับคาเมะน่ะ ผมก็รู้ง่ะนะ อย่ามาทำเป็นพูดดีไปเลย นี่ก็คงจะหาทางปรนเปรอให้เขาไม่ได้ล่ะซิ ถึงได้มาเที่ยวไซโคชาวบ้านเขาน่ะ” ยามะพีพูดไปก็พยายามรักษาสีหน้าไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบว่า เขาเองก็หวั่นไหวเพียงใด ฮิโตมิกำมือแน่น เธอแทบสะอึกไม่คิดว่าเจ้าเด็กหน้าสวยคนนี้จะปากกล้าได้ขนาดนี้ เหมือนเพื่อนมันอีกคนไม่มีผิด
“นาย!!”
“ฟังนะฮะ คาเมะจะเป็นใครมาจากไหน ผมไม่ใส่ใจหรอก ตอนนี้มีแต่ความรักเท่านั้นที่เรามีให้กัน คุณพี่จอมปลอมหรือสาวมาจากไหน คาเมะเขาไม่สนใจหรอกฮะ” เด็กหนุ่มพูดแค่นั้นก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ตั้งหน้าตั้งตาเช็ดตัวคาเมะต่อไป
“คอยดูนะ...จำไว้เลย ไอ้เด็กบ้า” ฮิโตมิสบถลอดไรฟันออกมา

ยามะพีได้ยินเสียงฝีเท้าของหญิงสาวคู่กรณีเดินปึงๆ ไปทางด้านนอก
แต่สักพักฮิโตมิก็กลับเข้ามา พร้อมกับแฟ้มเอกสารปึกหนึ่ง เธอโยนมันตรงหน้ายามะพี
“เอ้าดูซะ...ดูให้ละเอียดเชียวล่ะ ดูเสร็จแล้วก็บอกตัวเองด้วยว่า ฉันกับคาเมะน่ะผูกพันกันแค่ไหน...” ร่างระหงกล่าวเสร็จแล้วก็ยิ้มแสยะใส่ ยามะพีหยิบแฟ้มนั้นขึ้นมา เขาไม่ได้เหลียวมองฮิโตมิอีก แต่ว่าได้ยินเสียงกระแทกกระทั้นจากรองเท้าส้นสูงดังห่างๆ พร้อมกับเสียงสตาร์ตรถกระหึ่มและเสียงบดของล้อรถที่ขับออกไป

ยามะพีชะโงกหน้าออกไปดู เขาปาดเหงื่อทิ้งเมื่อเห็นความว่างเปล่าในห้องรับแขก ...
“ไปแล้ว...โล่งจริงๆ” เขากลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง คราวนี้เริ่มเช็ดตัวคาเมะจนเสร็จ คนเมาไม่มีทีท่าจะรับรู้อะไรทั้งสิ้นนอกจากพลิกตัวนอนตะแคงข้างหันหลังให้ซะแล้ว....
ยามะพีระบายลมหายใจออกมา เขาหันมาให้ความสนใจกับแฟ้มที่ฮิโตมิโยนให้เมื่อกี้นี้

ในนั้นบรรจุไปด้วยหลักฐานการศึกษาและแนะนำมหา’ลัยจากต่างประเทศ รวมถึงระเบียบการต่างๆ ด้วย ...ยามะพีพลิกดูจนถึงใบหลังๆ มีแต่เรื่องการศึกษาทั้งนั้นเลย นี่คาเมะตั้งใจจะไปเรียนต่อจริงๆ ซินะ ... เพราะมาคบกับเขางั้นหรือถึงทำให้คาเมะลบความตั้งใจที่จะไปเรียนทิ้งไป....คิดแล้วก็น้ำตาพาลจะไหล ยามะพีก้มหน้าลงดูแฟ้มในมือต่อไป ... แต่เอ๊ะ...นอกจากแฟ้มแล้วก็ยังมีซองกระดาษสีขาวอีกหนึ่งฉบับ เขาดูของในซองอย่างใจจดจ่อ
“อะไรหว่า...”
“เอ๊??” เขาขมวดคิ้วมุ่น สิ่งที่เห็นคือรูปถ่ายในนั้น รูปของคาเมะล้วนๆ ...คาเมะตั้งแต่วัยแรกรุ่นในชุดมัธยมต้น คาเมะในชุดนักเรียนม. ปลาย จนถึงเข้ามหาวิทยาลัย แต่ว่าทุกรูปที่ยามะพีเห็นนั้น ล้วนแล้วแต่มีหญิงสาวนามว่าฮิโตมิร่วมถ่ายด้วยทุกรูป ถ้าไม่โอบกอดก็แสดงท่าสนิทสนมจนเกินเหตุ..... เขาพลิกดูจนถึงใบสุดท้าย ยามะพีตกใจจนตัวชา รูปสุดท้ายนี่มัน....
...นี่หมายความว่ายังไง...????
ภาพนั้น.....

ภาพของคาเมะนอนเนื้อตัวเปล่าเปลือยบนเตียงกว้าง โดยมีฮิโตมินั่งครึ่งนอนครึ่งในสภาพกึ่งเปลือยอยู่เคียงข้าง ยามะพียกรูปขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ ... แน่นอน ในภาพนั้น คาเมะนอนหลับ คงจะหลังจากเสพสมกับพี่สาวเลี้ยง ...คงไม่คิดซิว่าฮิโตมิจะใช้กล้องถ่ายรูประบบอัตโนมัติถ่ายภาพอุบาทว์นั้นเอาไว้
ดูจากวันที่ที่ติดเอาไว้มุมภาพ มันเป็นเวลาไม่กี่วันมานี่เอง ...วันที่คบกับเขาแล้วด้วย...
“บ้าที่สุด...” ยามะพีสบถออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้น น้ำตาอุ่นจัดไหลลงมาตามร่องแก้ม

เขาดึงภาพนั้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ

ยามะพีไล้นิ้วไปบนรูปถ่ายนั้น คาเมะคนนี้กับพี่สาวเลี้ยงทำให้เขาเกิดความไม่มั่นใจในความรักของคาเมะที่มีต่อเขาซะแล้วซิ ถ้าเกิดคาเมะรักพี่สาวของตัวเองขึ้นมา แล้วพอฮิโตมิหมั้นกับจิน ชายหนุ่มอาจจะประชดโดยมามีรักใหม่กับเขาก็ได้ จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่านะ...

ความสัมพันธ์ที่มีมานานปีระหว่างหญิงและชาย กับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็วระหว่างเขาและคาเมะ อย่างไหนจะยั่งยืนและจริงจังมากกว่ากันล่ะ...ยามะพีคิดไม่ตก เขามองคนที่นอนหันหลังบนเตียงกว้าง เด็กหนุ่มไล้มือบนเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม ดูเหมือนน้ำตาคงจะหยุดไหลยากเสียแล้ว เพราะมันแข่งกันไหล ...หยดลงมาต้องกลุ่มผมของคาเมนาชิ คาซึยะ.... อยากให้คาเมะตื่นขึ้นมาแก้ตัวเหลือเกิน ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในรูปนั้นมันไม่จริงเลยสักนิด... แม้ว่ามันจะเป็นการโกหกก็ตาม

<<<เธอน่ะจะโดนเขาหลอกกินฟรีซะก็ไม่รู้นะ??>>>>

ถ้อยคำนั้นราวกับจะตอกย้ำให้รู้...จริงรึเปล่าล่ะ..มีเขาไว้แก้ขัดยามเหงาหรือว่ารักจริง...ข้อนี้เขาเองก็ไม่เหลือความแน่ใจในความรักของคาเมะเสียแล้ว

ยามะพีนั่งซึมเศร้าอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน ..... น้ำตาหยุดไหลแล้ว แต่อาการโหวงเหวงในหัวใจนี่ซิ...มันยังไม่ยอมหายไปเลยสักนิดเดียว...

********************************

...แสงแห่งอรุณรุ่งของวันใหม่เริ่มมาเยือนที่บ้านอะกานิชิ จิน...

กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยมาเข้าจมูกทำให้ร่างบางขยับตัว จุนโนะผงกศีรษะขึ้นมอง เห็นชายหนุ่มเจ้าของบ้านเดินเข้ามาพร้อมกับถาดกาแฟในมือ จินมีสีหน้าสดชื่น เขาวางถาดบนโต๊ะข้างที่นอน จากนั้นก็ก้มลงแตะริมฝีปากบนแผ่นหลังของจุนโนะ ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากปากสวยได้รูป จุนโนะพลิกกายนอนหงาย ดึงใบหน้าของเจ้านายขึ้นให้เสมอหน้าของตน จากนั้นกลีบปากบางของเด็กหนุ่มก็เป็นฝ่ายไล้แผ่วเบาเหนือหน้าผากของจิน ...แสดงให้เห็นว่าจุนโนะสุเกะไม่เหลือร่องรอยของความงอนเง้าจากเรื่องเมื่อวานอีกต่อไป...

“วันนี้เจ้านายของผมเป็นคนชงกาแฟเองเลยเหรอฮะ?” จุนโนะถาม จินพยักหน้า เขาชะโงกตัวเหนือร่างบาง มองไล่ตั้งแต่ดวงตาเรียวสวย จมูกโด่งรับกับริมฝีปากบางหยักงดงาม ผิวแก้มที่เป็นสีแดงระเรื่อเพราะได้รับรสรักอันหวานชื่นในคืนที่ผ่านมา
“มาปลุกนะครับ...สายป่านนี้แล้ว เลขาคนงามของฉันยังนอนขี้เกียจอีกแน่ะ” จินว่าพลางตบสะโพกของจุนโนะที่อยู่ใต้ผ้าห่มเบาๆ เรียกเสียงหัวเราะคิกจากปากของหนุ่มน้อย อ้อมแขนเรียวโอบรอบคอจิน โน้มใบหน้าเคลียคลอกับจมูกโด่งงามของเขา เมื่อจินอดใจไม่ไหวหอมแก้มนวลดังฟอด จุนโนะก็จูบปากเขาเร็วๆ เป็นการตอบแทน

...วงสีน้ำตาลเข้มภายในดวงตาคู่สวยของจุนโนะสะท้อนให้เห็นดวงหน้าที่ยิ้มพรายของจินอยู่ในนั้น ดวงตาสดใสเป็นประกายตรึงสายตาของจินไม่ให้คลาดไปจากดวงหน้าของจุนโนะได้เลย...นี่เขาชักจะหลงเจ้าเด็กคนนี้มากเกินไปหรือเปล่านะ... ทุกท่วงท่าที่จุนโนะแสดงออกมาล้วนแล้วแต่ทำให้หัวใจของเขาแช่มชื่นขึ้นทุกวัน ทุกเวลาและทุกนาที

มือใหญ่ค่อยๆ ดึงผ้าห่มที่พันกายจุนโนะออก มันเผยให้เห็นเนื้อนวลเนียนขาวละออตาทีละนิด ทีละหน่อย จินไล้ปากตามชายผ้าที่ร่นออก จนกระทั่งพบยอดอกเม็ดจ้อย เขาไม่รีรอที่จะเชยชมเม็ดเชอรี่น้อยๆ นั่น จุนโนะคราง ห่อตัวอย่างเอียงอาย
“อื้อ....คุณจิน......อือ......” เสียงครางกระเส่า แต่การบิดกายเข้าหาปากของเขาทำให้จินได้ใจ เขาปัดชายผ้าออกเรื่อยๆ จนริมฝีปากขบเม้มเหนือท้องน้อย สะดือบุ๋มและที่ต่ำกว่านั้น จุนโนะนอนบิดตัวร้องครวญคราง มือเรียวเริ่มซุกเข้าไปในเส้นผมของจิน ย้ำนิ้วมือเป็นจังหวะเมื่อเจ้าของเส้นผมก้มหน้าต่ำลงเรื่อยๆ จนครอบครองส่วนหวงแหน
“อ๊าาา...อือ.....”
“หวานจริงๆ จุนโนะสุเกะ...” จินกระซิบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเข้ายึดครองเรือนกายทุกสัดส่วนของร่างโปร่งบางจนสะท้านไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย

...........................................

พักใหญ่ๆ จุนโนะลุกขึ้นอย่างเมื่อยขบ ขณะนั้นจินได้ออกไปประชุมที่บริษัทใหญ่ ทิ้งให้หนุ่มน้อยอยู่บนเตียงตามลำพัง จุนโนะยืนพิงหลังกับผนังกระเบื้องอันเย็นเฉียบของห้องน้ำ สายน้ำฟองฝอยสาดกระทบผิวกายเปลือยเปล่า เขาแหงนหน้าขึ้น รู้สึกดื่มด่ำกับความรู้สึกเช่นนี้จริงๆ ....จินรักเขา ข้อนั้นไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป ... เอาไว้ให้จินกลับมาจากประชุมเสียก่อนเถอะ เขาจะบอกว่า เขาก็รักจินไม่น้อยไปกว่ากันเลย แม้ว่าความหวังที่จะได้อยู่ร่วมกันแบบคนรักแทบจะเป็นเปอร์เซ็นต์ศูนย์ก็ตาม....

........................

จุนโนะเงยหน้าจากเครื่องคอมเมื่อประตูห้องทำงานเปิดออก กลิ่นน้ำหอมโชยมาก่อนจะเห็นตัวคนเปิดประตู
ฮิโตมิยืนอยู่ที่นั่น แต่งตัวเฉิดฉายงดงามเหมือนเดิม แต่ใบหน้าที่บูดบึ้งนี่ซิ ลบความสวยไปจนเกือบหมดสิ้น หญิงสาวมองเขาเขม็ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก... จุนโนะไม่ชอบยิ้มนั้นก็เลยก้มหน้ามองคีย์บอร์ด เพราะดูๆ ว่าเจ้าตัวอักษรเหนือแป้นนั้นจะน่าดูกว่าหน้าของฮิโตมิเป็นไหนๆ
จากหางตาเห็นชายกระโปรงของหญิงสาวมาหยุดตรงหน้า จากนั้นกระดาษปึกหนึ่งก็ถูกโยนแหมะข้างเครื่องคอมฯ จุนโนะเหลือบตาดู เห็นบนกระดาษมีลายมือเขียนรายชื่อของใครต่อใครยุ่งเหยิงไปหมด
“พิมพ์รายชื่อนี่ด้วย ให้เสร็จก่อนเที่ยงนะ ฉันจะเอาไปให้เขาพิมพ์ซองการ์ดแต่งงาน” ฮิโตมิเอานิ้วจิ้มๆ ไปบนกระดาษ
“รายชื่อแขกที่จะมาร่วมงานแต่งงานของฉันกับจิน!!” หญิงสาวกดเน้นย้ำชื่อของจินมากเป็นพิเศษ เมื่อเห็นจุนโนะมองเธอตาแป๋วก็เริ่มฉุน เจ้าหมอนี่จะมาไม้ไหนกันแน่ ฝีปากกล้าที่ชอบต่อปากต่อคำกับเธอมันหายไปไหนกันแน่นะ เหลือแต่ความเฉยเมยที่มองตอบกลับมา ฮิโตมิกระแทกกระดาษเหนือจอมอนิเตอร์ แล้วก็เท้าแขนกับโต๊ะทำงาน มองจุนโนะอย่างเยาะหยัน
“เสียใจด้วยที่ในบรรดารายชื่อแขกรับเชิญไม่มีชื่อของเธอ...แต่ถ้าเธอคิดจะไปร่วมแสดงความยินดีในวันชื่นคืนสุขของเจ้านายเธอ ฉันก็ไม่ว่าอะไรนะ”
“ผมก็ไม่ได้คิดจะไปอยู่แล้วนี่” จุนโนะพูดเป็นประโยคแรก แล้วก็ลุกขึ้นยืนตัวตรง และเอ่ยอีกว่า
“ผมคงพิมพ์ให้คุณไม่ได้ เพราะผมจะทำงานเฉพาะที่คุณจินสั่งเท่านั้น!!”
“หนอย...ไอ้เด็กปากดี...ทำฉันอารมณ์เสียจนวินาทีสุดท้ายเลยนะ...แต่ก็เหอะ...ฉันไม่ถือสาหรอก คนกำลังผิดหวังอย่างนาย..ก็ต้องเป็นแบบนี้แหล่ะ...ฉันเอาวางไว้ตรงนี้ล่ะนะ จะพิมพ์หรือไม่พิมพ์ก็ตามใจ เดี๋ยวฉันจะไปหาคู่หมั้นซะหน่อย จินนัดฉันไว้ว่า เขาจะไปตัดสูทแต่งงาน...ไปล่ะหนูน้อย เธอน่าจะทำงานตามที่สั่งนะ จะคำสั่งของจินหรือของฉันก็คำสั่งเดียวกันนั่นแหล่ะ...อีกไม่นานฉันกับจินก็เป็นคนคนเดียวกันแล้ว...”
คำพูดนั้นเสียดแทงหัวใจของเด็กหนุ่มเหลือเกิน คนพูดพูดเสร็จแล้วก็เดินสะบัดก้นจากไป ดูเหมือนจุนโนะจะได้ยินเสียงหัวเราะออกมาจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกนั่นด้วย

ร่างสูงนั่งแหมะลงบนเก้าอี้อย่างหมดเรี่ยวแรง ปึกรายชื่อแขกรับเชิญวางอยู่ตรงหน้า เขาเปิดออกดูคร่าวๆ มีแขกจำนวนมากมายที่ต้องมาเป็นสักขีพยานในการแต่งงานของจิน แต่ในจำนวนนั้นไม่มีชื่อเขา...และมันก็ไม่สมควรจะมีด้วยแต่แรกเลยนี่นา... เขามาทีหลัง ข้อนั้นเขารู้ดี ถ้าเขาไม่มาที่นี่ จินก็คงไม่ต้องลำบากใจถึงเพียงนี้ ...
เขาโทรศัพท์หาจิน ที่ทำงานบอกว่าจินออกไปข้างนอกแล้ว พอโทร. เข้ามือถือก็สายไม่ว่าง....
นี่คงจะไม่กล้าสู้หน้าเขาล่ะซิถึงได้เอาเรื่องประชุมมาอ้าง ฮิโตมิคงจะพาจินไปตัดชุดสูทแน่ๆ เลย....
แล้วเขาล่ะ ควรจะทำอย่างไรดี....จะพิมพ์รายชื่อแขกตามที่ฮิโตมิบอกดีหรือว่าไม่พิมพ์....
..................
...เรื่องอะไรจะพิมพ์ให้...มีจินเท่านั้นที่จะสั่งเขาได้คนเดียว...

จุนโนะยกมือปิดหน้า รู้สึกถึงอาการเจ็บรุนแรงที่หัวใจ ...เขาไม่น่ามาที่นี่เลย...ไม่ควรมาเลย...ไม่น่ามารู้จักกับคนชื่อ อะกานิชิ จินคนนี้เลยจริงๆ...รู้ตัวว่ารัก..ก็เจ็บถึงเพียงนี้...นี่ถ้าจินแต่งงานวันไหนเขามิเจ็บเจียนตายหรอกหรือ...??

ม่านหน้าต่างไหวพลิ้ว ชายผ้าม่านสีขาวโบกสะบัดไปตามแรงลม เขาเห็นร็อกกี้วิ่งเล่นอยู่ด้านล่าง นับวันมันก็ยิ่งโตขึ้นทุกที ลำตัวสีน้ำตาลอ้วนท้วนสมบูรณ์ เพราะจินเลี้ยงดี และดูมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่... เขาควรจะเอามันกลับโตเกียวด้วยดีมั้ยนะ... ขืนให้อยู่ที่นี่ ถ้าจินแต่งงานแล้ว ฮิโตมิอยู่ที่นี่ด้วย ร็อกกี้คงจะกลายเป็นชิ้นๆ แน่นอน
สวนดอกไม้เบื้องล่างนั่นชูช่อดอกไสว เบิ่งบานรับฤดูร้อน และมันก็กำลังจะหมดลงในเวลาอีกไม่นานนัก ถ้าเขาย่างเท้าไปจากที่นี่ อีกสักกี่ชาติถึงจะได้กลับมาเห็นอีก .......
จุนโนะเบือนหน้าไปมองรูปของจินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างโซฟาเล็กริมหน้าต่าง ใบหน้านั้นยิ้มกว้าง ดูเหมือนจะยิ้มให้กับเขาเพียงคนเดียวในยามนี้....ใช่สิ ถ้าเขาออกไปจากบ้านหลังนี้ เขาก็จะไม่ได้เห็นจินอีกแล้ว...

......พอคิดมาถึงตรงที่ว่า ...จะไม่ได้เห็นจินอีกแล้ว.... น้ำตาก็เอ่อล้นออกมา...กลบภาพต่างๆ จนหมด

“ฮึก....ผมรักคุณ...รักคุณนะฮะ...ฮึก...” จุนโนะสะอื้นฮักออกมา.... เขาคว้ารูปของจินขึ้น ดึงภาพนั้นออกจากกรอบ ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ ....
ด้วยดวงตาที่พร่าพราย เขาเดินไปพิมพ์ข้อความบางอย่างบนหน้าจอคอม แล้วก็ปริ้นต์ออกมาวางซ้อนทับกระดาษรายชื่อแขก เอาคลิปเหน็บเอาไว้เรียบร้อย แล้วก็วางไว้ตรงที่ๆ จินจะเห็นได้อย่างง่าย

จุนโนะเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางใบเล็กของเขา ถอดเสื้อเชิ้ตที่จินให้ ใส่ไม้แขวนอย่างเรียบร้อย ก่อนออกจากห้องก็เหลียวมองอย่างอาลัยอาวรณ์ ... คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นห้องอันแสนอบอวลด้วยความรักแล้วละมัง
เด็กหนุ่มเดินลงบันไดอย่างแผ่วเบา ความตั้งใจแรกคือ อยากจะเข้าไปร่ำลาแม่บ้านและคนอื่นที่กำลังทำงานอยู่ในบ้าน แต่ว่าเมื่อเขาเดินลงบันไดมาก็ไม่พบใครสักคน ...นอกจากเจ้าหมาน้อยร็อกกี้ที่กำลังยืนกระดิกหาง แหงนมองเขาอยู่ตรงบันไดขั้นล่าง จุนโนะก้มลงอุ้มมันขึ้นมา

“ไปกันเถอะนะ หมาน้อย...เสียใจนะที่จะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว...เอาไว้ไปวิ่งเล่นที่บ้านก็แล้วกันนะ ร็อกกี้...”

*****************************

จุนโนะโบกรถรับจ้างแถวนั้น ให้รีบบึ่งไปที่ไร่ฝ้ายของจินอย่างเร็ว .... ไม่รู้ว่าพวกของโคกิและคนอื่นจะไปจากที่นั่นหรือยัง เขาจะไปทันหรือเปล่า ชะเง้อมองไปยังทางข้างหน้า เมื่อรถเลี้ยวโค้ง จุนโนะก็ใจชื้นเมื่อเห็นรถพ่วงยังจอดอยู่ที่เดิม แต่จะต่างกันก็ตรงที่ มีรถของรุ่นพี่มาเพิ่มด้วยอีกสองสามคัน รถทุกคันต่างเริ่มจอดเรียงแถว พร้อมที่จะออกเดินทางอยู่แล้ว...
“เดี๋ยว!! รอด้วย...โคกิ!!” จุนโนะตะโกนทันทีเมื่อลงจากรถ เด็กหนุ่มวิ่งกระหืดกระหอบไปที่รถพ่วงนอนสีฟ้า ซึ่งเป็นรถคันเดิมกับที่เขาเดินทางมา
“อ้าว...!! จุนโนะ..ะ.ะ.ะ...ไหนว่าจะยังไม่กลับไง?” โคกิถามด้วยความแปลกใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าสลดวูบของเพื่อนรัก เขาก็เงียบกริบ...จุนโนะฝืนหัวเราะทั้งๆ ที่ดวงตาแดงก่ำ
“ก็มาคิดได้ว่า ยังไงๆ ก็ต้องกลับอยู่ดี ก็เลย.......เลย....” เสียงพูดขาดหายไป พร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า โคกิพอจะเข้าใจ เขาตบบ่าเพื่อนรักเบาๆ
“เอ้อ.ช่างเถอะนะ จุนโนะ ยังไม่ต้องเล่าก็ได้ นายมาทันเวลาพอดีเลยรู้หรือเปล่า...พวกรุ่นพี่เร่งแล้วล่ะ ขึ้นรถเลย” โคกิรุนหลังจุนโนะขึ้นรถทางด้านหลัง ซึ่งเป็นตู้นอน เขามองไปทางรถสามคันแรกที่จอดอยู่ด้านหน้า....... คันที่หนึ่งทำมือบอกสัญญาณแล้วก็เคลื่อนออกไป......คันที่สองก็ตามไป และคันที่สาม และคันที่สี่...

เมื่อเข้ามาในรถ จุนโนะวางกระเป๋าและร็อกกี้ไว้บนพื้น แต่แล้วเมื่อเขาหันมาทางเตียงนอนเล็กๆ ด้านในสุดของตัวรถ เขาก็ต้องชะงักเมื่อร่างๆ หนึ่ง กำลังนั่งมองเขาด้วยดวงตาที่เศร้าสร้อย......
“ยามะพี!!?? ไหนว่ายังไม่กลับไง??” จุนโนะอุทานออกมา...
“จุนโนะ..ะ...ะ...ะ...” ยามะพีกางแขนออก เขาโผเข้าหาจุนโนะ ร้องไห้ออกมา เรื่องทุกข์ใจอะไรที่ยามะพีได้ประสบ ดูเหมือนจุนโนะจะรู้โดยไม่ต้องสอบถาม หนุ่มน้อยกอดคอกันร้องไห้สองคน ต่างคนต่างเข้าใจกันดีทีเดียว...เพราะหัวอกเดียวกันทั้งคู่....

................................

ขบวนคาราวานได้ถอนตัวออกไปแล้ว ..ทิ้งไว้แต่ฝุ่นตลบและความทรงจำเอาไว้ทางเบื้องหลัง ทิวทัศน์สองข้างทางยังเงียบสงบเหมือนเช่นทุกวัน จุนโนะกอดยามะพีไว้ ขณะสายตาที่มีหยาดน้ำมองออกไปทางกระจกด้านหลัง ...เห็นไร่ฝ้ายของจินเล็กลงเรื่อยๆ...จนในที่สุดเมื่อรถเลี้ยวโค้งเข้าสู่เมืองข้างหน้า .....ภาพไร่ฝ้ายก็หายไป หลงเหลือไว้แต่ความทรงจำ.......

....ความทรงจำอันแสนจะเจ็บปวด...

****************************

to be continue

comment ที่นี่จ้า...

Hosted by www.Geocities.ws

1